09/04/2020
วุ้นตาเสื่อม
วุ้นตาเสื่อม, วุ้นในตาเสื่อม, น้ำวุ้นตาเสื่อม, น้ำวุ้นลูกตาเสื่อม หรือ น้ำวุ้นลูกตาตกตะกอน (ภาษาอังกฤษ : Vitreous floaters, Eye floaters หรือ Floaters) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออย่างเข้าสู่วัยกลางคน ซึ่งจะทำให้มองเห็นเงาดำคล้ายหยากไย่ ยุง ลูกน้ำ หรือแมลง หรือเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ เส้น ๆ วง ๆ ลอยไปลอยมาในลูกตาข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง และเห็นได้ชัดในที่สว่าง โดยเฉพาะเวลาแหงนมองท้องที่สว่างใส มองไปที่ผนังสีขาว เป็นต้น ทำให้ผู้ป่วยนึกว่ามีหยากไย่อยู่ข้างนอกลูกตา เมื่อพยายามขยี้ตาแต่เงาดำก็ไม่หายไป สร้างความรำคาญ แต่พอนาน ๆ เข้าก็รู้สึกชินไปเอง
สาเหตุของวุ้นตาเสื่อม
ภาวะวุ้นตาเสื่อมและหดตัวเล็กลง (Vitreous degeneration หรือ Vitreous syneresis) เป็นสาเหตุที่พบได้เป็นส่วนใหญ่ มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี (พบได้กว่า 50% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี ของผู้ที่มีสายตาสั้นมาก ๆ และของผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางดวงตา) ไม่มีอันตราย นอกจากสร้างความรำคาญ ไม่จำเป็นต้องรักษาใด ๆ และบางรายอาจค่อย ๆ จางหายไปได้อย่างช้า ๆ
ในช่วงแรกเกิดนั้นน้ำวุ้นจะมีลักษณะหนืดซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของโปรตีน คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก และสารอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นน้ำ แต่เป็นส่วนที่เป็นเส้นใยบาง ๆ ที่มีลักษณะเป็นโครงข่าย ซึ่งตอนปกติมันจะเป็นเส้นเล็ก ๆ ละเอียด ๆ และเรียงตัวกันเป็นระเบียบ จึงทำให้เราไม่สามารถมองเห็นเงาของเส้นใยเหล่านี้ได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น (วุ้นตาเสื่อม) เส้นใยเหล่านี้บางเส้นจะขาดเป็นท่อน ๆ บางเส้นใยจะจับตัวกันหนาขึ้น และเสียความใสไป ร่วมกับมีการหดตัวของวุ้นตาที่เหลือ จึงทำให้เศษเส้นใยดังกล่าวมีขนาดใหญ่และมองเห็นได้ชัดขึ้น (เนื่องจากเศษเส้นใยเหล่านี้ไปบังแสงที่ผ่านมาที่จอประสาทตา) ผู้ป่วยจึงมองเห็นเงาดำของเศษเส้นใยคล้ายเงาหยากไย่ลอยไปลอยมาตามการกลอกตา อย่างไรก็ตาม หากเศษเส้นใยเหล่านี้เกิดขึ้นและลอยอยู่บริเวณขอบของดวงตา ผู้ป่วยจะไม่มีอาการ แต่หากเส้นใยเหล่านี้มาอยู่บริเวณตรงกลางดวงตาที่แสงผ่านเข้าจอประสาทตา ผู้ป่วยจะมีอาการเกิดขึ้น
๐ ภาวะวุ้นตาด้านหลังหลุดลอกออกจากจอประสาทตา (Posterior vitreous detachment : PVD) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนอายุมากกว่า 70 ปี พบได้น้อยในคนอายุต่ำกว่า 50 ปี โดยในภาวะปกติวุ้นตาจะเกาะกับจอประสาทตาแต่ละส่วนด้วยความแน่นไม่เท่ากัน จุดที่เกาะแน่นที่สุดจะอยู่ที่ด้านหน้า ๆ ของจอประสาทตาใกล้ ๆ กับบริเวณด้านหลังของเลนส์ ซึ่งเรียกบริเวณนี้ว่า “ฐานของวุ้นตา” (Vitreous base) และส่วนที่เกาะแน่นรองลงมา คือ รอบ ๆ ขั้วประสาทตา (Optic disc), บริเวณจุดรับภาพ (Macula) และตามแนวเส้นเลือดบนจอประสาทตา (Retinal vessels) ดังนั้น เมื่อวุ้นตาด้านหลังเสื่อมตัว วุ้นตาจะมีการหดตัวและมีความเข้มข้นมากกว่าเดิม ทำให้วุ้นตาหลุดลอกออกจากผิวจอประสาทตา (วุ้นตาจะค่อย ๆ ลอกตัวออกจากจอประสาทตาด้านหลังแถว ๆ ขั้วประสาทตากับจุดรับภาพก่อน แล้วเลื่อนตัวเข้ามาหาฐานของมันที่อยู่ด้านหน้า) ผู้ป่วยจึงมีอาากรมองเห็นเป็นเงาดำ อาจเป็นวง ๆ หรืออาจเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ เส้น ๆ หรือเป็นเงาหยากไย่ลอยไปลอยมาในตา ทั้งนี้เป็นเพราะวุ้นตาที่อยู่บริเวณขอบของขั้วประสาทตาจะหนาตัวขึ้นเป็นเส้นแนววงกลม เมื่อวุ้นตาแยกตัวออกมาก็จะทำให้มองเห็นเงาเป็นวงเบี้ยว ๆ
ในขณะที่วุ้นตาลอกตัวจากจอประสาทตา อาจมีการดึงรั้งของวุ้นตาที่จอประสาทตาบางบริเวณที่ยึดติดกันแน่นและทำให้เกิดการฉีกขาดที่จอประสาทตาได้ ซึ่งมักจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเห็นแสงวาบคล้ายแสงฟ้าแลบหรือแสงแฟลชถ่ายรูปร่วมด้วย โดยจะเห็นได้ชัดเจนในที่มืดหรือในเวลากลางคืน เพราะเมื่อกลอกตา จอรับภาพบริเวณที่ฉีกขาดออกมาจะเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ (เพราะยังมีวุ้นตาซึ่งเลื่อนตัวง่ายเกาะติดอยู่) ซึ่งในกรณีนี้ถ้าปล่อยไว้ไม่ทำอะไร อาจเป็นไปได้ 2 กรณี คือ วุ้นตาแยกชั้นออกจากจอประสาทตาส่วนที่ฉีกขาดได้เอง ซึ่งในกรณีนี้ก็จบ ไม่ต้องทำอะไร ส่วนอีกกรณีที่เป็นอันตรายคือวุ้นตาดึงจอประสาทตามากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal detachment) ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้
๐ ภาวะจอประสาทตาฉีกขาด (Retinal tear) / จอประสาทตาหลุดลอก (Retinal detachment) ดังที่กล่าวไปในข้อ 2 ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการมองเห็นเงาหยากไย่ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและมีจำนวนมาก ร่วมกับมีอาการมองเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบ (อาจถึง 50-60 ครั้งต่อวัน) และตามัว
๐ ภาวะเลือดออกในวุ้นตา (Vitreous hemorrhage) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดที่ผิดปกติในผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตา (Diabetic retinopathy) ในผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration) ภาวะเลือดออกง่าย หลอดเลือดดำจอประสาทตาอุดตัน การได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุทางตา ฯลฯ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการตามือมัวลงอย่างฉับพลัน ร่วมกับเห็นเงาหยากไย่ และจะมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ บางรายอาจเห็นสีแดง (สีเลือด) บังอยู่ในตา หากสงสัยควรรีบไปโรงพยาบาลโดยเร็ว
๐ อาจเกิดจากเซลล์ต่าง ๆ เช่น เม็ดเลือดขาวที่มาจากการอักเสบภายในดวงตาทั้งจากโรคม่านตาอักเสบ จากการอักเสบภายในดวงตา (Endophthalmitis) และจากการอักเสบจากอุบัติเหตุที่มีบาดแผลทำให้ดวงตาทะลุ นอกจากนี้อาจอณูสีเล็ก ๆ (Pigmented granule) ที่มาจากอณูสีในเนื้อเยื่อชั้นของจอประสาทตา หรือแม้แต่เซลล์มะเร็งที่หลุดมาจากโรคมะเร็งจอประสาทตาในเด็ก (Retinoblastoma) ฯลฯ
๐ ผนังลูกตาชั้นกลางด้านหลังอักเสบ (Posterior uveitis) อาจเกิดจากการติดเชื้อ (เช่น เอดส์) หรือเกิดจากปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง ทำให้ผู้ป่วยมักมีอาการมองเห็นเงาหยากไย่จำนวนมากร่วมกับมีอาการตามัว
๐ ป็นมาตั้งแต่กำเนิด ในการพัฒนาของการเกิดลูกตาของคนเราตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั้น ภายในน้ำวุ้นตาจะมีหลอดเลือดที่เรียกว่า “Hyaloid artery” ซึ่งโดยปกติแล้วหลอดเลือดนี้จะต้องหดหายไปก่อนทารกคลอดออกมา แต่ในทารกบางราย การหดหายของหลอดเลือดอาจไม่สมบูรณ์และทำให้ทารกที่เกิดมามีติ่งของหลอดเลือดนี้หลงเหลืออยู่ ซึ่งภายในหลอดเลือดจะมีเม็ดเลือดแดง จึงอาจหลุดออกมาในวุ้ตาได้
๐ การใช้ยาบางชนิด มีรายงานระบุว่ายาบางชนิดอาจก่อให้เกิดวุ้นตาเสื่อมได้ เช่น ยาโซวิแรกซ์ (Zovirax) ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเริม โรคงูสวัด และโรคอีสุกอีใส
๐ การมีสารเคมีบางตัวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเส้นใย Synchysis scintillans ในน้ำวุ้นเกิดเป็นผลึกของแคลเซียม (Asteroid hyalosis) หรือของไขมันคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ลอยไปลอยมาในน้ำวุ้นได้
๐ อาการของวุ้นตาเสื่อม ๐
ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นเงาดำคล้ายหยากไย่ ยุง ลูกน้ำ หรือแมลง หรือเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ เส้น ๆ หรืออาจมองเห็นเป็นวง ๆ ลอยไปลอยมาตามการกลอกตา (เนื่องจากมีเศษเส้นใยไปบังแสงที่ผ่านมาที่จอประสาทตา และเมื่อเรากลอกตาไปมา วุ้นตาจะเคลื่อนไหวไปตามการขยับของลูกตาด้วย) โดยเงาดำดังกล่าวนี้อาจเกิดขึ้นเพียงจุดเดียวหรือหลายจุดในตา อาจเป็นกับตาเพียงข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้ ผู้ป่วยจึงอาจนึกว่ามีหยากไย่อยู่ที่ข้างนอกลูกตาและพยายามขยี้ตาหรือล้างตาแต่เงาดำก็ไม่หายไป แต่โดยทั่วไปการมองเห็นเงาดำลอยไปลอยมานี้ไม่เป็นอันตรายและไม่ทำให้สายตามัวลง แต่อาจก่อให้เกิดความรำคาญมากกว่า แต่พอนาน ๆ เข้าผู้ป่วยจะรู้สึกชินไปเอง เพราะสมองจะเกิดการเรียนรู้และละเลยภาพเหล่านั้นไปเอง จึงทำให้ผู้ป่วยมองเงาดำเหล่านี้ลดลง
โดยทั่วไปมักจะไม่ถึงกับมองเห็นเงาดำเหล่านี้ได้ชัดเจนตลอดเวลา แต่จะรู้สึกและสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้นเวลามองไปยังพื้นผิวที่เรียบ เป็นสีอ่อน และมีภาวะของแสงเหมาะสม เช่น ตอนอ่านหนังสือหรือมองกระดาษสีขาว, ตอนมองไปที่ผนังสีขาว, ตอนแหงนมองออกไปบนท้องฟ้าในวันที่ฟ้าสว่าง ๆ หรือตอนกลากตาไปซ้ายไปขวา (เพราะจะทำให้วุ้นตาเลื่อนตามไปมา จึงทำให้สังเกตเห็นง่ายหรือชัดเจนยิ่งขึ้น) เป็นต้น
ปรึกษา/สอบถาม โทร 093-319-4685