ส่งต่อ สุขภาพดี

ส่งต่อ สุขภาพดี ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ส่งต่อ สุขภาพดี, บริการด้านสุขภาพทางเลือกแบบองค์รวม, Bangkok.

7 วิถีการกินสู่ความอ้วน!โดย Porraphat 2561ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้านจากการศึกษาวิถีการกินกับความอ้วนของกลุ่มประชาการตัวอย...
16/07/2018

7 วิถีการกินสู่ความอ้วน!โดย Porraphat 2561

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

จากการศึกษาวิถีการกินกับความอ้วนของกลุ่มประชาการตัวอย่าง 5,200 ราย พบว่า วิธีการกินอาหารที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินมีอยู่ 7 แบบ หรือ 7 วิถีการกิน คือ

1. การกินตามอารมณ์ บางคนใช้การกินเป็นการระบายอารมณ์จัดการความรู้สึก เช่น ยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งเศร้าก็ยิ่งกิน ดีใจก็กินฉลอง เสียใจก็กินประชด พูดง่ายๆว่า อารมณ์แบบไหนก็กินทั้งนั้น

2. กินแต่ของสำเร็จรูป เพราะหาง่าย อยู่ใกล้มือ ไม่ชอบกินของสด เพราะรู้สึกเหม็นเขียว ไม่อร่อย จืดชืด รสชาติไม่สะใจ ของสำเร็จรูปโดยเฉพาะฟาสต์ฟู้ดจะมีไขมัน แป้ง น้ำตาลค่อนข้างสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้วนได้หากรับประทานประจำ

3. กินแก้กลุ้ม กังวลมากไปก็หิวบ่อย เครียดมากไปก็กินบ่อย

4. กินของ "ว่าง" (ที่ไม่ว่าง) ทั้งวัน กินไปทำงานไป กินไปดูทีวีไป

5. กินเติมเต็มความสุขทางใจ ทางจิตวิญญาณ การกินเป็นเครื่องแสดงความมีบุญวาสนามีอันจะกิน กินดีอยู่ดี กินให้อ้วน แสดงว่ามีความอุดมสมบูรณ์

6. กินตามบรรยายกาศ สุนทรียภาพ เช่น กินในที่สงบ ร่มรื่นเย็นสบาย จะกินได้มากเป็นพิเศษ หรือนักชิม ผู้ชอบในศิลปะการทำอาหารหรือการกินอาหาร ทำให้เกินนิสัย "กินเกิน"

7. กินออกสังคม เช่น กินสังสรรค์ในหมู่เพื่อนญาติมิตรสหาย ในครอบครัวกับคนที่รู้ใจ จะทำให้กินได้นานและมากกว่าปกติ

ดังนั้น ใครที่ไม่อยากอ้วนหรือจะลดน้ำหนักต้องระวังการกินในสถานการณ์ หรือวิถีการกินสู่ความอ้วนทั้ง 7 นี้ไว้ให้ดี ไม่เผลอตัวจนพุงยื่นออกมานอกตัว
https://line.me/R/ti/p/%40kew6403s

10 สัญญาณเช็คอาการไทรอยด์ผิดปกติ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่นผู้ป่วยที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษจะส่งผลกระทบไปถึงการทำงานของห...
11/04/2018

10 สัญญาณเช็คอาการไทรอยด์ผิดปกติ

อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น

ผู้ป่วยที่มีภาวะไทรอยด์เป็นพิษจะส่งผลกระทบไปถึงการทำงานของหัวใจทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย ใจสั่นหรืออ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉงในภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ


ผมร่วง

ภาวะไทรอยด์เป็นพิษหรือไทรอยด์ทำงานต่ำสามารถเกิดผมร่วงได้


นอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับมาคุกคามคุณบ่อยๆทั้งที่ปกติเป็นคนที่นอนหลับง่ายและหลับได้สนิทโดยตลอด เนื่องจากหากไทรอยด์ผิดปกติอาจหลั่งฮอร์โมนมามากเกินไปจนกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและรบกวนการพักผ่อนของเราได้

รู้สึกง่วงตลอดเวลา

จะเกิดได้ในภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ จะเกิดอาการอ่อนเพลียไม่สดชื่นร่วมด้วย

อ้วนขึ้นหรือผอมลงอย่างผิดปกติ

ต่อมไทรอยด์ผิดปกติในลักษณะหลั่งฮอร์โมนออกมามากกระตุ้นระบบเมตาบอลิซึมให้ขยันเกินไปในภาวะไทรอยด์เป็นพิษจะพบว่าน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนในไทรอยด์ทำงานต่ำจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นง่าย เนื่องจากการเผาผลาญที่ต่ำลง


หิวบ่อยหรือไม่หิวกินไม่ค่อยลง

การทำงานไทรอยด์ทำงานมากขึ้นอาจทำให้เกิดความรู้สึกหิวบ่อยขึ้น ทานมากขึ้นแต่น้ำหนักตัวลดลง

ขับถ่ายไม่เป็นปกติ

เข้าห้องน้ำน้อยกว่าปกติหรือท้องผูกบ่อยๆแม้จะกินพวกผัก ผลไม้อยู่เกิดจากร่างกายมีภาวะขาดไทรอยด์ได้ในภาวะไทรอยด์เป็นพิษจะมีการทำงานของลำไส้มากขึ้น ทำให้ถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นกว่าปกติ ส่วนในไทรอยด์ต่ำอาจพบอาการท้องผูก

