ศูนย์ให้คำปรึกษาดูแลสุขภาพทุกระบบ

ศูนย์ให้คำปรึกษาดูแลสุขภาพทุกระบบ ผลิตภัณฑ์ดูแลระบบกระดูก

ผลิตภัณท์ดีบูนบำรุงกระดูกทับเส้นกล้านเนื้อเส้นเอ็นเส้นประสาท เข่าเสื่อม เก๋านต์ กระดูกพรุนกระดูกบาง รูมาต้อย นิ้วล็อก ผังพืนทับเส้นประสาทไขข้ออับเสบ ปวดคอ บ่าไหล่สบักจม ปวดกล้านเนื้อเรื่อรัง

ดูแลฟื้นฟู โรคเก๊าท์  ขับยูริค ล้างยูริค และลดการอักเสบ ด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดีเก๊าท์ดีเก๊าท์ ช่วยคุณหายปวดทรมานได้D-KOU...
07/08/2019

ดูแลฟื้นฟู โรคเก๊าท์ ขับยูริค ล้างยูริค และลดการอักเสบ ด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดีเก๊าท์

ดีเก๊าท์ ช่วยคุณหายปวดทรมานได้

D-KOUT (ดีเก๊าท์) ผลิตภัณฑ์ รักษาโรคเก๊าท์

✔• ลดปริมาณกรดยูริก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเก๊าท์
✔• ลดอาการปวดตามข้อในผู้ป่วยโรคเก๊าท์
✔• บำรุงไตให้แข็งแรง ลดภาวะไตเสื่อม ปรับสมดุลกรดยูริกในร่างกาย
✔• ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำตาล และไขมันในเลือด และช่วยปรับระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
✔• บำรุงระบบไหลเวียนโลหิตและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
✔• ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเก๊าท์
✔• ผู้ที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากโรคเก๊าท์ เช่น บุคคลที่ชอบทานสัตว์ปีก ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

ปรึกษาก่อนสั่งซื้อ โทร 080-861-0246

กรดยูริกในเลือดที่สูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกาต์,โรคนิ่ว และโรคไตอักเสบแล้ว อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหู...
12/07/2019

กรดยูริกในเลือดที่สูง นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคเกาต์,โรคนิ่ว และโรคไตอักเสบแล้ว อาจมีผลต่อผู้ป่วยที่มีปัญหาหูอื้อ เสียงดังในหู และบ้านหมุนได้ โดยจะทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงประสาทหูและอวัยวะทรงตัวได้น้อย จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการได้ยินและการทรงตัวได้

กรดยูริกในร่างกาย เกิดจากการสร้างขึ้นในร่างกาย ประมาณร้อยละ 80 และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ร้อยละ 20 กรดยูริกนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ประมาณร้อยละ 67 และทางอุจจาระประมาณร้อยละ 33 การที่มีกรดยูริกในเลือดสูง เกิดจากร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากกว่าปกติ หรือรับประทานอาหารที่มีสาร “พิวรีน”สูง ซึ่งสารนี้จะเปลี่ยนเป็นกรดยูริกในเลือด ทำให้มีระดับกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ

‘ก ร ด ยู ริ ก ’ คื อ อ ะ ไ ร ?

‘กรดยูริก’ เป็นสารที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของเรา โดยสามารถสร้างขึ้นได้เองถึง 80% ส่วนอีก 20% นั้นจะนำเข้ามาจากการรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยสารพิวรีน ซึ่งสารพิวรีนจะสามารถพบได้ในอาหารจำพวกสัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ พืชผักบางชนิด และอาหารทะเลบางอย่าง

หากร่างกายมี ‘กรดยูริก’ มากเกินไปจะส่งผลอย่างไร ?
โดยปกติแล้ว ในร่างกายของเราจะขับส่วนที่เกินของกรดยูริกออกผ่านทางปัสสาวะ แต่ภายในร่างกายของบางคนจะไม่สามารถขับกรดยูริกออกไปได้หมด ทำให้เกิดการสะสมภายในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณกระดูก ผนังหลอดเลือด และไต (ไต เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ฟอกเลือด + ขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ) ฉะนั้น เมื่อร่างกายขับกรดยูริกออกมาได้ไม่หมดก็จะทำให้เกิดเป็นตะกอน เกิดการสะสม เมื่อนานเข้าอาจทำให้เกิดโรคเกาต์ได้

ดังนั้นผู้ที่มีกรดยูริกในเลือดสูงผิดปกติ ควรงดอาหารที่มีสารพิวรีนสูง (ข้อ 1) และลดปริมาณอาหารที่มีสารพิวรีนปานกลาง (ข้อ 2)

1) อาหารที่ควรงด(มีพิวรีนสูง) ได้แก่

- เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ,ตับอ่อน,ไส้,ม้าม,หัวใจ,สมอง,กึ๋น,เซ่งจี๊

- น้ำเกรวี, กะปิ, ยีสต์

- ปลาดุก, กุ้ง, หอย, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน

- ปลาซาร์ดีน, ไข่ปลา

- ชะอม, กระถิน, เห็ด

- ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, ถั่วดำ

- สัตว์ปีก เช่น เป็ด, ไก่, ห่าน

- น้ำสกัดเนื้อ, ซุปก้อน

2) อาหารที่ควรลด (มีพิวรีนปานกลาง) ได้แก่

- เนื้อสัตว์ เช่น หมู, วัว

- ปลาทุกชนิด(ยกเว้น ปลาดุก, ปลาอินทรีย์, ปลาไส้ตัน, ปลาซาร์ดีน)และอาหาร

ทะเล เช่น ปลาหมึก, ปู

- ถั่วลิสง, ถั่วลันเตา

- ผักบางชนิด เช่น หน่อไม้, หน่อไม้ฝรั่ง, ดอกกะหล่ำ, ผักโขม,สะตอ,ใบขี้เหล็ก

- ข้าวโอ๊ต

- เบียร์ เหล้าชนิดต่าง ๆ เหล้าองุ่น ไวน์(ทำให้การขับถ่ายกรดยูริกทางปัสสาวะลดลง ระดับกรดยูริกในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว)

3) อาหารที่รับประทานได้ตามปกติ (มีพิวรีนน้อย) ได้แก่

- ข้าวชนิดต่าง ๆ ยกเว้น ข้าวโอ๊ต

- ถั่วงอก, คะน้า

- ผลไม้ชนิดต่างๆ

- ไข่

- นมสด, เนย และเนยเทียม

- ขนมปัง ขนมหวาน หรือน้ำตาล

- ไขมันจากพืช และสัตว์

ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม

เบอร์โทรศัพท์ 080-8610-246 ( พิ บู ล ย์ )
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

