สำคัญที่สุดคือสุขภาพ

สำคัญที่สุดคือสุขภาพ เราช่วยให้การดูแล บำรุงร่างกาย เป็?

“วุ้นเส้น” เป็น “โปรตีน” หรือ “แป้ง” กันแน่? “วุ้นเส้น” เป็น “โปรตีน” หรือ “แป้ง” กันแน่?คุณหมอสันต์เล่าว่า สมัยประมาณปี...
18/10/2023

“วุ้นเส้น” เป็น “โปรตีน” หรือ “แป้ง” กันแน่?


“วุ้นเส้น” เป็น “โปรตีน” หรือ “แป้ง” กันแน่?
คุณหมอสันต์เล่าว่า สมัยประมาณปี พ.ศ. 2528 คุณหมอได้ทัวร์โรงงานวุ้นเส้นสระบุรี จึงได้ทราบกระบวนการผลิตวุ้นเส้นโดยละเอียด “เขาจะเอาถั่วเขียวมาโม่จนเป็นผง แล้วทิ้งให้มันตกตะกอนในสารละลาย กระบวนการตกตะกอนนี้จะแยกแป้งออกจากโปรตีน ส่วนที่เป็นแป้ง เขาเอามาทำวุ้นเส้น ส่วนนี้เป็นแป้งเสีย 86% แทบไม่มีโปรตีนเลย เขาจึงนิยมเอาให้คนไข้โรคไตเรื้อรังที่กลัวโปรตีนกิน เพราะหากเทียบกับเส้นด้วยกัน วุ้นเส้นเป็นอะไรที่มีโปรตีนน้อยที่สุด ในกระบวนการผลิต ส่วนที่ตกตะกอนเป็นโปรตีนนั้น เขาเอาไปทำอาหารสัตว์ ดังนั้นขอให้เข้าใจชีวิตเสียใหม่ ว่า วุ้นเส้นคือแป้ง ไม่ใช่โปรตีน”

ทำไมจึงนิยมกินวุ้นเส้นเพื่อการลดน้ำหนัก
คุณหมอสันต์ตอบว่า “คิดว่ามาจากการคำนวณแคลอรี่ในอาหาร เพราะในเอกสารการวิเคราะห์แคลอรี่ในอาหารของกองโภชนาการ กรมอนามัย ได้ระบุว่าหากคิดต่อน้ำหนัก 100 กรัมแล้ว วุ้นเส้นให้แคลอรี่แค่ 80 แคลอรี่ ขณะที่ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กให้ 220 แคลอรี่ เส้นใหญ่ให้ 160 แคลอรี่ นักลดน้ำหนักในค่ายนับแคลอรี่จึงแนะนำวุ้นเส้นแทน แต่คำแนะนำแบบรูดมหาราชของผมคือหากจะลดน้ำหนัก ให้ลดคาร์โบไฮเดรตและไขมัน ซึ่งหมายความรวมถึงการเลิกทาน ‘เส้น’ ทุกชนิดและวุ้นเส้นด้วย”

ดังนั้น ถึงแม้ว่าวุ้นเส้นจะเป็นคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งที่ให้พลังงานต่ำกว่าเส้นประเภทอื่นๆ แต่ก็ยังต้องควบคุมปริมาณในการบริโภคให้ดี เพราะอย่างไรเสียวุ้นเส้นก็ยังคงเป็น “แป้ง” และควรเน้นรับประทานอาหารให้หลากหลาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็น่าจะช่วยให้คุณลดน้ำหนักสำเร็จ และได้เป็นเจ้าของร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com

สุดยอด "โปรตีนจากพืช" ที่เหล่ามังสวิรัติต้องหลงรักประโยชน์ของโปรตีนต่อร่างกายโปรตีน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของทุกๆ เซลล์ใ...
17/10/2023

สุดยอด "โปรตีนจากพืช" ที่เหล่ามังสวิรัติต้องหลงรัก

ประโยชน์ของโปรตีนต่อร่างกาย
โปรตีน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของทุกๆ เซลล์ในร่างกาย ร่างกายของคนเราใช้โปรตีนในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ร่างกายยังใช้โปรตีนในการสร้างเอนไซม์ ฮอร์โมน และสาเดคมีต่างๆ ในร่างกาย โปรตีนเป็นส่วนที่สำคัญของกระดูก กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน ผิวหนัง และเลือด นอกจากโปรตีนแล้ว ร่างกายยังต้องการสารอาหารอื่นๆ อย่าง คาร์โบไฮเดรต แลไขมันอีกด้วย วิตามินและเกลือแร่ก็เป็นสารที่ร่างกายต้องการ แต่ก็ยังไม่เท่า โปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน

โปรตีนมีความแตกต่างจากคาร์โบไฮเดรตและไขมันตรงที่ ร่างกายไม่มีการสะสมโปรตีน ดังนั้นเมื่อร่างกายต้องการใช้โปรตีน จึงต้องใช้จากภายนอกหรือการบริโภคนั่นเอง ดังนั้นร่างกายจึงจำเป็นต้องได้รับโปรตีนให้เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อใช้สร้างและซ่อมแซมส่วนที่ร่างกายสึกหรอได้อย่างเต็มที่ ซึ่งแหล่งของโปรตีนก็มีมากมาย ทั้งจากพืชและจากสัตว์อย่าง เนื้อปลา เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่ไก่ ถั่ว เต้าหู้ และธัญพืชต่างๆ

6 แหล่งอาหาร สุดยอดโปรตีนจากพืช
เต้าหู้
เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นเยี่ยม นอกจากนี้ในถั่วเหลืองยังมีแคลเซียมและธาตุเหล็กในปริมาณที่มากอีกด้วย ทำให้ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือสามารถทดแทนโปรตีนจากสัตว์และแคลเซียมจากนมได้ด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่มีอาหารแพ้นมวัว ซึ่งเต้าหู้ครึ่งถ้วยให้ปริมาณโปรตีนมากถึง 10 กรัม ซึ่งถั่วเหลืองอ่อนครึ่งถ้วยให้โปรตีน 8.5 กรัม

ถั่วลิสง
ถั่วลิสง เป็นถั่วที่ให้โปรตีนปริมาณมาก และมีไขมันดี ที่ช่วยทำให้สุขภาพหัวใจดีขึ้นอีกด้วย ถั่วลิสงครึ่งถ้วยมีปริมาณโปรตีนมากถึง 20.5 กรัม ซึ่งถั่วลิสงสามารถนำมาทำอาหาีได้หลาหลากรูปแบบ หรือจะต้มกินเปล่าๆ ก็อร่อยเข่นกัน

ควินัว
ควินัวเป็นธัญพืชที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักเป็นอย่างมาก ควินัวมีปริมาณโปรตีนสูง ควินัวที่ผ่านการปรุงสุกแล้วหนึ่งถ้วยใก้ปริมาณโปรตีน 8 กรัม นอกจากนี้ควินัวยังมีแมกนีเซียม แมกกานีส ธาตุเหล็กและไฟเบอร์อีกด้วย

เมล็ดเจีย
เมล็ดเจียเป็นธัญพืชที่มีไฟเบอร์และกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เมล็ดเจียเพียง 1 ช้อนโต๊ะให้โปรตีน 2 กรัม

มันฝรั่ง
มันฝรั่งอบหนึ่งจานให้โปรตีน 8 กรัม นอกจากโปรตีนแล้ว มันฝรั่งยังมีโพแทสเซียมและวิตามินซีสูงอีกด้วย

โปรตีนจากผักใบเขียว
ผักใบเขียวและผีกสีเข้มๆ ส่วนใหญ่จะมีโปรตีน แต่การรับประทานผักเพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอในแต่ละวัน

ประโยชน์และความเสี่ยงของการกินโปรตีนจากพืช
ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ อย่างเช่น ไข่ เนื้อหมู เนื้อไก่ให้ปริมาณโปรตีนที่สูง ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญที่ถูกสร้างมาจากกรดอะมิโนทำให้ผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ได้รับโปรตีนที่เพียงพอในแต่ละวัน

ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสัตว์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนหรือที่เรียกว่าโปรตีนสมบูรณ์ซึ่งโปรตีนชนิดนี้ ทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอ แต่ผลิตภัณฑ์หรือโปรตีนจากพืชส่วนใหญ่เป็นโปรตีนที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งไม่มีกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ แต่ก็ยังมีพืชบางชนิดที่มีโปรตีนสมบูรณ์ เช่น ถั่วเหลืองและควินัว ดังนั้นมังสวิรัติหรือวีแกนควรรับประทานโปรตีนที่ได้จากพืชอย่างหลาหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนและกรดอะมิโนที่เพียงพอ ดังนั้นชาวมังสวิรัติต้องมีการวางแผนการรับประทานอาหารที่ดีเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารและกรดอะมิโนต่างๆ ที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอ

ประโยชน์ของมังสวิรัติ
มีงานวิจัยที่บอกว่าอาหารมังสวิรัติมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคอ้วน และความดันสูงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในปี 2014 พบว่าผู้ที่บริโภคอาหารมังสวิรัติมีปริมาณคอเลสเตอรอลและไขมันน้อยกว่าผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ แต่ผู้บริโภคมังสวิรัติก็จะได้รับปริมาณโปรตีนและแคลเซียมน้อยกว่าปกติ

ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com

6 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับภาวะ “ไขมันพอกตับ”ไขมันพอกตับ คืออะไร?ไขมันพอกตับคือภาวะสะสมไขมันซึ่งส่วนมากอยู่ในรูปแบบของไตร...
17/10/2023

6 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับภาวะ “ไขมันพอกตับ”

ไขมันพอกตับ คืออะไร?
ไขมันพอกตับคือภาวะสะสมไขมันซึ่งส่วนมากอยู่ในรูปแบบของไตรกลีเซอไรด์ในเซลล์ตับ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น

ดื่มสุราเป็นประจำ
มีรูปร่างอ้วน
ขาดการออกกำลังกายเป็นประจำ
อายุ 45-50 ปีที่ขาดการออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรมประจำวันน้อยลง
เป็นโรคเบาหวาน
มีไขมันในเลือดสูง
กินยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ และยาในกลุ่มที่เป็นฮอร์โมนทดแทน
ความดันโลหิตสูง
เนื่องจากภาวะไขมันพอกตับ เป็นภาวะที่คนอาจไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก และอาจไม่ทราบถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้หากไม่ดูแลร่างกายให้ดี วันนี้ จึงรวบรวม 6 ข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับภาวะ “ไขมันพอกตับ” ที่หลายคนอาจไม่เคยทราบ

6 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับภาวะ “ไขมันพอกตับ”
ไขมันพอกตับ พบได้ค่อนข้างบ่อยในไทย
แม้จะว่าภาวะไขมันพอกตับจะยังไม่คุ้นหูของใครหลายคน แต่ที่จริงแล้วภาวะไขมันพอกตับสามารถพบได้ค่อนข้างบ่อยในกลุ่มผู้ป่วยในประเทศไทย จากสถิติพบว่าคนไทย 4 ใน 10 คน มีภาวะไขมันพอกตับเลยทีเดียว

ไขมันพอกตับ ไม่มีอาการในระยะแรก
เรื่องที่น่าหนักใจสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันพอกตับ คือ ในระยะแรกจะไม่ปรากฏอาการใดๆ ให้พอจะสังเกตได้อย่างชัดเจน ดังนั้นผู้ป่วยหลายคนจึงอาจไม่ทราบว่าตัวเองกำลังเป็นโรคนี้ และอาจยังคงไม่ระมัดระวังในการกินอาหาร และการดำเนินชีวิตต่างๆ จนกระทั่งตรวจพบในภายหลัง หรืออยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงแล้ว

พบบ่อยในคนอ้วน แต่ผอมลงพุงก็เป็นได้
แม้ว่าภาวะไขมันพอกตับจะพบได้บ่อยๆ ในคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน และคนที่เป็นโรคอ้วน รวมถึงคนที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน แต่ในคนที่มีรูปร่างผอม แต่อ้วนลงพุง ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไขมันพอกตับได้เช่นกัน

น้ำตาลคือสาเหตุสำคัญของไขมันพอกตับ
อาจจะคิดว่าไขมันพอกตับ มาจากการกินอาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วอีกหนึ่งสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง ทั้งน้ำตาลฟรุคโตสที่อยู่ในน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป และน้ำตาลในขนมหวานต่างๆ ล้วนเป็นสาเหตุที่อันตรายต่อการเกิดภาวะไขมันพอกตับได้ทั้งสิ้น

ตรวจภาวะไขมันพอกตับได้จากการตรวจสุขภาพทั่วไป
แม้ว่าจะเป็นภาวะที่ไม่มีอาการเริ่มต้น แต่ก็สามารถตรวจหาเจอภาวะไขมันพอกตับได้ง่ายๆ จากการตรวจสุขภาพทั่วไป และการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น การตรวจจากผลเลือด การทำอัลตร้าซาวนด์ และการทำไฟโบรสแกน โดยเป็นเทคโนโลยีใช้ในการประเมินพังผืดในเนื้อตับ เพื่อดูแลสภาวะตับแข็งและปริมาณไขมันสะสมในตับ ลดอัตราความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการเจาะตับ ไม่ต้องเจาะตับ และผู้ป่วยจะไม่เจ็บ

รักษาได้แค่ลดน้ำหนัก และลดของหวาน
หากผู้ป่วยตรวจพบอาการของภาวะไขมันพอกตับได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น ยังไม่มีอาการหนักมาก สามารถรักษาได้ง่ายๆ แค่เพียงลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคอาหารไขมันสูง อาหารหวาน และออกกำลังกายเป็นประจำ

ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com

...สิ่งอื่นใดเป็นที่พึ่งยิ่งกว่าตนเองนั้น ไม่มีฉะนั้น จงดูแลตัวเองให้ดีในทุกๆวัน... #บุญใหญ่โกลด์
13/10/2023

...สิ่งอื่นใดเป็นที่พึ่ง
ยิ่งกว่าตนเองนั้น ไม่มี
ฉะนั้น จงดูแลตัวเองให้ดีในทุกๆวัน... #บุญใหญ่โกลด์

13/10/2023
7 อาหารบำรุงร่างกาย สำหรับคนนอนดึก“การนอนดึกทำให้เสียสุขภาพ” “นอนดึกไม่ดีโทรมเร็ว” รู้ทั้งรู้ ว่าการนอนดึกนั้นส่งผลเสียต...
06/10/2023

7 อาหารบำรุงร่างกาย สำหรับคนนอนดึก

“การนอนดึกทำให้เสียสุขภาพ” “นอนดึกไม่ดีโทรมเร็ว” รู้ทั้งรู้ ว่าการนอนดึกนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพสัญญาณเบื้องต้นอาจเริ่มจากอาการมึนหัว ขอบตาคล้ำ ผิวพรรณไม่สดใส เป็นหวัดง่าย ภูมิแพ้กำเริบ ทานอาหารเยอะขึ้น ไปจนถึงเรื่องของระบบต่างๆ ภายในร่างกายที่พลอยจะรวนไปเสียหมด อย่างเช่นเรื่องระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญและการดูดซึมสารอาหารที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ รวมไปถึงฮอร์โมนบางตัวอย่างเช่น growth hormone ที่จะลดปริมาณการหลั่งจนส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วอีกด้วย เราจึงไม่แนะนำให้นอนดึก แต่บางอาชีพก็เลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องนอนดึกนี่นา จะทำอย่างไรได้

ไลฟ์เซ็นเตอร์บล็อก มีความรู้ด้านโภชนาการที่เป็นประโยชน์สำหรับคนนอนดึกโดยเฉพาะมาฝากกัน ลองมาดูประโยชน์ของอาหารแนะนำแต่ละประเภทกัน

โปรตีนสีขาว อย่างเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ : โปรตีนเหล่านี้จะช่วยในเรื่องการสร้างเคมีในสมองอย่าง โดพามีน เอพิเนฟริน ที่จำเป็นในการบำรุงสมองของคนที่นอนดึก
ถั่วเหลือง ไข่แดง : ร่างกายต้องการสารเคมีที่ทำงานเชื่อมโยงกันภายในสมองนั่นก็คือ “โคลีน” ซึ่งโคลีนนี้ จะช่วยในเรื่องความจำ ช่วยป้องกันอาการความจำเสื่อม ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น ความจำดีขึ้น นอกจากนั้นในไข่แดงยังมี ไบโอตินที่ช่วยบำรุงสมองและเส้นผมอีกด้วย
ข้าวกล้องงอก และธัญพืชต่างๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวบาเลย์ มอลต์ หรือลูกเดือย : อาหารประเภทนี้จะมีกาบ้าสูง ทำให้ตัวสื่อประสาทในสมองทำงานดีขึ้น ความจำก็จะดีขึ้นด้วย
ปลา : สมองต้องการโอเมก้า หรือน้ำมันปลา เมนูที่มีน้ำมันปลาสูงและหาทานได้ง่ายๆ ก็อย่างเช่น ปลาทู หรือใครอยากจะเลือกทานอาหารเสริมก็ควรเลือกที่ทำมาจากปลาทะเล สังเกตปริมาณของ DHA รวมถึง EPA ที่มีอยู่จริงเทียบต่อปริมาณทั้งหมด ทั้งคู่ต้องมีมากกว่า 20% และในหนึ่งเม็ดควรจะมีสัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA เป็น 1:2 หรือ 2:3 ที่เป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ช็อคโกแลต : แนะนำเป็นช็อคโกแลตดำ เพราะในช็อคโกแลตจะมีส่วนผสมของสารที่ช่วยให้เลือดในสมองไม่อุดตัน
สารสกัดจากใบแปะก๊วย : เพราะใบแปะก๊วยมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น และยังช่วยยับยั้งความเสื่อมของสมองได้อีกด้วย
วิตามิน B : คุณสมบัติของวิตามิน B คือ ช่วยในเรื่องระบบประสาท ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย และช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วงไหนที่มีอาการง่วงๆ มึนๆ วิตามิน B ช่วยได้
อย่างไรก็ตาม อาหารเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกาย ทั้งในส่วนของสมองและระบบประสาทให้ดีขึ้น กระนั้นการฝืนธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะร่างกายของเรามีนาฬิกาธรรมชาติที่บอกการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายอยู่ การดูแลตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com

"ยาแก้ปวด" และ "ยาคลายกล้ามเนื้อ" ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง?ในปัจจุบันมีการรับประทานยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อกันบ่อยครั้ง ไ...
05/10/2023

"ยาแก้ปวด" และ "ยาคลายกล้ามเนื้อ" ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง?

ในปัจจุบันมีการรับประทานยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเจ็บป่วย ปวดหัว ปวดฟัน ปวดแผล ก็ต้องรับประทานยาแก้ปวด โดยยาแก้ปวดนั้น กลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน บ้านไหนไม่มีนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ต้องมีติดอยู่ที่บ้านไว้อยู่เสมอ ส่วนเรื่องยาคลายกล้ามเนื้อ ก็เหมือนกัน มักจะรับประทานกันอย่างแพร่หลาย เพื่อลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดแขน ปวดขา แก้เมื่อยล้าจากการทำงานหรือการออกกำลังกาย

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการเลือกใช้ ยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อใช้อย่างไรให้ถูกต้อง ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

เลือกใช้ยาแก้ปวดให้ถูกประเภท
ในเวลาที่เราใช้ยาแก้ปวด จริงๆ จะต้องคำนึงถึงประเด็นที่สำคัญ ดังต่อไปนี้คือ อันดับแรก คือ “ถูกโรค” เราจะต้องรู้ว่าโรคของเรา คือโรคอะไรก่อน ซึ่งโดยทั่วไปอาการปวดที่พบบ่อยๆ มักจะมีอาการปวดจากกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ก็ได้เพราะว่าอาการค่อนข้างเด่นชัด เช่น ปวดไหล่ มีจุดกดเจ็บเฉพาะที่ อันนี้ก็เป็นลักษณะการปวดจากเส้นเอ็น สามารถซื้อยาได้จากร้านขายยาเองได้เลย

ถ้าหากว่ามีอาการของกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ ยาที่ใช้ควรจะเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ แต่ว่าเราปวดเฉยๆ โดยไม่มีกล้ามเนื้อตึงตัวผิดปกติ ก็ควรจะเป็นยาแก้ปวด ซึ่งจะเป็นคนละกลุ่มกัน ซึ่งจะต้องเลือกใช้ให้ถูกต้องหรือถ้าเกิดเป็นอาการปวดที่มีการอักเสบ เช่น ข้ออักเสบร่วมด้วย ยาที่ใช้ก็จะแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ถ้ามีอาการปวดธรรมดา เราอาจจะใช้ อาเซตฟิโนเฟ่น หรือพาราเซตามอล ที่เรารู้จักการดีโดยทั่วไป แต่หากว่ามีอาการอักเสบร่วมด้วย เช่น ข้ออักเสบ หรือ เอ็นอักเสบ ก็จะเป็นกลุ่มยาที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง จะเป็นกลุ่มที่เรียกว่า ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

วิธีใช้ยาแก้ปวดให้ปลอดภัยต่อร่างกาย
ข้อแนะนำในการรับประทานยา ทั้ง 2 ชนิดนี้ จะต้องใช้ให้ “ถูกขนาด และ ถูกเวลา” เนื่องจากมีขนาด วิธีให้ยา และ ข้อควรระวังที่แตกต่างกัน สำหรับยาพาราเซตามอลนั้นขนาดที่ใช้ในปัจจุบันมักจะใช้ผิดกันอยู่เสมอ ในปัจจุบันแนะนำว่าควรจะรับประทานแค่ 1 เม็ด หรือ 500 มิลลิกรัม ต่อครั้งเท่านั้น ไม่ควรรับประทาน 2 เม็ดทุกๆ 6 ชั่วโมง อย่างที่สมัยก่อนใช้กันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะมีผลข้างเคียงต่อตับได้ โดยข้อดีของยาพาราเซตามอลจะปลอดภัยมาก ซื้อหาได้ง่ายเหมาะสำหรับการปวดที่ไม่รุนแรง

ส่วนยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีความแรงขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง และมีหลายชนิด ขนาดที่ใช้ขึ้นกับแต่ละชนิด และ มีผลข้างเคียงมากกว่ายาพาราเซตามอล โดยทำให้เกิดการระคายเคืองกับกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหารได้ อาจทำให้ไตวาย และ มีผลทำให้หลอดเลือดอุดตันเพิ่มขึ้นได้ในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ดังนั้น ยาในกลุ่มนี้ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคร่วมหรือสูงอายุ เพื่อแพทย์จะมีแนวทางการป้องกันความผิดปกติจากผลข้างเคียงของยาหรือเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มอื่นๆ ซึ่งอาจจะปลอดภัยมากกว่า

ทั้งนี้ เมื่ออาการและอาการแสดงของโรคหรือภาวะดังกล่าวหายหรือทุเลาลง ควรหยุดยา เนื่องจากหากให้เป็นระยะเวลานาน อัตราการเกิดผลข้างเคียงจะสูงขึ้น

ขอบคุณสาระดีๆจาก sanook.com

09/09/2022
5 ประโยชน์ดีๆ ของ "มะนาว" ช่วยขับถ่าย-ลดเจ็บคอนึกถึงเครื่องดื่มที่ช่วยให้ความสดชื่นให้กับร่างกาย หลายคนอาจนึกถึงน้ำเย็นๆ...
18/10/2021

5 ประโยชน์ดีๆ ของ "มะนาว" ช่วยขับถ่าย-ลดเจ็บคอ

นึกถึงเครื่องดื่มที่ช่วยให้ความสดชื่นให้กับร่างกาย หลายคนอาจนึกถึงน้ำเย็นๆ หรืออาจคิดถึงน้ำอัดลม แต่หากอยากเลี่ยงน้ำตาลสูงๆ ก็อาจนึกถึงเครื่องรสเปรี้ยวอย่าง “น้ำมะนาว” ได้ มะนาวไม่ได้มีประโยชน์กับเราแค่รสชาติเปรี้ยวจี๊ดถึงใจที่มอบความสดชื่นให้กับเราเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายอีกด้วย

Sanook Health มีข้อมูลดีๆ จาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ มาฝากกัน

5 ประโยชน์ดีๆ ของ "มะนาว"
น้ำมะนาวผสมน้ำอุ่น ช่วยขับถ่าย/ขับของเสียออกจากร่างกาย
การดื่มน้ำมะนาว หรือน้ำผสมนะนาวอุ่นๆ สามารถช่วยให้ร่างกายขับถ่าย ขับของเสียออกจากร่างกายได้ โดยสัดส่วนของน้ำอุ่น และน้ำมะนาวสดที่ควรดื่มไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น หากมีอาการเจ็บคอ หรือปวดท้องจากแผลในกระเพาะอาหาร การดื่มน้ำมะนาวสดเข้มข้นอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองคอ หรือกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นจึงควรลองผสม แล้วชิมดูว่าเป็นรสชาติที่เราพอจะจิบดื่มได้

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม สามารถเลือกดื่มในช่วงเช้าหลังตื่นนอนได้ แต่สำหรับใครที่มีโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคประจำตัว ควรดื่มหลังรับประทานอาหารเช้า หรืออาจเป็นช่วงเวลาอื่นๆ ของวันได้ แต่ควรระมัดระวังในการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะหากปริมาณน้ำมะนาวเข้มข้นมากเกินไป การดื่มในช่วงที่ท้องว่างอาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือทำให้ปวดแสบท้องได้

นอกจากนี้ หากในมื้ออาหารนั้นๆ กินอาหารที่มีน้ำมะนาวเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เช่น กินยำ แกงส้ม ต้มยำต่างๆ มื้อนั้นอาจงดการดื่มน้ำมะนาวไปก่อนได้

น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการเจ็บคอ
น้ำผึ้งแท้ที่สะอาด และปลอดภัย ไม่มีเชื้อโรค จะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรคได้ ดังนั้นการผสมดื่มร่วมกันกับน้ำมะนาวที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยลดการอักเสบได้ ดังนั้นจึงสามารถดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งเพื่อลดอาการเจ็บคอ คออักเสบ บวม แดง ร้อนที่เกิดในช่วงที่เป็นไข้หวัดได้

ถ้าเราปรับสูตรน้ำผึ้งมะนาวให้เหมาะสม จะลดอาการระคายเคืองจากกรดของน้ำมะนาวได้ สังเกตอาการของตัวเองว่าถ้าจิบแล้วแสบคอ ให้ลดการใส่น้ำมะนาวลดลง

น้ำมะนาว ลดอาการปวดศีรษะ
มีบางสูตรที่ระบุให้เอากาแฟผสมกับน้ำมะนาว หรือฝานมะนาวลงไป เพื่อช่วยลดอาการปวดศีรษะทั่วไป รวมถึงอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน แต่จริงๆ แล้วคาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้ปวดศีรษะได้มากกว่า ดังนั้นหากอยากดื่มน้ำมะนาวเพื่อลดอาการปวดศีรษะ ไม่ควรผสมกับกาแฟ หากดื่มกาแฟไปแล้ว สามารถดื่มน้ำมะนาวตามหลังได้

น้ำมะนาว ช่วยให้หายจากไข้หวัดเร็วขึ้น
ในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะมีวิตามินซี มะนาวก็เป็นอาหารที่มีวิตามินซีสูงเช่นกัน ซึ่งวิตามินไม่ได้มีฤทธิ์ป้องกันไข้หวัด แต่ช่วยให้อาการหวัดหายเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานวิตามินซีให้เพียงพอทุกวัน ช่วยลดระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้ เช่น จากที่เคยเป็นไข้หวัดปีละ 14 วัน อาจเหลือปีละ 10-12 วัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรได้รับวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น นิ่วในไต คลื่นไส้ และท้องเสีย

"วิตามินซี" ป้องกันหวัด ได้จริงหรือไม่?

น้ำมะนาว ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซีต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) ผิวซีด แผลหายยาก อ่อนเพลียง่าย และประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค การรับประทานมะนาวในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน

ข้อควรระวังในการกิน และใช้มะนาว
Sanook แนะนำว่า มะนาวมีความเป็นกรดสูง การดื่มน้ำมะนาวสดที่มีความเข้มข้นมากๆ อาจทำให้ระคายเคืองอวัยวะต่างๆ ในระบบทางเดินอาหาร เช่น คอ หลอดอาหาร ลำไส้ กระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดอาการแสบท้องได้

นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะนาว หรือกัดเนื้อมะนาวกินตรงๆ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ใส่มะนาว เช่น ยำ ต้มยำ ฯลฯ ควรบ้วนปาก หรือดื่มน้ำเปล่าตาม เพื่อลดความเข้มข้นของมะนาวที่ผิวเคลือบฟัน และไม่ควรรีบแปรงฟันหลังรับประทานมะนาวทันที เพราะอาจเสี่ยงฟันสึกกร่อนได้

สำหรับการใช้มะนาวที่มีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างสูง หากจะนำมาผสมเป็นส่วนผสมในการบำรุงผิว ควรใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย ผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ หรือเจือจางลดความเข้มข้นลง ไม่ควรใช้มะนาวทาลงบนผิว หรือทาลงบนฟันเพื่อการฟอกสีฟันโดยตรง เพราะอาจกัดกร่อนผิวเคลือบฟัน รวมถึงผิวหนังอาจระคายเคืองได้เช่นกัน และไม่ควรใช้กับบริเวณที่มีผิวบอบบาง เช่น รักแร้ ผิวหน้าบริเวณรอบดวงตา ชั้นรอยพับแขน ขา เป็นต้น หากไม่ทราบว่าปริมาณที่ใช้เท่าไรถึงจะปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการทำส่วนผสมต่างๆ จากมะนาวด้วยตัวเองจะดีกว่า

Cr : Sanook Health

"วิตามินซี" ป้องกันหวัด ได้จริงหรือไม่?เป็นหวัด ถือเป็นอาการป่วยที่พบบ่อยที่สุด เพื่อให้อาการหวัดดีขึ้น แต่ความจริงแล้ว ...
17/10/2021

"วิตามินซี" ป้องกันหวัด ได้จริงหรือไม่?

เป็นหวัด ถือเป็นอาการป่วยที่พบบ่อยที่สุด เพื่อให้อาการหวัดดีขึ้น แต่ความจริงแล้ว วิตามินซีป้องกันหวัด หรือช่วยรักษาหวัดได้หรือเปล่า มีข้อมูลดังต่อไปนี้

วิตามินซี คืออะไร
วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและเป็นวิตามินที่สำคัญ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดี โดยวิตามินซีจะช่วยรักษากระดูก กล้ามเนื้อ และหลอดเลือดให้แข็งแรง รวมถึงช่วยสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กด้วย แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ได้แก่ ผักและผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลส้ม และผลไม้รสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังสามารถได้รับวิตามินซีจากอาหารเสริมด้วย

วิตามินซี ช่วยป้องกันหวัดได้หรือไม่
วิตามินซี ได้รับการศึกษาเป็นระยะเวลาหลายปีว่า มีคุณสมบัติในการรักษาหวัด หรือช่วยป้องกันหวัดได้หรือเปล่า แต่ผลการศึกษาพบว่าข้อมูลยังไม่แน่ชัด เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญพบว่า วิตามินซีมีประโยชน์ต่อการป้องกันและรักษาหวัดเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ งานวิจัยในปี 2007 ได้ศึกษาว่าการกินวิตามินซี 200 มิลลิกรัมต่อวัน หรือมากกว่า และกินวิตามินซีทุกวัน จะสามารถทำให้ความถี่ในการเป็นหวัด ความรุนแรงของหวัด และระยะเวลาในการเป็นหวัด ลดลงหรือไม่ ผลการวิจัยพบว่า เมื่อเป็นหวัดแล้ว อาหารเสริมวิตามินซี ไม่สามารถบรรเทาความรุนแรงของอาการ หรือไม่ทำให้เป็นหวัดน้อยลง แต่สามารถทำให้ระยะเวลาในการเป็นหวัดสั้นลงได้ ในผู้ใหญ่ 8% และในเด็ก 4% กล่าวคือ ถ้าผู้ใหญ่เป็นหวัด 12 วันต่อปี การกิน วิตามินซีป้องกันหวัด ทุกวันอาจทำให้ระยะเวลา ในการเป็นหวัดลดลงเหลือ 11 วันต่อปี และถ้าเด็กเป็นหวัดประมาณ 28 วันต่อปี การกินวิตามินซีอาจช่วยย่นระยะเวลาเหลือ 24 วันต่อปี โดยประมาณ มากไปกว่านั้นยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า การกินวิตามินซีเป็นประจำทุกวันเพียงแค่ย่นระยะเวลาในการเป็นหวัด ซึ่งประสิทธิภาพไม่ต่างจากการกินยาหลอก (Placebo) ที่สามารถย่นระยะเวลาในการเป็นหวัดได้เหมือนกัน

ปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับต่อวัน
โดยปกติแล้วคนเราควรได้รับวิตามินซีอย่างเพียงพอต่อวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งทำให้ห่างไกลโรค รวมถึงทำให้ไม่เป็นหวัดง่ายด้วย สำหรับปริมาณวิตามินซีที่ควรได้รับคือ ผู้ชายควรได้รับวิตามินซี 90 มิลลิกรัมต่อวัน และผู้หญิงควรได้รับ 75 มิลลิกรัมต่อวัน

ข้อควรระวัง คือไม่ควรได้รับวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น นิ่วในไต คลื่นไส้ และท้องเสีย

ที่อยู่

Bangkok
10310

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สำคัญที่สุดคือสุขภาพผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์