รู้สึกหนาวตลอดเวลาหรือขี้ร้อนมากขึ้น

ต่อมไทรอยด์ไม่หลั่งฮอร์โมนออกมาในปริมาณเพียงพอทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ความร้อนในร่างกายก็จะลดน้อยลง ภาวะไทรอยด์เป็นพิษจะมีอาการขี้ร้อน เหงื่อออกมากกว่าปกติ ส่วนภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำจะมีอาการขี้หนาวมากขึ้น


ผิวแห้ง

ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำจะมีระบบเผาผลาญทำงานได้ช้าลงส่งผลต่อผิวแห้งมากขึ้นหรือเหงื่อลดน้อยลง

ใจสั่น

ภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไปจะเร่งกระบวนการการทำงานส่วนต่างๆของร่างกายทั้งหมดจะทำให้หัวใจก็ยังเต้นเร็ว

*** อย่าเพิ่งวิตกกังวลเกินไปเพราะบางอาการก็สามารถเกิดจากสาเหตุอื่นได้ควรไปตรวจเช็คสุขภาพอย่างละเอียดจะดีที่สุด

#ไทรอยด์

13/03/2018

1.เรื่องมาก ไม่มีใครหรอกที่ชอบคนที่เรื่องมากเรื่องเยอะ เพราะเวลาที่ผู้ชายเค้าอยู่ด้วยเค้าจะรู้สึกไม่โอ.....

10/03/2018
9 วิธีหลับง่ายนอนสบาย           เรารู้กันดีว่าการนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่ที่ยากกว่านั้นก็คือ หลายคนนอนยังไงก็...
10/02/2018

9 วิธีหลับง่ายนอนสบาย

เรารู้กันดีว่าการนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่ที่ยากกว่านั้นก็คือ หลายคนนอนยังไงก็นอนไม่หลับ ถ้าใครไม่เคยเป็นก็คงไม่รู้รสชาติของความทรมาน หากเทคนิคมากมายที่เคยใช้ไม่สามารถทำให้คุณนอนหลับได้ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ดู รับรองว่าจะทำให้หลับสนิทได้ง่ายขึ้น

1.ฝึกเข้านอนให้ตรงเวลา ร่างกายของเราถูกสร้างมาให้ทำงานสอดคล้องกับความเป็นไปในธรรมชาติ นั่นแหมายความว่า เราควรพยายามนอนและตื่นเป็นเวลาเดิมทุกวันทุกเช้า ไม่ว่าเมื่อคืนจะนอนกี่ทุ่ม การชดเชยเวลานอนที่เสียไปด้วยการนอนตื่นสายในวันสุดสัปดาห์จะทำให้ตื่นยาก เมื่อถึงเช้าวันที่ต้องไปทำงาน

2.อาบน้ำอุ่นก่อนนอน เป็นการช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดในร่างกายหมุนเวียนได้ดี และช่วยให้เรานอนหลับสบายขึ้น

3.ผ่อนลมหายใจ โดยเริ่มจากหายใจเข้าทางจมูก นับ 1-5 ในใจ จากนั้นปล่อยลมหายใจออกทางปากช้า ๆ ในระหว่างนั้น นับ 1-10 ในใจจะรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายลงทันที ขณะเดียวกันควรปล่อยวางเรื่องเครียดไปพร้อม ๆ กันด้วย

4.ดื่มนมอุ่น ๆ สัก 1 แก้ว กรดอะมิโนในนมมีส่วนช่วยในการทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สบายขึ้น

5.จิบน้ำผึ้งสักครึ่งช้อนชา เพียง 5 นาทีหลังจากที่ดื่มน้ำผึ้งจะเข้าไปมีส่วนกระตุ้นให้สมองหลั่งสารซีโรโทนิน ซึ่งส่งผลให้เรารู้สึกผ่อนคลาย และช่วยทำให้คุณง่วงได้

6.ทำมือให้อุ่น การทำมือให้อุ่นจะสามารถลดความตึงเครียดลงได้ก่อนนอนอาจจะแช่มือในน้ำอุ่นสักครู่ ก็มีส่วนช่วยทำให้คุณนอนหลับได้ง่าย และสบายขึ้น

7.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างหนัก 4 ชั่วโมงก่อนนอน อาจทำให้นอนยากขึ้น แต่หากทำก่อนหน้านั้นสัก 6 ชั่วโมง จะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นเมื่อถึงเวลานอน และหลับได้ลึกอีกด้วย

8.เลือกเสียงเพลงขับกล่อม บรรยากาศที่ดีช่วยให้เราเคลิบเคลิ้มได้ไม่ยาก ลองเลือกเพลงบรรเลงเบา ๆ ที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจให้ดูสงบมาฟัง อาจจะช่วยเร่งให้การนอนได้เร็วและลึกขึ้น ควรตั้งเวลาปิดเพลงด้วยก็ดี เพราะขณะนอนหลับควรเป็นเวลาที่เงียบจะดีที่สุด

9.สร้างบรรยากาศในการนอน อุณหภูมิภายในห้องควรอยู่ที่ระดับเย็นสบาย ห้องนอนควรมืดสนิท โดยใช้ผ้าม่านเนื้อหนา เพื่อสร้างบรรยากาศในการนอน ความมืดสนิทจะช่วยให้หลับง่ายและเร็วขึ้น
----------------------------------------------
4.เรื่องต้องห้ามยามเข้านอน

1. ไม่เปิดวิทยุหรือโทรทัศน์ทิ้งไว้ เพราะแทนที่คุณจะได้นอนหลับอย่างเป็นสุข ก็อาจจะฟังวิทยุหรือดูโทรทัศน์เพลินจนลืมความง่วง และนอนหลับได้ยากขึ้น

2.ควรหลีกเลี่ยงชากาแฟ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ก่อน นอนอย่างเด็กขาด เพราะจะทำให้ประสาทแข็งและนอนหลับได้ยากขึ้น

3.อย่าแบกงานขึ้นไปบนเตียง เพราะมันจะคอยหลอกคุณให้คิดวนเวียนอยู่กับเรื่องงานและตาสว่างจนเลยเวลานอน

4.อย่าจับจ้องกับเวลาว่าตอนนี้เวลาล่วงเลยไปดึกแค่ไหน การจดจ่อกับนาฬิกายิ่งทำให้คุณกระวนกระวายนอนหลับได้ยากขึ้น

13/10/2017

จะมีใครบ้างหนอ ที่ทำแบบนี้กับบุพการี
เห็นแล้วทั้งขำ ทั้งน้ำตาซึม
#คิดถึงแม่

สังเกตโรคภัย จากใบหน้า   อย่าลืมส่องจกดูหน้าคุณ เพราะว่ากระจกกําลังบอกว่าระบบภายในร่างกายของคุณกําลังมีปัญหาก็ได้นะคะ
09/10/2017

สังเกตโรคภัย จากใบหน้า

อย่าลืมส่องจกดูหน้าคุณ เพราะว่ากระจกกําลังบอกว่าระบบภายในร่างกายของคุณกําลังมีปัญหาก็ได้นะคะ

🔍🔍แพ้แสง แสบตา ปวดตาเวลาที่อยู่ในที่สว่าง อาจเป็นอาการเบื้องต้นของหลายโรค เช่น ปวดหัวไมเกรน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือปัญห...
29/09/2017

🔍🔍แพ้แสง แสบตา ปวดตาเวลาที่อยู่ในที่สว่าง
อาจเป็นอาการเบื้องต้นของหลายโรค เช่น ปวดหัวไมเกรน เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือปัญหาทางดวงตาอื่นๆ

การแพ้แสงส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติทางตา ที่พบบ่อย คือ
📌ตาแห้ง เป็นความผิดปกติของน้ำตา ความเข้มข้นของน้ำตามากขึ้น ผิวตาถูกทำลาย แพ้แสงที่พบบ่อยในวัยทำงาน มักเกิดจาก การใส่คอนแทคเลนส์ จ้องจอนานๆ อยู่ในที่ความชื้นต่ำ หรือ เกิดจากการใช้ยาสเตียรอยด์ หรือ ฮอร์โมนเปลี่ยนหลังวัยหมดประจำเดือน

📌กระจกตาผิดปกติ อาจมีการถลอกหรือหลุดลอก ทำให้ดวงตาไวต่อความรู้สึกมากขึ้น ทั้งระคายเคืองง่าย และแพ้แสง

📌เยื่อบุตาอักเสบ มักก่อให้เกิดตาแดง มีขี้ตา และอาจมีการแพ้แสง โดยเฉพาะบางคนที่มีอาการอักเสบลึกถึงขอบตา ก็มักมีอาการแพ้แสงด้วย

📌มีต้อลม หรือต้อเนื้อ แล้วเกิดการอักเสบ แดง ก็ทำให้ระคายเคืองตา และแพ้แสงได้ในบางคน

❤️ วิธีดูแลตัวเองเมื่อแพ้แสง
🍃หลักเลี่ยงการเจอแสงโดยตรง เช่น ใส่แว่นกรองแสง หรือแว่นกันแดดช่วย
🍃พักสายตาโดยการหลับตา หรือมองไกลๆ สลับกับการมองหน้าจอ หรือใช้น้ำตาเทียมช่วยได้
🍃หากมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดตา ตามัว ปวดหัวหนัก ควรรีบพบแพทย์

อย่าใจเย็น จนเป็นเยอะแล้วค่อยหาทางดูแลนะคะ

คุณพ่อคุณแม่เคยเจอลูกมีอาการเหล่านี้บ้างหรือเปล่าเวลาที่ลูกต้องการจะให้พ่อแม่ทำอะไรให้ เช่น กินขนม ซื้อของเล่น พาไปเที่ย...
18/09/2017

คุณพ่อคุณแม่เคยเจอลูกมีอาการเหล่านี้บ้างหรือเปล่า
เวลาที่ลูกต้องการจะให้พ่อแม่ทำอะไรให้ เช่น กินขนม ซื้อของเล่น พาไปเที่ยว เมื่อไม่ได้ดั่งใจ ลูกก็จะร้องไห้งอแง หนักๆ เข้ามีอาการดิ้นลงไปกับพื้น ชักดิ้นชักงอ สุดท้ายพ่อแม่ก็ต้องยอมทำตามที่ลูกต้องการ
เวลาที่ไปขัดใจลูก เช่น ให้หยุดเล่นเพื่อไปทำกิจกรรมอื่น ลูกก็จะร้องไห้งอแง
เวลาที่พ่อแม่สอนหรือบอกลูกให้ทำอะไร ลูกมักจะต่อต้านหรือไม่ยอมทำตาม
สาเหตุที่ลูกมีอาการเหล่านั้นเพราะ

นับตั้งแต่ลูกเกิดออกมา ลูกของเราก็จะมีการเรียนรู้ เช่น เมื่อตัวเองรู้สึกหิว เมื่อร้องไห้แล้วมีน้ำนมให้กิน เด็กก็จะเรียนรู้ว่า อ้อ.. ถ้าหิวให้ร้องไห้นะ เดี๋ยวจะมีน้ำนมมาให้กินอิ่มอร่อย
เมื่อลูกเรียนรู้ว่าทำแบบไหนแล้วได้ผล แต่เมื่อทำซ้ำแล้วยังไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ลูกก็จะเพิ่มความรุนแรงของการกระทำขึ้นไปอีก เช่น ครั้งแรกพ่อแม่พาไปเที่ยวแล้วซื้อของเล่นหรือขนมให้ลูกกิน เมื่อพาลูกออกไปอีก ลูกก็จะให้เราซื้อขนมหรือของเล่นเพิ่มให้ เมื่อไม่ได้ลูกก็จะร้องไห้ หากการร้องไห้ครั้งนี้ทำให้พ่อแม่ใจอ่อนจนทำตามสิ่งที่ลูกต้องการ ลูกก็จะเรียนรู้และเข้าใจไปเองว่า “ทำแบบนี้แล้วพ่อแม่จะยอม”
เมื่อวันต่อๆ ไปอยากจะได้อะไร ลูกก็จะนำกลับไปใช้มุขเดิม คือ ร้องไห้งอแง ถ้าไม่ได้ ลูกก็จะร้องไห้หนักขึ้น ดังขึ้น มีอาการลงไปนั่งชักดิ้นชักงอ หากพ่อแม่ยอมตามใจลูก ลูกก็จะจดจำไปอีกว่า “ถ้าทำแบบขั้นที่ 1 ไม่ได้ ก็ทำแบบขั้นที่ 2 นี้ แล้วพ่อแม่จะยอมฉัน”
ยิ่งพ่อแม่เห็นลูกร้องไห้งอแงแล้วก็ตามใจ หรือพูดโอ๋ลูก ลูกก็จะยิ่งจดจำว่า ทำสิ่งนี้แล้วจะมีคนรัก คนเอาใจ ซึ่งเด็กทุกๆ คนจะเรียนรู้เองตามธรรมชาติ ทำให้ยิ่งโตขึ้น ลูกจะยิ่งเอาแต่ใจมากขึ้น และหากขัดใจ ก็จะร้องไห้หรือมีพฤติกรรมที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

ทางแก้ไม่ให้ลูกเอาแต่ใจตัวเอง

ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของลูกให้มากว่าลูกในวัยนี้ (ช่วง 6 ขวบแรก) นั้น หากพ่อแม่สอนและฝึกไม่ตามใจลูกทุกครั้งที่ร้องไห้งอแง ลูกจะโตขึ้นมาโดยไม่ติดนิสัยเหล่านี้
ให้ลูกหัดเรียนรู้การช่วยเหลือตัวเอง เช่น พ่อแม่อาจจะเริ่มฝึกลูก (เริ่มตอน 2 ขวบ) ให้เริ่มใส่เสื้อผ้าเอง, กินข้าวเอง, ดื่มน้ำจากแก้วเอง ฯลฯ และควรพาลูกไปเล่นกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน เมื่อลูกไปเจอกับเพื่อนในวัยเดียวกัน ลูกจะเรียนรู้การแบ่งปัน การได้รับและการให้
เวลาที่ลูกร้องไห้เมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (ประเภทลงไปนั่งดิ้นชักกระตุกๆ ที่พื้น) สิ่งแรกที่พ่อแม่ต้องทำคือ การเข้าไปอุ้มลูก กอดลูกไว้ โดยไม่ต้องไปโวยวาย ไปดุด่าว่าลูก แค่กอดลูกไว้เฉยๆ แล้วพาลูกออกมาจากสิ่งที่เขาต้องการ เช่น ร้านขนม ร้านของเล่น
การกอดลูกเอาไว้เฉยๆ โดยที่พ่อแม่ไม่ดุ ไม่ด่า ไม่ว่าอะไรลูก เมื่อลูกร้องไห้จนเหนื่อยและไม่เห็นสิ่งเร้า (สิ่งที่ตัวเองอยากได้ เช่น ขนม ของเล่น ฯลฯ) สักพักลูกก็จะลืมไปเอง ซึ่งเมื่อลูกอารมณ์เริ่มดีขึ้น พ่อแม่ควรสอนลูกว่าเหตุใดพ่อแม่จึงไม่ซื้อหรือทำสิ่งนั้นให้ลูก แต่ไม่ควรไปดุด่าลูกอีก แค่บอกเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ทำหรือซื้อสิ่งนั้นให้ก็พอค่ะ
โปรดจำไว้ว่า แม้ว่าลูกจะยังเล็ก จะไม่เข้าใจเหตุผลที่พ่อแม่อธิบายไปทั้งหมด แต่ถ้าพ่อแม่ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลูกจะซึมซับถึงการใช้เหตุผล ไม่ใช่การใช้อารมณ์ของพ่อแม่โต้ตอบ พ่อแม่หลายคนมักจะด่าว่าลูกว่า “ร้องทำไม หยุดร้องเดี๋ยวนี้” ซึ่งทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความรัก พ่อแม่ไม่รักเขา ลูกจึงต้องเรียกร้อง (ด้วยการร้องไห้งอแง และดิ้นๆ เพิ่มขึ้นนั้นเอง)