5 สู ต ร ส มุ น ไ พ ร  ล้ า ง ก ร ด ยู ริ ค  บรรเทาอาการเจ็บปวด    เนื่องจากโรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่...
12/07/2019

5 สู ต ร ส มุ น ไ พ ร ล้ า ง ก ร ด ยู ริ ค
บรรเทาอาการเจ็บปวด

เนื่องจากโรคเก๊าท์เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเพศชาย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ข้ออย่างฉับพลัน รวมถึงมีอาการข้อแข็งและบวม ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วหัวแม่เท้า ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการของโรคเก๊าท์ก็จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นอันตรายต่อข้อต่อ เส้นเอ็น และเนื้อเยื่ออื่นๆ ได้

โรคเก๊าท์เกิดจากร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงกว่าปกติ และมีการสะสมกรดยูริกเป็นระยะเวลายาวนานหลายปี จึงทำให้กรดยูริกตกตะกอน สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าสะสมมากที่ข้อต่อก็จะเกิดอาการข้อต่ออักเสบ และปวด แดง ร้อนบริเวณข้อต่อ ถ้ากรดยูริกสะสมอยู่ตามผิวหนังมาก จะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนขึ้นตามผิวหนัง ถ้ากรดยูริกสะสมที่ไตมาก ก็จะเกิดเป็นโรคนิ่วในใตและเกิดอาการไตเสื่อม

สูตรสมุนไพรรักษาโรคเก๊าท์ 5 สูตร

สูตร 1
น้ำมะกรูด ผสมน้ำผึ้งนิดหน่อย แล้วเอาน้ำอุ่นเติมใส่ไม่ต้องมาก หรือน้ำเย็น ผสมแล้วนำมาดื่ม ใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง ดื่มทุกวันช่วยบรรเทาอาการ

สูตร 2
ใบรางจืด 5 ใบ + ใบเตย 5 ใบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดการเป็นเก๊าท์ – รูมาตอยด์ สูตรนี้ลดหินปูนได้ดีที่สุด

สูตร 3
ใบยอ 4 ใบ + มะตูมแห้ง 1 แว่นย่างไฟให้เหลือง นำมาต้มกับน้ำ 3 ขวด เคี่ยวให้เหลือ 2 ขวด ดื่มกินต่างน้ำทุกวันจนกว่าจะหาย

สูตร 4
ใบมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน ลดอาการเก๊าท์ได้

สูตร 5
มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก ไม่ต้องปลอกเปลือก ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวันอาการปวดลดลงจนหาย

เมนูอาหารแนะนำที่ช่วยลดอาการเก๊าท์
1. ใบย่านางสดวันละ 10-20 ใบ ตามน้ำหนักตัวคั้นน้ำดื่ม ดื่มบ่อยๆ แต่ไม่จำเป็นต้องทุกวัน
2. ใบรางจืด + ใบเตย ต้มน้ำดื่มประจำ
3. ใบมะรุมสด ลวกจิ้มน้ำพริก
4. ลูกเดือยต้มกับข้าวเจ้า แบบข้าวต้ม ทานบ่อยๆ

ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม

เบอร์โทรศัพท์ 080-8610-246 ( พิ บู ล ย์ )
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

อ า ก า ร ข อ ง โ ร ค เ ก๊ า ท์ อาการปวดอย่างรุนแรงตามข้อต่อเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็สามา...
12/07/2019

อ า ก า ร ข อ ง โ ร ค เ ก๊ า ท์

อาการปวดอย่างรุนแรงตามข้อต่อเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็สามารถเกิดกับข้อต่อหลายส่วนตามร่างกายได้ เช่น ข้อเท้า ข้อศอก หัวเข่า ข้อต่อกระดูกมือ หรือข้อมือ อาการปวดจะรุนแรงในช่วง 4-12 ชั่วโมงแรก จากนั้นจะเริ่มปวดน้อยลงและมีอาการดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางรายอาจมีอาการปวดได้นานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์ นอกจากนี้ยั งมีอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น

ข้อต่อเกิดการอักเสบและติดเชื้อ อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อต่อ จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นสีแดง บวมแดง และแสบร้อน

เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวกจากภาวะข้อติด ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกความรุนแรงของโรคที่เพิ่มมากขึ้น
ผิวหนังบริเวณข้อต่อเกิดการลอกหรือคันหลังจากอาการของโรคดีขึ้น

อาการของโรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน มักเป็น ๆ หาย ๆ จนกว่าจะได้รับการรักษา โดยมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนได้บ่อยกว่าช่วงเวลาอื่น อย่างไรก็ตามควรรีบไปพบแพทย์หากผู้ป่วยมีไข้ ปวดข้ออย่างรุนแรง จนทำให้ผิวหนังบวมแดงและแสบร้อนขึ้น เพราะอาการปวดข้ออาจทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดได้ว่าเป็นสัญญาณของโรคข้ออื่น ๆ การปล่อยให้โรคพัฒนารุนแรงขึ้นโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่อาการปวดอย่างเรื้อรังและสร้างความเสียหายให้กับข้อต่อได้

ส า เ ห ตุ ข อ ง โ ร ค เ ก๊ า ท์

โรคเก๊าท์เป็นผลมาจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) ซึ่งเป็นภาวะของร่างกายที่มีการสะสมของกรดยูริกในปริมาณที่มากเกินไป ทำให้เกิดการตกผลึกตามข้อต่าง ๆ จนเกิดอาการปวดบวมตามข้ออย่างรุนแรงและอาการอื่น ๆ ของโรคตามมา

กรดยูริกเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งในเลือดที่ได้มาจากการย่อยสลายสารพิวรีน (Purines) ในเนื้อเยื่อทั่วร่างกายและอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยร่างกายจะมีการปรับสมดุลของกรดยูริกด้วยการกรองจากไตก่อนมีการขับออกทางปัสสาวะและอุจจาระ เมื่อมีปริมาณกรดยูริกมากขึ้นจากการสร้างของร่างกาย จากการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง หรือไตมีความผิดปกติในการกรองสารพิวรีน มักนำไปสู่ภาวะกรดยูริกในเลือดสูงได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิด แต่พบว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่มีความเกี่ยวข้องกัน เช่น

-การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก
-การรับประทานอาหารทีมีสารพิวรีนมากเกินไป เช่น สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ ยอดผัก กุ้งเคยหรือกะปิ ปลาซาร์ดีน หอยแมลงภู่ สารสกัดจากยีสต์
-ได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ
-การดื่มน้ำอัดลมเกินปริมาณที่พอดีต่อวัน ซึ่งมีการศึกษาพบว่าการดื่มน้ำอัดลมประเภทที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอาจเพิ่มการสะสมกรดยูริกในเลือดได้สูงถึง 85% นอกจากนี้ยังรวมไปถึงผลไม้และน้ำผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลฟรุกโตสอยู่มาก
-อาการเจ็บป่วยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเซลล์ในร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น โรคสะเก็ดเงินขั้นรุนแรง หรือความผิดปกติทางเลือดบางอย่าง
-ยาบางประเภทที่ส่งผลต่อระดับกรดยูริกในร่างกาย เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาเคมีบำบัดบางชนิด ยาแอสไพริน และยาลดความดันโลหิตบางชนิด
-โรคประจำตัวหรือสภาวะของร่างกายบางอย่าง เช่น ภาวะอ้วน -โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ไตทำงานผิดปกติ โรคเบาหวาน โรคพร่องเอนไซม์ ความผิดปกติของไขกระดูก โรคหลอดเลือดผิดปกติ
-มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคเก๊าท์ โดยพบว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์จะมีบุคคลในครอบครัวเจ็บป่วย

ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม

เบอร์โทรศัพท์ 080-8610-246 ( พิ บู ล ย์ )
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

คอ บ่า ไหล่ เป็นอวัยวะที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อส่วนบนตั่งแต่บ่าขี้นไป แต่เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้ทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลต่อ...
04/12/2017

คอ บ่า ไหล่ เป็นอวัยวะที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อส่วนบนตั่งแต่บ่าขี้นไป แต่เมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้ทำงานผิดปกติ ก็จะส่งผลต่ออาการ ปวดบ่า ปวดคอ ปวดหัว ปวดร้าวขึ้นศีรษะ เหมือนปวดไมแกรน นั้นคืออาการกล้ามเนื้อหดเกร็งอาการที่ทุกคนมองข้าม เมื่อรู้ก็เรื้อรัง หรือรักษาผิด
ลองอ่านสิครับ
อ่านแล้วกดแชร์...ด้วยนะครับ

ก ล้ า ม เ นื้ อ ห ด เ ก ร็ ง จะแสดงอาการดังต่อไปนี้

ป ว ด ก้ า น ค อ ร้าวขึ้นขมับ ขึ้นกระโหลกศีรษะ หนักหัว ตึงไปทั้งหัวเหมือนเป็นไมเกรน อาการนี้เป็นปัญหากับหลายๆ เคสครับ บางเคสเข้าใจว่าตัวเองเป็นไมเกรน มากว่า 3-4 ปี แต่ก็พึ่งมาพบสาเหตุที่ชัดเจนกับอาการของตัวเองที่เป็น อาการปวดร้าวขึ้นขมับหรือปวดร้าวขึ้นศีรษะนี้ เป็นอาการหนึ่งที่เกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อของคอ แล้วไปกดหรือบีบรัดการไหลเวียนของเส้นประสาท (Greater occipital nerve) จึงรู้สึกร้าวขึ้นที่ศีรษะ บางเคสปวดขมับเหมือนเป็นไมเกรน

การแยกอาการนี้ออกจากไมเกรนไม่ยากเลยครับ สาเหตุของไมเกรนนั้นเกิดจากเส้นประสาทที่อยู่ในผนังหลอดเลือดไวต่อการรับรู้ จะทำให้เกิดอาการปวดศรีษะข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งอาการปวดจะรุนแรงมาก อาจมีร่วมกับอาเจียน ฯลฯ และอาจถูกกระตุ้นด้วยสี แสง หรือความร้อน เป็นต้น

การปวดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อนั้น

• ตื่นมาเหมือนคน ต ก ห ม อ น บ่อยๆ รู้สึกขัดที่ก้านคอ พาลให้ปวดหัวตอนเช้าๆ หันคอ เอี้ยวคอไม่สุด ปวดเมื่อเคลื่อนไหว แต่พอสายๆ หรือทำโน่นทำนี่อาการขัดๆ ก็บรรเทาลง ผู้ป่วยยมักเสียเงินไปกับการเปลี่ยนที่นอนหรือเปลี่ยนหมอนบ่อยๆมากครับ

• ป ว ด ค อ หนักๆบนบ่า ตลอดเวลา อาการปวดบ่า ปวดคอ จริงๆ แล้วอาการที่รู้สึกเช่นนี้มาจากกล้ามเนื้อบ่า ซึ่งมีจุดเกาะที่กระดูกคอ โยงลงมาที่บ่านั้น เกร็งตัวค้างอยู่ตลอดเวลา (muscle holding เป็นอาการที่เกร็งค้างไม่มีการคลายตัวออก เคสจึงรู้สึกหนักตลอดเวลา)

• ป ว ด ก้ า น ค อ ร้าวไปที่กระบอกตา เหมือนตาจะปิดตลอดเวลา บางครั้งตาพล่ามัว มองไม่ชัด ลืมตาไม่ขึ้น และบางครั้งก็มีหูอื้อด้วย อาการปวดร้าวเข้ากระบอกตานี้พบบ่อยมากครับ ปวดก้านคอพร้อมปวดกระบอกตา เนื่องจากเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงในกระบอกตาผ่านเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อซึ่งเชื่อมกับกล้ามเนื้อบริเวณก้านคอ และที่สำคัญอาการนี้เป็นอาการปวดร้าวจากความตึงหรือเกร็งตัวมากกว่าปกติของกล้ามเนื้อใต้ฐานกระโหลก (refer pain of suboccipital muscle) กล้ามเนื้อมัดนี้จะเกร็งตัวตลอดเวลาที่เรานั่งทำงานก็ว่าได้ครับ เพราะเวลาเรานั่งจ้องจอคอมฯ หรือเพ่งกับงานอะไรบางอย่างบนโต๊ะ คอจะก้มไปด้านหน้า คางจะยื่น นี่เป็นท่าที่กล้ามเนื้อมัดนี้ เกร็งค้างอยู่ตลอดเวลาเลยครับ

- อาการ ป ว ด ค อ ไ ห ล่ ติ ด ส ะ บั ก จ ม มักจะเกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่นนอนหมอนที่ไม่รองรับต่อสรีระบริเวณคอและบ่า เช่น หมอนสูง หรือต่ำ เกินไปสลัดคอแรงๆ บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาเมื่อยมากๆ ยิ่งเมื่อย ยิ่งสะบัดแรงใช้คอและไหล่หนีบโทรศัพท์เป็นนิสัย หรือก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานๆ

- การทำงานที่จำเป็นต้อง เ ก ร็ ง ศี ร ษ ะ บ่า ไหล่ ตลอดเวลา เช่น นั่งพิมพ์งาน ยกของหนัก ขับรถ สะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากเกินไป โดยไม่มีการเตรียมพร้อม-ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และพักระหว่างวันเท่าที่ควร

- ก า ร อ อ ก กำ ลั ง ก า ย เ กิ น ก ำ ลั ง หรือออกกำลังกายโดยไม่ยืดหยียดกล้ามเนื้อให้มีความพร้อมก่อนออกกำลัง และไม่ยืดเหยียดผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังออกกำลัง ชอบนั่งหลับ สัปหงก ทำให้เกิดการกระตุกเกร็งกล้ามเนื้อคอบ่อยๆ

- อุ บั ติ เ ห ตุ ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวรุนแรง เช่น รถชนท้าย คอกระชากไปหน้า-สะบัดไปหลัง

- พฤติกรรมต้นเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเรามักทำเป็นนิสัยโดยไม่รู้ตัว คือ “ค ว า ม เ ค รี ย ด” (บางคนนั่งทำงานขมวดคิ้ว ย่นหน้าผาก เกร็งใบหน้า ทั้งวัน ไม่ยอมผ่อนคลาย จนเกิดริ้วรอยก่อนวัย)

- ความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อ และหลอดเลือดหดเกร็ง นอกจากจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว ความเครียดยังเป็นตัวการสร้างอนุมูลอิสระภายในร่างกาย เป็นบ่อเกิดของโรคแห่งความเสื่อมทั้งหลาย อย่างเช่น โรคความดันโลหิต เบาหวาน หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย

หากปล่อยอาการให้เป็นเรื้อรัง กล้ามเนื้อจะหดเกร็งมากขึ้นจนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นแข็งๆ จนเราสามารถคลำเจอได้ และเมื่อกดลงไปจะรู้สึกเจ็บมาก ก้อนหรือเส้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นพังผืดที่ก่อตัวขึ้นจากการอักเสบเรื้อรังของกล้ามเนื้อนั่นเอง
ซึ่งหากเป็นมากถึงระดับนี้ อาจพบอาการร่วมอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะข้างเดียวคล้ายโรคไมเกรน เนื่องจากหลอดเลือดบริเวณไหล่ ลำคอที่ส่งเลือดขึ้นไปเลี้ยงศีรษะหดเกร็ง ไม่สามารถส่งเลือดขึ้นไปได้ตามปกติ หรืออาจมีอาการปวดร้าวลงสะบัก แขนชา ลงไปจนถึงมือ และปวดบั้นเอว เป็นต้น

ถ้ามีกลุ่มอาการดังกล่าว เรามีวิธีฟื้นฟู ดัวยวิธีธรรมชาติ ปรอดภัยต่อร่างกาย ยินดีให้คำปรึกษาครับ

ยินดีให้คำปรึกษาฟรี!
ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม
โทรศัพท์ 080-8610-246 พิ บู ล ย์
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

 #หนาวเนื้อห่มเนื้อจึงหายหนาว  หนาวราวอกร้าวห่มอกหาย #หนาวรักห่มรักอุ่นรักสบาย  หนาวคลายเพราะห่มที่สมกันนี่เป็นบทเพลงที่...
13/11/2017

#หนาวเนื้อห่มเนื้อจึงหายหนาว หนาวราวอกร้าวห่มอกหาย

#หนาวรักห่มรักอุ่นรักสบาย หนาวคลายเพราะห่มที่สมกัน

นี่เป็นบทเพลงที่อิงกับบรรยากาศอันหนาวเย็น ซึ่งเกิดขึ้นปลายปีของทุกๆปี บางคนเตรียมวางแผนในการท่องเที่ยว หรือบางคน
ตื่นเต้นกับการได้ใส่เสื้อหนาวสวยๆอีกครั้ง

แต่มีบางคนหรือหลายๆคนต้องทนทุกข์ทรมาน จากอาการปวดตามข้อต่างๆของร่างกายจากโรคเกาท์ ทุกครั้งที่อากาศหนาวมาเยือน และหากไม่ได้รับการรักษาหรือฟื้นฟู ในระยะแรกของโรค
จะทำให้ข้อกระดูกเกิดความเสียหายมากขึ้นอาจทำให้พิการได้ในที่สุด

เรามารู้จักโรคเกาท์พร้อมๆกัน อ่านแล้วมีประโยชน์กรุณาแชร์เพื่อประโยชน์ของผู้ด้วยนะครับ

โ ร ค เ ก า ท์ ( g o u t )

โรคเก๊าท์ เกิดจากการสะสมของกรดยูริกในกระแสเลือดสูงมากกว่าปกติ จนเกิดการตกตะกอนเป็นผลึกเกลือยูเรตสะสมตามเนื้อเยื่อตามข้อต่อและไต ถ้าเรามีกล้องจุลทรรศน์ส่องไปที่ผลึกเกลือยูเรตจะพบว่ามีลักษณะคล้ายเข็มมีความแหลมคม ซึ่งเจ้าผลึกเกลือยูเรตเหล่านี้แหละครับที่ไปทิ่มไปตำเนื้อเยื้อรอบข้อของเราให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนขึ้นนั่นเอง โดยจะพบในข้อเล็กๆส่วนล่างของร่างกายซะเป็นส่วนใหญ่ เช่น ข้อนิ้วเท้า ข้อเท้า น้อยมากๆๆๆๆที่จะพบตามข้ออย่างข้อนิ้ว ข้อมือ หรือข้อไหล่นะครับ

ก ร ด ยู ริ ก คื อ อ ะ ไ ร ?

