KMUTT Health Care Unit

KMUTT Health Care Unit ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก KMUTT Health Care Unit, ผู้ดูแลสุขภาพ, กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, Bangkok.

https://hcu.kmutt.ac.th/
📍ช่วงเปิดภาคการศึกษา📍
เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 - 18.00 น.
วันเสาร์ 08.30 - 16.30 น.
ยกเว้นวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
📍ช่วงปิดภาคการศึกษา📍
เวลาทำการ : วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.30 - 16.30 น.

13/03/2026

“ทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเวิร์คหรือไม่เวิร์ค คุณได้อะไรจากมันทั้งนั้น”
ความรักความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้ว่าปลายทางของมันจะหน้าตาเป็นอย่างไร จะลงเอยแบบ Happily ever after หรือจะจบลงในวันหนึ่ง แต่เมื่อไรก็ตามที่ความรักพาการจากลามาด้วย มันอาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกผิดหวัง พร้อมๆ กับ ‘เสียดาย’ อะไรหลายๆ อย่าง ทั้งที่จริงแล้วในทุกๆ ก้าวของความสัมพันธ์ที่เราเคยเดินผ่านมา หรือว่ากำลังเดินไป มันคือการเรียนรู้ ‘ความเป็นมนุษย์’ ของทั้งตัวเราเองและคนอีกคนหนึ่ง และมันก็ไม่เคยเป็นเรื่องเสียเวลาเลยสักนิดเดียว
เพราะความรักไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้จากการฟังประสบการณ์ของคนอื่น และไม่ใช่อะไรที่มีคู่มือสำเร็จรูปตายตัวที่เราจะแค่อ่านแล้วเข้าใจทุกเรื่องทุกอย่าง แต่คือสิ่งที่ลื่นไหล และมี ‘ชีวิต’ ในแบบของมัน ที่เราต่างต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง บน ‘เส้นทางความรัก’ ของเราเอง
ใน EP.4 ของ ‘Modern Relationship เมื่อความรักต้องเรียนรู้’ ศ.ดร. ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความรักความสัมพันธ์ จะพาเราไปสำรวจทุกแง่มุมของ ‘เรื่องรัก’ ที่ไม่เคยน้อยนิด แต่ยังคงเป็นเรื่องใหญ่มหาศาลของมนุษย์ไม่ว่ายุคสมัยใด ท่ามกลางพลวัตรและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลต่อนิยามและการมองหาความรักความสัมพันธ์ของผู้คนในยุคนี้
รับชมวิดีโอซีรีส์ทั้งหมดของ Modern Relationship ได้ทาง Youtube: MIRROR THAILAND
https://youtu.be/4FkxGdbJMa4

11/03/2026

MOODY: เรามักถูกสอนให้เข้าใจว่าการเลิกราต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตาและการพังทลาย แต่ในความเป็นจริง... จุดจบที่เจ็บปวดที่สุด มักมาในรูปแบบของ ‘ความเงียบ’
-------------------
มันอาจเริ่มจากความเพิกเฉยที่คืบคลานเข้ามาในห้องนอน คืนที่ความใกล้ชิดกลายเป็นความแปลกหน้า และความผูกพันที่เคยแน่นแฟ้นถูกกัดกินไปทีละน้อยจนคำว่า ‘เรา’ จางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงพื้นที่ว่างเปล่าและอากาศที่ดูจะเบาบางลงทุกที
MOODY จึงอยากพามารู้จักกับสภาวะที่เรียกว่า ‘Silent Breakup’ การเลิกราแบบเงียบๆ ที่ความสัมพันธ์สิ้นสุดลงโดยที่ไม่มีใครต้องเอ่ยคำว่า “เราเลิกกันเถอะ” ออกมาแม้แต่คำเดียว
ในสายตาคนอื่น เราอาจยัง ‘คบกันอยู่’ แต่ในทางกลับกัน เราต่างเดินจากกันไปตั้งนานแล้ว ความห่างเหินทางอารมณ์เข้ามาแทนที่ความไว้ใจและการสื่อสาร ไม่มีการทะเลาะกันใหญ่โต ไม่มีการนอกใจที่ชัดเจน มีเพียงระยะห่างที่ขยายตัวออกไปอย่างเงียบเชียบ ผ่านรอยร้าวเล็กๆ ที่เรามองข้าม
แล้วความเหินห่างทางอารมณ์เกิดจากอะไร?
1 - การซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม การไม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจ จนทำให้เริ่มมีกำแพงในความสัมพันธ์ รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะเปิดใจ และเลือกที่จะปิดกั้นตัวเองแทน
2 - ชีวิตที่เต็มไปด้วยงาน และตารางเวลาที่แน่นมาก อาจทำให้เรามีเวลาให้กันน้อยลง จนเริ่มไม่ให้ความสำคัญซึ่งกันและกัน การเจอกันค่อยๆ จางหายไป การพูดคุยกลายเป็นเรื่องที่ต้อง ‘เอาไว้ก่อน’
3 - เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายให้ตลอดเวลา ในขณะที่อีกฝ่ายเอาแต่รับ เมื่อความต้องการของอีกฝ่ายไม่ได้รับการแสดงออก จนในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็จะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับการเข้าใจและถูกมองข้าม
4 - เมื่อเราเลือกที่จะถอยห่างช่วงที่ต้องเผชิญกับความเครียดแทนที่จะพยายามเข้าหากัน และทั้งสองฝ่ายต่างเก็บกดทางอารมณ์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์นั้นไม่มีทางที่จะเติบโตไปได้มากกว่านี้แล้ว
เราอาจจะบอกกับตัวเองได้ว่ามันเป็นแค่ช่วงหนึ่ง เดี๋ยวทุกอย่างก็จะกลับมาเป็นปกติ การพูดถึงระยะห่างอาจทำให้มันแย่ลงไปอีก เราจึงทำได้แค่รอ ปรับตัว และแสร้งที่จะทำเป็นว่าความเงียบคือเรื่องปกติ และยิ่งเราจมอยู่กับความคิดของตัวเองมากเท่าไหร่ การที่จะเอื้อมมือไปหาอีกฝ่ายก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ช่องว่างนั้นไม่ได้ระเบิดออกมา มันแค่ขยายออกไปอย่างเงียบๆ ก็เท่านั้น
การที่เราไม่เคยทะเลาะไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์นั้นไม่มีปัญหา ในความเป็นจริง คู่รักที่ไม่เคยทะเลาะกันมักจะทนทุกข์อยู่เงียบๆ เพราะทั้งสองต่างหลีกเลี่ยงการทำให้ความสัมพันธ์สั่นคลอน แต่ความจริงแล้ว ความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ เป็นสัญญาณว่าคุณใส่ใจมากพอที่จะต่อสู้เพื่อความสัมพันธ์ เพราะ ‘ความเงียบ’ มันอันตรายกว่านั้นมาก
สุดท้ายแล้ว แม้เพียงคนเดียวจะพูดถึงการเปลี่ยนแปลงได้ แต่การสร้างใหม่อาศัยคนสองคนเสมอ ความสนิทสนมไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันเติบโตจากการตัดสินใจเลือกที่จะอยู่ข้างกันในทุกๆ วัน
-------------------
ความสัมพันธ์ไม่ได้จบลงเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินจากไป แต่มันจบลงตั้งแต่ตอนที่ทั้งสองฝ่าย ‘หยุดพยายาม’ ที่จะกลับมาหากันต่างหาก

11/03/2026

มีช่วงหนึ่งที่ผมพยายามเร่งให้เพจเติบโตให้เร็วที่สุด⁣
ต้องโพสต์ให้ได้เยอะ ต้องมีคนแชร์ ต้องมีผู้ติดตามเพิ่ม⁣
— แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือยิ่งพยายาม ยิ่งรู้สึกช้า⁣

เพราะแรงขับของการทำทั้งหมดนั้น มันไม่ใช่ความมุ่งมั่น — มันคือ ความกลัว⁣

แต่เมื่อถึงจุดที่เรายอมรับได้ว่า.. “โอเคร ฉันยอมรับว่ารู้สึกกลัวว่ามันจะไม่สำเร็จ กลัวว่าจะไม่มีคนแชร์ กลัวว่าเพจจะไม่เติบโต” สิ่งที่เกิดขึ้นคือ… ผมรู้สึกใจเบาขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยครับ⁣

ทั้งที่ผมยังไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ยอดผู้ติดตามก็ยังเท่าเดิม ยอดแชร์ยอดไลค์ก็ยังทรงๆ — แต่ทำไมถึงรู้สึกเบาขึ้น…? นั่นคือคำถามที่ทำให้ผมอยากเขียนบทความนี้ครับ⁣
⁣..................................................................⁣

ในปี 2007 นักประสาทวิทยาศาสตร์ Matthew Lieberman และทีมวิจัยจาก UCLA ได้ทำการทดลองที่น่าสนใจมาก พวกเขาให้ผู้เข้าร่วมการทดลองดูภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์ต่างๆ — โกรธ กลัว เศร้า — ขณะที่วัดการทำงานของสมองด้วยเครื่อง fMRI⁣

พบว่า เมื่อเราพูดยอมรับหรือเรียกชื่อความรู้สึกออกมา (เช่น "ฉันรู้สึกกลัว") สมองส่วน Amygdala (ที่คอยส่งสัญญาณเตือนภัย/ความเครียด) จะทำงานลดลง และสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) จะทำงานมากขึ้น เปรียบเสมือนการ "เหยียบเบรก" ให้อารมณ์สงบลง⁣

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผมพูดกับตัวเองว่า “ฉันกลัวว่ามันจะไม่สำเร็จ” — ผมไม่ได้แค่รับรู้ความกลัว แต่ผมกำลังส่งสัญญาณให้สมองว่า “ฉันเห็นมันแล้ว (ความกลัว) ไม่ต้องตะโกนต่อแล้ว!!” สมองส่วนที่เกี่ยวกับการเอาตัวรอด (Fight/Flight/Freeze/Fawn) จะค่อยๆ สงบลง เมื่อมันรับรู้ว่า “โอเค… เจ้าของร่างกายรับรู้ฉันแล้ว”⁣
⁣..................................................................⁣

📍สองเส้นทางของอารมณ์ความรู้สึก⁣

#เส้นทางที่1: การเพิกเฉยและกดทับ (Invalidation)⁣

Ignore › Suppress › Self-Invalidate › Dysregulate › Escalate⁣

❶ เริ่มจากเมิน (Ignore): เราอาจจะยุ่งเกินไปหรือคิดว่าความรู้สึกนั้นไม่สำคัญ จึงเลือกที่จะไม่สนใจมัน⁣

❷ พยายามกดทับ (Suppress): เมื่อมันยังอยู่ เราก็พยายามดันมันลงไปข้างล่าง แล้วใช้ชีวิตต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น⁣

❸ ตำหนิตัวเอง (Self-Invalidate): ขั้นนี้อันตรายที่สุด คือการเริ่มตัดสินตัวเองว่า "ไม่ควรรู้สึกแบบนี้" หรือ "ทำไมเราอ่อนแอ" ซึ่งเป็นการหันมาโจมตีตัวเองแทน⁣

❹ สูญเสียการควบคุม (Dysregulate): เมื่อกดไว้นานๆ ระบบอารมณ์จะรวน จนสมองส่วนเหตุผลคุมไม่อยู่⁣

❺ ระเบิดออก (Escalate): สุดท้ายอารมณ์จะปะทุออกมาเองอย่างรุนแรง เช่น โกรธจัดโดยไม่มีเหตุผล หรือร้องไห้ออกมาในเวลาที่ไม่คาดคิด⁣


#เส้นทางที่2: การยอมรับและเรียกชื่ออารมณ์ (Acceptance)⁣

Pause › Observe › Name › Validate › Allow⁣

① เริ่มต้นจากการหยุด (Pause)— ไม่ใช่การหยุดเพื่อแก้ปัญหา แต่คือการหยุดเพื่อไม่ตอบสนองแบบอัตโนมัติ⁣

② สังเกต (Observe) ได้ — มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและความคิดโดยไม่ตัดสิน รู้สึกหนักในอกไหม? มือไม้สั่นไหม? ความคิดวนซ้ำอยู่เรื่องอะไร?⁣

③ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุด — เรียกชื่ออารมณ์ (Name) เช่น “นี่คือความกลัว” หรือ “นี่คือความเครียด” — สมองส่วน Amygdala จะทำงานลดลงทันที เพราะสมองรับรู้ว่า “เจ้าของร่างกายเห็นฉันแล้ว ไม่ต้องตะโกนต่อแล้ว”⁣

④ ยืนยันความรู้สึก (Validate) — คือการบอกตัวเองว่า “ความรู้สึกนี้มีอยู่จริงในตอนนี้ และฉันรับรู้มันแล้ว”⁣

⑤ อนุญาตให้มันอยู่ (Allow) — ปล่อยให้อารมณ์นั้นผ่านไปตามธรรมชาติ โดยไม่เร่งให้มันหาย ไม่ต่อสู้กับมัน และไม่ตัดสินตัวเองที่รู้สึกแบบนั้น⁣


อ่านต่อเพื่อหาคำตอบเพิ่ม...✦ ⁣ selminder.com/knowledge-hub/self-awareness/ยอมรับความรู้สึก/



ผู้เขียน: Armer Khanachang
──────────⁣
#การเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม⁣



ถ้ายัง Aware ตัวเองไม่ได้ ☘️ จะ Manage ตัวเองได้อย่างไร!?⁣

10/03/2026

แค่ฉันแบกรับมันได้ดี
ไม่ได้แปลว่ามันไม่หนัก ⚖️

📢 ประชาสัมพันธ์บุคลากร มจธ. ทุกท่านถึงเวลาดูแลสุขภาพกับ  #กิจกรรมตรวจสุขภาพบุคลากรประจำปี2569เพราะคุณคือคนสำคัญ... อย่าล...
08/03/2026

📢 ประชาสัมพันธ์บุคลากร มจธ. ทุกท่าน
ถึงเวลาดูแลสุขภาพกับ #กิจกรรมตรวจสุขภาพบุคลากรประจำปี2569
เพราะคุณคือคนสำคัญ... อย่าลืมดูแลร่างกายให้พร้อมสำหรับการทำงาน 💪

🚨กำหนดการสำคัญ:
🗓 ลงทะเบียน: 9 - 20 มีนาคม 2569
💻 ผ่านระบบ MyPortal: 👉 https://myportal.kmutt.ac.th
📅 ช่วงเวลาตรวจสุขภาพ (Lab & X-ray): 20 - 24 เมษายน 2569
✨ รายการตรวจพิเศษอื่น ๆ: ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
📞 กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย โทร. 8446
📞 สำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคล โทร. 8084-5

[English version is available in the comments below.]

#ตรวจสุขภาพประจำปี #มจธ #ดูแลสุขภาพ

06/03/2026

เรามักถูกโลกภายนอกสอนให้
ต้อง "เข้มแข็ง" ต้องลุกขึ้นสู้
จนบางครั้งเราลืมกลับมาถามตัวเองเบาๆ ว่า
"จริงๆ แล้วข้างใน... เรายังไหวอยู่ไหม?" 🌧️

หลายคนเป็นคนเก่ง
ยิ้มได้ ทำงานได้ ดูแลคนรอบข้างได้ดีเยี่ยม
แต่ลึกๆ กลับลืมไปว่า
ตัวเราเองก็มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกเหนื่อย
มีสิทธิ์ที่จะเลือก
และมีสิทธิ์ที่จะเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง

การกู้คืน "Power Within" หรือ "อำนาจกลางใจ" จึงไม่ใช่การพยายามสร้างพลังวิเศษให้ตัวเองเก่งกาจ หรือต้องคิดบวกตลอดเวลา แต่มันคือการกลับมารู้สึกตัวอีกครั้งว่า "ชีวิตนี้... ยังเป็นของฉัน" 🤍

เลิกใช้ชีวิตเป็นเพียง "ผู้โดยสาร" ในรถที่คนอื่นขับ
แล้วลองกลับมาฟังเสียงเล็กๆ ในใจตัวเองดูบ้าง
เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการอนุญาตให้ตัวเองเป็นเพียง "มนุษย์ธรรมดา" คนหนึ่ง กล้าที่จะยอมรับกับคนข้างๆ ว่า "วันนี้แม่ไม่ไหว" โดยไม่ต้องรู้สึกผิด กล้าที่จะบอกว่า "หนูไม่ชอบ" ในสิ่งที่ฝืนใจ และกล้าที่จะหยุดพัก ในจังหวะที่หัวใจเรียกร้อง

เมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองไม่ต้องสมบูรณ์แบบ
และไม่ต้องมีคำตอบให้กับทุกเรื่อง
เมื่อนั้น "อำนาจกลางใจ" ที่เคยหล่นหายจะค่อยๆ กลับมา
ทำให้เราไม่ต้องพยายามยืนเขย่งเพื่อให้ใครยอมรับ
แต่สามารถยืนอยู่บนพื้นดินได้อย่างมั่นคง
และพร้อมจะยื่นมือไปดูแลคนอื่นได้
ด้วยหัวใจที่แข็งแรงจริงๆ

=============================
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่: https://เพื่อนครอบครัว.com/knowledgeDetail/list/37?type=3
=============================

เรื่อง: กองบรรณาธิการ Mappa
ภาพประกอบ: Arunnoon

#เพื่อนครอบครัว #กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว #เพื่อนครอบครัวxMappa #อำนาจนิยม

06/03/2026

คำพูดที่เจ็บที่สุด อาจไม่ใช่คำหยาบคายจากคนไกลตัว
แต่เป็นคำที่เต็มไปด้วยอารมณ์จากคนใกล้ชิด
และคนพูดมักไม่จำ แต่คนฟังจำไม่เคยลืม


06/03/2026

จริง ๆ แล้วปีรามิด 'ลำดับขั้นการดูแลตัวเอง' ในภาพนี้มีที่มาจากไอเดียเดียวกับ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs) ที่มองว่าความต้องการของมนุษย์มัน เรียงชั้น อยู่ และถ้าฐานยังไม่มั่นคง ชั้นบนจะยืนยากมาก ต่อให้เราพยายามแค่ไหนก็ตาม

แทนที่จะเริ่มจาก 'เป้าหมายใหญ่' หรือ 'ความหมายของชีวิต' มันชวนให้เริ่มจากสิ่งที่ดูธรรมดาจนคนชอบมองข้าม
เพราะการพัฒนาตัวเองมันไม่ใช่การอัปสกิลเท่ ๆ ทั้งที่เลือดเหลือ 10% มันคือการเติม HP ให้พอก่อน แล้วค่อยออกไปสู้บอส

ฐานล่างสุดของปีรามิด (สำคัญที่สุด) คือ ฐานของพลังชีวิต
นอนให้พอ พักให้เป็น ดื่มน้ำ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ขยับร่างกาย ฝึกหายใจ ดูเบสิกมาก แต่จริง ๆ นี่คือไฟเลี้ยงระบบของทุกอย่างในชีวิต ถ้าชั้นนี้พร่อง สมองจะเริ่มทำงานเหมือนเครื่องที่กำลัง throttling สมาธิสั้นลง อารมณ์แกว่งขึ้น ความอดทนลดลง แล้วปัญหาทุกอย่างจะดูใหญ่ขึ้นโดยไม่จำเป็น หลายครั้งที่เราคิดว่าเราล้มเหลว เราแค่ พลังงานไม่พอ เฉย ๆ

พอมีพลังชีวิตแล้ว ชั้นถัดมาคือ พื้นที่ที่ทำให้ใจสงบ
คำว่า 'พื้นที่' ในภาพนี้ไม่ได้หมายถึงห้องเงียบ ๆ หรือทริปไปทะเลเท่านั้นนะคะ แต่มันหมายถึงสภาพแวดล้อมที่ทำให้เราไม่ต้องอยู่ในโหมดระวังภัยทั้งวัน เช่น การตั้งขอบเขตในความสัมพันธ์ ความมั่นคงพื้นฐานในงานและชีวิต การอยู่ใกล้คนที่ปลอดภัยทางอารมณ์ และการสร้างความไว้วางใจในตัวเอง เพราะถ้าใจยังไม่สงบ สมองจะเลือกทางลัดของการเอาตัวรอดอัตโนมัติ เราจะคิดยากขึ้น คุยยากขึ้น ตัดสินเร็วขึ้น แล้วทุกอย่างจะตึงง่ายเหมือนสายกีตาร์ที่ขันแน่นเกินไป

เมื่อมีทั้งพลังและความสงบ ชั้นถัดไปคือ มนุษย์ต้องการการเชื่อมโยง
ดูแลความสัมพันธ์ที่สำคัญ เข้าร่วมกับพื้นที่ผู้คนหรือกลุ่มที่มีความหมาย เปิดใจรับความรักและการซัพพอร์ท
อันนี้คือ โครงสร้างพื้นฐาน ที่คนสมัยนี้ชอบคิดว่าทำคนเดียวก็พอ แต่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมมาแต่เดิม ความปลอดภัยจำนวนมากของเราไม่ได้เกิดจากความสามารถล้วน ๆ แต่มาจากความรู้สึกว่า “มีคนของเรา” และ “เรามีที่ของเรา” ด้วย ความเชื่อมโยงที่ดีเลยไม่ต้องมีคนเยอะ แต่คือการมีไม่กี่คนที่เราไม่ต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา

พอเชื่อมโยงได้ดี ชั้นถัดมาคือ การเห็นคุณค่าในตัวเอง
กล้าทำสิ่งที่ท้าทาย แสดงออกถึงตัวตน และฝึกพูดกับตัวเองอย่างเข้าใจและเคารพตัวเอง ชั้นนี้เหมือนระบบปฏิบัติการของใจ ถ้า OS เต็มไปด้วยการด่าตัวเอง ต่อให้ทำสำเร็จก็ไม่รู้สึกสำเร็จอยู่ดี OS แบบนี้มักอัปเดตด้วยประสบการณ์จริงที่เกิดบนฐานที่มั่นคง เราพักพอ เราปลอดภัยพอ เรามีคนของเราเพียงพอ แล้วเราถึงจะกล้าลอง กล้าพลาด กล้ากลับมายืนใหม่โดยไม่ถล่มตัวเอง

แล้วค่อยไปถึงยอดบนสุดคือ การเติบโตและการเติมเต็มชีวิต
เปิดพื้นที่ให้ความอยากรู้อยากเห็น ค้นหาสิ่งที่ตัวเองหลงใหล ใช้ชีวิตตามคุณค่าที่เชื่อ นี่คือชั้นที่ดูเท่และชวนฝันที่สุด แต่ประเด็นของปีรามิดนี้คือ มันไม่ใช่ “จุดเริ่มต้น” มันคือ “ผลลัพธ์” ที่เกิดง่ายขึ้นมากเมื่อสี่ชั้นล่างทำงานดี
หลายคนเจ็บปวดเพราะพยายามเริ่มจากยอด พยายามบังคับให้ตัวเองมีแพสชัน มีความหมาย มีไฟ ทั้งที่ฐานรั่วอยู่ ผลคือยิ่งหา ยิ่งหลง ยิ่งกดดัน แล้วสรุปผิด ๆ ว่า “เราไม่มีอะไรเลย” ทั้งที่จริง ๆ แค่ยังไม่พร้อมเท่านั้นเอง

อยากชวนลองเอาไปใช้แบบไม่ต้องคิดเยอะ ลองเช็กตัวเองตามลำดับชั้นของภาพนี้ในหัวก็พอ

วันนี้เราพอมีแรงไหม ใจเรามีที่ปลอดภัยไหม เรามีคนที่เชื่อมโยงต่อติดไหม ถ้าคำตอบยังไม่ค่อยใช่…มันก็ไม่ได้แปลว่าเราไร้ความหมาย แค่มันแปลว่าเรายังไม่ได้เติม “ฐาน” ให้ครบเท่านั้นเอง

📣ระวัง!  #อีสุกอีใสระบาดหนัก ช่วงนี้ต้องยกการ์ดสูงกันหน่อย! ล่าสุดมีรายงานการแพร่ระบาดของ "โรคอีสุกอีใส" ในหมู่นักศึกษา ...
04/03/2026

📣ระวัง! #อีสุกอีใสระบาดหนัก
ช่วงนี้ต้องยกการ์ดสูงกันหน่อย! ล่าสุดมีรายงานการแพร่ระบาดของ "โรคอีสุกอีใส" ในหมู่นักศึกษา จนต้องประกาศปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์เพื่อควบคุมโรค

โรคนี้ไม่ได้น่ากลัวแค่ในเด็ก แต่ในผู้ใหญ่อาจมีอาการรุนแรงและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าที่คิด
✅ เช็กอาการด่วน:
- มีไข้ต่ำหรือไข้สูง ปวดเมื่อยตัวคล้ายหวัด
- มีผื่นแดง ตุ่มใส คัน เริ่มจากใบหน้า/ลำตัว ลามไปทั่วร่าง

🛡️ วิธีป้องกันและรับมือ:
วัคซีนคือทางออก: ใครยังไม่เคยเป็น ควรฉีดวัคซีนป้องกัน
เลี่ยงการสัมผัส: โรคนี้ติดต่อง่ายผ่านการไอ จาม และการสัมผัสตุ่มน้ำ
ห้ามใช้ยาแอสไพริน: หากมีไข้ ให้ใช้ยาพาราเซตามอลเท่านั้น (สำคัญมาก!)
งดแกะเกา: เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนและรอยแผลเป็น

สำหรับใครที่มีอาการหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง อย่าลืมสังเกตอาการตัวเองและคนรอบข้างกันนะ 👇

ข้อมูล: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
#อีสุกอีใส #เตือนภัยสุขภาพ

02/03/2026

รับมืออากาศร้อนอย่างไร☀️🔥

☀️ติดตามพยากรณ์อากาศ ค่าดัชนีความร้อนประจำวัน
💧 ดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ ไม่ต้องรอให้กระหาย
💁‍♀️ และปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้ ⬇️⬇️

#รู้สู้ร้อน #สำนักอนามัย #กรุงเทพมหานคร #ฮีทสโตรก

27/02/2026

ใจเต้นรัว เหงื่อออกมือ กังวลว่าจะทำได้ไม่ดี มาแล้วไงสัญญาณของความเครียด
ความเครียดหรือความวิตกกังวลไม่ได้เข้ามาทักทายเราเพียงแค่ในวันที่สอบครั้งใหญ่ หรือพรีเซนต์งานสำคัญเท่านั้น แต่บางครั้งความรู้สึกเหล่านี้ก็อาจถาโถมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว อย่างเย็นวันอาทิตย์ หรือค่ำคืนก่อนนอนด้วยเช่นกัน
ความคิดก็เหมือนกับสายลม หากเราปล่อยมันไปเรื่อยๆ ความคิดก็อาจพาเราฟุ้งซ่านไปอย่างไร้จุดหมาย ความผิดพลาดเรื่องแล้วเรื่องเล่าทยอยกันผลุบๆ โผล่ๆ ในหัวไม่หยุดหย่อน จนทำให้เราเหนื่อยล้าและหลงลืมความจริงตรงหน้าไปว่า ตรงที่เรายืนอยู่ตรงนี้ก็ปลอดภัยดีอยู่แล้ว
แม้การมีสติรู้ตัวตลอดเวลาจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็ยังพอมีวิธีที่ช่วยดึงสติให้เรากลับมาในปัจจุบัน นั่นก็คือ ‘เทคนิค grounding’ หรือวิธีการที่ช่วยให้เรายึดโยงกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความจริง โดยไม่ไหลไปกับกระแสความคิด แถมยังเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่ช่วยลดความเครียดและวิตกกังวลได้
หากเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่าลืมนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กันดูนะ
- ฝึกประสาทสัมผัสด้วยเทคนิค 5-4-3-2-1
เทคนิคนี้ช่วยให้เราฝึกใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เพื่อให้เราจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แทนเรื่องฟุ้งซ่านในหัวที่ยังไม่เกิดขึ้น เราสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องคิดซับซ้อน แค่สังเกตสิ่งรอบตัว หรือถ้าอยากโฟกัสมากขึ้น ก็อาจจำตัวเลข 5 ตัวนี้ไว้ แล้วพิจารณาสิ่งรอบตัวช้าๆ จากนั้นให้ระบุสิ่งที่เรามองเห็น 5 อย่าง ระบุสิ่งที่เราสัมผัสได้ 4 อย่าง ระบุสิ่งที่เราได้ยิน 3 อย่าง ระบุสิ่งที่ได้กลิ่น 2 อย่าง และระบุสิ่งที่เรารับรสได้ 1 อย่าง ลองสังเกตสิ่งต่างๆ ให้ละเอียดถึงสี ผิวสัมผัส ความนุ่มของเสื้อผ้า กลิ่นที่ซับซ้อน หรือรสชาติของสิ่งตรงหน้า เท่านี้ก็ช่วยให้เราอยู่กับสิ่งที่จับต้องได้ตรงหน้าแล้ว
- กำมือแล้วคลายออก
อีกหนึ่งเทคนิคที่เราสามารถกลับมาอยู่ปัจจุบันได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้แรงกดจากมือ จะช่วยให้เรารู้สึกมั่นคงมากขึ้น อย่างเช่นการจับหรือกำสิ่งของใกล้ๆ ตัวให้แน่นไม่ว่าจะ ปากกา ขอบโต๊ะ ตุ๊กตานุ่มๆ หรือใช้มือของตัวเองก็ได้ แล้วออกแรงจนเรารับรู้ถึงน้ำหนักจากมือที่กดลงไป จากนั้นค่อยๆ คลายออก ทำซ้ำจนกว่าจะรู้สึกดีขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้สึกโล่งใจขึ้น เหมือนได้ปล่อยความกังวลออกไปผ่านน้ำหนักมือของเราเอง
- น้ำเย็นช่วยดึงสติ
อย่างที่ใครบางคนบอกไว้ว่าเมื่อทุกข์ใจให้ลองเอาเท้าจุ่มน้ำ วิธีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เรารู้สึกสงบ และกลับมามีสติอยู่กับตัวมากขึ้น อุณหภูมิของน้ำที่เย็นกว่าร่างกายเล็กน้อยจะช่วยให้จิตใจเราสงบและผ่อนคลาย ดังนั้นหากรู้สึกกังวลอาจจะลองหาที่พักใจใกล้ๆ แหล่งน้ำ ลองเอามือสัมผัส หรือเอาเท้าจุ่มน้ำก็จะช่วยให้ความเครียดเราลดลง หรือหากใครไม่ได้ออกไปไหน การเปิดน้ำเย็นให้ไหลผ่านมือประมาณ 1 นาที ก็ช่วยให้สติเรากลับมาได้ไม่ต่างกันเลย
- ผ่อนคลายร่างกายด้วยการยืดเหยียด
ลองสังเกตดูสิว่าเรากำลังนั่งอยู่ท่าเดิมนานๆ อยู่หรือเปล่า การนั่งทำงานมักทำให้ร่างกายเราเคร่งเครียดและไม่ผ่อนคลายไปด้วย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราหันมาโฟกัสร่างกาย แทนที่จดจ่ออยู่กับหน้าจอและความเครียดจากเรื่องงานเพียงอย่างเดียว ลองแบ่งเวลามาบริหารกล้ามเนื้อด้วยวิธีที่เราทำได้ง่ายๆ อยู่กับที่ ไม่ว่าจะเป็นการหมุนคอเป็นวงกลม ยืดให้สุดแขนเหนือศรีษะ หรือยืน ‘ท่าภูเขา (Mountain Pose)’ โดยยืนให้เท้ากว้างเท่าสะโพก ทิ้งน้ำหนักลงทั้งสองข้าง เกร็งต้นขา ยืดลำตัวให้ตรง ผ่อนคลายช่วงไหล่ และรับรู้ถึงน้ำหนักเมื่อเรายืนบนพื้น วิธีนี้จะช่วยให้เราผ่อนคลายกล้ามเนื้อและกลับมามีสติไปพร้อมกัน
- สูดลมหายใจให้ลึก ผ่อนออกให้ยาว
แม้การหายใจจะเป็นเรื่องปกติที่เราทำจนชิน แต่บางครั้งเมื่อเราเครียดหรือกังวล เราก็อาจเผลอกลั้นหายใจ หรือหายใจสั้นๆ โดยไม่รู้ตัว แต่การหายใจเข้าลึกๆ จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น แถมการฝึกกำหนดลมหายใจยังเป็นวิธีที่ช่วยให้เรากลับมามีสติอีกครั้งเหมือนกับการทำสมาธิได้ด้วย ดังนั้นหากเรารู้สึกกังวลอย่าลืมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หรือลองใช้เทคนิคเข้าช่วย อย่าง ‘การหายใจตามนิ้วทั้ง 5’ โดยให้เรากางมือขึ้นมา จากนั้นใช้มืออีกข้างหนึ่งค่อยๆ ลากตามนิ้วไปตามกรอบของแต่ละนิ้ว โดยเริ่มจากนิ้วโป้ง เมื่อเราลากจากฐานให้หายใจเข้า พอถึงปลายนิ้วค่อยผ่อนลมหายใจออก ทำจนครบทั้ง 5 นิ้ว หรือลองใช้วิธี ‘หายใจแบบสลับข้าง’ ซึ่งเป็นการใช้นิ้วปิดรูจมูกหนึ่งข้างขณะหายใจเข้า แล้วสลับปิดอีกหนึ่งข้างเมื่อหายใจออก
- ลูบขนสัตว์เลี้ยงปุกปุย
เจ้าหมาขนปุย หรือเจ้าเหมียวพุงนิ่มก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกกังวล อย่าลืมพาตัวเองไปสัมผัสหรือกอดเจ้าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ ผิวสัมผัสของขนสัตว์เลี้ยงนอกจากจะช่วยให้เราได้ใช้ประสาทสัมผัส กลับมามีสติอยู่กับตัวแล้ว ยังช่วยเบี่ยงเบนความคิดเราออกจากความเครียดด้วย เพราะแค่ได้ฟัดกอด หรือเห็นท่าทางตลกๆ น่าเอ็นดูของเหล่าสัตว์ตัวน้อยเหล่านี้ก็ช่วยฮีลใจเราได้ไม่น้อยเลยละ
แม้หลายครั้งอาการวิตกกังวลจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว อีกทั้งยังเป็นเรื่องยากที่เราจะควบคุมปัจจัยภายนอกที่ก่อให้เกิดความเครียด แต่อย่างน้อยสิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นภัยคุกคามน้อยลง หากเรารู้วิธีรับมือและจัดการอารมณ์เหล่านี้อย่างเหมาะสม
อ่านบทความบนเว็บไซต์ได้ที่: https://thematter.co/lifestyle/grounding-technique-to-help-clam-anxiety/257553

#คลายเครียด #วิธีคลายเครียด

🎀 ลงทะเบียนกิจกรรม "Breast Talk 2026: ให้ร่างกายเล่าเรื่อง" 🎀เพราะเรื่อง "หน้าอก" ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือเรื่อง...
24/02/2026

🎀 ลงทะเบียนกิจกรรม "Breast Talk 2026: ให้ร่างกายเล่าเรื่อง" 🎀
เพราะเรื่อง "หน้าอก" ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือเรื่องของสุขภาพที่เราต้องฟัง! 💖

สาว ๆ มจธ. (และหนุ่ม ๆ ที่อยากดูแลคนข้างกาย) รู้ไหมว่า... มะเร็งเต้านมคือภัยเงียบอันดับ 1 ของหญิงไทยตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป! อย่ารอให้สายเกินไป มาเรียนรู้วิธี "ฟัง" สิ่งที่ร่างกายกำลังบอกเราในกิจกรรมนี้กันค่ะ!

✨ ไฮไลท์พิเศษ:
Check & Care: ไขข้อสงสัยเรื่องสัญญาณเตือน ฝึกตรวจเต้านมแบบถูกวิธี กับทีมผู้เชี่ยวชาญ
Teen Nutrition: เจาะลึกเรื่องโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับวัยรุ่น กินอย่างไรให้หุ่นดีและสุขภาพปังจากภายใน
Souvenirs: มาตัวเปล่า กลับบ้านพร้อมความรู้และของที่ระลึกสุดพิเศษ 🎁
Activity Hours: นักศึกษาที่เข้าร่วมรับชั่วโมงกิจกรรมไปเลย 3 ชั่วโมงเต็ม!

📅 ปักหมุดเจอกัน:
วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569
เวลา: 13.00 – 16.00 น.
สถานที่: ณ ห้อง Self learning ชั้น 2 อาคาร LX (N16) มจธ. บางมด

📝 ลงทะเบียนล่วงหน้าได้เลย!
สแกน QR Code หรือ https://forms.gle/gYaHbaY2CQK3eBdD9
(ลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้ - 5 มีนาคม 2569 เท่านั้น!)

🤝 กิจกรรมดี ๆ ภายใต้ความร่วมมือของ:
สำนักงานกิจการนักศึกษา มจธ. | ศูนย์ EESH | Health Care Unit | และสถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง กรมอนามัย

#สุขภาพดีเริ่มที่ตัวเรา #ตรวจเต้านม #โภชนาการวัยรุ่น

ที่อยู่

กลุ่มงานบริการสุขภาพและอนามัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
Bangkok
10140

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 08:30 - 04:30

เบอร์โทรศัพท์

+6624708446

เว็บไซต์

https://www.facebook.com/HCU.KMUTT

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ KMUTT Health Care Unitผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง KMUTT Health Care Unit:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram