บ้านยาหนึ่ง

บ้านยาหนึ่ง บ้านยาหนึ่ง ที่พึ่งของชุมชน เพราะเราเป็นหนึ่งในเรื่องยา

ขอประชาสัมพันธ์ค่ะรู้หรือไม่? ผู้ป่วยติดเตียงสามารถขอรับ “ผ้าอ้อมผู้ใหญ่–แผ่นรองซับ” ฟรี! ได้ทุกสิทธิการรักษา ✅ เป็นผู้ป...
09/12/2025

ขอประชาสัมพันธ์ค่ะ
รู้หรือไม่? ผู้ป่วยติดเตียงสามารถขอรับ “ผ้าอ้อมผู้ใหญ่–แผ่นรองซับ” ฟรี! ได้ทุกสิทธิการรักษา

✅ เป็นผู้ป่วยติดเตียง ที่มีคะแนนประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน (ADL) ไม่เกิน 6 คะแนน
✅ หรือเป็นผู้มีภาวะกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระไม่ได้ ตามการประเมินของเจ้าหน้าที่
🟢 ไม่จำกัดอายุ
🟢 รับฟรี ไม่เกิน 3 ชิ้นต่อคนต่อวัน

ขั้นตอนการขอรับ ติดต่อที่ รพ.สต./ศูนย์บริการสาธารณสุข ใกล้บ้าน (ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อยู่ตามบัตรประชาชน) หรือ อบต./
เทศบาล

💬 สอบถามเพิ่มเติม สายด่วน สปสช. 1330

🚨ยาคุมฉุกเฉิน ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผลยาคุมฉุกเฉิน หรือยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pills) เป็นยาเม็ด...
30/11/2025

🚨ยาคุมฉุกเฉิน ใช้อย่างไรให้ปลอดภัยและได้ผล
ยาคุมฉุกเฉิน หรือยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (Emergency Contraceptive Pills) เป็นยาเม็ดที่มีฮอร์โมนขนาดสูง ใช้สำหรับคุมกำเนิดในกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางอนามัยชำรุด หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ เพื่อลดโอกาสในการตั้งครรภ์🤰

💊ยาคุมฉุกเฉินประกอบด้วยตัวยาสำคัญ คือ ลีโวนอร์เจสเตรล (Levonorgestrel) ออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิ อีกทั้งยังทำให้ไข่ที่รวมตัวกับอสุจิแล้วฝังตัวในโพรงมดลูกได้ยากขึ้น

ยาคุมฉุกเฉินมีกี่แบบ❓
1. ยาคุมฉุกเฉินแบบ 1 เม็ด มีตัวยา Levonorgestrel 1.5 มิลลิกรัม
2. ยาคุมฉุกเฉินแบบ 2 เม็ด ในแต่ละเม็ดมีตัวยา Levonorgestrel 0.75 มิลลิกรัม

✅วิธีรับประทานยาคุมฉุกเฉิน
การรับประทานยาคุมฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันการตั้งครรภ์ คือ ต้องรับประทานทันที หรือให้เร็วที่สุดภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และมีประสิทธิภาพปานกลางหากรับประทานภายใน 120 ชั่วโมง หากรับประทานช้า ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์จะลดลง❗️
💊ยาคุมฉุกเฉินแบบ 1 เม็ด ให้รับประทาน 1 เม็ดทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
💊ยาคุมฉุกเฉินแบบ 2 เม็ด สามารถรับประทานได้ 2 แบบ ดังนี้
1. รับประทานพร้อมกัน 2 เม็ดทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์
2. รับประทาน 1 เม็ดทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ และรับประทานเม็ดที่ 2 หลังจากเม็ดแรก 12 ชั่วโมง

🔺อาการข้างเคียงของยาคุมฉุกเฉิน
- คลื่นไส้ อาเจียน หากอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทานยา ให้รับประทานยาซ้ำ
- ประจำเดือนมาไม่ปกติ เช่น มาช้าหรือเร็วกว่าปกติ, เลือดออกกะปริบกะปรอย, ประจำเดือนขาด, ประจำเดือนมามากหรือน้อยกว่าปกติ
- เจ็บคัดเต้านม
- เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
- ปวดท้อง

🚨แนะนำให้ใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น

จัดทำโดย นสภ.ณัฏฐณิชา จินดาสุรารักษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แหล่งอ้างอิง
1. UpToDate Lexidrug. Levonorgestrel. [database on the Internet]. [cited 2025 Oct 10]. Available from: https://online.lexi.com
2. ปุณยิกา ตุรงควัธน์. ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิด 1 เม็ดและ 2 เม็ดต่างกันอย่างไร. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 10 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://salaosot.com/blog/ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินชนิด_1_เม็ด_และ_2_เม็ด_ต่างกันอย่างไร-blog.aspx
3. Exta plus. วิธีกินยาคุมฉุกเฉิน 1 เม็ด กินอย่างไรให้ได้ผลและปลอดภัยที่สุด [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 10 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.exta.co.th/how-to-take-emergency-pill-single-tablets/

✅Checklist ยาที่ต้องมีติดบ้านช่วงน้ำท่วม💊💦น้ำท่วม เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายทางทรัพย์สินและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภา...
28/11/2025

✅Checklist ยาที่ต้องมีติดบ้านช่วงน้ำท่วม💊
💦น้ำท่วม เป็นภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายทางทรัพย์สินและอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ประสบภัยด้วย โรคที่พบบ่อยในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด เช่น ไข้หวัด ท้องเสีย น้ำกัดเท้า แมลงสัตว์กัดต่อย ได้รับบาดเจ็บจากการโดนของมีคมบาด เป็นต้น ดังนั้นยาสามัญประจำบ้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรมีติดบ้านไว้ให้ครอบคลุมที่สุด

💊ยาแก้ปวด ลดไข้
พาราเซตามอล (Paracetamol)
- ผู้ใหญ่ใช้ยาเม็ดขนาด 500 มก. รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ดตามน้ำหนักตัวที่ระบุในฉลากยา
- เด็กใช้ขนาดยาตามน้ำหนักตัว (10-15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/ครั้ง)
- รับประทานทุก 4-6 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ
📍ไม่ควรรับประทานเกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 5 วัน

💊ยาแก้แพ้
- ใช้แก้แพ้ แก้คัน ลดน้ำมูก เช่น คลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) รับประทานวันละ 3 – 4 ครั้ง เมื่อมีอาการ และมีข้อควรระวังคือ ยานี้ทำให้ง่วงซึม
- ส่วนยาแก้แพ้ที่มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึมน้อยลง เช่น เซทิริซีน (Cetirizine), ลอราทาดีน (Loratadine) รับประทานวันละ 1 ครั้ง
- หากเป็นผื่นคัน ผื่นแพ้จากแมลงกัดต่อย อาจใช้คาลาไมน์ โลชันทาบรรเทาอาการคันได้ โดยเขย่าขวดก่อนใช้ และใช้ทาภายนอกเท่านั้น หลีกเลี่ยงการทาบริเวณใกล้ดวงตา

💊ยารักษาน้ำกัดเท้า
- โรคน้ำกัดเท้าในระยะแรกจะยังไม่มีการติดเชื้อ ผิวหนังมีลักษณะลอก แดง คัน อาจใช้ยาทาสเตียรอยด์บรรเทาอาการได้ โดยใช้ติดต่อกันไม่เกิน 1 สัปดาห์ และต้องพยายามรักษาความสะอาด ดูแลไม่ให้อับชื้น เพราะยาทาสเตียรอยด์อาจทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น
- แนะนำให้ทาวาสลีนบริเวณง่ามเท้า เพื่อลดโอกาสที่น้ำจะซึมผ่านผิวหนัง
- ในรายที่จำเป็นต้องย่ำน้ำหรือสัมผัสพื้นที่แฉะตลอดเวลา จะทำให้เกิดความชื้นสะสมและเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อราตามมา ต้องใช้ยาทาฆ่าเชื้อราติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3-4 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อราให้หมดไป

💊ผงเกลือแร่ (ORS)
- ใช้ชดเชยการสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจากอาการท้องเสีย หรืออาเจียน
- ละลายน้ำครั้งละ 1 ซอง แล้วค่อย ๆ จิบทีละน้อย ไม่ควรดื่มทีเดียวจนหมดเพราะจะทำให้ถ่ายเหลวมากขึ้น
- เกลือแร่ที่ผสมน้ำแล้ว ควรใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง

💊ผงถ่านคาร์บอน
- ช่วยดูดซับสารพิษ บรรเทาอาการท้องเสีย
- รับประทานห่างจากยาอื่นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

💊อุปกรณ์ทำแผล เช่น น้ำเกลือ, แอลกอฮอล์, โพวิโดน-ไอโอดีน, สำลี, ผ้าก๊อซ, พลาสเตอร์ปิดแผล

📌สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรเตรียมยาโรคประจำตัวให้เพียงพอต่อการใช้ในช่วงน้ำท่วม

✅การเก็บรักษายาในช่วงน้ำท่วม
ควรเก็บยาให้พ้นน้ำ แนะนำให้ใส่ในถุงซิปล็อกหรือบรรจุภัณฑ์ที่กันน้ำ เพื่อไม่ให้เกิดความชื้นและป้องกันไม่ให้ยาเสียหายหรือเสื่อมสภาพ

แหล่งอ้างอิง
1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. แนะนำเตรียมพร้อมรับหน้าฝน เช็กลิสต์ยาที่ควรมีติดบ้าน [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://gcc.go.th/2024/05/29/สำนักงานคณะกรรมการอาห-181/
2. โรงพยาบาลเวชธานี. วิธีใช้ยารับมือโรคที่มากับน้ำท่วม. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.vejthani.com/th/health-article/วิธีใช้ยารับมือโรคที่ม/
3. ฟาสซิโน. ยา 7 กลุ่มที่ต้องมีติดบ้านช่วงน้ำท่วม. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.fascino.co.th/article/post/medicine-for-floods

จัดทำโดย นสภ.ณัฏฐณิชา จินดาสุรารักษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคบาดทะยัก ป้องกันได้ ง่ายกว่ารักษา! 💉 ฉีดวัคซีนทุก 10 ปี ช่วยป้องกันโรคร้ายถึงชีวิต อย่ารอให้ “แผลเล็ก” กลายเป็น “ปัญห...
24/11/2025

โรคบาดทะยัก ป้องกันได้ ง่ายกว่ารักษา! 💉 ฉีดวัคซีนทุก 10 ปี ช่วยป้องกันโรคร้ายถึงชีวิต อย่ารอให้ “แผลเล็ก” กลายเป็น “ปัญหาใหญ่” ✨

🦠 โรคบาดทะยัก (Tetanus)
💡 โรคบาดทะยักคืออะไร
โรคบาดทะยักเป็น โรคติดเชื้อรุนแรงของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เกิดจากแบคทีเรีย Clostridium tetani ซึ่งพบทั่วไปใน ดิน ฝุ่น มูลสัตว์ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
เชื้อนี้สร้างสารพิษที่ชื่อว่า tetanospasmin เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการ กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างต่อเนื่อง
เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่าน
- บาดแผลลึก เช่น ถูกตะปูตำ เสี้ยนไม้ตำ หรือของมีคมสกปรก
- แผลในปาก ฟันผุ หรือแผลจากการใช้เข็มไม่สะอาด
- แผลสายสะดือของทารกแรกเกิด (หากตัดไม่ปลอดเชื้อ)
-❗โรคนี้ “ไม่ติดต่อจากคนสู่คน”

👥 ใครเสี่ยงเป็นบาดทะยักได้บ้าง
- ผู้ที่มีบาดแผลลึกและไม่ดูแลให้สะอาด
- ผู้สูงอายุ (ภูมิคุ้มกันลดลง)
- ผู้ใช้เข็มฉีดยาไม่สะอาด หรือทำหัตถการเถื่อน
- หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน
- ทารกแรกเกิดที่ตัดสายสะดือไม่ถูกสุขลักษณะ

⚠️ อาการของโรค
ระยะฟักตัวประมาณ 3–21 วัน (โดยเฉลี่ย 7–10 วัน) หลังจากเชื้อเข้าสู่บาดแผล ซึ่งผู้ป่วยมัก รู้สึกตัวดีตลอดเวลา แม้กล้ามเนื้อจะเกร็งหรือกระตุก
อาการที่พบบ่อย
- เริ่มแรก: ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ, ขากรรไกรแข็ง (อ้าปากไม่ได้), คอเกร็ง
- ต่อมา: กล้ามเนื้อเกร็งทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลัง แขน ขา ท้อง หน้าอาจยิ้มแสยะ (risus sardonicus)
- รุนแรง: เกร็งกระตุกเมื่อมีเสียงหรือถูกตัว, เหงื่อออกมาก, หัวใจเต้นเร็ว, หายใจลำบาก อาจเสียชีวิตได้
ลักษณะเฉพาะ
- Localized tetanus: เกร็งเฉพาะบริเวณใกล้แผล
- Cephalic tetanus: จากแผลบริเวณศีรษะและใบหน้า

🧪 การวินิจฉัย
- วินิจฉัยจาก ประวัติการบาดเจ็บและอาการทางคลินิก
- ไม่มีการตรวจเลือดยืนยันเฉพาะเจาะจง
- อาจใช้ Spatula test เป็นวิธีเสริม หากผู้ป่วยกัดแท่งไม้แทนที่จะอาเจียน ถือว่าผลบวก

💊การรักษา การรักษาต้องทำโดยแพทย์ในโรงพยาบาล และใช้เวลาหลายสัปดาห์ แนวทางหลักในการรักษา
1) ทำความสะอาดบาดแผล และตัดเนื้อเยื่อที่ตาย (debridement)
2) ให้ยา
- Tetanus Immune Globulin (TIG) เพื่อต้านพิษ
- ยาปฏิชีวนะ (เช่น Penicillin หรือ Metronidazole) เพื่อฆ่าเชื้อ
- ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น Diazepam หรือยากลุ่ม Benzodiazepine เพื่อลดอาการเกร็ง
3) ให้วัคซีนบาดทะยัก (Tetanus toxoid) เพื่อกระตุ้นภูมิในระยะยาว
4) ช่วยหายใจ หากมีอาการเกร็งกล้ามเนื้อที่หน้าอกหรือคอรุนแรง

