NT Healthcare.THAILAND

NT Healthcare.THAILAND ทุกเรื่องของสุขภาพ ปรึกษาเรา
Healthcare & Wellness -
Holistic medicine clinic ไม่ได้เพียงแต่รักษาสุขภาพ แต่เรารักษาชีวิต

18/12/2025

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย! เมื่อนักวิจัยเผยความรักทำให้แผลหายไวขึ้นได้จริง ๆ
ตามปกติแล้วเมื่อร่างกายของเรากำลังมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์อีกคนหนึ่งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจูบ การสัมผัส ตลอดไปจนถึงการมีเซ็กส์ ร่างกายก็จะเริ่มหลั่งฮอร์โมน ‘ออกซิโทซิน’ ออกมา ที่ขึ้นชื่อว่าฮอร์โมนแห่งความรัก
ซึ่งใครจะไปคิดว่าล่าสุดงานวิจัยจากมหาวิทยาแอนดีส จากประเทศชิลีได้ค้นพบความสามารถใหม่ของออกซิโทซินว่าฮอร์โมนออกซิโทซินช่วยให้แผลที่เกิดขึ้นบนร่างกายสมานได้ไวขึ้น
โดยทีมนักวิจัยได้ทำการทดลองกับคู่รักชายหญิง 80 คู่ โดยจำลองการหลั่งออกซิโทซินผ่านการได้รับฮอร์โมนตัวดังกล่าวทางจมูก ร่วมกับการเข้าร่วมกิจกรรมเสวนากระชับความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก ก่อนที่จะทำบาดให้เกิดบาดแผลบนร่างกายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
หลังจากนั้นทีมวิจัยก็ได้ติดตามผลการทดลองเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยให้ผู้ร่วมการทดลองทั้ง 80 คู่ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับระดับของความเครียด และปฎิสัมพันธ์กับคู่รักตลอด 1 สัปดาห์ รวมถึงการประเมินระดับของการสมานแผล จนพบว่าในกลุ่มทดลองที่ได้รับออกซิโทซินร่วมกับการเข้าร่วมเสวนามีการสมานแผลที่รวดเร็วกว่ากลุ่มทดลองที่ได้เพียงออกซิโทซิน หรือเข้าร่วมการเสวนาเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ คริสโตบาว เฮอนานซ์เดส (Cristóbal Hernández) นักสรีรวิทยาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันได้ทำการทดลองแบบตรงข้าม พบว่าความเครียด การมีปฏิสัมพันธ์เชิงลบจะทำให้แผลสมานช้าลงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับการทดลองแรกพบว่าความสัมพันธ์เชิงบวกช่วยเพิ่มให้สมานแผลไวขึ้น 12%
อย่างไรก็ตามการที่แผลหายไวขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าความรักควมผูกพันธ์จะเป็นต้นตอของความสามารถนี้เพียงอย่างเดียว เพราะปริมาณออกซิโทซินที่หลั่งออกมาในแต่ละคนนะมีความแตกต่างกันออกไปอยู่แล้ว ซึ่งนักวิทย์ยังไม่สามารถระบุหาปัจจัยที่ควบคุมการหลั่งของปริมาณออกซิโทซินได้ทั้งหมดได้ ทำให้ในอนาคตทีมวิจัยจะทำการทดลองเพิ่มเติมกับกระบวนการอื่น ๆ ในร่างกายเพื่อตรวจสอบหาปัจจัยอื่นให้มากขึ้นกว่าเดิม
แต่อย่างน้อย ๆ เราก็รู้ความรักนั้นก็มีส่วนไม่มากก็น้อยที่ช่วยให้ร่างกายฮีลแผลไวชึ้นจริง ๆ
_________________________________________
ติดตาม The Principiaได้ในทุกช่องทางออนไลน์ หรือ
ติดต่อโฆษณาได้ที่ theprincipia2021@gmail.com หรือโทร 0647711333

13/12/2025

สธ.รุก 'เศรษฐกิจสุขภาพ' 3 ปี 1.98 ล้านล้านบาท 11% ของ GDP ตั้งสนง.เร่งเครื่องดันมูลค่า�
กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ขานรับนโยบาย “เศรษฐกิจสุขภาพ” ของรัฐบาล ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น “Medical & Wellness Hub” เต็มรูปแบบ) ผ่าน 6 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1.การยกระดับภูมิปัญญาไทยและนวดไทย 2.การต่อยอดสมุนไพรไทย ยาไทย และอาหารไทย 3.การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4.การพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ 5.การยกระดับศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และ 6.การส่งเสริมธุรกิจและบริการด้านสุขภาพบุคคลและความงาม ซึ่งมีมูลค่าเป้าหมาย 6.9 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.39% ของ GDP
📌 คาดใน3 ปี มูลค่าเศรษฐกิจกว่า 1.98 ล้านล้าน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการเป็นประธานประกาศนโยบายรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศและเปิดสำนักงานเศรษฐกิจสุขภาพ และศูนย์บริหารจัดการข้อมูลเศรษฐกิจสุขภาพอัจฉริยะว่า สธ.ได้ขับเคลื่อนนโยบาย Medical & Wellness Hub โดยที่ผ่านมา มีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดำเนินงานตาม 6 กลไกข้างต้นแล้วกว่า 1.18 แสนล้านบาท คิดเป็น 17% ของเป้าหมาย 6.9 แสนล้านบาท และยังเกิดมูลค่าเศรษฐกิจรวมทางตรงและทางอ้อมอีก 3.72 แสนล้านบาท แยกเป็น
◾️ ยกระดับภูมิปัญญาไทย มูลค่าทางตรง 2,056 ล้านบาท
◾️ ยกระดับสมุนไพร มูลค่าทางตรง 48,604 ล้านบาท
◾️ ส่งเสริมท้องเที่ยงเชิงสุขภาพ มูลค่าทางตรง 11,521 ล้านบาท
◾️ ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ มูลค่าทางตรง 11,560 ล้านบาท
◾️ ศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง(ATMPs) มูลค่าทางตรง 27,677 ล้านบาท
◾️ การดูแลสุขภาพบุคคลและความงาม 16,998 ล้านบาท
ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 3 ปี มูลค่าเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมจะขยายเป็นกว่า 1.98 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 11.08% ของ GDP
📌 ตั้งสำนักฯเศรษฐกิจสุขภาพ เร่งเครื่องงาน
หนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สธ.ได้จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจสุขภาพ และศูนย์บริหารจัดการข้อมูลเศรษฐกิจสุขภาพอัจฉริยะ (Health Economics Intelligent Operation Center: IOC) รองรับการดำเนินงาน ให้มีระบบข้อมูลที่เชื่อมโยง สร้างความโปร่งใส และแม่นยำ ช่วยในการตัดสินใจเชิงนโยบาย เสริมสร้างบทบาทของไทยในฐานะ Medical & Wellness Hub บนเวทีนานาชาติ
สำนักงานเศรษฐกิจสุขภาพแห่งนี้จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลและบูรณาการการทำงานจากสำนักอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภายในกระทรวงฯ รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่มาจากทุกกระทรวงจะถูกผนวกรวมกัน โดยมีเป้าหมายด้านสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงเป็นหัวใจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข
“เป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยเป็น "destination" หรือจุดหมายปลายทาง สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพ และส่งเสริมให้ผู้คนมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงและมีอายุยืนยาว ในอนาคตหากสามารถขยายบทบาทและความสำคัญของเศรษฐกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขให้โตขึ้น หน่วยงานนี้อาจพัฒนาไปเป็นกรมหนึ่งในสธ.”นายสมศักดิ์กล่าว
📌 ยันไม่ได้ผ่อนปรนคุ้มครองผู้บริโภค
ข้อกังวลเรื่องมาตรฐานสินค้าสุขภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความปลอดภัยจากสินค้าและบริการ ภายใต้การมุ่งขับเคลื่อนเรื่องเศรษฐกิจ นายสมศักดิ์ ยืนยันว่า มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ของไทย เช่น สมุนไพรไทย หรือแพทย์แผนไทย ก็ต้องได้รับการพัฒนาและยกระดับมาตรฐาน อย. ของไทยให้ได้รับการยอมรับทั่วโลก ส่วนแพทย์แผนไทย กำลังอยู่ระหว่างการปรับมาตรฐานเพื่อให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก เพราะเพิ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับแพทย์แผนไทยอย่างมาก
“สธ. ไม่ได้ผ่อนปรนมาตรฐานลง แต่ทำให้กระบวนการต่างๆรวดเร็วขึ้น หากเป็นเมื่อก่อน อย. อาจถูกบ่นว่าช้า แต่ตอนนี้กลับมีคนบ่นว่าเร็วไป ยืนยันว่า มีความเข้มข้นมากกว่าเดิม ในการตรวจสอบสินค้าบริการต่างๆ รวมถึง สินค้าที่จะเข้ามาจากต่างประเทศ โดยไม่ได้ใช้มาตรฐานที่ต่ำกว่า แต่จะใช้มาตรฐานกลาง เช่น มาตรฐานยุโรป เพื่อให้ไทยสามารถอยู่ร่วมกับโลกได้”นายสมศักดิ์กล่าว
ขณะที่ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานเศรษฐกิจสุขภาพ จะเป็นศูนย์กลางการวิเคราะห์ วิจัย และขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ขณะที่ศูนย์บริหารจัดการข้อมูลเศรษฐกิจสุขภาพอัจฉริยะ จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการติดตามสถานการณ์ วิเคราะห์แนวโน้ม ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจ
โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น Big Data, AI และ Dashboard แบบ Real-time เป็นระบบข้อมูลที่เชื่อมโยง ทันสมัย โปร่งใส เชื่อถือได้ ส่งผลให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic #กรุงเทพธุรกิจHealth

13/12/2025
13/12/2025

การเดิน 10,000 ก้าวต่อวันกลายมาเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน แต่คุณจำเป็นต้องพยายามมากกว่าป...

12/12/2025

“หมอจักราวุธ” พลิกเกมการรักษา หลอมแพทย์แผนไทย–แผนปัจจุบัน สร้างโมเดลเยียวยาแบบองค์รวม
....

“นพ.จักราวุธ เผือกคง” ผอ.รพ.ท่าฉาง พลิกเกมการรักษา นำสมุนไพร–หัตถการไทยมาผสานกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ จนเกิดผลลัพธ์ชัดเจนในผู้ป่วยเรื้อรังและการฟื้นฟู สร้างต้นแบบบริการสุขภาพแบบผสมผสานที่หลายพื้นที่เริ่มจับตา

อ่านข่าวในคอมเมนต์
#แพทย์แผนไทย #ภูมิปัญญาไทย #หมอจักราวุธ

10/12/2025

หมอโอ๊ค เผย 10 อาหาร-เครื่องดื่มแบบไทยๆ ถ้ากินบ่อย-กินมาก-นานหลายปี เร่งให้เกิดมะเร็งได้ แนะวิธีป้องกัน นพ.ศ.....

01/12/2025

ไทยป่วยมะเร็งพุ่ง 400 คน/วัน เดินหน้าเสริมระบบรักษาทั่วประเทศ

#มะเร็ง #รักษา #สาธารณสุข #77จว

30/11/2025

งานวิจัยใหม่เผยใช้ #เมลาโทนิน เกิน 1 ปี เสี่ยง #ภาวะหัวใจล้มเหลว เพิ่มขึ้น! 💔
เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นชื่อที่หลายคนคุ้นหูเพราะเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ 💤 ที่ช่วยปรับนาฬิกาชีวภาพให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อน บางคนใช้เพราะนอนไม่หลับจากความเครียด บางคนใช้ตอนเดินทางข้ามโซนเวลาหรือบางคนก็ใช้ทุกคืนเพราะรู้สึกว่าหลับสบายดี
แต่ล่าสุดงานวิจัยจาก American Heart Association (AHA) ได้ออกมาเตือนว่า “การใช้เมลาโทนินต่อเนื่องเกิน 1 ปี อาจเพิ่มความเสี่ยง “ภาวะหัวใจล้มเหลว” ได้จริง 😱”
โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ใหญ่ที่มีภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic Insomnia) กว่า 130,000 คน และติดตามนานกว่า 5 ปี พบว่า…
📈 ผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับเรื้อรังและใช้เมลาโทนินระยะยาวมีความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ใช่ถึง 90%
🏥 กลุ่มที่ใช้เมลาโทนินมีแนวโน้มเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากภาวะหัวใจล้มเหลวมากกว่า 3.5 เท่า
😵 กลุ่มที่ใช้เมลาโทนินมีความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุสูงกว่าเกือบ 2 เท่า
โดยทั่วไป เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตเอง แต่การเสริมเมลาโทนินเป็นเวลานาน อาจไปรบกวนสมดุลฮอร์โมนของร่างกายและสมดุลการทำงานของหัวใจเองด้วย แต่การศึกษานี้เป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้นและถูกนำเสนอในงานประชุม Scientific Sessions ประจำปี 2025 และยังไม่ได้มีการฟันธงว่า “เมลาโทนินเป็นสาเหตุโดยตรงของภาวะหัวใจล้มเหลว” แต่อย่างไรก็ตามเห็นแบบนี้แล้ว ผู้ที่ใช้เมลาโทนินอาจควรปรึกษาแพทย์และใช้ด้วยความระมัดระวัง

#นอนไม่หลับ
#ปัญหาการนอน #นอนหลับยาก

12/11/2025

มะนาว : ลดคอเลสเตอรอล
นอกจากช่วยป้องกันรักษาโรคลักปิดลักเปิดมาแต่โบราณแล้ว น้ำมะนาวยังมีสารที่สำคัญ คือ "ฟลาโวนอยด์ส้ม" ซึ่งช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยทอง นอกจากนี้ยังใช้รักษามาลาเรีย โรครูมาติสม์เรื้อรังและโรคเกาต์ ใช้ในการป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันการตกเลือดหลังคลอด และช่วยบรรเทาอาการระคายคอจากการติดเชื้อ
สรรพคุณทางยา
1.เปลือกผล เปลือกผลแห้งมีรสขม ช่วยขับลมได้ดี รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด นำเอาเปลือก ของผลสดมาประมาณครึ่งผล คลึงหรือทุบเล็กน้อยพอให้น้ำมันออก ฝานเป็นชั้นบางๆ ชงกับน้ำร้อนดื่มเวลามีอาการหรือหลังอาหาร 3 เวลา
2.น้ำคั้นผลมะนาว ใช้แก้ไอขับเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ ใช้ผลสดคั้นน้ำได้น้ำมะนาวเข้มข้น ใส่เกลือเล็กน้อย (หรือผสมน้ำผึ้ง 1 ส่วนน้ำมะนาว 3 ส่วน) แล้วจิบบ่อยๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงรส ให้เข้มข้นพอประมาณดื่มบ่อยๆ
3.น้ำมะนาวใช้ในด้านความงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักครู่ ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วซับให้แห้ง ทำสัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าจะดูสดใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบ
4.น้ำมะนาวผสมผงกำมะถัน ใช้ทาก่อนนอน แก้อาการกลาก เกลื้อน หิด
5.ใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง แล้วใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้า

(เครดิตภาพ : ehowm, goodlife, Roberta, Misspandapilin, ทุกคนไม่ได้รู้ทุกสิ่ง)

** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

#สุมนไพรใกล้ตัว
#หมอชาวบ้าน

07/11/2025

* คลิปนี้มีคำบรรยายภาษาอังกฤษThis clip has English subtitles.Doctor’s Talk คือ Podcast ที่หมอและผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจะมาพูดคุยประเด็....

ที่อยู่

อาคารสำนักงาน
Bangkok
12000

เบอร์โทรศัพท์

+66928545874

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ NT Healthcare.THAILANDผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram