23/01/2026
https://youtu.be/mlFixgxPFZk
เรื่องใหญ่ของวงการประกันสุขภาพ ค่ารักษา คือจะมีการยกเลิกประกันเหมาจ่าย ในฐานะหมอเวชศาสตร์ป้องกัน ชะลอวัย ผู้แนะนำการลงทุน วางแผนประกัน อธิบายแนวคิดความสำคัญของการวางแผนชีวิตระยะยาวทั้ง สุขภาพ การเงินและเกษียณ
คนไข้หลายคน
วินาทีแรกที่รู้ว่าป่วยหนัก
สิ่งที่เขาถามไม่ใช่
“หมอครับ ผมจะรอดไหม”
แต่คือ
“หมอครับ…ค่ารักษาประมาณเท่าไหร่”
เพราะในชีวิตจริง
สิ่งที่พังครอบครัวไม่ใช่โรคเพียงอย่างเดียว
แต่คือ
👉 ค่าใช้จ่ายที่พุ่งขึ้น
👉 รายได้ที่หายไปพร้อมกัน
📊 ความจริงที่คนไทยยังไม่อยากยอมรับ
วันนี้ คนไทยกว่า 90%
กำลังฝากชีวิตไว้กับ
– สวัสดิการรัฐ
– หรือประกันกลุ่มจากบริษัท
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง
🇸🇬 สิงคโปร์ → มากกว่า 70% ของประชากรมีประกันสุขภาพส่วนตัว (ส่วนใหญ่ซื้อ Top-up เพิ่ม)
🇲🇾 มาเลเซีย → ราว 50% มีประกันส่วนตัว
ไม่ใช่เพราะเขาป่วยมากกว่า
แต่เพราะเขาเข้าใจว่า
“การเข้าถึงหมอ” กับ “การปกป้องเงินเก็บ” คือคนละเรื่องกัน
คนสิงคโปร์มีสวัสดิการรัฐที่ดีไม่แพ้เรา
แต่เขายังเลือกทำประกันเพิ่ม
เพราะเขาไม่อยากให้
โรคครั้งเดียว…
ทำลายทรัพย์สินทั้งชีวิต
🧠 พฤติกรรมที่ทำให้คนไทย “เจ็บซ้ำสอง”
คนไทยจำนวนมาก
เริ่มคิดเรื่องประกัน หลังตรวจเจอโรค
หรือหลังเริ่มมีอาการแล้ว
แต่ในโลกของประกัน
“ยิ่งเสี่ยง → ยิ่งซื้อยาก → ยิ่งแพง → ยิ่งถูกปฏิเสธ”
ต่างจากประเทศที่คนเริ่มทำตั้งแต่อายุ 20–30 ปี
เพื่อ “ล็อกสิทธิ์” ในวันที่ยังแข็งแรง
🌪️ พายุ 3 ลูก ที่ทำให้ประกันส่วนตัว “จำเป็นเร่งด่วน” ในปี 2026
1️⃣ กับดักระบบรัฐที่แข็งแรง
ทำให้เราคิดว่า “ป่วยยังไงก็มีที่รักษา”
แต่ลืมมองว่า
– ยานวัตกรรม
– Targeted Therapy
– Immunotherapy
– Robotic Surgery
มักอยู่นอกสิทธิพื้นฐาน
และมีค่าใช้จ่ายหลักล้าน
2️⃣ สังคมสูงวัยระดับ Super-Aged Society
ไทยแก่เร็วกว่าเพื่อนบ้าน
คนป่วยมากขึ้น
แต่ทรัพยากรของรัฐ “ไม่ได้เพิ่มตามความต้องการ”
3️⃣ เงินเฟ้อการแพทย์สูงมาก
Medical Inflation ไทยอยู่ที่ 10–15% ต่อปี
สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก
ค่ารักษา 1 ล้านวันนี้
อาจกลายเป็น 2.5–3 ล้านในอีก 10 ปี
💔 โรคร้ายแรง = ความเสี่ยงทางการเงินอันดับต้น
• มะเร็ง = สาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทยกว่า 20 ปี
ผู้ป่วยใหม่ วันละกว่า 400 คน
ค่ารักษาด้วยยาพุ่งเป้า / ภูมิคุ้มกันบำบัด
→ 2–5 ล้านบาทต่อเคส
• Stroke = สาเหตุความพิการอันดับต้น
พ้นวิกฤตจากโรงพยาบาลแล้ว
ยังต้องจ่ายค่ากายภาพ จ้างคนดูแล ปรับบ้าน
→ ปีละ 300,000–500,000 บาท ต่อเนื่องหลายปี
• โรคหัวใจ = เสียชีวิตเพิ่มเฉลี่ย ~10% ต่อปี
บอลลูน / บายพาสในเอกชน
→ 300,000 – 1,000,000 บาท
หมออยากให้จำประโยคนี้
“โรคร้ายแรง ไม่ได้เอาชีวิตเราไปทันที
แต่มันเอาศักยภาพการหารายได้ของเราไปก่อน”
🏥 ทำไม “ประกันเหมาจ่าย” สำคัญกว่าที่คิด
เวลาคนซื้อประกัน
มักถามแค่ “ค่าห้อง”
แต่ความจริง…
บิลโรงพยาบาลบานเพราะ 3 อย่างนี้
1️⃣ ค่ายา (โดยเฉพาะยามะเร็ง)
2️⃣ ค่า ICU / ห้องพิเศษ
3️⃣ ค่าอุปกรณ์ & เทคโนโลยีผ่าตัด
ประกันแบบแยกวงเงิน
มักติด sub-limit
และทำให้คนไข้ช็อกตอนเช็กเอาต์
ในมุมหมอ
คนไข้ที่มีประกันเหมาจ่าย
ทำให้หมอเลือกการรักษาที่ดีที่สุดได้ทันที
โดยไม่ต้องกังวลว่า
“คนไข้จะจ่ายไหวไหม”
💡 สุขภาพ vs โรคร้ายแรง (คนละบทบาท)
• ประกันสุขภาพเหมาจ่าย
= ดูแลค่ารักษา (รักษาร่างกาย)
• ประกันโรคร้ายแรง (CI)
= เงินก้อนทดแทนรายได้
ดูแลครอบครัว
ซื้อ “เวลา” ให้ชีวิตเดินต่อได้
สูตรง่ายที่หมอใช้แนะนำ
(รายได้ต่อเดือน × 12) × 2
คือเงินก้อนขั้นต่ำที่ควรมี
หากป่วยหนักแล้วต้องหยุดงาน
❤️ จดหมายรักจากหัวหน้าครอบครัว
สุดท้ายแล้ว
กรมธรรม์ไม่ใช่แค่กระดาษ
แต่มันคือ
“จดหมายรัก” ที่เขียนถึงคนข้างหลัง
ว่าไม่ว่าพ่อจะป่วยหรือไม่อยู่
บ้านหลังนี้จะไม่ล้มเพราะเรื่องเงิน
การทำประกันวันนี้
ไม่ใช่เพราะเราคิดลบ
แต่เพราะเรา รับผิดชอบกับบทบาทของตัวเอง
“หัวหน้าครอบครัวที่แท้จริง
ไม่ได้แค่หาเงินเก่ง
แต่ต้องวางแผนให้บ้านยังยืนได้
แม้ในวันที่ตัวเองล้ม”
#หัวหน้าครอบครัว
#ประกันสุขภาพ
#ประกันเหมาจ่าย
#ประกันโรคร้ายแรง
#วางแผนการเงิน
#อย่ารอให้ป่วยก่อน
คลิปที่หมออยากชวนคุณ “มองความจริง”จากประสบการณ์ที่เห็นคนไข้จริง ครอบครัวจริง และตัวเลขจริงคนไข้หลายคนว...