08/03/2026
🪷 มีคำถามเข้ามาว่า ถ้าสามีหรือภรรยาตายไป กับการที่เขาทิ้งคุณไปมีคนใหม่ ข้อไหนจะทำให้คุณเสียใจมากที่สุด
คำตอบ : อันนี้เป็นคำถามที่เขาถามกันแบบเล่น ๆ คำตอบก็ต้องเป็นคำตอบแบบเล่น ๆ แต่เราจะตอบให้ฟังแบบจริง ๆ นะ
เหตุการณ์ที่สมมติขึ้น ย่อมไม่ตั้งอยู่บนรากฐานของความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะเหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด เป็นเพียงการคาดหมายอนาคตเฉย ๆ และการคาดหมายอนาคตนี่แหละ เป็นตัวการทำให้จิตคิดฟุ้งซ่านวุ่นวายมากมายกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ เสียอีก เพราะเหตุการณ์จริง ๆ มันอาจไม่เกิดอย่างนั้นก็ได้
ธรรมท่านจึงสอน ให้ทำใจอยู่กับความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ให้คาดหมายอดีตหรืออนาคต เพราะอดีตมันก็ผ่านไปแล้ว หวนคืนกลับมาไม่ได้ อนาคตมันก็ยังมาไม่ถึง ยังไม่อาจเกิดขึ้นจริง จะคาดคิดอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะคิดถูก นอกจากฟลุ๊ค หรือมีความรู้พิเศษจึงพอรู้ได้บ้าง การจะไปหาคำตอบ ให้กับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ดูเหมือนยิ่งจะเลื่อนลอยหนักเข้าไปอีก
การคาดหมายอนาคต หรือการคิดถึงอดีตนั้น ก็คาดได้คิดได้ แต่ต้องมีหลักยึดว่า ต้องเป็นอนาคต หรืออดีตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เรากำลังทำอยู่เท่านั้น ถึงจะมีประโยชน์ เช่น เราจะทำเหตุอย่างนี้ จะปรากฏผลดีหรือเสียอย่างไรในอนาคต หรืออดีตเคยเกิดผลดีหรือไม่ดีอย่างนั้น ๆ เพราะทำเหตุดีหรือไม่ดีอย่างไรในปัจจุบัน ดังนี้เป็นต้น
เพื่อเราจะได้ทำเหตุปัจจุบันให้ดีที่สุด หรือหลีกเลี่ยงการทำเหตุไม่ดี อันจะเป็นผลเสียหายตามมาในภายภาคหน้า
ถ้าใครทำได้อย่างนี้ คนนั้น ก็ยากที่จะประสบความล้มเหลวในกิจธุระหน้าที่การงานทั้งปวง ทั้งจิตใจก็จะไม่วุ่นวายส่ายแส่ไปคิดปรุงแต่งในเรื่องที่ไร้สาระอีกด้วย แต่ผู้ที่จะคิดอย่างนี้ได้ ก็มิใช่จะเป็นเองมาตั้งแต่อยู่ในท้อง ต้องผ่านการฝึกจิตทำใจให้ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันธรรมได้บ้างพอสมควร คือ จิตต้องมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา
และต้องเข้าใจสัจธรรมที่มีอยู่คู่โลกว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ล้วนมีเหตุพาให้เกิดขึ้น พาให้เป็นไปทั้งนั้น เมื่อทำเหตุดี จึงได้รับผลดี เมื่อทำเหตุไม่ดีก็ต้องได้รับผลไม่ดีอย่างแน่นอน ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะเลือกเอาแต่ผลดี โดยปราศจากการทำเหตุที่ดี ไม่มีทางเป็นอย่างนั้น
เพราะเหตุนั้น พระอัสสชิ จึงตอบคำถามของอุปติสสะปริพาชกว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตแสดงเหตุ และความดับไปของธรรมเหล่านั้น เพราะหมดเหตุ” เพียงเท่านี้ อุปติสสะก็หยั่งจิตลงถึงกระแสแห่งอริยสัจธรรม บรรลุพระโสดาปัตติมรรคตัดสังโยชน์ ๓ ขาดสะบั้นจากใจ จิตหยั่งลงถึงพระโสดาปัตติผลในทันที
ดังนั้น หากใครประสงค์จะทำให้จิตใจตนเองมีแต่สาระ ก็ต้องฝึกหัดคิดในสิ่งที่มีเหตุมีผลเป็นเครื่องรองรับที่ตรงกัน คือ อยากได้ดีก็ต้องทำเหตุดี เป็นต้น หากทำเหตุไม่ดี แล้วจะให้ได้รับผลดี ไม่มีทางเป็นอย่างนั้น อย่าได้คิดไปให้เสียเวลา
สำหรับความตายนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงกันไม่ได้ เพราะทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แม้จะรู้อย่างนั้น ก็ไม่มีใครอยากเผชิญกับความตาย มีแต่คนคอยหลบคอยหลีก อย่าว่าแต่ความตายเลย แม้เพียงแค่ความเจ็บปวดไม่สะดวกสบายขัดข้องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังไม่มีใครอยากจะได้
ต่อเมื่อสุดวิสัยหลีกหนีไม่พ้นแล้ว ก็จึงจำเป็นต้องก้มหน้าก้มตายอมรับชะตากรรม ยอมตาย ยอมทุกข์ ยอมลำบาก หาได้มีความเต็มใจที่จะยอมรับกรรมอย่างแท้จริงไม่
ดังนั้น เวลาตายจริง ๆ หรือต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบากจริง ๆ จิตนั้น จึงต้องดิ้นรนทุรนทุรายกระสับกระส่ายไม่อยากมีทุกข์ จึงไม่อาจทำใจให้สงบนิ่งได้
ผู้ที่จะยอมรับทุกข์ หรือยอมรับความตายอย่างใจสงบนิ่งได้ ผู้นั้นต้องผ่านการพิจารณาความทุกข์ หรือความตายมาแล้วอย่างช่ำชองโชกโชน ทั้งใจหยั่งลงเห็นสัจธรรมอย่างแจ่มแจ้งว่า
“ความตายคือ เพชฌฆาตสังหารความทุกข์ทางกายให้ดับลงอย่างสิ้นเชิง“ ทุกข์กายจะสาหัสสากรรจ์เพียงไหนก็ตาม เมื่อเจอเข้ากับความตาย ทุกข์กายก็ดับหมด ตายแล้วก็ไม่ต้องเจ็บปวดใด ๆ อีกเลย”
ความตายจึงเป็นสัจธรรมของจริงที่ต้องเผชิญหน้ากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีใครหนีพ้น ต่างกันเพียงแค่ใครจะตายช้า หรือตายเร็วกว่ากันเท่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงไม่จำเป็นต้องกลัวตาย ไม่จำเป็นต้องกล้าตาย
ถ้ากรรมตายมาถึงเป็นอันตายแน่ จะกลัวก็ต้องตาย จะกล้าก็ต้องตาย มีแต่ต้องทำใจให้ตั้งมั่นยอมรับมันตามความเป็นจริง ตามแต่กรรมของเราจะเป็นไป และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันอย่างอาจหาญในปัจจุบันทุกลมหายใจเข้าออก
การที่เมื่อได้เห็นคนตาย จะเป็นสามีตาย หรือภรรยาตาย หรือพ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนฝูงตาย จะเสียใจมาก หรือเสียใจน้อย หรือเสียใจพอประมาณ หรือไม่เสียใจเลย ไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ จะสามารถเลือกเอาเองได้ตามใจชอบ มันหากเป็นของมันเองตามความผูกพันทางใจของกันและกัน และขึ้นอยู่กับภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละคนที่ได้ฝึกปรือมาไม่เท่าเทียมกันอีกด้วย
แต่ผู้ที่ได้ผ่านการฝึกอบรมพิจารณาความทุกข์ หรือความตายมาแล้วบ้างอย่างช่ำชอง ก็มีโอกาสที่จะไม่ต้องทุกข์ใจ เสียใจ กับเรื่องเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องสามีหรือภรรยา ทิ้งไปมีคนใหม่ ถ้าฝ่ายที่ถูกทิ้งยังมีรักมีเยื่อใยอยู่ ก็อาจจะเสียใจบ้างในตอนแรก แต่ความรักอาจแปรสภาพเปลี่ยนเป็นความโกรธได้ ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และสติปัญญาของผู้นั้นว่า จะรู้จักคิดได้เพียงใด
ก็เป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรืออาจกำลังจะเกิดสำหรับใครบางคน ก็เป็นเรื่องของกรรมที่เกี่ยวข้องกัน ถ้าเราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ก็จงสนใจทำเหตุปัจจุบันให้ดี ๆ ศึกษานิสัยใจคอของกันและกัน ให้เข้าใจ ต้องรู้จักคิดว่า คนเราต้องมีทั้งส่วนดี และส่วนไม่ดี ไม่มีใครจะดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง
ถ้าเป็นส่วนดี ใคร ๆ ก็ชอบไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก แต่ส่วนที่ไม่ดีนี่สิ! ไม่มีใครอยากพบอยากเห็น แต่เมื่อจำเป็นต้องพบต้องเจอต้องเห็นกันอยู่ทุกวัน บางทีมันก็เกิดอารมณ์เสียได้ ถ้าไม่มีสติยับยั้งชั่งใจ ก็พูดจามีปากมีเสียงทะเลาะกันได้ นั่นก็ยิ่งเป็นเหมือนกับเอาน้ำมันไปราดไฟ
ดังนั้น ถ้าฝ่ายหนึ่งโกรธ อีกฝ่ายหนึ่งต้องมีสติระงับยับยั้งชั่งใจ อดทนทำใจเย็นไว้ก่อน อย่าเพิ่งโกรธพร้อมกัน ให้ผลัดกันโกรธทีละคน เมื่อสามีโกรธ ภรรยาควรทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ต้องไปเถียงเขา รอเขาหายโกรธแล้ว จึงค่อยพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล แต่ถ้าหากคุณเลือกที่จะโกรธพร้อมกัน ก็ต้องไปวัดดวงกันเอาเอง ว่ามือเท้าของใครจะหนักกว่ากัน
การใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล นั่นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา แต่เป็นการเพิ่มปัญหาให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ก็ถือว่า ผิดทั้งคู่ เลวทั้งคู่ แต่คนที่เป็นต้นเหตุ ก็ผิดมากกว่า เลวมากกว่า ถ้ามีดีสักคน ก็จะมีคนหนึ่งที่มีสติยับยั้งชั่งใจได้ ก็จะไม่ทะเลาะวิวาทกัน
ดังนั้น ถ้าทุกคนต่างมีเหตุผลตั้งมั่นอยู่บนความถูกต้องดีงาม ก็พึงทำใจให้ยอมรับส่วนไม่ดีของกันและกันให้ได้ ถ้ามันไม่ถึงขั้นผิดศีลผิดธรรมที่ร้ายแรงเกินไป ก็ต้องยอมลดทิฏฐิมานะลงบ้าง อย่าเอาแต่ใจตนเอง หัดคิดในมุมมองของคนอื่นบ้าง รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน แต่ถ้ามันเลวร้ายเหลือรับประทานจริง ๆ ไม่อาจให้อภัยกันได้ ก็เลือกทำเอาตามที่สบายใจ
ลองคิดว่า เราเองก็ไม่อยากเห็นเขาทำไม่ดีกับเรา ฉันใด เขาเองก็ต้องไม่อยากเห็นเราทำไม่ดีกับเขา ฉันนั้น แล้วคิดทบทวนดูที่เขาด่าว่า เราทำไม่ดี มันจริงไหม? ถ้าจริง เราก็แก้ไขเสียใหม่สิ! ทำตัวเราให้ดี มันก็ถูกต้องแล้ว สมควรให้เขาด่า
คนอื่นทำไม่ดีกับเรา เราก็ยังโกรธเขาได้ แล้วทีเราทำไม่ดีกับคนอื่น ทำไมเราจึงไม่โกรธตัวเอง เราจะไม่เห็นแก่ตัวมากไปแลหรือ? ที่คิดอยากแต่จะให้คนอื่นมาทำดีกับเรา แต่ตัวเรากลับไม่คิดอยากที่จะทำดีกับคนอื่นบ้างเลย
นี่คือ เหตุปัจจุบันที่คู่สามีภรรยาจะพึงกระทำต่อกัน สิ่งใดที่ไม่ดี ไม่เป็นที่พอใจของอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้ามันไม่เหลือบ่าฝ่าแรง ยอมกันได้บ้าง ก็ยอม ๆ กันไป ต่างพยายามแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เช่นนี้ จะกลายเป็นปุ๋ยชั้นดีที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตคู่ให้วัฒนาสถาพร
สามีก็ต้องทำตัวให้เป็นสามีที่ดีของภรรยา อย่าไปมีหญิงอื่น ขยันทำการงานหาเลี้ยงครอบครัว รู้จักประหยัดอดออมเก็บหอมรอมริบ อย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ไม่ข้องแวะกับอบายมุข ต้องรู้จักให้เกียรติภรรยาในที่ที่ควรให้เกียรติ
ภรรยาก็ต้องทำตัวให้เป็นภรรยาที่ดีของสามี อย่าไปมีชายอื่น ขยันหมั่นเพียรในกิจบ้านงานเรือน อย่างที่โบราณเรียกว่า “แม่ศรีเรือน” ไม่รู้ว่า ยังจะมีอยู่ในยุคปัจจุบันหรือไม่? เข้าใจว่าหายากมากแล้ว ในยุคที่ผู้หญิงต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ความเป็นกุลสตรีเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงล้ำสำหรับผู้หญิง ใครรักษาไว้ได้ ชีวิตจะไม่มีทางตกต่ำ
โดยมากผู้หญิงมักจะขี้บ่นกว่าผู้ชาย ก็ระวัง อย่าจู้จี้จุกจิกให้มากเกินไปนัก มีอะไรขัดข้องหมองใจก็พยายามพูดจาทำความเข้าใจกันด้วยเหตุด้วยผล อย่าเก็บงำไว้คนเดียว แล้วคิดเองเออเองไปแบบผิด ๆ นี่! ยิ่งอันตราย ต่างลดทิฏฐิมานะ ลดความอยากลงบ้าง ลดความเห็นแก่ตัวลงบ้าง อย่าเอาแต่ใจตัวเองให้มากไป เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง
ถ้าจะให้ดี ต่างฝ่ายต่างตั้งตนอยู่ในศีลในธรรม ก็จะปลอดภัยไร้กังวล ไม่มีทางที่จะทะเลาะกันอย่างแน่นอน เว้นไว้แต่จะทำศีลขาด
คำโบราณที่ว่า “ให้อยู่ด้วยกันไปจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร” ก็ไม่ไกลเกินฝัน ทุกวันนี้ เห็นมีแต่อยู่ด้วยกันไป ก้นหม้อยังไม่ทันดำ ก็เตียงหักขาหักแยกจากกันไปคนละทิศละทาง อย่ามาบอกนะว่า ทุกวันนี้เขาใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้ากันแล้ว ก้นหม้อมันเลยไม่ดำ
แต่ถ้ามันอยู่ด้วยกันไปไม่ได้จริง ๆ เพราะพฤติกรรมของอีกฝ่ายหนึ่ง มันเลวร้ายสุดที่จะกล้ำกลืนฝืนทน ก็จำเป็นต้องแยกทางต่างคนต่างไป สมดังโบราณว่าไว้ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย ถ้ารวมกันแล้วจะตายหมู่ ก็ต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า”
เพราะธรรมท่านก็สอน ไม่ให้คบคนพาล ให้คบบัณฑิต จึงจัดว่าเป็นมงคลอันสูงสุด ดังนั้น ถ้าหาคนดีอยู่ด้วยไม่ได้ หากจะต้องอยู่กับคนชั่ว ก็ให้อยู่คนเดียวเสียจะดีกว่า ธรรมท่านย้ำเตือนว่า “ความเป็นสหาย ไม่มีในหมู่คนพาล”
พระวิทยา กิจจวิชโช.........................
📿📿📿📿📿📿
🔻ช่องทางติดต่อและติดตามข่าวสาร🔻
🌐Web: https://sites.google.com/view/rojanadhamfoundation
☎️โทร : 026642095
📲Line : https://lin.ee/jvi1BMC
🏢ที่อยู่📌Google Maps: https://bit.ly/4eMWjI5
⏰วันเวลาทำการ : จันทร์ - เสาร์ 09.00น. - 17.00น.
Credits: 🙏🏻ขอขอบคุณบทความดีๆค่ะ
#มูลนิธิโรจนธรรม #โรจนธรรมสถาน #สุขุมวิท23 #ธรรมใดก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ #ศูนย์ปฎิบัติธรรม