🧷 การป้องกันที่ดีที่สุด: วัคซีนบาดทะยัก
1) การฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ
- เด็กเล็ก: วัคซีน DTaP (คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก) ฉีดอายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และกระตุ้นเมื่อ 4–6 ปี
- วัยรุ่น: วัคซีน Tdap ฉีดกระตุ้นตอนอายุ 12 ปี
- ผู้ใหญ่: วัคซีน Td หรือ Tdap ฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี
- หญิงตั้งครรภ์: วัคซีน TT หรือ Td อย่างน้อย 2 เข็ม เพื่อป้องกันบาดทะยักในแม่และทารก
- หญิงวัยเจริญพันธุ์: วัคซีน TT 5 เข็มตามโปรแกรม เพื่อให้ภูมิคุ้มกันครอบคลุมตลอดช่วงวัยเจริญพันธุ์
2. การดูแลเมื่อเกิดบาดแผล
- ล้างแผลให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ
- เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์
- ถ้าแผลลึกหรือสกปรก และไม่เคยฉีดวัคซีน หรือฉีดเกิน 10 ปี ควรได้รับทั้งวัคซีนกระตุ้น + TIG (ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป)

🌍 สถานการณ์ในประเทศไทย
- อัตราการเสียชีวิตจากบาดทะยักประมาณ 0.16 ต่อประชากร 100,000 คน
- ประเทศไทยมีโครงการวัคซีนป้องกันบาดทะยักในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดการเกิดโรคในทารกแรกเกิด
- คนไทยส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันดี แต่ ผู้สูงอายุ บางรายมีภูมิลดลง จึงควรฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี

เอกสารอ้างอิง
1. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. บาดทะยักภัยใกล้ตัวพบมากในผู้สูงอายุ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2558 [เข้าถึงเมื่อ 8 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rama.mahidol.ac.th/th/knowledge_awareness_health/07162015-1236-th
2. สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9. โรคบาดทะยัก [อินเทอร์เน็ต]. นครราชสีมา: สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9; 8 ตุลาคม 2568 [เข้าถึงเมื่อ 8 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://odpc9.ddc.moph.go.th/Knowledge/tetanus.html
3. World Health Organization. Tetanus [Internet]. Geneva: World Health Organization; [cited 9 October 2025]. Available from: https://www.who.int/health-topics/tetanus?utm_source=chatgpt.com =tab_1
4. สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย. ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทย แนะนำโดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2568 [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 10 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.pidst.net/A1517.html

จัดทำโดย นศภ.ศศิตา ยีโกบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

🦶🏻🦶🏻เท้าแค่คัน ไม่ใช่เรื่องเล็ก…อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคน้ำกัดเท้า!💧สาเหตุ เกิดจากการที่เท้าถูกน้ำสกปรกหรืออยู่ในสภาว...
20/11/2025

🦶🏻🦶🏻เท้าแค่คัน ไม่ใช่เรื่องเล็ก…อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคน้ำกัดเท้า!

💧สาเหตุ
เกิดจากการที่เท้าถูกน้ำสกปรกหรืออยู่ในสภาวะอับชื้นเป็นเวลานาน เช่น เดินลุยน้ำท่วมในฤดูฝน☔️อย่างต่อเนื่อง ผิวหนังจึงถูกระคายเคืองและไม่สามารถคงความแห้งสะอาดได้ ทำให้ผิวเปื่อย ลอก แดง แสบ คัน🌀 และเกิดแผลง่าย เมื่อมีการเกาหรือเสียดสีจะยิ่งเอื้อต่อการติดเชื้อราและแบคทีเรียแทรกซ้อน
📈อาการและระยะของโรค
1️⃣ระยะแรก: ระยะอักเสบระคายเคือง (ยังไม่ติดเชื้อ) : ผิวแดง ลอก เปื่อย คัน แสบ อาการมักเกิดจากความชื้นและน้ำสกปรกโดยตรง
2️⃣ระยะที่สอง: ระยะติดเชื้อแทรกซ้อน : ติดเชื้อแบคทีเรีย: บวมแดง ปวด เป็นหนอง เกิดเร็ว
ติดเชื้อรา: พบมากบริเวณซอกนิ้ว คัน ผิวลอกเป็นขุย เป็นสะเก็ดหรือเป็นปื้นขาว

🛡️🛡️การป้องกัน (ดีที่สุดคือไม่ให้เกิดตั้งแต่แรก)
🚿รักษาความสะอาดและให้เท้าแห้งอยู่เสมอ
👢สวมรองเท้าบูทลุยน้ำ หากน้ำสูงเกิน ให้ใช้ถุงดำคลุมแล้วรัดไม่ให้น้ำเข้า
🧴ทาวาสลีนบริเวณซอกนิ้วเพื่อลดการซึมของน้ำ หรือใช้ Whitfield’s ointment ทดแทนได้
🧼หลังเดินลุยน้ำ ควรรีบล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาด

💊💊การรักษา
😣ผิวเปื่อย ลอก แดง คัน แต่ยังไม่ติดเชื้อ : ใช้ ยาทาสเตียรอยด์อ่อน เช่น triamcinolone หรือ betamethasone
🦠ติดเชื้อแบคทีเรียเล็กน้อย : ชะล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น povidone iodine แล้วทายาฆ่าเชื้อ
🪽ติดเชื้อรา : ใช้ clotrimazole การทายาควรทาบาง ๆ ทั่วรอยโรคและทากว้างออกไปโดยรอบอีกราว 2 เซนติเมตร
😡😡กรณีติดเชื้อราหนักและมีการอักเสบ : ใช้ ยาต้านเชื้อราผสมสเตียรอยด์ เช่น clotrimazole+hydrocortisone แต่ควรใช้ไม่เกิน 7 วัน เพราะเสี่ยงผิวบางและเชื้อดื้อยา
📌📌หมายเหตุ: เชื้อราหายช้า แม้ผิวดูเหมือนดีขึ้นแล้วควรใช้ยาต่ออีก 2–4 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

⁉️ข้อควรระวัง
❓บางผลิตภัณฑ์มีกรดซาลิไซลิกและกรดเบนโซอิก อาจระคายเคือง ห้ามทาบริเวณที่มีแผลเปิด
❓ไม่ควรหยุดยาเร็วเกินไป
❓เลือกใช้ยาสูตรผสมสเตียรอยด์ เฉพาะตอนมีอักเสบมาก และใช้ช่วงสั้นเท่านั้น

จัดทำโดย นศภ.ปรินทร์ ศิริวัฒนาโกวิท มหาวิทยาลัยศิลปากร
แหล่งอ้างอิง
1.อภิฤดี เหมะจุฑา. การป้องกันและดูแลโรคน้ำกัดเท้า [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; เข้าถึงได้จาก: https://www.osotsala-chula.com
2.นงลักษณ์ สุขวาณิชย์ศิลป์. ยาทาภายนอกรักษาโรคเชื้อรา: ยารักษากลากและเกลื้อน [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: หน่วยคลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล; 2021-03-29. เข้าถึงได้จาก: https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/549/ยารักษากลากและเกลื้อน/

🐶🐶โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง เกิดจาก Rabies virus (RABV) 🦠ซึ่งอยู...
15/11/2025

🐶🐶โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีความรุนแรงสูง เกิดจาก Rabies virus (RABV) 🦠ซึ่งอยู่ในตระกูล Lyssavirus, Rhabdoviridae�เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะเดินทางจากแผลเข้าสู่ระบบประสาทส่วนปลาย → ไขสันหลัง → สมอง🧠 ก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทเฉียบพลัน และมักเสียชีวิต😵😵เกือบทั้งหมดหากเริ่มมีอาการ
🗣️พาหะ
• สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดติดเชื้อได้
• สุนัขเป็นพาหะหลัก (มากกว่า 99%) ในประเทศไทยและเอเชีย
• 🐱แมว, 🦇ค้างคาว, 🐀หนู และสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สุนัขจิ้งจอก🐕 สกั๊งค์ ก็อาจเป็นพาหะได้

🗣️การติดต่อ
• น้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อเข้าทาง แผลสดหรือเยื่อบุตา / เยื่อบุปาก / เยื่อบุจมูก
• ถูกกัด ข่วน เลียแผล

🤫ระยะฟักตัว
• โดยทั่วไป 1–3 เดือน
• อาจสั้นเพียง 1 สัปดาห์ หรือยาวนานเกิน 1 ปี
• ระยะฟักตัวขึ้นอยู่กับ
◦ ตำแหน่งแผล (ใกล้สมอง = สั้น)
◦ ความลึก/รุนแรงของแผล
◦ ปริมาณเชื้อ
👥อาการในคน
1. ระยะ Prodromal (2–10 วัน)
• 🤒ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ
• 🥴ปวด/คัน/ชาบริเวณแผล (pathognomonic sign)
• 😵‍💫นอนไม่หลับ วิตกกังวล
2. ระยะทางระบบประสาท (Acute neurologic phase)
แบ่งออกเป็น 3 แบบ:
🫨แบบคลุ้มคลั่ง (Furious rabies)
◦ พบ ~80% ของผู้ป่วย
◦ กระวนกระวาย หงุดหงิด ก้าวร้าว
◦ กลัวน้ำ (hydrophobia), กลัวลม (aerophobia)
◦ น้ำลายไหล ขากรรไกรเกร็ง
◦ เสียชีวิตเฉลี่ยภายใน 5 วัน😵😵
🫠แบบอัมพาต (Paralytic rabies)
◦ พบ ~20% ของผู้ป่วย
◦ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลามจากปลายไปศูนย์กลาง
◦ อัมพาตใบหน้า/แขนขา → หายใจล้มเหลว
◦ เสียชีวิตเฉลี่ย 11 วัน😵😵
🤐แบบไม่จำเพาะ (Atypical rabies)
◦ อาการไม่ชัด เช่น ปวดท้อง อาเจียน สับสน
◦ พบได้น้อย

🏥การป้องกันโรค
แนะนำวัคซีนชนิดเซลล์เพาะเลี้ยงและไข่เป็ดฟักบริสุทธิ์ (concentrated, purified cell culture and embryonated egg-based rabies vaccines, CCEEVs)

1. ก่อนสัมผัสโรค (Pre-exposure prophylaxis, PrEP)
• 👨🏻‍⚕️🧑🏼‍⚕️เหมาะสำหรับบุคคลเสี่ยง เช่น สัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้องแล็บ ผู้ทำงานใกล้ชิดสัตว์
• ฉีดวัคซีน 2 เข็ม : วันที่ 0 และ 7 (IM หรือ ID)
2. หลังสัมผัสโรค (Post-exposure prophylaxis, PEP)
การจัดระดับบาดแผล :
• 🤨Category I : สัมผัสสัตว์ แต่ผิวหนังไม่เสียหาย → ไม่ต้องฉีด
• 🥺Category II : แผลข่วนตื้น/เลียบนผิวหนังที่ไม่แตก → วัคซีน
• 😱Category III : กัดทะลุผิวหนัง เลียแผล เปิด เยื่อบุ → วัคซีน + อิมมูโนโกลบูลิน (RIG)

🏥หลักการรักษาหลังสัมผัส
1 ล้างแผลทันที💧
◦ ล้างด้วยน้ำและสบู่อย่างน้อย 15 นาที
◦ ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น povidone iodine
2 วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า💉💉
◦ สูตร ESSEN (IM) : ฉีดวันที่ 0, 3, 7, 14, 28
◦ สูตร TRC-ID (intradermal, 2 จุด) : วันที่ 0, 3, 7, 28
3 อิมมูโนโกลบูลิน (RIG)💉💉
◦ สำหรับ Category III
◦ ฉีดรอบแผลให้มากที่สุด ที่เหลือเข้ากล้ามเนื้อ
◦ ให้ภายใน 7 วันแรกหลังเริ่มวัคซีน
🦠🦠หากเริ่มมีอาการ → เกือบ 100% เสียชีวิตจึงถือเป็นโรคที่ต้องเน้น ป้องกันหลังสัมผัส (PEP)

จัดทำโดย นศภ ปรินทร์ ศิริวัฒนาโกวิท
แหล่งอ้างอิง
1.สภาเภสัชกรรม. แนวทางการดูแลผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สภาเภสัชกรรม; 2561 [เข้าถึงเมื่อ 4 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://ccpe.pharmacycouncil.org/showfile.php?file=929
2. World Health Organization. Rabies [Internet]. Geneva: WHO; 2024 Jun 5 [cited 2025 Oct 4]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/rabies

ภาวะแพ้โปรตีนนมวัวและภาวะย่อยแลคโตสบกพร่อง ต่างกันอย่างไร❓🐄 ภาวะแพ้โปรตีนนมวัวคืออะไร?ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow milk prote...
15/11/2025

ภาวะแพ้โปรตีนนมวัวและภาวะย่อยแลคโตสบกพร่อง ต่างกันอย่างไร❓

🐄 ภาวะแพ้โปรตีนนมวัวคืออะไร?
ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว (Cow milk protein allergy) คือ ภาวะที่เกิดจากร่างกายทำปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนในนมวัวจึงทำให้เกิดอาการแพ้ ส่วนใหญ่พบในทารกและเด็กเล็ก โดยอาการจะดีขึ้นจนหายขาดเมื่อเด็กโตขึ้น และมีเด็กส่วนน้อยที่ยังคงแพ้ต่อเนื่องไปจนโต

🐄 การแพ้นมวัวทำให้เกิดอาการได้หลายระบบ ได้แก่
- ผิวหนัง เช่น ผื่นลมพิษ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
- ระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องร่วงเรื้อรัง อุจจาระมีมูกเลือด อาเจียน ปวดท้อง
- ระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอเรื้อรัง คัดจมูกหรือน้ำมูกเรื้อรัง หอบ โดยอาการของระบบทางเดินหายใจมักพบร่วมกับระบบอื่น ๆ
- หากสงสัยว่าแพ้โปรตีนนมวัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน เนื่องจากอาการดังกล่าวข้างต้นไม่จำเป็นต้องเกิดจากการแพ้โปรตีนนมวัวเสมอไป อาจเป็นอาการของโรคอื่น ๆ หรือแพ้อาหารชนิดอื่นได้เช่นกัน

📍แนะนำให้หลีกเลี่ยงการบริโภคนมวัวและผลิตภัณฑ์ที่มีนมวัวในผู้ที่แพ้โปรตีนนมวัว

🥛ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่องคืออะไร?
ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง (Lactose intolerance) ภาวะนี้ไม่ใช่การแพ้โปรตีนนมวัว แต่เกิดจากร่างกายสร้างเอนไซม์แลคเตส (Lactase) ลดลง หรือขาดเอนไซม์แลคเตสซึ่งทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแลคโตส (Lactose) ที่พบในนมวัว ทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังจากการดื่มนม เช่น
- ท้องอืด แน่นท้อง
- มีลมมากในลำไส้ ผายลมบ่อย
- ถ่ายเหลว ท้องเสีย
- ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน

🥛ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.) ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่องชั่วคราว พบตามหลังการอักเสบติดเชื้อในลำไส้เล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคท้องร่วงจากการติดเชื้อไวรัสในทารกและเด็กเล็ก เมื่อหายจากโรคแล้ว การสร้างน้ำย่อยและการย่อยแล็กโทสจะกลับมาเป็นปกติ
2.) ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่องตามพันธุกรรม พบในเด็กโตและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะชาวเอเชียที่มักจะสร้างน้ำย่อยแล็กเทสได้ลดลงเมื่อโตขึ้น

📍แนะนำให้ลดการบริโภคน้ำตาลแล็กโทสให้อยู่ในปริมาณที่ไม่ทำให้เกิดอาการ ซึ่งมีทางเลือกในการบริโภค ได้แก่ นมวัวสูตรปราศจากน้ำตาลแล็กโทส (Lactose free) หรือนมถั่วเหลือง นมจากพืชชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม นมที่ผลิตโดยใช้โปรตีนจากพืชจะมีปริมาณแคลเซียมต่ำ และมีการปรุงแต่งรส จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์นมที่ไม่เติมน้ำตาลหรือเติมน้อยที่สุด และมีการเสริมแคลเซียมเพื่อให้ได้รับแคลเซียมที่เพียงพอต่อความต้องการในการเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

จัดทำโดย นสภ.ณัฏฐณิชา จินดาสุรารักษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แหล่งอ้างอิง
1. ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย. การบริโภคนมวัว ภาวะแพ้โปรตีนนมวัว ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.thaipediatrics.org/6191/
2. โรงพยาบาลพญาไท. โรคแพ้โปรตีนนมวัวและการย่อยแลกโทสบกพร่อง ต่างกันอย่างไร. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.phyathai.com/th/article/3089-ไขข้อข้องใจ_โรคแพ้?srsltid=AfmBOoqzvkqTSFEe_TlvQfmdeuTuT1O_UaX9stqgterN3OQcj-qge99F

🧴 น้ำตาเทียมช่วยบรรเทาอาการตาแห้งและระคายเคืองได้ แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับอาการและผู้ใช้ มาศึกษาวิธีเลือกและข้อควรระวังอย...
13/11/2025

🧴 น้ำตาเทียมช่วยบรรเทาอาการตาแห้งและระคายเคืองได้ แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับอาการและผู้ใช้ มาศึกษาวิธีเลือกและข้อควรระวังอย่างละเอียดกัน

💧การเลือกใช้น้ำตาเทียม (Artificial Tears)
👀น้ำตาเทียมคืออะไร
น้ำตาเทียม เป็นเภสัชภัณฑ์หรือยาหยอดตารูปแบบหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อลื่นดวงตา มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติ ใช้บรรเทาอาการตาแห้ง แสบตา ระคายเคือง รวมถึงในผู้ที่ใช้คอนเทคเลนส์หรือหลังผ่าตัดตา เช่น Vislube, Vidisic gel, Alcon Tears Naturale Free ซึ่งต่างจากยาหยอดตาที่มีตัวยารักษาโรคเฉพาะ เช่น สเตียรอยด์ ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้แพ้ที่ต้องใช้ตามคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกร

🌟 ประโยชน์ของน้ำตาเทียม
- บรรเทาอาการตาแห้งจากอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
- เหมาะกับผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือในอากาศร้อน/แห้ง
- ช่วยผู้ที่ใช้สายตานานๆ จากคอมพิวเตอร์หรือจออุปกรณ์ดิจิทัล
- ลดการระคายเคืองจากฝุ่น มลภาวะ หรือการใช้คอนเทคเลนส์

🔬ส่วนประกอบสำคัญ
1) สารช่วยหล่อลื่นและเพิ่มความชุ่มชื้น (Lubricants)
- Carboxymethyl cellulose (CMC): เพิ่มความหนืด อยู่บนตานาน
- Hydroxypropyl methylcellulose (HPMC/Hypromellose): เพิ่มความหนาของฟิล์มน้ำตา
- Sodium hyaluronate: ช่วยสมานแผล ฟื้นฟูผิวกระจกตา เหมาะกับผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดตา
- Glycerin/Polyethylene glycol: กักเก็บความชุ่มชื้น ลดการระเหยของน้ำตา
2) สารกันเสีย (Preservatives)
- Benzalkonium chloride (BAK): ฆ่าเชื้อได้ดี แต่ทำลายผิวกระจกตา ใช้ระยะยาวหรือกับคอนเทคเลนส์ไม่เหมาะ เช่น Opsil tear
- Stabilized oxychloro complex, Sodium perborate: สลายตัวเป็นน้ำ/ออกซิเจน ปลอดภัยกว่า เช่น Cellufresh MD, Miltear MD, Natear
- Polyquaterium-1, สารประกอบระหว่าง boric acid, zinc, sorbitol และ propylene glycol: อ่อนโยนต่อกระจกตา เช่น Systane® Balance
3) สารประกอบเลียนแบบน้ำตา
- Buffer: ปรับ pH ให้น้ำตาเทียมใกล้เคียงธรรมชาติ
- Electrolytes (Na, K, Ca, Mg): ทำให้น้ำตาเทียมคล้ายน้ำตาจริง
- ในรูปแบบขี้ผึ้ง: มักมี Lanolin, Petrolatum, Mineral oil

🧴ชนิดของน้ำตาเทียม
1) แบ่งตามรูปแบบผลิตภัณฑ์
- สารละลาย (Solution): ใส ไม่เหนียว ใช้ง่าย เหมาะใช้กลางวัน แต่ต้องหยอดบ่อย
- เจลหรือขี้ผึ้ง (Gel/Ointment): หนืด อยู่ในตานาน เหมาะกับอาการรุนแรง ใช้ก่อนนอนเพราะทำให้ตาพร่าชั่วคราว
2) แบ่งตามบรรจุภัณฑ์
- แบบกระเปาะ ใช้วันเดียว (Single-dose): ไม่มีสารกันเสีย ปลอดภัยต่อผู้ใส่คอนเทคเลนส์หรือผู้ที่ต้องใช้ต่อเนื่องนาน ๆ แต่ราคาสูงกว่า
- แบบขวด ใช้หลายครั้ง (Multiple-dose): มีสารกันเสีย ใช้ได้ประมาณ 30 วันหลังเปิด ราคาย่อมเยา เหมาะกับผู้ที่ตาแห้งเล็กน้อย
- แบบขวดระบบปิด (Preservative-free multi-dose/closed-system) ออกแบบให้ใช้ได้เป็นหลอดหรือขวดหลายครั้งโดยไม่ใส่สารกันเสีย (preservatives) ในสูตร ด้วยการใช้เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ป้องกันการปนเปื้อน (วาล์วทางเดียว หัวหยดแบบป้องกันการย้อนกลับฟิลเตอร์หรือระบบหัวจ่ายที่ปิดสนิท) ทำให้ผู้ป่วยที่ไวต่อสารกันเสีย หรือผู้ที่ต้องใช้ต่อเนื่อง สามารถใช้ได้สะดวกกว่า โดยไม่ต้องทิ้งขวดหลังใช้ครั้งเดียวเหมือน (Single-dose)

✅ วิธีเลือกใช้น้ำตาเทียม
- อาการเล็กน้อยหรือใช้นาน ๆ ครั้ง: เลือกชนิดขวด (multiple-dose) ที่มีสารกันเสีย
- ใช้บ่อยหรือต้องหยอดหลายครั้งต่อวัน: เลือกชนิดไม่มีสารกันเสีย (single-dose)
- ผู้ใส่คอนเทคเลนส์:ควรใช้ชนิดไม่มีสารกันเสีย หรือชนิดที่ใช้สารกันเสียอ่อนโยน
- อาการตาแห้งปานกลางถึงรุนแรง: ใช้เจลหรือขี้ผึ้งก่อนนอน
- หลังผ่าตัดตาหรือมีโรคผิวตารุนแรง: ควรหลีกเลี่ยงชนิดที่มีสารกันเสีย

⚠️ข้อควรระวังในการใช้
- ล้างมือก่อนหยอด ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
- ไม่ให้ปลายขวดหรือหลอดสัมผัสตาหรือผิวหนัง
- ถอดคอนเทคเลนส์ก่อนหยอด และใส่กลับได้หลัง 10 นาที
- ทิ้งทันทีเมื่อครบอายุการใช้งาน (30 วันสำหรับขวด, 24 ชั่วโมงสำหรับกระเปาะ)
- อาจทำให้ตาพร่าหรือระคายเคืองเล็กน้อย ไม่ควรขับรถทันทีหลังหยอด
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดตา ตาพร่ารุนแรง หรือแพ้ หยุดใช้และพบแพทย์

📝สรุป
การเลือกใช้น้ำตาเทียมควรดูจากความรุนแรงของอาการ ความถี่ในการใช้ และภาวะร่วม (เช่น ใส่คอนเทคเลนส์หรือไม่) เพื่อความปลอดภัยและได้ผลสูงสุด 💡แม้น้ำตาเทียมจะช่วยบรรเทาอาการได้ดี แต่ไม่สามารถรักษาสาเหตุของตาแห้ง จึงควรปรึกษาจักษุแพทย์หากมีอาการต่อเนื่องหรือรุนแรง

เอกสารอ้างอิง
1. Mahidol University Faculty of Pharmacy. เลือกใช้ “น้ำตาเทียม” อย่างไรให้เหมาะสม. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล; 2565 ก.ย. 7. [เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=59
2. Mahidol University Faculty of Pharmacy. “ตาแห้ง”กับน้ำตาเทียม. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล; 2557 ก.ค. 15. [เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=14
3. Rama Eye Center, Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital, Mahidol University. น้ำตาเทียม. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล; 2016 ก.ค. 12. [เข้าถึงเมื่อ 2 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rama.mahidol.ac.th/eye/th/public/knowledge/12jul2016-1955-th
4. HealthandCareStore. น้ำตาเทียมยี่ห้อไหนไม่ … [อินเทอร์เน็ต]. HealthandCareStore; [เข้าถึงเมื่อ 3 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://healthandcarestore.com/น้ำตาเทียมยี่ห้อไหนไม่/?utm_source=chatgpt.com

จัดทำโดย นศภ.ศศิตา ยีโกบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

เก็บยาอย่างไร ให้ยาคงคุณภาพ❓💊การเก็บรักษายาอย่างถูกวิธีเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการทำให้ยาคงคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการร...
05/11/2025

เก็บยาอย่างไร ให้ยาคงคุณภาพ❓
💊การเก็บรักษายาอย่างถูกวิธีเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการทำให้ยาคงคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ดี เนื่องจากการเก็บยาที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนวันหมดอายุส่งผลให้ผู้ป่วยไม่หายจากโรค หรืออาจเกิดอันตรายจากการใช้ยาที่เสื่อมสภาพได้

วิธีเก็บยา เก็บอย่างไรให้ถูกต้อง?
🌡️เก็บยาในอุณหภูมิที่ระบุตามฉลาก ส่วนใหญ่มักให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง 25-30 องศาเซลเซียส ส่วนยาที่ระบุให้เก็บในตู้เย็นให้เก็บในช่องธรรมดาอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส
☀️เก็บยาให้พ้นจากแสงแดดและความร้อน ไม่ควรเก็บยาไว้ในรถยนต์ ใกล้ตู้เย็น ตู้อบ หรือไมโครเวฟ
💧หลีกเลี่ยงการเก็บยาในบริเวณที่มีความชื้นสูง เช่น ห้องน้ำ หรือห้องครัว
☁️ เก็บยาในบรรจุภัณฑ์เดิม ไม่ควรแกะเม็ดยาออกจากแผงยาเดิมก่อนใช้ เนื่องจากเมื่อยาสัมผัสกับอากาศจะทำให้ยาเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
🔺แต่หากมีความจำเป็นต้องแกะยาออกจากแผง ให้แบ่งออกมาทีละน้อย ไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ และบรรจุในซองยาหรือกล่องยาที่ปิดแน่นมิดชิด อย่างไรก็ตาม ยาที่แตกตัวเร็ว (Fast disintegrating tablet) เช่น Prevacid FDT ไม่ควรแกะเม็ดยาออกจากแผงหากยังไม่ใช้ เนื่องจากยาไวต่อความชื้น
💊เก็บยารับประทานและยาใช้ภายนอกแยกออกจากกันให้เป็นสัดส่วน เพื่อป้องกันการหยิบยาผิด
👶เก็บยาให้พ้นมือเด็ก

ยาชนิดใดบ้างที่ควรเก็บในตู้เย็น ❄️
- ยาที่ฉลากระบุให้เก็บที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส
- ยาฉีดอินซูลินที่ยังไม่เปิดใช้
- ยาหยอดตา เช่น ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของ Chloramphenicol
- ยาเหน็บทวารชนิดขี้ผึ้ง
- ยาปฏิชีวนะชนิดผงแห้งที่ผสมน้ำแล้ว มีอายุใช้งานไม่เกิน 7 วัน หากเก็บที่อุณหภูมิห้อง และไม่เกิน 14 วัน หากเก็บในตู้เย็น
📍ยาน้ำเด็กทั่วไปที่ไม่ใช่ยาปฏิชีวนะชนิดผงแห้ง ให้เก็บที่อุณหภูมิห้อง และมีอายุ 6 เดือนหลังเปิดใช้

ควรเก็บยาบริเวณไหนของตู้เย็น🤔
✅ควรเก็บยาในตู้เย็นช่องธรรมดา บริเวณชั้นกลางของตู้เย็น เพราะมีอุณหภูมิคงที่
✅ควรเก็บยาในกล่องที่ปิดมิดชิด ป้องกันเด็กเล็ก และแยกออกจากอาหาร
❌ ไม่ควรเก็บยาในช่องแช่แข็ง ชั้นล่างสุดของตู้เย็น และบานประตูตู้เย็น เพราะมีอุณหภูมิไม่คงที่

❗️อย่าลืมตรวจสอบวันหมดอายุ และลักษณะของยาก่อนใช้ทุกครั้ง หากยามีสีหรือกลิ่นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ยาน้ำมีตะกอนหรือยาแยกชั้นกัน เขย่าแล้วไม่กระจายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ให้หลีกเลี่ยงการใช้ยานั้น

จัดทำโดย นสภ.ณัฏฐณิชา จินดาสุรารักษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แหล่งอ้างอิง
1. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. เก็บยาอย่างไรให้คงสภาพ. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 3 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://oryor.com/media/infoGraphic/media_printing/1403
2. DICRXPSU. เก็บยาอย่างไรให้ยาคงคุณภาพและปลอดภัย. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 3 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://drug.pharmacy.psu.ac.th/index.php/article/general-articles/2025-06-16-08-21-54
3. ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี. ยาหมดอายุ ยาเสื่อมสภาพ อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 3 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rama.mahidol.ac.th/ramapharmacy/th/knowledge/general/11092015-2303-th
4. ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี. การเก็บรักษายา ควรเก็บอย่างไรจึงจะเหมาะสม. [Internet]. [เข้าถึงเมื่อ 3 ตุลาคม 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rama.mahidol.ac.th/ramapharmacy/th/knowledge/general/11102015-0010-th

“ยาชุด…แม้กินง่าย แต่อาจซ่อนภัยร้ายที่คุณไม่รู้ 😨💊แค่ซองเดียวอาจทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่เสี่ยงพิษต่อตับ ไต ระบบภูมิค...
27/10/2025

“ยาชุด…แม้กินง่าย แต่อาจซ่อนภัยร้ายที่คุณไม่รู้ 😨💊
แค่ซองเดียวอาจทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่เสี่ยงพิษต่อตับ ไต ระบบภูมิคุ้มกัน และอาจอันตรายถึงชีวิต
มารู้จัก ‘ยาชุด’ และอันตรายที่แฝงอยู่ในบทความนี้กันเถอะ”

⚠️💊อันตรายจากยาชุด
“ยาชุด” คือ การนำยาหลายชนิดมารวมกันในซองเดียว ขายเป็นชุด โดยอ้างว่าสามารถรักษาอาการต่าง ๆ เช่น ปวดเมื่อย 🤕 อักเสบ 🤒 หวัด 🤧 เจ็บคอ โรคกระเพาะ หรือปัสสาวะขัด มักหาซื้อได้ง่ายตามร้านทั่วไป ร้านชำ รถเร่ หรือร้านยาที่ไม่มีเภสัชกรดูแล
แม้ดูเหมือนสะดวกและทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว ✅ แต่แท้จริงแล้ว “ยาชุด” เป็นอันตรายและอาจถึงชีวิตได้ ❌

🚫 ทำไมยาชุดถึงอันตราย
- มักจัดโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์หรือเภสัชกร 👨‍⚕️ เพราะเภสัชกรได้มีการตรวจสอบความเหมาะสมของยากับผู้ป่วยแต่ละราย
- ไม่มีฉลากหรือคำเตือนที่ชัดเจน 📦
- มักมีการผสมยาที่ออกฤทธิ์แรง 💥 ทำให้รู้สึกดีขึ้นเร็ว แต่แฝงด้วยผลข้างเคียง
- ไม่รู้แหล่งที่มา อาจเป็นยาปลอม ❗ เสื่อมคุณภาพ หรือไม่ได้มาตรฐาน

⚡ ยาที่มักพบในยาชุดและผลข้างเคียง
1) สเตียรอยด์ 🧪
- ใส่เพื่อให้หายเร็วหรือเพิ่มความอยากอาหาร
- ผลเสีย: น้ำตาลในเลือดสูง 🍬 (เสี่ยงมากในผู้ป่วยเบาหวาน) ความดันสูง บวมน้ำ💧ภูมิคุ้มกันต่ำ 🛡️ติดเชื้อง่าย แผลหายช้า กระดูกพรุน 🦴 หน้าอ้วนกลม และกดการทำงานของต่อมหมวกไต
- ใช้ครั้งเดียวก็อันตรายได้ หากใช้บ่อยยิ่งเสี่ยงมากขึ้น
2) ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) 💊
- ใส่ในยาชุดแก้ปวด/แก้หวัด
- ผลเสีย: แผลในกระเพาะอาหาร 🩸เลือดออกในทางเดินอาหาร ไตวาย
3) ยานอนหลับหรือยาคลายกังวล 😴
- แฝงในยาชุดแก้ปวด/ช่วยให้นอน
- ผลเสีย: ง่วงซึม มึนงง กล้ามเนื้ออ่อนแรง การตัดสินใจแย่ลง เสี่ยงอุบัติเหตุ 🚗💥
4) ยาปฏิชีวนะ 🦠
- แอบใส่ในยาชุดแก้หวัดหรือแก้ปัสสาวะขัด
- หากไม่ได้ติดเชื้อแบคทีเรีย การกินจะไม่ช่วย แต่ทำให้เชื้อดื้อยา รักษายากขึ้น
5) พาราเซตามอล 🌡️
- ลดไข้ แก้ปวด
- หากกินซ้ำกับยาที่มีอยู่แล้ว อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด ส่งผลให้เกิดตับอักเสบหรือตับวายได้

🚨 อันตรายที่เกิดขึ้นจริง
- ได้รับยาซ้ำซ้อน/เกินขนาด ทำให้เป็นพิษต่อตับ หัวใจ ไต กระเพาะอาหาร และระบบประสาท
- ผลเสียจากสเตียรอยด์ ทำให้เบาหวานควบคุมยาก ความดันสูง กระดูกพรุน
- ดื้อยาปฏิชีวนะ ทำให้เชื้อรักษายากขึ้นในอนาคต
- แพ้ยารุนแรง ทำให้เกิดอาการช็อก ตับวาย ไตวาย และอาจเสียชีวิต
- ในกรณีที่ผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยา แล้วเผลอรับประทานยาชุดที่ไม่ทราบชื่อยา จนเกิดอาการแพ้ซ้ำ จะไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าแพ้ยาชนิดใด เนื่องจากยาชุดมักมีหลายตัวยาผสมอยู่ร่วมกัน
- กรณีแพ้ยาซ้ำ หากผู้ป่วยมีแพ้ยา แล้วกินยาชุดที่ไม่ทราบชื่อยา ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแพ้ยาชนิดไหน
- ข่าวในวันที่ 6 มิ.ย. 2568 สภาเภสัชกรรมเผยข่าวจากเพจ “กำแพงเพชร ร้องเรียนอะไร บอกไว้ที่นี่” หลังมีผู้ป่วยกิน ยาชุดคลายเส้นแล้วเกิดอาการเวียนหัว บ้านหมุน อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน มือเท้าเย็น และความดันสูง ต้องส่งโรงพยาบาล 🏥 สภาเภสัชกรรมเตือน หากใช้ยาแล้วมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อความปลอดภัย ‼️

👀 วิธีสังเกตยาชุดที่ควรระวัง
- หลายเม็ด หลายสี หลายรูปทรง รวมในซองเดียว 🎭
- ฉลากไม่น่าเชื่อถือ โฆษณาเกินจริง 📢 แต่ไม่บอกข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อยา ปริมาณ คำเตือน

ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัย 🛑✅
- ห้ามซื้อหรือกินยาชุดเอง❌
- ใช้ยาเท่าที่จำเป็น และตรงกับอาการจริง ๆ✅
- อ่านฉลากและเอกสารกำกับยาทุกครั้ง 📖✅
- ปรึกษาเภสัชกรหรือพบแพทย์เพื่อรับยาที่เหมาะสม 👩‍⚕️✅

📌 สรุป: ยาชุดอาจทำให้อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่มีความเสี่ยงสูง ทั้งตับ ไต กระเพาะอาหาร และระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ยาโดยไม่รู้ส่วนประกอบ = นำชีวิตไปเสี่ยงกับผลข้างเคียงรุนแรง❗ควรหลีกเลี่ยง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนใช้ยา 🛡️

เอกสารอ้างอิง
1. วราพร เขียวงาม, อาจินต์ สงทับ. ผลกระทบจากการใช้ยาชุดแก้ปวดที่ปนเปื้อนสารสเตียรอยด์ ที่ไม่เป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Online). 2019;13(1):27-37. [เข้าถึงเมื่อ 25 กันยายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://he01.tci-thaijo.org/index.php/EAUHJSci/article/view/176941
2. เภสัชฯ ม.มหิดล เตือนซื้อยาชุดรับประทานเอง เสี่ยงร่างกายพังไม่รู้ตัว [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2566 มี.ค. 31 [เข้าถึงเมื่อ 25 กันยายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://op.mahidol.ac.th/ga/mgr-36/
3. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). Infographic: ยาชุดอันตรายใกล้ตัว [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 26 กันยายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://oryor.com/media/infoGraphic/media_printing/1669
4. กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค. ยาชุดที่มาพร้อมกับอันตรายเป็นชุด [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (กระทรวงสาธารณสุข); 2566 เม.ย. 28 [เข้าถึงเมื่อ 26 กันยายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://dis.fda.moph.go.th/detail-infoGraphic?id=2130
5. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.). ยาชุด อันตรายใกล้ตัว [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 26 กันยายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://oryor.com/media/video/media_printing/1670
6. สภาเภสัชกรรม : The Pharmacy Council. “กำแพงเพชร ร้องเรียนอะไร บอกไว้ที่นี่” [อินเทอร์เน็ต]. 2568 มิ.ย. 6 [เข้าถึงเมื่อ 27 กันยายน 2568]. เข้าถึงได้จาก: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1241907677733361&id=100057424211918

จัดทำโดย นศภ.ศศิตา ยีโกบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุ...
25/10/2025

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์ น้อมศิระกราน กราบแทบพระยุคลบาท

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า ร้านบ้านยาหนึ่ง

💥ศัตรูเงียบในจานอาหารดิบ… พยาธิใบไม้ตับ ปรสิตเล็ก ๆ ที่แฝงตัวมากับการกินปลาน้ำจืด🐟สุก ๆ ดิบ ๆ อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างม...
22/10/2025

💥ศัตรูเงียบในจานอาหารดิบ… พยาธิใบไม้ตับ ปรสิตเล็ก ๆ ที่แฝงตัวมากับการกินปลาน้ำจืด🐟สุก ๆ ดิบ ๆ อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็งท่อน้ำดีได้😵
พยาธิใบไม้ตับ (Opisthorchis viverrini)
🔄 วงจรชีวิต
1️⃣ตัวแก่ (Adult worm)
อาศัยในท่อน้ำดีเล็ก ๆ ภายในตับ หรือในถุงน้ำดี/ท่อตับอ่อนของ คน สุนัข และแมว (เป็น definitive hosts)
2️⃣พยาธิวางไข่ → ไข่ปนมากับน้ำดี → ออกมากับอุจจาระ
3️⃣เมื่อไข่ตกลงในแหล่งน้ำจืด → ถูกกินโดย หอยน้ำจืดสกุล Bithynia (โฮสต์กลางลำดับที่ 1) ในหอย ไข่ฟักออกเป็น miracidium → พัฒนาเป็น cercaria
4️⃣เซอร์คาเรีย (Cercaria)
ออกจากหอย → ว่ายน้ำไปเจาะเข้า ปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด (โฮสต์กลางลำดับที่ 2 เช่น ปลาตะเพียน ปลาซิว ปลากะมัง) พยาธิสร้างสิ่งห่อหุ่มเรียก เมตาเซอร์คาเรีย (Metacercaria) พัฒนาเป็นระยะติดต่อ → ฝังตัวในกล้ามเนื้อปลา🐟ในรูปซีสต์ หรือบางครั้ง cercaria อาจจะมาว่ายติดกับพืชน้ำและกลายเป็น เมตาเซอร์คาเรีย
5️⃣การติดเชื้อในคน/สัตว์เลี้ยง
เมื่อกินปลาน้ำจืดมีเกล็ดที่ปรุงไม่สุก (ก้อยปลา, ปลาดิบ, ลาบปลา, ปลาส้มดิบ) → ซีสต์แตกในลำไส้เล็กส่วนต้น
ตัวอ่อนเคลื่อนเข้าสู่ท่อน้ำดีใหญ่และท่อน้ำดีเล็ก → เจริญเป็นตัวแก่ภายใน 4–8 สัปดาห์
จากนั้นเริ่มวางไข่ → สามารถตรวจพบไข่ในอุจจาระ💩
🦠 การติดต่อ
เกิดจาก การกินปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด หรือพืชน้ำ เช่น ผักบุ้งน้ำซึ่งมีระยะเมตาเซอร์คาเรีย และ ปรุงไม่สุกเพียงพอ
สัตว์ที่เป็น reservoir host ได้แก่ คน, สุนัขหรือ แมว → กินและขับไข่ปนออกมาในสิ่งแวดล้อม
🤒 อาการทางคลินิก
😕😕ผู้ติดเชื้อปริมาณน้อย : มักไม่แสดงอาการ (asymptomatic)
😣😣กรณีมีพยาธิจำนวนมาก : 😰มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ท้องอืดแน่นท้อง ปวดชายโครงขวา คลื่นไส้ เบื่ออาหาร😨
อาจพบถุงน้ำดีโต ดีซ่าน
🥵🥵ระยะเฉียบพลัน (Acute phase)
เกิดใน 4–8 สัปดาห์แรกหลังรับเชื้อ
อาการ: ไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
🤢🤢ระยะเรื้อรัง (Chronic phase)
พยาธิอยู่ในท่อน้ำดีนานหลายปี → ทำให้ตับโต, ทุพโภชนาการ
เกิดการอักเสบและพังผืดในท่อน้ำดีเรื้อรัง
ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ: มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma)
🧪 การตรวจวินิจฉัย
😗ตรวจหาไข่ในอุจจาระ (วิธีมาตรฐาน)
😚การตรวจทางภูมิคุ้มกัน เช่น OV-Rapid diagnosis test ชุดตรวจปัสสาวะ
หลักการ: แอนติบอดีจำเพาะต่อพยาธิใบไม้ตับ + conjugate colloidal gold
ผล:
แถบ C + T = ผลบวก → พบแอนติเจนพยาธิใบไม้ตับ
แถบ C อย่างเดียว = ผลลบ
หากผลบวก ควรไปโรงพยาบาลเพื่อยืนยันและเข้ารับการรักษา
💊 การรักษา
Praziquantel ขนาด 75 มก./กก./วัน
แบ่งให้กิน วันละ 3 ครั้ง ต่อเนื่อง 2 วัน
ควรได้รับการติดตามโดยแพทย์ → เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

จัดทำโดย นศภ.ปรินทร์ ศิริวัฒนาโกวิท มหาวิทยาลัยศิลปากร

1. Buathong S, Charoensuk L, Suwannahitatorn P. The past and present situation of Opisthorchis viverrini infection in Thailand. Vajira Medical Journal. 2024 Apr-Jun;68(2):e267381. doi:10.62691/vmj.2024.267381
2. ณัฏฐวัฒิ แก้วพิทูลย์. Liver Fluke in Thailand. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. 2553;12(1). Available from:https://www.thaiscience.info/journals/Article/JSUU/10887164.pdf
3. Ovbiotech. ABOUT & PRODUCT. [Internet]. [cited 2025 Sep 26]. Available from: https://www.ovbiotech.com/ABOUT_Und_PRODUCT/66050f8d1f3d7d001adec338
4. Mas-Coma S, Bargues M, Valero M. Human fascioliasis infection sources, their diversity, incidence factors, analytical methods and prevention measures. Parasitology. 2018;145:1-35. doi:10.1017/S0031182018000914

ที่อยู่

97 ระหว่างซอยอินทรพิทักษ์3-5 ถ. อินทรพิทักษ์ แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี
Bangkok
10600

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 20:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+66955931418

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านยาหนึ่งผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์