01/02/2026
ครูพิมขอแชร์มุมมองจากเรื่องนี้ในฐานะนักจิตวิทยาพัฒนาการที่ได้เจอคำถามเกี่ยวกับประเด็นนี้จากผู้ปกครองหลายๆ ท่าน รวมถึงเป็นหนึ่งในบุคลากรในสายวิชาชีพที่ได้เห็นผลกระทบเกี่ยวกับความเข้าใจที่แตกต่างกันไปในเรื่องนี้นะคะ
ออกตัวก่อนเลยว่า สิ่งที่กำลังจะเสนอนี้เป็นมุมมองในเชิงความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นที่อิงจากข้อเท็จจริง มิได้มีเจตนาที่จะกล่าวพาดพิงหน่วยงานหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่อยากให้ผู้ปกครองและผู้ที่สนใจทุกท่าน ได้มีอีกหนึ่งมุมมองที่จะใช้ประกอบวิจารณญาณของแต่ละท่านเพิ่มเติมค่ะ
สำหรับนักจิตวิทยาพัฒนาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กนั้น เราจัดกิจกรรมพิเศษสำหรับเด็กๆ ออกเป็น 2 หมวดหมู่ใหญ่ๆ กล่าวคือ
1) กิจกรรมเพื่อกระตุ้นพัฒนาการ และ 2) กิจกรรมเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ซึ่ง 2 กลุ่มนี้ แม้มองผิวเผินจะใกล้เคียงกัน แต่แท้ที่จริงแล้วมีความแตกต่างต่างกันอยู่ในรายละเอียด
สำหรับกิจกรรมเพื่อกระตุ้นพัฒนาการนั้น อันที่จริงชื่อก็บ่งบอกอยู่แล้วว่าคือการกระตุ้น หมายความว่าพัฒนาการหรือพฤติกรรมนั้นๆ มีบางอย่างที่มีความผิดปกติหรือไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น จึงควรที่จะได้รับการ "กระตุ้น" ให้สิ่งนั้นมีขึ้นมา และสำหรับกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการนั้น ก็ตรงตามตัวว่าเป็นไปเพื่อการส่งเสริมทักษะบางอย่างให้ดีขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าโดยพื้นฐานสิ่งนั้นมีโอกาสที่จะต่อยอดได้ดีหรือมีแนวโน้มที่ส่งเสริมแล้วจะมีประโยชน์ต่อเด็กคนนั้นๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความ "สมวัย" และ "เป็นไปตามธรรมชาติ" มิใช่การเร่งหรือการบังคับให้เกิดขึ้น
คราวนี้ประเด็นแรกก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า แบบไหนคือสิ่งที่ควรเลือกใช้กับลูกเรา คำแนะนำที่อยากจะแนะนำในฐานะนักวิชาชีพก็คือ เราจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อลูกเราได้รับการประเมินโดยตรงจากนักวิชาชีพเท่านั้น หรืออย่างน้อยก็อ้างอิงตามเกณฑ์พัฒนาการสากลที่ทราบว่ามีอธิบายในสมุดติดตามพัฒนาการเด็ก (ที่เรียกกันว่าเล่มชมพู) ซึ่งหมายความว่า การฝึกหรือการปรับพฤติกรรมบางอย่าง อาจจะไม่ได้เหมาะหรือใช้ได้กับเด็กทุกคน (ครูพิมย้ำเรื่องนี้มาโดยตลอดว่าเด็กมีความหลากหลาย ไม่มีสูตรตายตัวใดที่ใช้ได้ทุกบ้าน) เพราะหากเราไม่แม่นยำ การนำเอาวิธีการต่างๆ มาใช้กับเด็ก แทนที่จะเป็นการทำให้ไปในทางที่ดีขึ้น อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาแทน หรือแม้แต่เด็กที่ไม่ได้มีปัญหา แต่ถูกฝึกจนกลายเป็นว่ามีปัญหา ครูพิมก็เคยเจอมาแล้ว...
ประเด็นต่อมาก็คือ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมหรือการกระตุ้นก็ตาม หากสิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับเด็ก ก็ควรจะอยู่บนหลักพื้นฐาน 3 ข้อคือ "สนุก ปลอดภัยทั้งกายใจ ได้เรียนรู้ตามธรรมชาติ" ที่ต้องเอาคำว่าสนุกขึ้นก่อน ก็เพราะครูพิมเองในฐานะที่ทำงานวิจัยด้านการเล่นกับเด็กมาโดยตรง ได้เห็นประโยชน์ทั้งจากการอ่านงานวิจัยจำนวนมาก และจากประสบการณ์ทำงานมากว่า 15 ปี ว่า สำหรับเด็ก "การเล่น" คือใบเบิกทางที่ดีที่สุดสำหรับทั้งพัฒนาการและพฤติกรรมที่ดี และ "การเล่น(ที่หมายถึงการเล่นจริงๆ)" ยังคงควรเป็นเวลาส่วนใหญ่ที่เด็กได้ใช้ ไม่น้อยไปกว่าการนอน
ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึง (จากการถูกถามหลังไมค์และหน้าไมค์เข้ามาพอสมควร) ก็คือ แล้วการฝึกวินัยล่ะ มันจะขัดแย้งกับการเล่นไหม จำเป็นต้องฝึกไหม คำตอบก็คือ หากเราเข้าใจเด็กจากแก่นแท้มากพอ คำว่าวินัยก็สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ โดยเริ่มง่ายๆ จากการฝึกที่ตัวเราเองนี่แหละค่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ที่เด็กขาดวินัย มิใช่เพราะไม่ได้ถูกฝึก แต่เพราะบรรยากาศรอบตัวเด็กส่วนใหญ่ ไม่ได้เอื้อให้วินัยเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ครูพิมยังคงอยากย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่ดีต่อเด็กจริงๆ นั้น จำเป็นต้องอยู่ใน 3 ประเด็นนี้คือ "สนุก ปลอดภัย(ทั้งกายและใจ) และได้เรียนรู้ตามธรรมชาติ" หากสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ไม่ได้ขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ในเบื้องต้นค่ะ
และนี่คือมุมมองที่ครูพิมอยากฝากไว้ให้แฟนเพจและผู้ที่สนใจในประเด็นนี้ได้ลองพิจารณากันนะคะ เพราะเรื่องเด็กเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและส่งผลกระทบในระยะยาวได้มากจริงๆ ครูพิมก็ขอใช้พื้นที่นี้ในการให้ความรู้และความเข้าใจเพิ่มเติมค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆ ท่านที่กำลังสับสนกับการเสพข้อมูลการเลี้ยงลูกที่มีมากจนล้นเหลือเกินในปัจจุบันนี้...