หัดตั้งคำถามกับลูกบ่อยๆ ถามลูกว่าลูกรู้สึกยังไงบ้าง และลูกคิดยังไงกับสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ทำไมถึงอยากได้สิ่งๆ นั้น และทำไมจะต้องเอาสิ่งๆ นั้นให้ได้
เปิดโอกาสให้ลูกได้หัดตัดสินใจเองบ้าง อาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวของลูกเอง เช่น จะเลือกเสื้อผ้าตัวไหนดี (ลูกจะได้อารมณ์ดี เพราะบางครั้งลูกอาจจะไม่อยากใส่ชุดที่พ่อแม่เลือกให้ก็ได้), มื้อเย็นนี้จะกินอาหารอะไรดี (มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลาย แล้วลูกเป็นคนตัดสินใจ) ฯลฯ เป็นต้น
พูดคุยกับลูกให้บ่อย เด็กในช่วงปฐมวัยนั้น พ่อแม่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและเป็น “ของเล่น” ที่ดีที่สุดสำหรับเขา หากพ่อแม่พูดคุยกับลูกสม่ำเสมอ เล่นกับลูก ให้ความรัก กอดลูกให้มาก ลูกจะไม่ใช้ความก้าวร้าวเป็นตัวต่อรองกับพ่อแม่

10 ประโยชน์ ของ "โยเกิร์ต" ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน 1.โยเกิร์ตช่วยลดกลิ่นปาก ฟันผุ โรคเหงือกมีการวิจัยจากแดนปลาดิบโน้นว่...
14/09/2017

10 ประโยชน์ ของ "โยเกิร์ต"

ที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อน

1.โยเกิร์ตช่วยลดกลิ่นปาก ฟันผุ โรคเหงือก

มีการวิจัยจากแดนปลาดิบโน้นว่า
การเลือกทานโยเกิร์ยสูตรไร้น้ำตาล
นั้นจะช่วยลดอาการกลิ่นตุๆ ที่ปากได้
นอกจากนี้แมงก็ไม่มีทางกินฟัน
ให้ผุแน่นอน แถมยังไม่มีโรคเหงือก
ให้เจ็บปวดเล่นอีกด้วยล่ะ ขอบอกนิดๆ
น่ะว่าที่เราไม่มีกลิ่นมากนั้นก็เนื่องมาจาก
แบททีเรียสองสหายทั้งแลคโตบาซิลลัส
และสเตร็ปโตค็อสคัส ต่างช่วยกันขยันขันแข็ง
ทำลายปริมาณไฮโดรเจนซัสไฟด์ที่เป็นต้นเหตุ
ของอาการ กลิ่นปากนั้นเอง

2.โยเกิร์ตย่อยง่ายกว่านม

สาวๆ หลายคนร้องอี้เมื่อได้ยินคำว่านม
ก็เพราะว่าดื่มนมทีไรมีอันต้องวิ่งเข้า
ห้องน้ำกันแทบไม่ทันกันเลยทีเดียว
นั่นเพราะว่าคุณนั้นไม่สามารถย่อย
น้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในน้ำนมได้
แต่ถ้าคุณหันมาทานโยเกิร์ตรับรอง
ได้ว่าไม่มีปัญหาเรื่องท้องเสียอย่าง
แน่นอน จ้า เพราะขั้นตอนการทำ
โยเกิร์ตนั้นน้ำตาลแลตโตสจะถุก
เปลี่ยนเป็นน้ำตาลกาแลคโตส
และกลูโคส โยเกิร์ตจึงทานง่ายแถม
ยังย่อยง่ายไร้ปัญหา

3.โยเกิร์ตย่อยง่าย

โยเกิร์ตย่อยง่าย เพราะน้ำตาลแลคโตส
เป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดการแพ้นมหรือ
ท้องเสียถูกเปลี่ยน เป็นกรดแลคติกที่
ย่อยง่าย นอกจากนนี้แบคทีเรียใน
โยเกิร์ตยังมีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนนม
เคซีน ซี่งเป็นโปรตีนย่อยยาก ทำให้
ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น
ลดปัญหาภูมิแพ้ต่อน้ำตาลแลคโตส
และ โปรตีนเคซีน

4.ป้องกันมะเร็งได้

ป้องกันมะเร็งได้ด้วย เพราะแลคโต
บาซิลัสจะสามารถจับกับสารก่อมะเร็งได้
และช่วยยับยั้งกลุ่มแบคทีเรียในลำไส้
ที่สร้างสารไนเตรท ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
ตัวหนึ่ง

5.ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
เพราะแลคโตบาซิลัสในนมเปรี้ยว
จะช่วยควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอล
และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อันเป็น
สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจได้

6.ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ง่ายขึ้น

ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม
ได้ง่ายขึ้น และกรดแลคติคใน
นมเปรี้ยว และโยเกิร์ตจะช่วยให้การ
ย่อยแคลเซียมในนมดีขึ้น

7.แก้ท้องเสีย

คนที่ท้องเสียเป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์
อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต
เกิดมาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดทั้งหลาย
การกินโยเกิร์ตจึงทำให้อาการท้องเสีย
ของคุณทุเลาอย่างรวดเร็ว ทำให้ถ่าย
น้อยลงหรือหยุดถ่าย

8.มีวิตามิน

ให้วิตามิน โดยเฉพาะไรโบฟลาวิน
หรือ วิตามินบี 1 และวิตามินเคที่นมเปรี้ยว
และโยเกิร์ตจะช่วยสังเคราะห์วิตามินในลำไส้

9.ป้องกันแผลในกระเพาะ

ป้องกันแผลในกระเพาะ แล็กโตบาซิลลัส
จะช่วยหยุดยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ H.Pylori ซึ่งเป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะกว่า 90%

10.ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน

ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน มีการศึกษามากมาย
ชี้ว่าการกินโยเกิร์ตทุก ๆ วันจะช่วยป้อง
กันการติดเชื้อในร่างกาย ดังนั้น โปรไบ
โอติกส์สำคัญมาก ๆ เพราะมันช่วยกระ
ตุ้นภูมิคุ้มกันไปจนถึงระดับเซลล์ ซึ่งจะ
ปกป้องคุณจากไวรัส ปรสิต และมะเร็ง
คุณจะได้มีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้น

หยุด!!! อ่านสักนิด โทษของสเตียรอยด์ในยา  👉  กดภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ติดเชื้อง่าย เป็นแผลที่ผิวห...
14/09/2017

หยุด!!! อ่านสักนิด โทษของสเตียรอยด์ในยา

👉 กดภูมิคุ้มกันของร่างกายทำให้ภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้ติดเชื้อง่าย เป็นแผลที่ผิวหนังตามร่างกาย แขน ขา นิ้วมือ ทำให้แผลหายช้า บางรายแผลลุกลามทั่วร่างกายจนเกิดการติดเชื้อเข้าในกระแสเลือด และบางทีสเตียรอยด์อาจปิดบังอาการแสดงของโรคติดเชื้อ กว่าจะตรวจพบ เชื้อโรคก็ลุกลามรุนแรงมากจนทำให้เสียชีวิต
👉 ทำให้เยื่อบุในกระเพาะอาหารบางลงและยับยั้งการสร้างเนื้อเยื่อกระเพาะ อาหารใหม่ อาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุ หรือเลือดออกในกระเพาะอาหารโดยไม่มีอาการปวดท้องมาก่อน
👉 ทำให้ ผู้ป่วยเบาหวานไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในช่วงปกติได้ จะมีระดับน้ำตาลสูง
👉 ทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตไม่สามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ให้อยู่ในช่วงปกติได้ จะมีระดับความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีอาการเตือน เป็นภัยเงียบที่อาจทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตก เสี่ยงเป็นอัมพฤต-อัมพาตได้
👉 ทำให้กระดูกพรุน แตกหักง่าย ดังนั้น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคไขกระดูก ผู้อยู่ในวัยทอง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยานี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรตรวจภาวะกระดูกพรุนหรือปรึกษาหมอก่อนใช้ยา
👉 ทำให้อ่อนเพลีย กล้ามเนื้อบริเวณแขน และขาไม่มีแรง จึงปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ หัวใจเต้นผิดจังหวะหรืออาจหยุดเต้นได้
👉 ยาหยอดตาที่ผสมสเตียรอยด์ ใช้ต่อเนื่องนานๆอาจทำให้เป็น ต้อหิน หรือทำให้เลนส์กระจกตาขุ่นเกิดเป็นต้อกระจก หรือทำให้เกิดติดเชื้อที่ตาได้ง่าย อาจถึงขั้นตาบอด ไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง ควรไปให้หมอตรวจและสั่งยาให้ และต้องไปตรวจซ้ำตามหมอนัดทุกครั้ง เพื่อวัดความดันภายในลูกตาซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน
👉 สเตียรอยด์ชนิดยาทาภายนอก หากใช้นานๆติดต่อกัน จะทำให้ผิวหนังบาง เส้นเลือดที่ผิวหนังแตกง่าย จะเห็นรอยแตกสีม่วงแดงตามผิวหนังที่หน้าท้องและต้นขา ผิวหนังมีลักษณะเป็นมัน อักเสบมีผื่นแดง บางรายอาจเป็นสิวเห่อขึ้นทั้งตัว
👉 ทำให้ อารมณ์แปรปรวนง่าย การใช้สเตียรอยด์ในขนาดสูง จะทำให้เกิดอารมณ์เป็นสุข จึงทำให้ผู้ใช้ชอบใช้จนติดยา แต่ใช้ไปนานๆอาจพบอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากยาตามมาได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ หงุดหงิด เป็นต้น
👉 การใช้สเตียรอยด์มากเกินขนาด จะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “คุชชิ่ง ซินโดรม (Cushing Syndrome)” ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของการใช้สเตียรอยด์ในปริมาณที่มาก มีลักษณะที่สังเกตุได้ คือ
😧ใบหน้ากลมคล้ายพระจันทร์
😧 มีไขมันพอกที่ต้นคอ ด้านหลังเป็นหนอก
😧 ผิวหนังบาง มีรอยแตกสีม่วงแดงตามผิวหนังที่หน้าท้องและต้นขา
มีข้อมูลทางวิชาการยืนยัน ว่าผู้ที่มีอาการถึงขั้น คุชชิง ซินโดรม จะมีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตจากโรคไตสูงถึง 12 เท่า เสี่ยงต่อกระดูกหักจากกระดูกผุ 23 เท่า
😧 เมื่อร่างกายได้รับสารสเตียรอยด์เป็นเวลานานร่างกายจะหยุดสร้างสเตียรอยด์ตามธรรมชาติ ที่เคย สร้างเอง ดังนั้นเมื่อผู้ใช้หยุดใช้ยานี้อย่างกะทันหันจะทำให้ร่างกายขาดสเตียรอยด์อย่างฉับพลัน อาจเกิดภาวะช็อก หมดสติและเสียชีวิตได้หากนำส่งโรงพยาบาลไม่ทัน ดังนั้นหากสงสัยว่ากินสเตียรอยด์จากการซื้อมาเอง ไม่ใช่การรักษาโดยหมอ อย่าหยุดยาเอง ขอให้รีบไปปรึกษาหมอให้เร็วเพื่อหาทางลดยา

สำหรับท่านที่มีปัญหาปวดเข่า ปวดเอว ปวดหลัง เรื้อรัง
บางมีอาการหนักชาราวลงขา เหล่านี้ล้วนมาจากความเสื่อมของกระดูก และการทานยาที่มีสเตียรอยด์จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก
เรามีทางออกให้กับทุกท่านค่ะ ผลิตภัณฑ์ดีบูน เป็นอาหารเสริ่มกึ่งยาที่มีคุณสมบัติฟื้นฟูและบำรุงกระดูกของท่านที่เสื่อมให้ดีขึ้นได้ เป็นสารสกัดธรรมชาติที่ไ้ดรับการวิจัยจากประเทศสวิซเซอร์แลนด์ ปราศจากสารสเตียรอยด์ นวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยให้ทุกท่านสุขภาพกระดูกดีขึ้นแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.steroidsocial.org/steroid2.html

"รักษาเบาหวาน ด้วยชา..ชนิดนี้ได้ผลเกินคาดใบเตยนอกจากจะใช้รักษาความดันโลหิตสูงแล้ว ยังใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวานได้ด้วย ซึ่...
13/09/2017

"รักษาเบาหวาน ด้วยชา..ชนิดนี้ได้ผลเกินคาด
ใบเตยนอกจากจะใช้รักษาความดันโลหิตสูงแล้ว ยังใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวานได้ด้วย ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า ชาใบเตยสามารถช่วย ควบคุมระดับน้ำตาลได้
ใบเตยนอกจากจะใช้แต่งกลิ่นอาหารได้แล้ว ผู้เขียนยังคงเห็นคนขับรถโรงพยาบาลนำใบเตยมาทิ้งไว้ ในรถเพื่อให้มีกลิ่นหอม และเห็นแม่บ้าน ของโรงพยาบาลใช้ใบเตยดับกลิ่นในห้องน้ำ แต่โดยส่วนตัว ผู้เขียนชอบกลิ่นมะกรูดมากกว่า เพราะบางครั้งกลิ่นใบเตยเอาไม่ค่อยอยู่ ดังนั้นในห้องน้ำ และในรถของผู้เขียน จะมีมะกรูดเพื่อดับกลิ่นเป็นบางครั้ง
นอกจากใบเตยจะใช้แต่งกลิ่น สีของขนมและอาหาร หรือใช้ดับกลิ่นแล้ว ยังใช้บำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย เนื่องจากมีสารเบต้าแคโรทีน และวิตามินซี จึงช่วยบำรุง ผิวพรรณให้ผ่องใสได้ โดยนำใบเตยสดๆ มาล้างและปั่นให้ละเอียด เมื่อใส่น้ำลงไปเล็กน้อย จะได้ครีมเหนียวๆ นำไปโปะที่ใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก ผิวหน้าก็จะนุ่ม ดูสดใสขึ้นมาเลย
ยังไม่หมดนะ อีกหนึ่งสรรพคุณที่น่าสนใจ ของใบเตยคือมีฤทธิ์ ที่ขับปัสสาวะ จึงช่วยลดความดันโลหิตได้ สำหรับท่านผู้อ่านที่จะนำใบเตย ไปใช้ช่วยลดความดัยโลหิตนั้น ควรกินเพื่อเสริมฤทธิ์ ยาแผนปัจจุบัน และควรบอกแพทย์ ที่ทำการรักษาด้วยค่ะ เพื่อที่แพทย์จะได้ปรับขนาดยาให้เหมาะสม
ส่วนวิธีการกิน เพื่อช่วยลดความดันโลหิตก็ไม่ยากค่ะ ใช้ชาใบเตยชงกับน้ำร้อน หรือจะนำใบเตยสดมาล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ ก็สามารถเก็บไว้ดื่มได้ตลอดวัน แต่มีข้อแนะนำคือ เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงไม่ควรดื่มมากไป เพราะจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้
ขอแถมอีกนิด ใบเตยนอกจากจะใช้รักษาความดันโลหิตสูงแล้ว ยังใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวานได้ด้วย ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า ชาใบเตยสามารถช่วย ควบคุมระดับน้ำตาลได้ โดยจะดื่มชาใบเตยอย่างเดียว หรือดื่มชาใบเตย ที่ผสมกับใบสักก็ได้
สำหรับท่านผู้อ่าน ที่กำลังจะใช้ใบเตย เพื่อช่วยเสริมการรักษา ทั้งโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานนั้น อย่าหวังพึ่งสรรพคุณ ของใบเตยเพียงอย่างเดียว ควรควบคุมการบริโภคอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถควบคุมความดันโลหิต และระดับน้ำตาลได้ และถ้าทำอย่างต่อเนื่อง จะสามารถลดการใช้ยา ทั้งแผนปัจจุบัน และยาสมุนไพรได้ด้วย
ข้อมูลเรื่อง - ชาใบเตย รักษาเบาหวาน โดย พญ.ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์"

"รักษาเบาหวาน ด้วยชา..ชนิดนี้ได้ผลเกินคาด

ใบเตยนอกจากจะใช้รักษาความดันโลหิตสูงแล้ว ยังใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวานได้ด้วย ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า ชาใบเตยสามารถช่วย ควบคุมระดับน้ำตาลได้

ใบเตยนอกจากจะใช้แต่งกลิ่นอาหารได้แล้ว ผู้เขียนยังคงเห็นคนขับรถโรงพยาบาลนำใบเตยมาทิ้งไว้ ในรถเพื่อให้มีกลิ่นหอม และเห็นแม่บ้าน ของโรงพยาบาลใช้ใบเตยดับกลิ่นในห้องน้ำ แต่โดยส่วนตัว ผู้เขียนชอบกลิ่นมะกรูดมากกว่า เพราะบางครั้งกลิ่นใบเตยเอาไม่ค่อยอยู่ ดังนั้นในห้องน้ำ และในรถของผู้เขียน จะมีมะกรูดเพื่อดับกลิ่นเป็นบางครั้ง

นอกจากใบเตยจะใช้แต่งกลิ่น สีของขนมและอาหาร หรือใช้ดับกลิ่นแล้ว ยังใช้บำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย เนื่องจากมีสารเบต้าแคโรทีน และวิตามินซี จึงช่วยบำรุง ผิวพรรณให้ผ่องใสได้ โดยนำใบเตยสดๆ มาล้างและปั่นให้ละเอียด เมื่อใส่น้ำลงไปเล็กน้อย จะได้ครีมเหนียวๆ นำไปโปะที่ใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออก ผิวหน้าก็จะนุ่ม ดูสดใสขึ้นมาเลย

ยังไม่หมดนะ อีกหนึ่งสรรพคุณที่น่าสนใจ ของใบเตยคือมีฤทธิ์ ที่ขับปัสสาวะ จึงช่วยลดความดันโลหิตได้ สำหรับท่านผู้อ่านที่จะนำใบเตย ไปใช้ช่วยลดความดัยโลหิตนั้น ควรกินเพื่อเสริมฤทธิ์ ยาแผนปัจจุบัน และควรบอกแพทย์ ที่ทำการรักษาด้วยค่ะ เพื่อที่แพทย์จะได้ปรับขนาดยาให้เหมาะสม

ส่วนวิธีการกิน เพื่อช่วยลดความดันโลหิตก็ไม่ยากค่ะ ใช้ชาใบเตยชงกับน้ำร้อน หรือจะนำใบเตยสดมาล้างให้สะอาด ต้มกับน้ำ ก็สามารถเก็บไว้ดื่มได้ตลอดวัน แต่มีข้อแนะนำคือ เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงไม่ควรดื่มมากไป เพราะจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้

ขอแถมอีกนิด ใบเตยนอกจากจะใช้รักษาความดันโลหิตสูงแล้ว ยังใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวานได้ด้วย ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า ชาใบเตยสามารถช่วย ควบคุมระดับน้ำตาลได้ โดยจะดื่มชาใบเตยอย่างเดียว หรือดื่มชาใบเตย ที่ผสมกับใบสักก็ได้

สำหรับท่านผู้อ่าน ที่กำลังจะใช้ใบเตย เพื่อช่วยเสริมการรักษา ทั้งโรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานนั้น อย่าหวังพึ่งสรรพคุณ ของใบเตยเพียงอย่างเดียว ควรควบคุมการบริโภคอาหาร และหมั่นออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถควบคุมความดันโลหิต และระดับน้ำตาลได้ และถ้าทำอย่างต่อเนื่อง จะสามารถลดการใช้ยา ทั้งแผนปัจจุบัน และยาสมุนไพรได้ด้วย

ข้อมูลเรื่อง - ชาใบเตย รักษาเบาหวาน โดย พญ.ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์"

ที่อยู่

Bangkok
10510

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ส่งต่อ สุขภาพดีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์