คือกรดชนิดหนึ่งในร่างกายของเรา ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายของเราย่อย ส า ร พิ ว รี น ( P u r i n e ) ซึ่งเจ้าสารพิวรีนนี้เกิดจากร่างกายเราได้รับจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป หรือให้เข้าใจง่ายดังนี้

1.ร่างกายได้รับพิวรีน => 2.ร่างกายก็พยายามกำจัดพิวรีน =>
3.เมื่อกำจัดพิวรีนได้จึงเกิด => 4.กรดยูริก => 5.ร่างกายไม่
สามารถขับยูริกออกทางไตได้หมด => 6.กรดยูริกไปสะสม
ตามข้อ => 7.เกิดโรคเก๊าท์ในที่สุด

ส า เ ห ตุ

- เกิดจากความผิดปกติของเอนไซม์ในเมตาบอลิซึมของสารพิวรีนในร่างกาย (สารพิวรีนเป็นสารตั้งต้นของกรดยูริก) ทำให้ร่างกายมีการสร้างกรดยูริกมากเกินปกติ

- เกิดจากร่างกายสร้างขึ้นเอง จากการสลายเซลล์ต่างๆของร่างกายที่เพิ่มขึ้น เช่น มะเร็งต่อมนํ้าเหลือง มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ร่างกายมีของเสียเพิ่มขึ้นในกระแสเลือดและหนึ่งในของเสียนั่นก็คือ กรดยูริก จนร่างกายกำจัดไม่หมดทำให้เกิดการสะสมของกรดยูริกตามข้อต่อต่างๆนั่นเอง

- เกิดจากภาวะไตทำงานผิดปกติ เนื่องจากกรดยูริกกว่า 2 ใน 3 จะถูกขับออกทางไตเป็นหลัก เมื่อไตทำงานบกพร่องจึงเกิดการตกค้างของกรดยูริกเพิ่มสูงขึ้น

- เกิดจากการได้รับยาหรือสารอาหารบางอย่างที่มีส่วนผสมของสารพิวรีนที่สูงจนร่างกายกำจัดออกไม่หมดแล้วเกิดการตกค้างขึ้นในที่สุด เช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ซุปก้อน กุ้งแห้ง พืชที่กินยอด เช่น แตงกวา ชะอม หน่อไม้ ผักโขม

ปั จ จั ย เ สี่ ย ง ต่ อ ก า ร เ กิ ด โ ร ค เ ก๊ า ท์

- รับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง(พบในเครื่องในสัตว์ อาหารทะเล หน่อไม้ฝรั่ง ยอดผัก เป็นต้น) เป็นประจำ

- ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์นั้นลดการขับกรดยูริคออก

- เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง

- เป็นโรคไต

- พบในเพศหญิงที่หมดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเพศหญิงจะทำหน้าที่เร่งขับกรดยูริกออกทางไต เมื่อหมดประจำเดือนฮอร์โมนเพศหญิงก็จะลดลง การขับกรดยูริกก็ทำได้ไม่ดีเท่าเดิม

- พบในเพศชายอายุตั้งแต่ 30-45 ปี เมื่อเทียบกันแล้วจะพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงนะครับ

อ า ก า ร ข อ ง โ ร ค เ ก๊ า ท์

แบ่งออกได้เป็น 4 ระยะนะครับ

ร ะ ย ะ ที่ 1 :
เป็นช่วงที่ยังไม่มีอาการ แต่พบระดับกรดยูริกในเลือดสูง ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ครับว่าต้องเข้ารับการรักษาหรือไม่ ขึ้นอยู่ดุลพินิจของแพทย์

ร ะ ย ะ ที่ 2 :
ระยะข้ออักเสบ เมื่อยู่ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ และข้ออักเสบรุนแรง โดยอาจจะเกิดขึ้นเอง หรือมีสิ่งเร้ามากระตุ้น เช่น เกิดอุบัติเหตุโดยตรงที่ข้อต่อ ดื่มสุรา หรือ ทางอาหารที่มีสารพิวริน เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผัก เป็นต้น ในรายที่มีอาการอักเสบรุนแรงจะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนอย่างเห็นได้ชัด ร่วมกับมีการขยับข้อลำบาก โดยข้ออักเสบจะเป็นอยู่ 1-2 ข้อ ปวดอยู่ 5-7 วันอาการปวดจะหายไปได้เอง และกลับมาปวดใหม่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยในระยะแรกๆอาการปวดจะเป็นห่างกันมากๆ แต่ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผลึกเกลือยูเรตจะสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ข้ออักเสบจึงเป็นถี่ขึ้น ในบางรายอาจเป็นทุกๆเดือนเลยครับ

ร ะ ย ะ ที่ 3 :
ระยะสงบ ซึ่งเป็นระยะที่ไม่มีอาการปวด หรืออักเสบใดๆ ซึ่งอาจนานเป็นปีๆจนผู้ป่วยแทบจะลืมไปแล้วด้วยซํ้าว่าเคยมีอาการปวดข้อมาก่อน

ร ะ ย ะ ที่ 4 :
ระยะมีก้อนโทฟัส เป็นระยะท้ายของโรค มักพบในผู้ป่วยที่เป็นมานานมากกว่า 5 ปี และรักษาผิดวิธี จนเป็นเหตุให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆเพิ่มมากขึ้นจนเป็นก้อนปูดนูนออกมาบริเวณผิวหนังรอบๆ ไอปุ่มนูนๆนี่แหละครับที่เรียกว่า "ปุ่มโทฟัส" ซึ่งจะกัดกินเนื้อเยื่อของข้อจนกระดูกแหว่ง ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการในที่สุด ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงแค่ปวดข้อ แต่จะมีความผิดปกติของระบบอื่นๆในร่างกายร่วมด้วย เช่น ไตวาย นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ความดันโลหิตสูง เป็นต้น

การทานสารเสริมอาหารซึ่งสกัดจากพืชธรรมชาติและสัตว์บางชนิดที่มีคุณสมบัติฟูื้นฟูเสริมสร้างเอ็นและเนื้อเยื่อ ก็สามารถให้อวัยวะกลับมาเป็นปกติได้

ยินดีให้คำปรึกษาฟรี!
ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม
โทรศัพท์ 080-8610-246 พิ บู ล ย์
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

24/10/2017
อย่ามองข้าม อาการปวดลึกที่แก้มก้น , ปวดขาร้าวลงขา , ปวดแสบๆที่ก้นย้อย , ขาหนักๆยกไม่ขึ้น , อาการปวดเพิ่มขึ้นเมื่อนั่งนาน...
24/10/2017

อย่ามองข้าม อาการปวดลึกที่แก้มก้น , ปวดขาร้าวลงขา , ปวดแสบๆที่ก้นย้อย , ขาหนักๆยกไม่ขึ้น , อาการปวดเพิ่มขึ้นเมื่อนั่งนานๆเช่นอาชีพขับรถ เพราะนี้คือกลุ่มอาการ ก ล้ า ม เ นื้ อ ส ะ โ พ ก ห นี บ เ ส้ น ป ร ะ ส า ท ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาปล่อยไว้นานๆ โดยคิดว่าไม่เป็นไรจะหายเองได้ จะเกิดการเรื้อรังยากต่อการรักษา อาจพิการได้ ลองอ่านดูซิครับ อ่านแล้วกดแชร์ ด้วยนะครับ

ก ล้ า ม เ นื้ อ ส ะ โ พ ก ห นี บ เ ส้ น ป ร ะ ส า ท ( p i r i f o r m i s s y n d r o m e )

ชื่อของโรคนี้ก็บอกเป็นนัยๆแล้วเนอะว่า เกิดจากกล้ามเนื้อมัดเล็กๆมัดหนึ่งในก้นที่ชื่อ piriformis muscle ซึ่งทำหน้าที่ช่วยกางขาและหมุนขาออก และเป็นกล้ามเนื้อมัดลึกสุด ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเรากด มันเกิดการตึงตัวจากการใช้งานจนไปหนีบเส้นประสาทที่อยู่ใต้กล้ามเนื้อมัดนี้ซึ่งเป็นเส้นประสาทแขนงใหญ่ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณประสาทเลี้ยงกล้ามเนื้อขาทั้งขา แล้วเส้นประสาทที่ว่านั้นก็คือ sciatic nerve (ถ้าเส้นประสาทนี้ขาดก็เตรียมตัวเป็นอัมพาตช่วงล่างได้เลยครับ) เมื่อกล้ามเนื้อไปหนีบเส้นประสาทแขนงใหญ่นี้เข้า จึงเกิดอาการชาขึ้นนั่นเอง ในช่วงแรกที่กล้ามเนื้อมันตึงตัวมากๆแต่ยังไม่หนีบเส้นประสาทเราจะรู้สึกปวดลึกๆปวดหน่วงๆที่ก้นจนบางครั้งเราต้องใช้นิ้วกดจิกตรงที่ปวดจนอาการทุเลาลงนั่นละครับ แต่พอนั่งไปอีกสักระยะอาการก็กลับมาเป็นใหม่

ถ้าเรามีอาการของโรค piriformis syndrome แล้วไปตรวจ x-ray ทั้งที่หลังและที่ก้น เราจะไม่พบเห็นความผิดปกติแต่อย่างใดนะครับ เพราะการ x-ray นั้นจะเห็นแต่กระดูก แต่โรคนี้มันเป็นที่กล้ามเนื้อผล x-ray จึงไม่สามารถช่วยตรวจโรคได้นั่นเอง

กล้ามเนื้อที่พบบ่อยว่ามีการหนีบทับเส้นประสาทส่วนขา ผู้ป่วยจะมีอาการปวดร้าวตามขาเรื้อรัง ปวดสะโพกบริเวณที่นั่งทับอาจจะมีอาการเล็กน้อย จนถึงขั้นรุนแรง และเดินไม่ได้ผู้ป่วยบางรายได้รับการทำเอ็มอาร์ไอ หวังว่าจะพบกระดูกทับเส้นแต่พบว่ากระดูกสันหลังปกติทังหมดทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร ที่โชคร้ายกว่านั้น คือผู้ป่วยบางรายผลเอ็มอาร์ไอมีหมอนรองกระดูกเสื่อมหรือผิดปกติเพียงเล็กน้อยแต่ด้วยความปวดทำให้ผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดที่กระดูกสันหลังไปแต่ไม่หายปวด!! เป็นเพราะกล้ามเนื้อหนีบทับเส้นประสาท ท่านที่มีอาการดังกล่าว ปรึกษาฟรีได้นะครับ

ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม
โทรศัพท์ 080-8610-246 พิ บู ล ย์
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

โ ร ค รู ม า ต อ ย ด์โ ร ค รู ม า ต อ ย ด์   อ า ก า ร ป ว ด ข้ อ เ รื้ อ รั ง   ร ะ วั ง   ว า ย ร้ า ย ทำ ล า ย ก ร ะ ...
15/10/2017

โ ร ค รู ม า ต อ ย ด์

โ ร ค รู ม า ต อ ย ด์ อ า ก า ร ป ว ด ข้ อ เ รื้ อ รั ง ร ะ วั ง ว า ย ร้ า ย ทำ ล า ย ก ร ะ ดู ก

โรครูมาตอยด์ อาการข้ออักเสบที่มีลักษณะเรื้อรัง ถึงเวลารู้จักกับโรครูมาตอยด์ให้มากขึ้น ดูกันสิว่าที่จริงแล้ว โรครูมาตอยด์เกิดจากอะไร

อาการข้ออักเสบนั้นเป็นอาการที่สร้างปัญหาให้คนเราไม่น้อย ยิ่งถ้าหากเรื้อรังจนกลายเป็นโรครูมาตอยด์ ก็ยิ่งอันตรายมากเลยเชียวล่ะ และเพื่อระวังไม่ให้โรคนี้คุกคามชีวิต เราลองมาทำความรู้จักกับโรครูมาตอยด์นี้กันดีกว่า ว่าจะมีสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษาอย่างไร รวมทั้งจะป้องกันด้วยวิธีไหนถึงจะปลอดภัยจากโรคนี้ เรื่องเหล่านี้รู้ก่อนป้องกันไว้ จะได้ไม่ส่งผลร้ายต่อสุขภาพนะครับ

โ ร ค รู ม า ต อ ย ด์ เ กิ ด จ า ก อ ะ ไ ร

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid) คือกลุ่มอาการของโรคที่มีการอักเสบของทุกระบบในร่างกาย แต่ที่จะเห็นได้ชัดที่สุดก็คือ บริเวณเยื่อบุข้อ และเยื่อบุเส้นเอ็น โดยลักษณะเด่นของโรคนี้คือ มีการเจริญของเยื่อบุข้ออย่างมากจนทำให้เกิดการลุกลามและทำลายกระดูกในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเกี่ยวข้องกับระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้อีก เช่น ตา เส้นประสาท หรือกล้ามเนื้อ เป็นต้น ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนั้นยังไม่แน่ชัด แต่จากการศึกษาพบว่าโรคนี้เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด หรือเกิดจากพันธุกรรมที่ผิดปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าการสูบบุหรี่สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคข้ออักเสบได้อีกด้วย

อ า ก า ร ที่ บ่ ง บ อ ก ว่ า เ ป็ น โ ร ค รู ม า ต อ ย ด์

- มีอาการอักเสบเรื้อรังของข้อต่อในร่างกายหลาย ๆ ข้อพร้อมกัน และมีอาการติดต่อกันเกิน 6 สัปดาห์

- บริเวณที่อักเสบส่วนใหญ่จะเป็นข้อมือ ข้อโคนนิ้วมือ ข้อเข่า ข้อเท้า มีอาการปวด บวม และเมื่อกดจะมีอาการเจ็บ

- มีอาการข้อฝืด ข้อแข็ง ไม่สามารถขยับตัวได้สะดวก ในเวลาเช้าหลังตื่นนอน และจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมงจึงจะเริ่มขยับข้อต่าง ๆ ได้

- มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยทั้งตัว มีไข้ต่ำ ๆ น้ำหนักลด ต่อมน้ำเหลืองและหลอดเลือดอักเสบ และโลหิตจาง

โ ร ค รู ม า ต อ ย ด์ ใ ค ร เ สี่ ย ง บ้ า ง

โรครูมาตอยด์เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในกลุ่มอายุ 30-50 ปี และพบผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชายถึง 5 เท่า แต่ถ้าหากมีอาการในเด็ก อาการที่เกิดจะต่างออกไป และมีความรุนแรงมากกว่า

ก า ร พั ก ผ่ อ น แ ล ะ บ ริ ห า ร ร่ า ง ก า ย

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและการพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งที่สำคัญต่อผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ เพราะการพักผ่อนจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดอาการอ่อนเพลีย แต่ก็ไม่ควรพักผ่อนหรืออยู่นิ่ง ๆ นานจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ข้อต่าง ๆ ตามร่างกายเกิดการฝืดขัดได้ จึงต้องมีการพักผ่อนและการออกกำลังกายที่สมดุลกัน และควรจะออกกำลังกายเท่าที่ตนเองสามารถทำได้ ไม่ควรออกกำลังกายหนักเกินไปเพราะอาจจะยิ่งกระตุ้นอาการปวดได้


การรักษาโรครูมาตอยด์ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น แต่การใช้สมุนไพรบางชนิดก็ยังสามารถบรรเทาอาการให้เบาลง ช่วยลดอาการเจ็บ บวมแดง หรืออาการอักเสบ รวมทั้งยังสามารถช่วยรักษาอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากโรครูมาตอยด์ได้อีกด้วย

การรับประทานผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร ซึ่งเป็นการฟื้นฟูซ้อมแซมข้อ และเส้นเอ็นต่างๆ เป็นผลิตภัณฑ์ประกอบไปด้วยสารสกัดจากธรรชาติเช่นปลาทะเลบ้างชนิด พืชสมุมไพรเช่นเห็ดหลินจือ โสม เป็นต้น ปลอดภัยต่อร่างกาย

ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม

เบอร์โทรศัพท์ 080-8610-246 ( พิ บู ล ย์ )
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

เ ส้ น ป ร ะ ส า ท ถู ก ก ด ทั บ ที่ ข้ อ มื อโ ร ค คุ้ ม เ ค ย ที่ ค น มั ก เ ข้ า ใ จ ผิ ดช า ป ล า ย มื อ โ ร ค ที่ ส...
15/10/2017

เ ส้ น ป ร ะ ส า ท ถู ก ก ด ทั บ ที่ ข้ อ มื อ

โ ร ค คุ้ ม เ ค ย ที่ ค น มั ก เ ข้ า ใ จ ผิ ด

ช า ป ล า ย มื อ โ ร ค ที่ สั บ ส น ว่ า เ ป็ น ห ม อ น ร อ ง
ก ร ะ ดู ก ทั บ เ ส้ น

โ ร ค เ ส้ น ป ร ะ ส า ท ถู ก ก ด ทั บ ที่ ข้ อ มื อ
( C a r p a l t u n n e l s y n d r o m e )

เมื่อมีอาการชาที่แขนหรือชาที่มือทั้งเช้าสายบ่ายเย็น จนรบกวนชีวิตประจำวันของเราๆท่านๆไม่มากก็น้อย ซึ่งจากอาการดังกล่าวหลายคนมักจะนึกถึงโรคอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับการกดทับเส้นประสาท โดยเฉพาะโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่คอ หรือโรคกระดูกคอเสื่อม เป็นต้น แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีอีกโรคหนึ่งที่มีอาการใกล้เคียงกัน นั่นก็คือโรค Carpal tunnel syndrome (โรคเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ) เรามารู้จักเจ้าโรคนี้กันดีกว่า

เป็นกลุ่มโรคเกิดขึ้นเนื่องจากเกิดพังผืดที่หนาตัวขึ้นบริเวณข้อมือทางด้านฝ่ามือ แล้วไปกดทับเส้นประสาท median nerve ที่บริเวณข้อมือ ซึ่งบริเวณข้อมือจะมีลักษณะเป็นโพรงที่ประกอบไปด้วยผนังด้านหน้ามีเส้นเอ็นที่ชื่อว่า tranverse carpal ligament ถ้าเส้นเอ็นนี้เกิดตึงตัวมากๆจะทำให้โพรงภายในข้อมือตีบแคบลง ทำให้เส้นเอ็น tranverse carpal ligament ไปกดทับเส้นประสาท median nerve จนเกิดอาการปวด ชาบริเวณนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลางได้นั่นเองครับ

m e d i a n n e r v e คื อ อ ะ ไ ร

median nerve คือ 1 ใน 3 ของเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อแขนและมือ โดยที่มือนั้นเส้นประสาท median จะเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางบางส่วน ซึ่งจะทำหน้าที่รับความรู้สึกและส่งสัญญาณประสาทให้กล้ามเนื้อทำงาน และเมื่อเส้นประสาท median ถูกกดทับที่ข้อมือ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ป่วยจะมีอาการชาบริเวณนิ้วโป้งจนถึงนิ้วนาง ซึ่งจะต่างจากเส้นประสาทถูกกดทับที่คอ อันนั้นจะมีอาการชาที่แขนและมือร่วมกันตามแต่ว่าเส้นประสาทถูกกดทับที่เส้นไหนนั่นเองครับ

หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆเลยก็คือ โรค Carpal tunnel syndrome จะ ช า เ เ ค่ บ ริ เ ว ณ มื อ ส่วนเส้นประสาทถูกทับที่คอนั้นจะ ช า บ ริ เ ว ณ แ ข น เป็นหลักครับ

ในกรณีที่ไม่ได้รับการรักษาหรือปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานนอกจากอาการชา อาการปวดแล้วจะพบว่ากล้ามเนื้อมือทางฝั่งนิ้วโป้งจะฝ่อลีบลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับมือข้างปกติ นอกจากนี้กำลังกล้ามเนื้อมือจะลดลงอีกด้วย โดยสังเกตุได้จากแรงบีบที่น้อยลง ถือขวดนํ้าแล้วมีความรู้สึกว่ากำได้ไม่แน่น ถือสิ่งของแล้วของมักจะหล่นบ่อยๆ ทั้งหมดทั้งมวลนั้นล้วนเป็นผลมาจากเส้นประสาทถูกกดทับทำให้สัญญาณประสาทส่งไปไม่ถึงกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ หรือส่งถึงแต่ส่งได้น้อย ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานตามคำสั่งที่ส่งลงมาจากประสาทส่วนกลางได้ เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานน้อยลงๆกล้ามเนื้อจึงเกิดการฝ่อลีบในที่สุด

ส า เ ห ตุ ข อ ง โ ร ค C a r p a l t u n n e l
s y n d r o m e

มักเกิดจากการใช้ข้อมือและมือซํ้าๆกันเป็นเวลานาน โดยมากมักพบในกลุ่มคนที่พิมพ์งานคอมพิวเตอร์ เพราะต้องวางข้อมือลงกับโต๊ะที่เป็นของแข็ง นอกจากนี้ยังพบในคนที่เขียนหนังสือ, ทํางานเย็บปักถักร้อย, ใช้เครื่องมือที่สั่นสะเทือนต่อข้อมือบ่อยๆ เช่น ช่างที่เจาะถนน การทำงานที่กระดกข้อมือซํ้าๆกัน เป็นต้น

อ า ก า ร ข อ ง ผู้ ที่ เ ป็ น C a r p a l t u n n e l
s y n d r o m e

- มีอาการชาที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และบางส่วนของนิ้วนาง
- ปวดบริเวณข้อมือ ปวดตลอดเวลา และปวดมากขึ้นเมื่อใช้นิ้ว
กดลงไปที่ข้มือ หรือปวดมากขึ้นขณะนั่งพิมพ์งานคอมพิวเตอร์
- มืออ่อนแรง หยิบสิ่งของได้ไม่เต็มที่ เมื่อจับสิ่งของแล้วจะหลุด
จากมือได้ง่าย กำมือได้ไม่สุดแต่ถ้าใช้มืออีกข้างช่วยดันก็
สามารถกำสุดได้
- รู้สึกเมื่อยมือได้ง่าย เมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้มือในชีวิตประจำ
วัน เช่น ถือหนังสือ ถือแก้วกาแฟ หรือถือสิ่งของใดๆก็ตามจะ
ถือได้ไม่นานก็จะเกิดอาการเมื่อยล้า
- กล้ามเนื้อฝ่อลีบ โดยจะเฉพาะตรงโคนนิ้วโป้งจะเห็นได้ชัดเมื่อ
เทียบกับมือข้างปกติ

ก า ร ดู เ เ ล รั ก ษ า

"การป้องกันนั้นง่ายกว่าการรักษา" สำหรับโรคนี้เหมาะกับประโยคดังกล่าวมากที่สุดเลยครับ เพราะหายช้ามากถ้าเป็นโรคนี้ เนื่องจากมือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆก็ตามเราต้องใช้มือแทบทั้งสิ้นและที่สำคัญคือ มันมักจะเป็นข้างที่ถนัดซะด้วย

ดังนั้น วิธีการดูแลในเบื้องต้นก็คือ.
1) ให้พักการใช้งานของมือข้างที่มีอาการไปก่อนเลยครับ เพื่อ
ไม่ให้เป็นการกระตุ้นเส้นเอ็นตึงตัวมากขึ้นกว่าเดิม
2) หมั่นแช่นํ้าอุ่น 10-15 นาที ทุกๆเช้า กลางวัน เย็น และก่อน
นอน เพื่อให้เส้นเอ็น tranverse carpal ligament อ่อนตัวลง
การกดทับเส้นประสาทก็จะน้อยลง อาการปวดอาการชาจะ
ทุเลาลงตามมาครับ แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควรเลยนะครับ
กว่าจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ต้องให้เวลากับมันหน่อยนะ
3) หมั่นนวดคลึง และยืดกล้ามเนื้อมือทุกวัน โดยการใช้มือเรานี่
แหละครับกดนวดบริเวณข้อมือ แต่การนวดนั้นควรทำอย่าง
ละมุนละม่อมนะครับ ไม่ใช่ยิ่งเจ็บยิ่งดี เพราะการที่กดแรงๆ
นวดแรงๆจนรู้สึกเจ็บนั้นจะไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
รอบๆข้อมือตึงตัวมากกว่าเดิม อาการปวดแทนที่จะเบากลับ
กลายเป็นมากกว่าเดิมอีกครับ อันนี้เคยเจอมากับตัว * *!
4) ในรายที่ทำงานหน้าคอม หรือต้องพิมพ์งานบ่อยๆ ควรหา
แผ่นเจลสำหรับรองข้อมือ ผ้านุ่มๆ หรือฟองนํ้ามารองข้อมือ
ขณะพิมพ์แป้นคีย์บอร์ด เพื่อเป็นการลดการเสียดสีและลด
การกระตุ้นของเส้นเอ็นไม่ให้ตึง

การรักษาโรครูมาตอยด์ไม่ได้จำกัดแค่เพียงการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันเท่านั้น แต่การใช้สมุนไพรบางชนิดก็ยังสามารถบรรเทาอาการให้เบาลง ช่วยลดอาการเจ็บ บวมแดง หรืออาการอักเสบ รวมทั้งยังสามารถช่วยรักษาอาการที่เป็นผลข้างเคียงจากโรครูมาตอยด์ได้อีกด้วย

การรับประทานผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร ซึ่งเป็นการฟื้นฟูซ้อมแซมข้อ และเส้นเอ็นต่างๆ เป็นผลิตภัณฑ์ประกอบไปด้วยสารสกัดจากธรรชาติเช่นปลาทะเลบ้างชนิด พืชสมุมไพรเช่นเห็ดหลินจือ โสม เป็นต้น ปลอดภัยต่อร่างกาย

ส อ บ ถ า ม ร า ย ล ะ เ อี ย ด เ พิ่ ม เ ติ ม
เบอร์โทรศัพท์ 080-8610-246 ( พิ บู ล ย์ )
หรือติดตามข้อมูล คลิกลิ้งด้านล่างแล้วทักแชทได้เลย
https://line.me/R/ti/p/

ที่อยู่

55/129 หมู่บ้านภัสสร 8 ถ. กาญจนาภิเษก ต. บางใหญ่ อ. บางใหญ่
Bangkok
11140

เบอร์โทรศัพท์

0808610246

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์ให้คำปรึกษาดูแลสุขภาพทุกระบบผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ศูนย์ให้คำปรึกษาดูแลสุขภาพทุกระบบ:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram