ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและไทรอยด์ โดยศ ดร นพ พรชัย โอเจริญรัตน์

ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและไทรอยด์ โดยศ ดร นพ พรชัย โอเจริญรัตน์ เพจนี้ให้ความรู้ที่ทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ เพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยและบุคคลทั่วไป

ภาพประกอบบางส่วน ได้รับจาก FreePik:
(1)

"เมื่อมีอาการผิดปรกติ ควรปรึกษาแพทย์"สตรีที่ไปตรวจสุขภาพประจำปีกับศูนย์ตรวจสุขภาพในโรงพยาบาล แพทย์ประจำศูนย์แจ้งว่าจากผล...
20/04/2026

"เมื่อมีอาการผิดปรกติ ควรปรึกษาแพทย์"

สตรีที่ไปตรวจสุขภาพประจำปีกับศูนย์ตรวจสุขภาพในโรงพยาบาล

แพทย์ประจำศูนย์แจ้งว่าจากผลตรวจแมมโมแกรมแลัอัลตราซาวนด์เต้านมปรกติดี

แนะนำให้มาตรวจสุขภาพอีกหนึ่งปี

ปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ

ในระหว่างปี อาจรู้สึกหรือสังเกตุพบความผิดปรกติบริเวณเต้านม

สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ ปรึกษาแพทย์เพื่อควรตรวจประเมินเต้านม ไม่ควรรอจนครบปี

ผมขอยกตัวอย่าง
ผู้ป่วยอายุ 60 ปี ไปรับการตรวจ check-up ประจำปีทุกปีที่ด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านมที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568

ผลตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ ได้รับแจ้งว่าผลปรกติ
(ผลในภาพประกอบที่ 1)

เดือนมิถุนายน 2568 ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บๆที่เต้านมข้างขวาตอนบน เจ็บเฉพาะที่อยู่ 2-3 สัปดาห์ จึงมาปรึกษาผม

ผมได้ส่งตรวจเฉพาะอัลตราซาวนด์เต้านม

พบมีก้อนผิวขรุขระขนาด 9.5 มิลลิเมตรติดกับผนังหน้าอกที่เต้านมด้านขวาบน
(ภาพประกอบที่ 2)
ตรงกับตำแหน่งที่ผู้ป่วยรู้สึกผิดปรกติ

ผลเจาะตรวจพยาธิพบเป็นมะเร็งเต้านม invasive ductal carcinoma

สรุปบทเรียนนี้คือ
เมื่อสังเกตุตัวเองว่ามีอาการผิดปรกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ชำนาญเพื่อทำการตรวจประเมินให้แน่นอนครับ 🙏🙏🙏

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ที่นี่
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

"เรียนปรึกษาอาจารย์ค่ะ กังวลมากค่ะลูกสาวอายุ 12 ปีคลำเจอก้อนที่เต้านมข้างขวา โตขึ้นเร็วมากภายใน 3 เดือนตอนนี้ก้อนขนาด 8 ...
20/04/2026

"เรียนปรึกษาอาจารย์ค่ะ กังวลมากค่ะ

ลูกสาวอายุ 12 ปี
คลำเจอก้อนที่เต้านมข้างขวา
โตขึ้นเร็วมากภายใน 3 เดือน
ตอนนี้ก้อนขนาด 8 เซนติเมตร
ใหญ่จนเต้านมสองข้างขนาดไม่เท่ากัน

ไปตรวจโรงพยาบาลเฉพาะทางเต้านมแห่งหนึ่ง หมอส่งตรวจอัลตราซาวนด์ แล้วบอกว่าก้อนผิวตะปุ่มตะปั่ม และมีเส้นเลือดมาเลี้ยงเยอะ ดูไม่ปรกติ
เป็น BIRADS 4B โอกาสเป็นมะเร็งเกิน 10%

แนะนำให้เจาะตรวจชิ้นเนื้อส่งพยาธิด่วน

ห่วงลูกสาวมากๆเลย นอนร้องไห้ทุกคืน

อยากสอบถามอาจารย์ค่ะ ว่าเด็กสาวอายุ 12 ปี เป็นมะเร็งเต้านมได้ด้วยเหรอค่ะ แล้วควรรับการรักษายังไงคะ? 🙏"

ก่อนอื่นผมขอแสดงความเห็นใจคุณแม่และน้องมากๆครับ

กรณีนี้ จากประวัติที่ให้มา
เนื่องจากน้องอายุน้อย มีประวัติก้อนเต้านมโตขึ้นรวดเร็ว

การวินิจฉัยที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ
ก้อนไฟโบรอะดิโนมาในวัยรุ่น (Juvinile หรือ Giant Fibroadenoma)

ภาวะนี้พบได้ไม่บ่อย ตามสถิติพบประมาณ 0.5-4 % ของผู้ที่เป็นก้อนเนื้องอกไฟโบรอะดีโนมา ซึ่งกว่า 90% พบในสตรีอายุ 20-35 ปี

ลักษณะจำเพาะคือ คลำพบก้อน ขยับไปมาได้โดยเฉพาะในตอนแรกๆที่ก้อนยังไม่ใหญ่มาก

ข้อสังเกตุคือ แม้ก้อนใหญ่จะถูกดันผิวหนังขึ้นมา แต่บริเวณผิวเหนือก้อน ไม่ถูกดึงรั้งเป็นรอยบุ๋ม (Dimple) หรือหัวนมจะไม่บุ๋มลง (Retracted ni**le)

ที่สำคัญคือ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ไม่โตแม้ก้อนเต้านมจะใหญ่มากๆ บ่งชี้ว่า ก้อนนี้ไม่ใช่มะเร็งค่อนข้างแน่นอน

การวินิจฉัยอาศัยจาก
อายุ
ประวัติการโตเร็วของก้อน
และการตรวจคลำเต้านม ซึ่งแพทย์ที่ชำนาญจะให้การวินิจฉัยได้ทันที

การตรวจอัลตราซาวนด์ แมมโมแกรม หรือ การใช้เข็มเจาะตรวจ เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น ไม่ช่วยในการวินิจฉัย เจ็บตัว เสียเวลาและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายครับ

แนวทางการรักษาคือ
ควรรับการผ่าตัดเอาก้อนออกเนื่องจากก้อนมักจะโตขึ้นได้อีก
โดยผ่าตัดเลาะเอาเฉพาะก้อนและแคปซูลที่หุ้มออก แต่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเนื้อเยื่อเต้านมโดยรอบออกหรือเลาะต่อมน้ำเหลืองออก เพราะไม่เป็นมะเร็ง

ประสพการณ์เคสที่ผมผ่าตัดรักษามาตลอด ใช้เทคนิกการลงแผลผ่าตัดบริเวณลานหัวนม เพื่อซ่อนรอยแผลเป็น และแผลขนาดไม่ใหญ่มากเพื่อความสวยงามของน้องในอนาคต
*** แผลเล็กก็คว้านดึงก้อนออกมาได้

ขอให้คลายกังวลและการรักษาผ่านพ้นไปด้วยดีครับ

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

สามคำถามที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทุกท่าน..."ต้องถามแพทย์" ก่อนจะเริ่มการรักษา1. จากผลเจาะตรวจพยาธิ เป็นมะเร็งเต้านมชนิดไหน?...
19/04/2026

สามคำถามที่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทุกท่าน...
"ต้องถามแพทย์" ก่อนจะเริ่มการรักษา

1. จากผลเจาะตรวจพยาธิ เป็นมะเร็งเต้านมชนิดไหน?

มะเร็งเต้านมมี 5 ชนิด:
- ดุน้อยสุด (Luminal A)
- ดุขึ้นมาหน่อย (Luminal B HER-2 ลบ)
- ดุมากขึ้น (Luminal B HER-2 บวก)
- ดุมาก (HER-2 enriched)
- ดุที่สุด (Triple negative)

2. จากการประเมินเบื้องต้น ด้วยการตรวจร่างกาย แมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์

* เป็นระยะไหน?

* มีแนวโน้มในการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นมากแค่ไหน?

3. แนวทางการรักษา

ผ่าตัดก่อนแล้วให้ยา หรือ ให้ยานำก่อนผ่าตัด แบบไหนมีโอกาสหายมากที่สุด?
* ขั้นตอนในการรักษา
* โอกาสหายจากโรค
* เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย ของวิธีการรักษาแต่ละอย่าง

ถ้าได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน ควรพิจารณาหาความเห็นที่สองครับ

ติดตามความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ได้ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/share/1B8SFThp3J/

ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จะได้ยินอยู่เสมอว่าให้หลีกเลี่ยงหรืองดการรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอาหารปิ้งย่าง ที่มาของคำบอกเล...
19/04/2026

ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม จะได้ยินอยู่เสมอว่าให้หลีกเลี่ยงหรืองดการรับประทานเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะอาหารปิ้งย่าง

ที่มาของคำบอกเล่าหรือคำห้ามนี้มาจากไหน?

มีหลักฐานงานวิจัยอะไรที่มารองรับ?

มีคำแนะนำที่ถูกต้องทางวิชาการอย่างไรสำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านม?

ผมขอให้ข้อมูลทางวิชาการดังนี้ครับ

ในปีพ.ศ.2560 มีผลงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสารของสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Journal of National Cancer Institute) เป็นที่มาของคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์และอาหารปิ้งย่าง

งานวิจัยนี้ทำการศึกษาในผู้ป่วยสตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมจำนวน 1508 ราย โดยติดตามตั้งแต่เริ่มรับการวินิจฉัย จนได้รับการรักษาครบถ้วน

ทำการเก็บข้อมูลพฤติกรรมการรับประทานอาหารเนื้อสัตว์แบบปิ้งย่างตั้งแต่ก่อนวินิจฉัยไปตลอดทุกๆ 5 ปี และติดตามไปนานกว่า 18 ปี

ผลการวิจัยที่สร้างความตื่นตระหนกและถูกนำเสนอในแทบทุกสื่อ คือ

ผู้นิพนธ์สรุปว่า

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ก่อนการวินิจฉัยมีพฤติกรรมชอบรับประทานอาหารปิ้งย่างจำพวกเนื้อวัว/เนื้อแกะ/เนื้อหมูในปริมาณสูง

มีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมกลับเป็นซ้ำสูงขึ้น 23% เทียบกับผู้ป่วยที่รับประทานอาหารปิ้งย่างจำพวกเนื้อวัว/เนื้อแกะ/เนื้อหมูในปริมาณต่ำ

ยิ่งไปกว่านั้นคือ

ผู้ป่วยที่ยังคงรับประทานอาหารปิ้งย่างที่เป็นเนื้อวัว/แกะ/หมูในปริมาณสูงหลังการวินิจฉัยมีอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 31%

จึงเป็นที่มาของคำแนะนำที่ว่า

สตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมควรหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์โดยเฉพาะแบบปิ้งย่าง

อย่างไรก็ตามถ้าทำการอ่านงานวิจัยนี้อย่างละเอียด จะพบข้อสังเกตุดังนี้

1) การนิยามการรับประทานอาหารปิ้งย่าง

กลุ่มที่บริโภคปริมาณสูง ใช้จำนวนครั้งในการรับประทานตลอดชั่วอายุ 4725 ครั้งขึ้นไป ซึ่งเท่ากับการทานเนื้อสัตว์ปริมาณมากแบบปิ้งย่างทุกวัน ติดต่อกันเกิน 12 ปี

2) ส่วนการรับประทานที่น้อยกว่า 4724 ครั้งลงมา จัดเป็นกลุ่มที่รับประทานอาหารปิ้งย่างปริมาณต่ำ

*** ไม่มีการแบ่งกลุ่มผู้ที่ทานน้อยมากๆหรือไม่ทานเลยออกมา

3) เมื่อเปรียบเทียบอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน

โดยอัตราผู้ที่เสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมในกลุ่มที่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์แบบปิ้งย่างปริมาณสูง"มีอัตราเสียชีวิตต่ำกว่า"ด้วยซ้ำ แต่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

4) เมื่อจำแนกตามชนิดอาหารที่นำมาปิ้งย่างเป็นกลุ่มที่รับประทานเนื้อวัว/แกะ/หมู และกลุ่มที่รับประทานเนื้อไก่/เป็ด/ปลา

และให้นิยามกลุ่มที่รับประทานอาหารปิ้งย่างปริมาณสูงต่อปีเป็น 44 ครั้งขึ้นไป (ทานแทบทุกสัปดาห์) และกลุ่มที่รับประทานน้อยกว่า 44 ครั้ง (ทานเดือนละ 1-3 ครั้ง) เป็นปริมาณต่ำ

พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมไม่มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่มที่รับประทานสูงและต่ำ และไม่พบความแตกต่างกันเมื่อจำแนกตามชนิดของอาหารที่นำมาปิ้งย่าง

5) เมื่อจำแนกกลุ่มที่รับประทานอาหารปิ้งย่างปริมาณสูง-ต่ำต่อปีก่อนการวินิจฉัยและกลุ่มที่รับประทานอาหารปิ้งย่างปริมาณสูง-ต่ำต่อปีหลังการวินิจฉัย โดยให้กลุ่มที่รับประทานปริมาณต่ำทั้งก่อนและหลังการวินิจฉัยเป็นกลุ่มหลักในการเปรียบเทียบ

พบว่ากลุ่มที่รับประทานปริมาณต่ำก่อนการวินิจฉัยและกลับมารับประทานสูงหลังการวินิจฉัยมีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมไม่แตกต่างกับกลุ่มที่รับประทานปริมาณต่ำมาโดยตลอด

*** หมายถึง ถ้าก่อนเป็นมะเร็งเต้านม ทานเนื้อสัตว์ปิ้งย่างไม่มาก แต่พอเป็นมะเร็งเต้านม ทานเนื้อสัตว์ปิ้งย่างมากขึ้นและบ่อยขึ้น = ไม่มีผลต่อโรคมะเร็ง

เช่นเดียวกันกับกลุ่มที่รับประทานสูงก่อนวินิจฉัยและหันมารับประทานต่ำหลังการวินิจฉัยก็ไม่ได้มีอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงแต่อย่างใด

*** หมายถึง ถ้าก่อนเป็นมะเร็งเต้านม ชอบทานเนื้อสัตว์ปิ้งย่าง แต่พอเป็นมะเร็งเต้านม งดหรือลดการทานลง = ไม่ช่วยให้หายจากโรคเพิ่มขึ้น

6) ตัวเลขที่ผู้นิพนธ์สรุปว่า กลุ่มที่รับประทานอาหารปิ้งย่างจำพวกเนื้อวัว/แกะ/หมูสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานปริมาณต่ำ ทำให้มีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมสูงกว่า 23% หรือ 1.23 เท่่า ซึ่งการคำนวนทางสถิติไม่มีนัยสำคัญ

และตัวเลขอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า 33% หรือ 1.33 เท่าในกลุ่มที่รับประทานอาหารปิ้งย่างจำพวกเนื้อวัว/แกะ/หมูสูงต่อเนื่องไปหลังจากเป็นมะเร็งเต้านม เป็นอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (รวมโรคหัวใจ สมอง...)

ซึ่งเมื่อคำนวนทางสถิติก็ไม่มีนัยสำคัญเช่นกัน และตามที่กล่าวในข้อ 3 ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่พบมีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมเพิ่มสูงขึ้น

7) กลุ่มประชากรที่อยู่ในงานวิจัยนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย (1508 ราย) และผู้ป่วยมีลักษณะที่แตกต่างจากผู้ป่วยสตรีไทยดังนี้คือ

- กว่าครึ่งอยู่ในวัยหมดประจำเดือนขณะวินิจฉัย

- อายุเฉลี่ยเท่ากับ 58.8 ปี

- เกือบ 60% ดื่มเครื่องแอลกอฮอลล์เป็นประจำ

ทำให้อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ ตับ ไต และอื่นๆได้

- และการนิยามให้กลุ่มที่รับประทานอาหารปิ้งย่างมากกว่า 4725 ครั้งขึ้นไป เท่ากับต้องรับประทานทุกวันติดต่อกันเกิน 12 ปี!

โดยสรุป
งานวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกที่น่าเชื่อถือ เมื่อผู้นิพนธ์พยายามให้ข้อสรุปที่เกินจริง อาจสร้างความวิตกกังวลต่อผู้ป่วยและสาธารณชนโดยทั่วไป

นำไปสู่แนวทางปฏิบัติที่เคร่งครัดจนเกินจำเป็น และยังสร้างความเชื่อที่ไม่ถูกต้องบอกต่อๆกันไป

ดังนั้น ในการอ้างอิงงานวิจัยใดๆ ควรอ่านงานวิจัยอย่างละเอียดและประเมินความน่าเชื่อถือของงานวิจัยนั้น (Critical appraisal) ซึ่งเป็นหลักการที่นักวิชาการต้องปฏิบัติเสมอครับ 🙏

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

อ้างอิงจาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC5214623/

18/04/2026
"แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรค และที่สำคัญ ลดผลข้างเคียงจากการรักษา ผู้ป่วยกลับไปดำเนินชีวิตได้ปรกติ แ...
18/04/2026

"แนวทางการรักษาที่ถูกต้อง เพิ่มโอกาสหายขาดจากโรค

และที่สำคัญ

ลดผลข้างเคียงจากการรักษา

ผู้ป่วยกลับไปดำเนินชีวิตได้ปรกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี"

ปัจจุบัน การรักษาที่เป็นมาตรฐาน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีก้อนขนาดใหญ่ตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้น

หรือมะเร็งมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่แรก

คือ "การให้ยานำก่อน"

ทั้งนี้ยาที่ให้นำก่อน ส่วนใหญ่เป็นยาเคมีบำบัด/ยามุ่งเป้า/ยาภูมิคุ้มกันบำบัด ขึ้นกับชนิดของมะเร็ง

ถ้าเป็นมะเร็งชนิดเฮอร์ทูบวก ควรได้รับยามุ่งเป้าเฮอร์ทูควบคู่กับยาเคมีบำบัดนำก่อน

ถ้าเป็นมะเร็งชนิดทริปเปิลเนกาตีฟ ควรได้รับยาภูมิคุ้มกันบำบัดควบคู่กับยาเคมีบำบัดนำก่อน

และในผู้ป่วยสูงอายุบางราย ที่เป็นมะเร็งชนิดมีตัวรับฮอร์โมนสูง เฮอร์ทูเป็นลบ อาจให้เป็นยาต้านฮอร์โมนนำก่อน

ประโยชน์ที่สำคัญมากที่สุดของการให้ยานำก่อนผ่าตัด ได้แก่

1. มะเร็งที่ก้อนขนาดใหญ่หรือมีการลามไปต่อมน้ำเหลือง มีโอกาสเกินกว่า 40% ที่จะมีเชื้อมะเร็งแพร่กระจายในร่างกาย (Micro-metastasis)

ซึ่งการตรวจสแกนต่างๆ (CT, MRI, PET/SCAN) ไม่สามารถตรวจพบได้

การให้ยาก่อน เป็นการไปฆ่าทำลายเซลล์มะเร็งเหล่านี้ตั้งแต่แรก

เพราะถ้านำผู้ป่วยไปผ่าตัดก่อน เป็นการเลื่อนเวลาในการให้ยาออกไป ต้องรอนัดคิวผ่าตัด รอแผลหายสนิท

การได้รับยาล่าช้าออกไป เท่ากับลดโอกาสในการหายจากโรค

2. สามารถทดสอบการตอบสนองของเชื้อมะเร็งต่อยา

ถ้ายาที่ให้ตรงกับโรค ก้อนมะเร็งในเต้านมและต่อมน้ำเหลืองที่โต ก็จะยุบลง

3. ทำให้เพิ่มโอกาสในการผ่าตัดแบบสงวนเต้านมมากขึ้น

เช่น ในกรณีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ ก้อนมะเร็งอยู่ชิดกับลานนมหรือใกล้หัวนม

ถ้านำผู้ป่วยไปผ่าตัดก่อน ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเต้านมออกหมด สูญเสียเต้านมและรูปลักษณ์ไป

4. ทำให้ลดการผ่าตัดเลาะน้ำเหลืองจำนวนมากลง

ถ้าหลังได้รับยานำก่อนและต่อมน้ำเหลืองยุบลง สามารถนำผู้ป่วยมาผ่าตัดแบบเซนติเนล คือผ่าตัดต่อมออก 2-5 ต่อม ซึ่งลดโอกาสไหล่ติด และแขนบวมในอนาคตลงได้

5. ลดจำนวนครั้งและบริเวณที่รับการฉายรังสีลง

ถ้าให้ยานำแล้ว มะเร็งตอบสนองดีมาก การฉายรังสีแบบ boost เพิ่มอีก 3-5 ครั้งก็ไม่จำเป็น

การฉายรังสีครอบคลุมเหนือไหปลาร้าและรักแร้ ก็ไม่จำเป็น

ช่วยลดผลแทรกซ้อนจากการฉายรังสีลงมาก

ผมยกตัวอย่างผู้ป่วยรายหนึ่ง

"ผู้ป่วยสุภาพสตรี อายุ 42 ปี

คลำพบก้อนที่เต้านมใกล้ลานนมข้างขวา
ก้อนขนาดใหญ่เกิน 5 ซม.

ต่อมน้ำเหลืองไม่โต

ผลเจาะตรวจพบเป็น Invasive ductal carcinoma, grade 2
ER 80%, PR 20%, HER-2 0, Ki-67 15%

สรุปเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 2B (T3N0) ชนิดลูมินอล บี"

แนวทางการรักษาที่ผู้ป่วยรายนี้ได้รับคือ
1. ตรวจสแกนเพื่อประเมินว่า มีการแพร่กระจายของมะเร็งไปอวัยวะอื่นหรือไม่?

ผลคือ ไม่มีการแพร่กระจาย
จึงเป็นระยะ 2B

2. ถ้าได้รับการผ่าตัดก่อน และให้ยาตาม

- จำเป็นต้องผ่าตัดเต้านมออกหมด (Total mastectomy) เพราะก้อนมะเร็งใกล้ลานนมและหัวนม

- หลังผ่าตัด จำเป็นต้องรับยาเคมีบำบัดตามด้วยการฉายรังสีเต็มที่ เพราะก้อนมะเร็งขนาดใหญ่

สิ่งที่ตามมาหลังการรักษาแบบนี้คือ

- มีโอกาสไหล่ติดในช่วงแรก และแขนข้างขวาบวมในเวลาต่อมาสูงมาก

- ผู้ป่วยถนัดแขนขวา มีอาชีพที่ต้องทำงานใช้แขนขวา ดังนั้นแนวทางการรักษาแบบผ่าตัดก่อน จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยรายนี้

3. การให้ยานำก่อน ประเมิน แล้วจึงผ่าตัด

เนื่องจากเหตุผลที่กล่าวมา ผู้ป่วยรายนี้ที่เป็นระยะ T3N0M0 ชนิดลูมินอล บี จึงควรได้รับยาเคมีบำบัดนำก่อน

สูตรเคมีที่ใช้กันแพร่หลายในกรณีมะเร็งระยะที่ 2B คือ สูตรน้ำแดง 4 ครั้ง ตามด้วยน้ำขาว 4 ครั้ง (ACx4 then D4)

ข้อเสียของสูตรนี้คือ
- ใช้เวลาให้นาน ประมาณ 6 เดือน

- ได้รับ Doxorubicin 4 ครั้ง อาจมีผลต่อหัวใจในระยะยาวได้

- ได้รับยา Docetaxel 4 ครั้ง ซึ่งบางรายมีผลให้ปลายประสาทถูกทำลาย เกิดอาการชาที่ปลายมือ (peripheral neuropathy) จึงอาจสร้างปัญหาให้ผู้ป่วยรายนี้ในการทำงานในอนาคต

ดังนั้น จึงมีการศึกษาล่าสุดตีพิมพ์ในปี 2023 ชื่องานวิจัย "Neo-shorter"

ทำการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีการลามไปต่อมน้ำเหลือง และมารับยาเคมีบำบัดนำก่อน

ในผู้ป่วย 248 ราย แบ่งครึ่ง
- กลุ่มแรกได้รับยาเคมีนำแบบสูตรเดิม เป็นสูตร ACx4 ต่อด้วย Docetaxel x4

- กลุ่มที่สอง ได้รับยานำเป็นสูตร FECx3 ต่อด้วย Docetaxel x3

เห็นได้ว่า กลุ่มที่สองได้ยาเคมีบำบัดสูตรน้ำแดงที่มีผลต่อหัวใจเพียง 3 ครั้ง และได้รับยาที่มีผลต่อปลายประสาทชา อักเสบเพียง 3 ครั้ง

จึงเป็นการลดผลข้างเคียงของยาเคมีบำบัดลง และลดระยะในการรับยาลงจาก 6 เดือน เป็น 4.5 เดือน

ผลการศึกษาพบว่า
ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม มีการตอบสนองต่อยาเท่าเทียมกัน มีอัตราการเกิดการตอบสนองทางพยาธิอย่างสมบูรณ์ (Pathological Complete Response) เท่ากัน

และที่สำคัญ กลุ่มที่สองซึ่งได้รับยา 6 รอบ มีอัตราการเกิด severe peripheral neuropathy น้อยกว่า
(อ้างอิงจาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC10361883/)

ดังนั้น แนวทางการรักษาสำหรับผู้ป่วยรายนี้ ได้แก่

1. ได้รับยานำเป็นสูตร FECx3 ต่อด้วย Docetaxelx3

2. ระหว่างได้รับยา ประเมินก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลือง มีการตอบสนองที่ดีมาก ก้อนและต่อมยุุบลงจนคลำไม่ได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยมีอาการแพ้ยาน้อยมาก ไม่มีอาการชาปลายนิ้ว

3. ได้รับการผ่าตัดเป็น Needle-localized lumpectomy และ sentinel node biopsy โดยสามารถเก็บหัวนม ลานนม และคงรูปลักษณ์เต้านมเดิมได้

4. ผลพยาธิพบเป็นการตอบสนองแบบสมบูรณ์ทางพยาธิ ไม่มีเชื้อมะเร็งหลงเหลือในก้อนเต้านม และไม่มีเชื้อในต่อมเซนติเนล 5 ต่อมที่เลาะออกมา

5. หลังผ่าตัด ได้รับการฉายรังสีแบบ VMAT 15 ครั้ง ไม่ต้อง boost ทำให้ผลข้างเคียงน้อย และลดโอกาสแขนบวม

6. ได้รับยาเสริม เป็นยาต้านฮอร์โมนร่วมกับยากดการทำงานรังไข่ และยามุ่งเป้า CDK4/6 inhibitor

7. ในผู้ป่วยรายนี้ จากผลการรักษาที่ได้รับมา โอกาสหายขาดสูงเกิน 95% ครับ

โดยสรุป
แนวทางการรักษามะเร็งที่เหมาะสม คือ

- รักษาผู้ป่วยให้หายขาด

- ลดการให้ยา การผ่าตัด และการฉายแสงลง

- การรักษาต้องมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคเท่าเดิมและมีผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาวลดลง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วย

เป็นไปตามหลักการ "personalized treatment" และ "less is more" ครับ

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

17/04/2026

มะเร็งเต้านม ขนาด 5.2 ซม. ไม่ลามต่อม
= มะเร็งระยะ 2 B
ให้คีโมนำก่อน ตามด้วยผ่าตัดและฉายแสง
ช่วยรักษาให้ถูกต้องด้วย ขอร้องครับ🙏

"การผ่าตัดเต้านมออกหมดทั้งเต้า ทำให้โอกาสหายขาดจากโรคมะเร็ง มากกว่าการผ่าตัดรักษาแบบสงวนเต้า (ร่วมกับการฉายรังสี)...จริง...
17/04/2026

"การผ่าตัดเต้านมออกหมดทั้งเต้า ทำให้โอกาสหายขาดจากโรคมะเร็ง มากกว่าการผ่าตัดรักษาแบบสงวนเต้า (ร่วมกับการฉายรังสี)...

จริงหรือ?"

เหตุผลที่ทำให้หลายคนเชื่อแนวความคิดนี้และบอกต่อๆกันมา คือ

ถ้าเหลือเต้านมไว้ จะมีโอกาสที่โรคกลับเป็นซ้ำในเนื้อเต้านมที่ยังเหลืออยู่

อีกเหตุผลคือ ความกลัวเรื่องการฉายรังสีหลังการผ่าตัดแบบสงวนเต้าว่า จะมีผลข้างเคียงมาก

สิ่งที่ตามมาคือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1-2 ซึ่งแม้จะไม่มีข้อห้ามสำหรับการรักษาแบบสงวนเต้า

มักจะขอให้แพทย์ผ่าตัดเต้านมออกหมด

หรือบางครั้ง แพทย์ที่มีความเชื่อเช่นนั้น ก็จะแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัดเต้านมออกหมด

ผมขอนำข้อมูลจากการศึกษาวิจัยล่าสุดในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1-2 จำนวน 99,790 ราย
แบ่งเป็น
* ผู้ป่วย 77,452 ราย (77.6%) ได้รับการรักษาแบบสงวนเต้า
* 22,338 ราย (22.4%) ได้รับการรักษาโดยผ่าตัดเต้านมออกหมด

จากการติดตามผลการรักษายาวนานกว่า 10 ปี พบว่า

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดรักษาแบบสงวนเต้ามีอัตราการรอดชีวิตโดยรวม (Overall survival rate) เท่ากับ 94.7% ในขณะที่ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเต้านมออกหมดเท่ากับ 87.6%

ส่วนในแง่ของมะเร็งกลับซ้ำ พบว่า ผู้ป่วยที่รักษาแบบสงวนเต้ามีอัตราการกลับเป็นซ้ำเท่ากับ 2.8% ซึ่งต่ำกว่าถึงสองเท่า เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ผ่าตัดเต้านมออกหมดที่เท่ากับ 5.7%

การกลับเป็นซ้ำของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะแรกที่ผ่าตัดเต้านมออกหมด คือ บริเวณผนังหน้าอก ผิวหนัง และต่อมน้ำเหลือง

เมื่อทำการวิเคราะห์ทางสถิติเทียบปัจจัยต่างๆรวมทั้งระยะของโรคให้ตรงกัน พบว่า

ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดมีอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำกว่าผู้ป่วยที่รักษาแบบสงวนเต้า 1.79 เท่า
และมีโอกาสที่โรคมะเร็งกลับเป็นซ้ำสูงกว่า 1.88 เท่า

โดยสรุป
ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะต้นที่ได้รับการประเมินว่า "ไม่มีข้อห้าม" ต่อการผ่าตัดแบบสงวนเต้าหรือการฉายรังสี

"การรักษาแบบสงวนเต้าควรเป็นการรักษาหลัก" ที่นำมาพิจารณาเนื่องจากผลการรักษาที่ดีกว่าการผ่าตัดเต้านมออกหมดและยังคงรูปลักษณ์ที่สวยงามไว้ด้วยครับ

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ที่นี่
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

อ่านเพิ่มเติมที่ https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/35212160/

วันนี้เป็นวันที่ 16 เมษายน 2569 ถือเป็น "วันเถลิงศก" คือ วันขึ้นศกใหม่หรือวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ถือเป็น "วันขึ้นปีใหม่...
16/04/2026

วันนี้เป็นวันที่ 16 เมษายน 2569 ถือเป็น "วันเถลิงศก" คือ วันขึ้นศกใหม่หรือวันเปลี่ยนจุลศักราชใหม่ ถือเป็น "วันขึ้นปีใหม่ไทยที่แท้จริง"

แนวทางที่พึงปฏิบัติเพื่อสืบสานเป็นวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย คือ

การบำเพ็ญกุศล รักษาศีล และสรงน้ำพระพุทธรูป ถือว่าเป็นการรักษากายใจ ให้สะอาดผ่องแผ้ว และรดน้ำผู้ใหญ่มี่เคารพเพื่อเป็นสิริมงคล

ผมขอนำเรื่องราวดีๆมาเล่าให้ฟังครับ 🙏

ผู้ป่วยสุภาพสตรีท่านหนึ่ง

ขณะอายุ 53 ปี เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 1
ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ด้วยการผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมดและเลาะต่อมน้ำเหลือง

ตามด้วยยาต้านฮอร์โมนรับประทาน 5 ปี

ไปติดตามที่แพทย์นัดเป็นระยะจาก 6 เดือนเป็นปีละครั้ง

จนกระทั่งต้นปี 2566
สังเกตุพบก้อนแข็งโตขึ้นเรื่อยๆที่บริเวณกลางหน้าอก เนื่องจากไม่มีอาการอื่นๆจึงรอจนเดือนเมษายน 2566 และพบแพทย์ตามนัด

ผลการตรวจพบเป็นมะเร็งเต้านมกลับเป็นซ้ำที่ผนังหน้าอกขนาด 6 เซนติเมตร เป็นชนิดมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก เฮอร์ทูเป็นลบ

ผลตรวจสแกนพบมีมะเร็งกระจายไปหลายอวัยวะ ได้แก่ ปอด ตับ และกระดูก

ภายหลังนำผลมาปรึกษาผม

ผมได้ให้การรักษาเป็นยามุ่งเป้าชื่อยา Palbociclib ร่วมกับยาต้านฮอร์โมน ตามงานวิจัยชื่อ "PALOMA-3 Trial

อ่านเพิ่มเติมที่
https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa1810527

วันนี้ 16 เมษายน 2569 ครบ 36 เดือนจากที่ผมเริ่มให้การรักษา

ผู้ป่วยขณะนี้อายุ 70 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี

ก้อนที่กลางหน้าอกยุบหายหมดคลำไม่พบ

ผลสแกนพบ ไม่พบจุดที่ปอดและตับ เหลือจุดเล็กๆที่กระดูก

ผลค่ามะเร็ง CA15-3 เริ่มต้น = 932 U/ml ลดลงเหลือ 30 U/ml

ผู้ป่วยรับยาแล้วจะไปให้ลูกหลานรดน้ำให้พรในวันมงคลนี้ครับ 🙏

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ที่นี่
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

15/04/2026

ทันทีที่ตรวจพบเป็นมะเร็งเต้านม ควรปรึกษาแผนการรักษาที่ถูกต้อง รอจนผ่าตัด คีโม ฉายแสงเสร็จแล้วค่อยมา มักจะแก้ไขไม่ได้แล้วครับ 😓

"ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อยากมีลูก อ่านที่นี่ครับ"ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมบางท่าน เป็นตั้งแต่อายุน้อย อยู่ในช่วงเริ่มมีครอบครัว...
15/04/2026

"ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อยากมีลูก อ่านที่นี่ครับ"

ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมบางท่าน เป็นตั้งแต่อายุน้อย อยู่ในช่วงเริ่มมีครอบครัว หลายท่านมีความต้องการตั้งครรภ์และมีลูก เพื่อสานฝันของตนเองและคู่ชีวิต

สิ่งที่ต้องคำนึงในการรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ได้แก่

1. การเข้ารับการกระตุ้นไข่ตกเพื่อเก็บไข่ไว้ โดยส่วนใหญ่ทำการผสมเทียมให้ได้ตัวอ่อนและแช่แข็งเก็บไว้

ควรทำเมื่อไหร่?

มีความจำเป็นหรือไม่?

ที่สำคัญคือ มีความเสี่ยงจากการรับฮอร์โมนในกระบวนการกระตุ้นไข่ตกต่อการลุกลามของมะเร็งหรือไม่?
* โดยเฉพาะถ้าเป็นมะเร็งเต้านมชนิดมีตัวรับฮอร์โมนเพศหรือชนิดลูมินอล

ผมขอให้ข้อมูลทางวิชาการดังนี้ครับ

ในกระบวนการกระตุ้นไข่ตกและทำเด็กหลอดแก้ว ประกอบด้วยการรับสารกระตุ้นฮอร์โมนเพศหลายตัว

ซึ่งออกฤทธิ์ให้สมองหลั่งสารมากระตุ้นการสร้างเอสโตรเจน สามารถจับกับตัวรับเอสโตรเจนในเซลล์เต้านม ส่งผลให้มีการกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้องทำให้เซลล์เต้านมเติบโตเร็วขึ้น

สารบางตัวมีผลให้รังไข่สร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณสูง นำไปสู่การกระตุ้นยีนที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เซลล์เต้านมแบ่งตัวมากขึ้นด้วย

ดังนั้น ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ต้องการตั้งครรภ์และมีลูก โดยเฉพาะเป็นมะเร็งเต้านมชนิดมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก

ควรหลีกเลี่ยงกระบวนการกระตุ้นไข่ตก เก็บไข่หรือตัวอ่อน และใส่ตัวอ่อนในภายหลัง เพื่อลดความเสี่ยงในการกระตุ้นเซลล์มะเร็งเต้านม

กรณียกเว้นที่อาจแนะนำให้เข้าสู่กระบวนการทำลูกยาก คือ ผู้ป่วยที่เคยมีปัญหาการมีลูกเองตามธรรมชาติ

ทั้งนี้ต้องพิจารณาให้รอบคอบตามดุลยพินิจของแพทย์ที่ดูแล และไม่ควรทำซ้ำหลายรอบเพื่อไม่ให้การรักษามะเร็งเต้านมล่าช้าออกไป
(อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC8214614/)

2. ในกรณีที่ผู้ป่วยควรต้องรับยาเคมีบำบัด การรับยาเคมีบำบัดโดยเฉพาะสูตรน้ำแดงร่วมกับสูตรน้ำขาว (AC+Taxane)

มีผลทำให้รังไข่หยุดทำงานและไม่มีประจำเดือน ควรใช้แนวทางในการลดความเสี่ยงที่ยาเคมีบำบัดมีผลต่อการทำงานของรังไข่และสามารถกลับมาทำงานได้ปรกติ ได้แก่

*** การฉีดยา Gonadotropin-releasing hormone agonists (GnRHa) ซึ่งยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยา Goserelin, ยา leuprolide acetate และ ยา Diphereline

วิธีการคือ ในระหว่างรับยาเคมีบำบัดตั้งแต่เข็มแรก ให้ฉีดยา GnRHa ทุกสี่สัปดาห์ ไปตลอดช่วงที่รับยาเคมีบำบัดจนเสร็จสิ้น

การให้ยาฉีด GnRHa ระหว่างรับยาเคมีบำบัด ทำให้รังไข่กลับมาทำงานและมีประจำเดือนปรกติได้สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาฉีด 2.41 เท่า โดยกลุ่มที่ได้รับยาฉีด GnRHa มีจำนวนการตั้งครรภ์มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับยาฉีด 1.85 เท่า

ที่น่าสนใจคือ ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่อายุน้อยกว่า 40 ปี ทุกรายที่ได้รับยาฉีด GnRHa ระหว่างรับยาเคมีบำบัด รังไข่กลับมาทำงานเต็มที่และมีประจำเดือนตามปรกติได้ทั้งหมด 100% เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่อายุ 40 ปีขึ้นไปซึ่งมีบางราย ยังคงไม่มีประจำเดือนอยู่
(อ้างอิงจาก https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/26426573/)

3. หลังได้รับการรักษาการผ่าตัด เคมีบำบัด ฉายรังสีถ้าจำเป็น ครบแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมชนิดมีตัวรับฮอร์โมน จำเป็นต้องรับประทานยาทาม๊อกซิเฟน และในรายที่ความเสี่ยงสูง ควรได้รับยาฉีดระงับรังไข่ (LHRH Agonist) ร่วมด้วย

เนื่องจากยาทาม๊อกซิเฟนมีผลต่อทารกในครรภ์

คำถามที่สำคัญคือ
ถ้าผู้ป่วยต้องการตั้งครรภ์ จะสามารถหยุดยาทาม๊อกซิเฟนก่อน 5 ปีเพื่อให้ตั้งครรภ์ได้หรือไม่?
มีความปลอดภัยต่อการรักษามะเร็งเต้านมหรือไม่?
หรือจำเป็นต้องทานยาจนครบ 5 ปีก่อน?

คำตอบคือ จากข้อมูลผลงานวิจัยล่าสุด ที่เรียกว่า "POSITIVE-Pregnancy Outcome and Safety of Interrupting Therapy for Women with Endocrine Responsive Breast Cancer-Trial" โดยงานวิจัยนี้ทำในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจำนวน 516 ราย โดยเป็นมะเร็งเต้านมชนิดมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวกระยะที่ 1-3 ที่มีความต้องการมีลูกเอง

ผู้ป่วยทุกรายมีอายุไม่เกิน 42 ปี (อายุเฉลี่ย 37 ปี) และได้รับยาทาม๊อกซิเฟนมาแล้วอย่างน้อย 18 เดือน เมื่อปล่อยให้ตั้งครรภ์ (53% ตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติ และ 47% ใช้การผสมเทียม)

พบว่า กว่า 60% สามารถตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาปรกติได้

ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่หยุดยาทาม๊อกซิเฟนเพื่อตั้งครรภ์เหล่านี้มีอัตราการที่มะเร็งกลับเป็นซ้ำ"เทียบเท่า"กับสตรีที่ทานยาทาม๊อกซิเฟนตลอดโดยไม่หยุดเมื่อเปรียบเทียบตามระยะและชนิดของมะเร็ง

โดยสรุป คือ
ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอายุน้อยกว่า 40 ปี ที่มีความต้องการตั้งครรภ์หลังการรักษาหลักเสร็จสิ้นแล้ว ควรรู้ในสิ่งสำคัญต่อไปนี้

1. พิจารณาอย่างรอบคอบในการเข้าสู่กระบวนการรับฮอร์โมนเพื่อเก็บไข่และตัวอ่อน โดยเฉพาะถ้าเป็นมะเร็งชนิดมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก

2. ถ้าจำเป็นต้องรับยาเคมีบำบัด ควรได้รับควบคู่ไปกับการฉีดยา GnRh agonist เพื่อรักษารังไข่ให้กลับมาทำงานปรกติหลังได้รับยาเคมีบำบัดครบ

3. การตั้งครรภ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสมไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อโอกาสที่มะเร็งกลับเป็นซ้ำและความปลอดภัยของทารก

4. สตรีที่เป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวกและต้องการตั้งครรภ์ สามารถหยุดยาทาม๊อกซิเฟนหลังจากทานยาไป 18 เดือนแล้วปล่อยให้ตั้งครรภ์โดยปลอดภัย

5. ควรหยุดยาทาม๊อกซิเฟนอย่างน้อย 2 เดือนเพื่อให้ยาออกไปหมดจากระบบในร่างกาย

6. สตรีอายุน้อยที่เป็นมะเร็งเต้านมชนิดที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นลบ ซึ่งไม่ต้องรับยาต้านฮอร์โมน สามารถตั้งครรภ์และมีลูกได้โดยปลอดภัย

โดยควรเว้นระยะหลังการรักษาหลักครบอย่างน้อย 12-18 เดือน (หลังครบยาเคมีบำบัดอย่างน้อย 6 เดือน และหลังครบยามุ่งเป้าเฮอร์ทูอย่างน้อย 7 เดือน)

เข้าร่วมติดตามข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัยเกี่ยวกับโรคเต้านมและไทรอยด์ ที่นี่ครับ
https://www.facebook.com/share/1F8PhoKmfL/

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa2212856

14/04/2026

ข่าวดีรับสงกรานต์ คือ มะเร็งเต้านมก้อนใหญ่ต่อมน้ำเหลืองโต
หลังรับยา 1 รอบ ยุบลงจนคลำไม่พบ ไม่แพ้และผมไม่ร่วง ได้ยาแล้วไปฉลองต่อ👍

ที่อยู่

โรงพยาบาลเจ้าพระยา
Bangkok
10700

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและไทรอยด์ โดยศ ดร นพ พรชัย โอเจริญรัตน์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์