Live with Port-A Cath TH

Live with Port-A Cath TH “Port-A-Cath ทุกการรักษา ไม่ควรเริ่มต้นด้วยความเจ็บปวด” �

ดมยากลัว Malignant Hyperthermia แล้ว “ใส่ Port-a-Cath” เสี่ยงไหม?ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่อง malignant hyperthermia (MH) จา...
12/03/2026

ดมยากลัว Malignant Hyperthermia แล้ว “ใส่ Port-a-Cath” เสี่ยงไหม?

ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่อง malignant hyperthermia (MH) จากข่าวที่ออกมา จนคนไข้ที่กำลังจะผ่าตัดใส่พอร์ตเริ่มถามกันมากขึ้นว่า

“ใส่พอร์ตต้องดมยาสลบไหม?”
“จะเสี่ยง MH แบบในข่าวหรือเปล่า?”

คำตอบในภาพรวมคือ
การใส่ Port-a-Cath ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วิธีดมยาสลบแบบที่เป็น trigger ของ MH ครับ



ทำไมการใส่พอร์ตส่วนใหญ่ใช้แค่ “ยาชา” หรือ “IV sedation” ก็พอ?

เพราะการใส่พอร์ตเป็น หัตถการขนาดเล็ก
ตำแหน่งผ่าตัดอยู่เฉพาะที่ แผลมีขนาดไม่ใหญ่ และใช้เวลาไม่นาน

สิ่งที่คนไข้เจ็บจริง ๆ มักอยู่ที่บริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังตรงตำแหน่งผ่าตัด ดังนั้นในหลายศูนย์จึงใช้เพียง ยาชาเฉพาะที่ เพื่อชาบริเวณคอและหน้าอก แล้วทำหัตถการได้เลย 

ถ้าคนไข้กังวลมาก ขยับตัวง่าย หรืออยากให้สบายขึ้น
ก็อาจมีคุณหมอวิสัญญีช่วยให้ IV sedation หรือ monitored anesthesia care เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการให้ยาทางหลอดเลือดดำเพื่อให้ง่วง ผ่อนคลาย และลดความกังวล โดยยังไม่ต้องใช้ “ยาดม” เหมือนการดมยาสลบเต็มรูปแบบ 

พูดง่าย ๆ คือ

หัตถการนี้ “เล็กพอ” ที่จะควบคุมความเจ็บด้วยยาชาเฉพาะที่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องพาคนไข้ไปสู่การดมยาสลบเต็มรูปแบบในคนส่วนใหญ่



แล้ว malignant hyperthermia เกี่ยวไหม?

MH มักถูกกระตุ้นโดย
• ยาสลบชนิดสูดดม กลุ่ม volatile anesthetics
• และยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด เช่น succinylcholine

แต่การใส่พอร์ตแบบที่ใช้
• ยาชาเฉพาะที่
• หรือ IV sedation

ไม่ได้อาศัยยากลุ่มที่เป็น trigger หลักของ MH ครับ

ดังนั้นในทางปฏิบัติ
การใส่พอร์ตด้วย local anesthesia หรือ local + IV sedation จึงไม่ใช่รูปแบบที่ทำให้เกิด MH ตามกลไกที่เรากังวลกันในข่าว



แล้วมีกรณีที่ต้องดมยาสลบไหม?

มีได้ในบางราย เช่น ในเด็กเล็ก หรือมีเหตุผลเฉพาะทางกายวิภาค/ทางเทคนิค

เพราะข้อมูลจากแหล่งผู้ป่วยของ Cancer Research UK และ MSKCC ก็ระบุว่า การใส่พอร์ตอาจทำได้ทั้งแบบ sedation หรือ general anesthesia ขึ้นกับบริบทของผู้ป่วยและศูนย์ที่ทำ 

แต่สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่
ยาชาเฉพาะที่ ± IV sedation ก็เพียงพอ และเป็นแนวทางที่ใช้กันแพร่หลาย



สรุปสั้น ๆ
• การใส่ Port-a-Cath ส่วนใหญ่เป็นหัตถการเล็ก
จึงมักใช้แค่ ยาชาเฉพาะที่
• ถ้ามีวิสัญญีแพทย์มาช่วย มักใช้ IV sedation เพื่อให้คนไข้สบายขึ้น
• วิธีเหล่านี้ ไม่ได้ใช้ยากลุ่มหลักที่กระตุ้น malignant hyperthermia
• ดังนั้นในคนไข้ส่วนใหญ่ การผ่าตัดใส่พอร์ตไม่ได้อยู่ในกลุ่มหัตถการที่เรากังวลเรื่อง MH แบบเดียวกับการดมยาสลบเต็มรูปแบบ

ถ้าคนไข้หรือญาติมีประวัติ MH ในครอบครัว
หรือเคยมีปัญหาจากการดมยามาก่อน
สิ่งสำคัญที่สุดคือ แจ้งทีมผ่าตัดและวิสัญญีทุกครั้ง
เพื่อให้เลือกวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแต่ละคนครับ 🩺

✈️ ใส่ Port-a-Cath อยู่… ขึ้นเครื่องบินได้ไหม?มีทริปที่อยากไป มีคนที่อยากพาไปแต่พอนึกถึงพอร์ตที่อยู่ใต้ผิวหนัง ก็หยุดคิด...
05/03/2026

✈️ ใส่ Port-a-Cath อยู่… ขึ้นเครื่องบินได้ไหม?

มีทริปที่อยากไป มีคนที่อยากพาไป
แต่พอนึกถึงพอร์ตที่อยู่ใต้ผิวหนัง ก็หยุดคิดทุกที
“ขึ้นเครื่องได้ไหมนะ… ผ่านสแกนแล้วจะมีปัญหาไหม?”
ขอตอบตรง ๆ เลยครับ 👇

🛫 ขึ้นเครื่องได้ไหม?

ได้ครับ สำหรับคนส่วนใหญ่
Port-a-Cath อยู่ใต้ผิวหนัง ไม่ได้ต่อกับอุปกรณ์ภายนอกตลอดเวลา
ความดันในห้องโดยสารไม่ทำให้พอร์ตมีปัญหาอะไร ไม่ต้องกลัวเรื่องนั้นครับ
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ… ตอนนั้นร่างกายพร้อมเดินทางไหม?
เพิ่งให้เคมี / เพิ่งผ่าตัด / มีภาวะแทรกซ้อนอยู่หรือเปล่า
อันนี้ต้องคุยกับหมอเจ้าของไข้แบบตัวต่อตัวครับ

🔍 ผ่านเครื่องสแกนสนามบินได้ไหม?

ได้เช่นกันครับ
พอร์ตมีโลหะนิดหน่อย แต่เล็กมาก ส่วนใหญ่ไม่ทำให้เครื่องร้อง ถ้าร้องขึ้นมา เจ้าหน้าที่ก็แค่ใช้เครื่องสแกนมือถือตรวจซ้ำ ไม่มีอะไรน่ากังวลครับ
💡 แนะนำให้พก บัตรประจำตัวผู้ป่วยที่มีพอร์ต ติดกระเป๋าสตางค์หรือพวงกุญแจไว้เลยครับ
บัตรนี้จะระบุข้อมูลสำคัญของพอร์ต ได้แก่ ยี่ห้อ รุ่น และความปลอดภัยในการทำ CT/MRI
มีประโยชน์มากทั้งตอนผ่านด่านสนามบิน เข้าห้องฉุกเฉิน หรือรับการรักษาที่ไหนก็ตาม

✅ เช็กลิสต์ก่อนบิน

1️⃣ ขอเอกสารจากแพทย์ระบุว่ามีพอร์ต

2️⃣ พก บัตรประจำตัวผู้ป่วยที่มีพอร์ต ติดตัวตลอดเวลา (ระบุยี่ห้อ รุ่น และข้อมูล CT/MRI)

3️⃣ ถามหมอว่าช่วงนี้ปลอดภัยพอสำหรับการเดินทางไหม

4️⃣ รู้จักสัญญาณอันตรายของพอร์ต (แดง ปวด บวม ร้อน มีไข้)

5️⃣ จดเบอร์โรงพยาบาลในพื้นที่ที่จะไปไว้ด้วย

6️⃣ พกยาประจำขึ้นเครื่องในกระเป๋าถือ ไม่โหลดใต้เครื่อง

🩺 สรุปสั้น ๆ
พอร์ตไม่ได้ห้ามการเดินทางครับ
ขอแค่เตรียมตัวให้ดี แจ้งทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่สนามบินให้รู้ว่ามีพอร์ต และฟังคำแนะนำของหมอเจ้าของไข้เป็นหลัก
พอร์ตมีไว้เพื่อให้รักษาได้… และใช้ชีวิตต่อได้ครับ
การได้เดินทางไปหาสิ่งที่มีความหมาย ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนั้นเหมือนกัน ✈️🩺

Port-a-Cath ที่อยู่ในตัวคน ๆ หนึ่งมา 15 ปีเต็มพอร์ตในรูปนี้ วันนี้ผมเพิ่งผ่าตัดเอาออกมาจากผู้ป่วยท่านหนึ่งใส่ตั้งแต่เริ่...
24/02/2026

Port-a-Cath ที่อยู่ในตัวคน ๆ หนึ่งมา 15 ปีเต็ม

พอร์ตในรูปนี้ วันนี้ผมเพิ่งผ่าตัดเอาออกมาจากผู้ป่วยท่านหนึ่ง

ใส่ตั้งแต่เริ่มรักษาเมื่อ 15 ปีก่อน ใช้ให้ยาอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วโรคคุมได้ดี พอร์ตจึงถูก “เก็บไว้เงียบ ๆ” ใต้ผิวหนังมาตลอด

ตลอดเวลานี้ คนไข้มาล้างพอร์ตตามนัดสม่ำเสมอ ตัวพอร์ตยังใช้การได้อย่างดีจนถึงวันนี้ ไม่มีการติดเชื้อ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนสำคัญ แพทย์ที่ทำการรักษาได้แนะนำให้เอาออกเมื่อหลายปีที่แล้ว แต่เพื่อความสบายใจ ผู้ป่วยท่านนี้เลือกที่จะขอเก็บพอร์ตเอาไว้ก่อน จนสุดท้ายวันนี้ผู้ป่วยเลือกที่จะมาผ่าตัดเอาออก เพราะมั่นใจแล้วว่าไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป

สำหรับผม มันเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งว่า ถ้าดูแลดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน Port-a-Cath สามารถอยู่ในตัวเราได้ ยาวนานกว่าที่หลายคนคิดมาก

Port-a-Cath อยู่ในตัว …เข้าเครื่อง CT / MRI ได้ “ปลอดภัย” ไหม?คำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากคือ“หมอครับ ผมมีพอร์ตอยู่ในตัว เข้า...
20/02/2026

Port-a-Cath อยู่ในตัว …เข้าเครื่อง CT / MRI ได้ “ปลอดภัย” ไหม?

คำถามที่คนไข้ถามบ่อยมากคือ

“หมอครับ ผมมีพอร์ตอยู่ในตัว เข้า MRI ได้จริงเหรอ?
มันจะโดนแม่เหล็กดูดไหม หรือร้อนจนไหม้ผิวหนัง?”

“แล้วเข้า CT หลาย ๆ ครั้ง พอร์ตจะพังไหม หรือโดนรังสีจนเสียหายไหม?”

วันนี้ขอสรุปให้สั้นและตรงไปตรงมาครับ ว่า โดยทั่วไปแล้วพอร์ตอยู่ร่วมกับ CT / MRI ได้อย่างปลอดภัย แต่มีรายละเอียดที่ควรรู้ไว้ดังนี้



1️⃣ พอร์ตกับ CT scan – ปลอดภัยไหม?

ปลอดภัยครับ ✅

• CT ใช้ รังสีเอกซ์ ไม่ใช่แม่เหล็ก → พอร์ตไม่โดน “ดูด” ไม่ขยับ ไม่ปลิว
• รังสีที่ใช้ใน CT ไม่ได้ทำให้ตัวพอร์ตเสียหาย
ตัววัสดุของพอร์ตถูกออกแบบมาให้ทนต่อการตรวจทางรังสีอยู่แล้ว

สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือ

• ภาพ CT บริเวณใกล้ ๆ ตำแหน่งพอร์ต อาจมี “เงารบกวน (artifact)” บ้าง หมอรังสีจะรู้และตีความภาพโดยเผื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว

สรุปสั้น ๆ:
👉 มีพอร์ตอยู่ในตัว สามารถเข้า CT ได้ตามปกติ

(เรื่องจะใช้พอร์ตฉีดสีหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเคยอธิบายไปแล้วในโพสต์ก่อนหน้า)



2️⃣ พอร์ตกับ MRI – เสี่ยงโดนแม่เหล็กดึงไหม?

อันนี้คือสิ่งที่คนไข้กลัวที่สุด แต่ข้อมูลจริงคือ:
• พอร์ตยุคใหม่ส่วนใหญ่เป็นแบบ “MR-conditional”
คือผ่านการทดสอบว่าสามารถเข้า MRI ได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด (เช่น สนามแม่เหล็ก 1.5T / 3T ตามมาตรฐานโรงพยาบาล)

ทีมรังสีจะ
• เช็กว่าพอร์ตของคนไข้เป็นรุ่นไหน / ผู้ผลิตอะไร (ถ้ามีข้อมูล)
• ดูตามคู่มือและมาตรฐานความปลอดภัยของ รพ.

สิ่งที่ “กังวลเชิงทฤษฎี” ใน MRI คือ
• แรงดึงของแม่เหล็ก
• การเกิดความร้อนเล็กน้อยที่โลหะ
• การรบกวนภาพใกล้ ๆ ตำแหน่งพอร์ต

แต่ในทางปฏิบัติ
👉 ถ้าเป็นพอร์ตมาตรฐานรุ่นใหม่ และใช้ตามข้อกำหนด ความเสี่ยงเหล่านี้ต่ำมาก จน MRI ถูกใช้กับคนไข้ที่มีพอร์ตอยู่เป็นปกติทั่วโลก



3️⃣ แล้วเข็ม Huber ที่ปักพอร์ตอยู่ล่ะ?

ตรงนี้สำคัญ:
• ตัวพอร์ต (ที่ฝังอยู่ใต้ผิว) → ส่วนใหญ่ เข้า MRI ได้ ตามเงื่อนไข
• แต่ เข็ม Huber ที่ปักอยู่บนพอร์ต เป็นโลหะ
→ ปกติทีมรังสีจะ ถอดเข็มออกก่อนเข้า MRI

เพื่อ
• ลดความเสี่ยงเรื่องโลหะในสนามแม่เหล็ก
• ลดโอกาส artifact รบกวนภาพ

ดังนั้น ถ้ามีนัด MRI มักจะจัดการเรื่องเข็ม–การปักพอร์ตให้เรียบร้อยก่อนพาเข้าเครื่อง



4️⃣ คนไข้ที่มีพอร์ต ควรทำอะไรเวลาไป CT / MRI?

แนะนำ 3 อย่างง่าย ๆ:
1. แจ้งทุกครั้งว่ามีพอร์ตอยู่ในตัว
• บอกตำแหน่งว่าฝังข้างไหน (ขวา/ซ้าย / หน้าอก / แขน)
• ถ้ามีการ์ด/สมุดประจำตัวอุปกรณ์ พกไปด้วยทุกครั้งที่ไป รพ.
2. ให้โอกาสทีมรังสีประเมิน
• CT → โดยทั่วไปเข้าได้ปลอดภัย
• MRI → ทีมจะเช็กชนิดพอร์ต ซึ่งส่วนใหญ่ในปัจจุบันสามารถเข้าได้อย่างปลอดภัย
3. อย่ากลัวจนเลี่ยงการตรวจที่จำเป็น
• CT / MRI หลายครั้ง “จำเป็นต่อการวินิจฉัยและวางแผนรักษา”
• การมีพอร์ตไม่ใช่ข้อห้ามในการตรวจเหล่านี้



🔚 สรุปสั้นที่สุด
• มี Port-a-Cath อยู่ในตัว → เข้า CT ได้โดยทั่วไปอย่างปลอดภัย
• MRI ส่วนใหญ่ก็ทำได้
ถ้าเป็นพอร์ตมาตรฐานยุคใหม่ และทีมรังสีประเมินตามแนวทางความปลอดภัย
• สิ่งที่ต้องทำคือ
👉 แจ้งเสมอว่ามีพอร์ต
👉 พกข้อมูลรุ่นอุปกรณ์ถ้ามี
👉 ปล่อยให้ทีมรังสีจัดการเรื่องเข็มและรายละเอียดเทคนิค

อย่าให้ความกลัวว่า

“มีโลหะอยู่ในตัว กลัวเข้าเครื่องไม่ได้”

ทำให้พลาดการตรวจสำคัญที่ช่วยให้เราวางแผนการรักษาได้ดีที่สุดครับ 🩺

ก่อนตัดสินใจใส่ Port-a-Cath…ควรถามหมอให้เคลียร์ 7 ข้อนี้ก่อนเวลาหมอถามคนไข้ว่า“สนใจใส่ Port-a-Cath ไหมครับ?”หลายคนตอบจาก...
14/02/2026

ก่อนตัดสินใจใส่ Port-a-Cath…

ควรถามหมอให้เคลียร์ 7 ข้อนี้ก่อน

เวลาหมอถามคนไข้ว่า

“สนใจใส่ Port-a-Cath ไหมครับ?”

หลายคนตอบจาก “ความกลัว” หรือ “ความรีบ” มากกว่าข้อมูลครบถ้วน

จริง ๆ แล้ว การใส่พอร์ต
คือการตัดสินใจเรื่อง คุณภาพชีวิตระหว่างการรักษา
ไม่ใช่แค่การผ่าตัดเล็ก ๆ ครั้งหนึ่ง

นี่คือ 7 คำถาม ที่อยากให้ใช้คุยกับหมอเจ้าของไข้ก่อนตัดสินใจครับ



1️⃣ เคสของผม “จำเป็นต้องใช้พอร์ตจริง ๆ ไหม?”

ถามให้ชัดเจนว่า
• ต้องให้ยาอะไรบ้าง (เช่น เคมีบำบัด ยาปฏิชีวนะ ยาเข้มข้น ฯลฯ)
• ต้องให้บ่อยแค่ไหน นานกี่คอร์ส / กี่เดือน
• ถ้าไม่ใส่พอร์ต → ต้องเจาะเส้นแขนทุกครั้งไหม และเสี่ยงอะไรบ้าง

จะได้รู้ว่า “พอร์ตเป็นแค่ตัวเลือก” หรือ “น่าจะเป็นสิ่งที่ควรมีตั้งแต่ต้น”



2️⃣ ถ้าไม่ใส่พอร์ต มีทางเลือกอะไรอีก และต่างกันอย่างไร?

ถามตรง ๆ ว่า

“ถ้าไม่ใส่พอร์ต หมอจะใช้ทางไหนแทน?” เช่น
• เส้นแขนธรรมดา
• สาย PICC line
• Hickman หรือสายกลางชนิดอื่น

และให้หมอช่วยอธิบาย
• ข้อดี–ข้อเสียของแต่ละแบบในเคสเรา
• ใช้นานได้แค่ไหน
• กระทบชีวิตประจำวันอย่างไร

ไม่ควรรู้จักคำว่า “พอร์ต” อย่างเดียว โดยไม่รู้ว่ามีตัวเลือกอื่นอะไรบ้าง



3️⃣ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง? พบได้บ่อยแค่ไหน?

ควรถามทั้ง
• ภาวะแทรกซ้อนระยะสั้น
• เลือดออก ช้ำ แผลบวม แผลติดเชื้อ
• ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
• ลิ่มเลือดอุดตันที่สาย
• พอร์ตตัน ใช้ไม่ได้ ต้องแก้หรือผ่าตัดใหม่

รวมถึงถามเพิ่มได้ว่า

“ใน รพ.นี้ เจอภาวะแทรกซ้อนพวกนี้บ่อยไหม?
ทีมมีแนวทางป้องกัน/จัดการอย่างไร?”

ไม่ได้ถามเพื่อให้กลัว
แต่ถามเพื่อจะได้รู้ว่า ต้องสังเกตอะไรหลังใส่ไปแล้ว



4️⃣ ใส่พอร์ตแล้ว ชีวิตประจำวันผมจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

นี่คือคำถามที่คนไข้แทบทุกคนอยากรู้แต่หลายครั้งไม่กล้าถาม

ตัวอย่างที่ควรถามหมอ:
• อุ้มลูก อุ้มหลาน ยกของได้แค่ไหน
• ออกกำลังกายอะไรได้บ้าง ห้ามอะไรบ้าง
• อาบน้ำ–อาบฝักบัว–เดินทางไกล–ขึ้นเครื่องบิน ได้ตามปกติไหม
• นอนตะแคง / นอนทับด้านพอร์ตได้หรือไม่

เพราะพอร์ตไม่ได้อยู่แค่ในห้องให้ยา
แต่จะอยู่กับเรา “ทุกวัน” ในชีวิตจริง



5️⃣ ต้องมาล้างพอร์ตบ่อยแค่ไหน? ใครเป็นคนดูแล?

วางแผนตั้งแต่ต้นว่า
• ถ้าไม่ได้ให้ยาต่อเนื่อง ต้องมาล้างพอร์ตทุกกี่สัปดาห์
• มีคลินิก/หน่วยงานเฉพาะสำหรับล้างพอร์ตไหม
• ถ้าลืมมาล้างตามนัดจะเกิดปัญหาอะไรได้บ้าง

คำถามง่าย ๆ คือ

“จากนี้ไป ผมต้องเข้ามาโรงพยาบาลเพื่อเรื่องพอร์ตเองบ่อยแค่ไหน?”

จะได้ประเมินทั้งภาระเวลา การเดินทาง และการลางานร่วมด้วย



6️⃣ สิทธิรักษาของผม ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเรื่องพอร์ตแค่ไหน?

ถามให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิของตัวเอง เช่น
• ประกันสังคม / บัตรทอง / ข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ / ประกันเอกชน
• เบิกค่าอุปกรณ์พอร์ตและค่าผ่าตัดได้เท่าไหร่
• ต้องออกค่าใช้จ่ายเองส่วนไหนบ้าง (ประมาณเท่าไหร่)

การตัดสินใจเรื่องพอร์ต
ไม่ควรดูแค่ “เหตุผลทางการแพทย์”
แต่ต้องดู “ความไหวของคนไข้และครอบครัว” ด้วย



7️⃣ ถ้ายังไม่ใส่ตอนนี้ ต่อไปจะกลับมาใส่ทีหลังได้ไหม?

บางคนยังไม่พร้อมทางใจ หรือมีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในช่วงแรก ควรถามหมอว่า

“ถ้าตอนนี้ยังไม่ใส่ ต่อไปถ้าเส้นเริ่มพัง หรือการรักษายาวกว่าที่คิด เรายังมีโอกาสกลับมาใส่ทีหลังไหม? และเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการใส่ควรเป็นช่วงไหน?”

คำตอบจะช่วยให้วางแผนได้ว่า
ตอนนี้ควร “ตัดสินใจเลย” หรือ “จับตาไว้ แล้วค่อยกลับมาคุยอีกครั้ง”



🩺 สรุป

การใส่ Port-a-Cath
ไม่ใช่เรื่อง “หมอจะทำอะไรกับเรา”
แต่คือการตัดสินใจร่วมกันว่า
เราจะผ่านช่วงการรักษาที่หนักที่สุดไปอย่างไร
ให้เจ็บตัวน้อยที่สุด และใช้ชีวิตได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ก่อนตอบว่า “เอา” หรือ “ยังไม่เอา”
ลองใช้ 7 คำถามนี้คุยกับหมอเจ้าของไข้
เพื่อให้การตัดสินใจเป็นของเราอย่างแท้จริงครับ



ถ้าอาจารย์อยากให้ผมย่อ 7 ข้อนี้เป็นเวอร์ชันสั้นมาก ๆ สำหรับทำ infographic อีกชุด ผมจัดให้ต่อได้ทันทีครับ

4 กุมภาพันธ์ – World Cancer Day“United by Unique – แต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลก็ควรไม่เหมือนกัน”วันนี้ทั่วโลกใช้วันมะเร็...
04/02/2026

4 กุมภาพันธ์ – World Cancer Day
“United by Unique – แต่ละคนไม่เหมือนกัน การดูแลก็ควรไม่เหมือนกัน”

วันนี้ทั่วโลกใช้วันมะเร็งโลกเพื่อทบทวนว่า
เราดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้ “เท่าเทียม และเป็นมนุษย์” แค่ไหน

แคมเปญของ World Cancer Day ช่วงที่ผ่านมาเน้นคำว่า “Close the care gap” – ปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านการรักษา และตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปใช้ธีม “United by Unique” ที่ชวนให้เรามองเห็น “ตัวตนและเรื่องราว” ของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ใช่แค่มองโรคอย่างเดียว 

สำหรับผม สิ่งหนึ่งที่สะท้อนเรื่องนี้ชัดมากคือ
“ทางให้ยา” ของผู้ป่วยมะเร็งแต่ละคน
• บางคนใช้เส้นแขนธรรมดา
• บางคนเหมาะกับ PICC line
• บางคนได้ใส่ Port-a-Cath ที่หน้าอก
• บางคน เช่น ผู้ป่วยที่มี tracheostomy หรือมีแผลผ่าตัดบริเวณทรวงอก การย้ายพอร์ตมาไว้ที่แขนกลับเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและใช้ชีวิตสะดวกกว่า

แผนรักษาเดียวกัน แต่รายละเอียดเล็ก ๆ อย่าง “จะให้ยาเข้าทางไหนดี” สามารถเปลี่ยนประสบการณ์การรักษาทั้งหมดของคน ๆ หนึ่งได้ จากการ “ทนเจาะทุกครั้ง” → เป็นการรักษาที่เจ็บน้อยลงและเคลื่อนชีวิตต่อไปได้จริง

ในขณะเดียวกัน
เรายังต้องยอมรับว่าในระบบของเรา สิทธิรักษาแต่ละกองทุนไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงตัวเลือกเหล่านี้เท่ากันหมด
หลายคนมีเคมีบำบัดฟรี แต่ต้องรับภาระค่าอุปกรณ์อย่างพอร์ตเอง นี่คือ “ช่องว่างในการดูแล” ที่ยังต้องอาศัยทั้งแพทย์ ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้กำหนดนโยบาย ช่วยกันทบทวนและผลักดันต่อไป

ในวันมะเร็งโลกปีนี้
อยากชวนทุกคนจำไว้สั้น ๆ ว่า

มะเร็งไม่ใช่แค่โรคในรายงาน
แต่คือชีวิตจริงของแต่ละคน
ที่ควรได้รับ “ทางเลือก” และ “ข้อมูล” เพียงพอ
เพื่อร่วมตัดสินใจว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร

เพจนี้จะยังเล่าเรื่อง
• ทางให้ยาแบบต่าง ๆ (เส้นแขน, PICC, Port-a-Cath)
• ข้อดีข้อเสีย
• สิทธิการรักษา และภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรู้ทัน

เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัว ไม่ได้เป็นแค่ผู้รับคำสั่งรักษา แต่เป็น “เจ้าของการตัดสินใจ” ร่วมกับทีมแพทย์อย่างแท้จริงครับ🎗️

💢 ดราม่าสิทธิประกันสังคม vs มะเร็งแล้ว “พอร์ต” อยู่ตรงไหนในสมการนี้?ช่วงนี้คนพูดถึงกันเยอะว่าประกันสังคมรักษามะเร็งได้ฟร...
28/01/2026

💢 ดราม่าสิทธิประกันสังคม vs มะเร็ง

แล้ว “พอร์ต” อยู่ตรงไหนในสมการนี้?

ช่วงนี้คนพูดถึงกันเยอะว่า
ประกันสังคมรักษามะเร็งได้ฟรี ครบวงจร ตรวจ–ผ่าตัด–เคมี–ฉายแสง มีโครงการ SSO Cancer Care ให้ไปรักษาได้หลายโรงพยาบาลมากขึ้น ไม่ต้องยึดติดแค่ รพ.ตามสิทธิอย่างเดียวแล้ว ฯลฯ 

ฟังดู “ดีมาก” ซึ่งในหลายส่วน ก็ดีจริง แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึง คือ…

สิทธิการเข้าถึง “ทางให้ยา” ที่เหมาะสม เช่น Port-a-Cath



💉 เคมีบำบัด “เบิกได้” แต่ทางให้ยา “จ่ายเอง” ในเชิงระบบตอนนี้
• สิทธิประกันสังคม ครอบคลุมการรักษามะเร็ง หลายชนิด
• ค่าเคมีบำบัด ค่าแพทย์ ค่าฉายแสง อยู่ในชุดสิทธิชัดเจน 

แต่สำหรับ อุปกรณ์ฝังใต้ผิวหนังอย่าง Port-a-Cath

ในทางปฏิบัติของหลายโรงพยาบาล (โดยเฉพาะกลุ่มประกันสังคม และบัตรทอง):
• ค่าอุปกรณ์พอร์ตไม่ได้ถูก “ระบุแยก” เป็นสิทธิที่คนไข้จะได้แน่นอน
• บางแห่ง รพ. “ช่วยแบกรับ” ให้ได้
• แต่หลายแห่ง หมออยากใส่พอร์ตให้คนไข้ แต่ต้องบอกว่า “ตัวอุปกรณ์คนไข้ต้องออกเองนะครับ ราคาประมาณหลักหมื่นบาท”

ในขณะที่
• สิทธิข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจหลายกลุ่ม สามารถเบิกค่าอุปกรณ์ฝังให้ยาแบบนี้ได้ ผ่านหมวดอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ตามเกณฑ์กรมบัญชีกลาง (เช่น รหัสกลุ่ม 4903 สำหรับอุปกรณ์ให้ยาเคมีระยะยาว) 

คนไข้มะเร็งเหมือนกัน
ได้เคมีเหมือนกัน
แต่ “ทางให้ยา” ไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น



🩺 ทำไมพอร์ตถึงสำคัญในมะเร็งเคมีบำบัด?

สำหรับคนไข้หลายคน
การรักษามะเร็ง =
• เคมีบำบัดทุก 2–3 สัปดาห์
• รวมครั้งแล้วเป็น หลักสิบครั้ง
• แต่ละครั้งต้องเจาะเส้นใหม่

ผลที่เห็นบ่อยมากคือ
• เส้นแขนแข็งเป็นลำ (thrombophlebitis)
• เส้นพัง แทงไม่เข้า
• ต้องใช้ยาแรง ๆ ผ่านเส้นเล็ก ๆ เสี่ยงรั่ว–เสี่ยงแสบร้อน
• ทุกครั้งที่เข้ารักษา = ความเครียดเรื่อง “วันนี้จะเจาะเส้นได้มั้ย”

ในขณะที่ Port-a-Cath ถูกออกแบบมาเพื่อลดปัญหาพวกนี้โดยตรง
• ให้เคมีบำบัดผ่านหลอดเลือดดำใหญ่ได้อย่างปลอดภัยขึ้น
• ลดการเจาะซ้ำ ลดเส้นแขนอักเสบ
• ใช้ได้นานเป็นปี
• ดูแลคุณภาพชีวิตช่วงรักษาได้ดีขึ้นมาก

ถ้าเราถามว่า

“การรักษามะเร็งที่ดี ควรคิดแค่เรื่องยา หรือควรคิดถึง ‘ทางให้ยา’ ที่ปลอดภัยและเหมาะสมด้วย?”

คำตอบในเชิงการแพทย์ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ระบบสิทธิประโยชน์ยัง “ไปไม่ทัน” อยู่พอสมควร



⚖️ ความไม่เท่าเทียมที่คนไข้มองไม่เห็น…แต่รู้สึกได้

ในฐานะคนทำงานในระบบ
ผมเห็นเคสแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ
• คนไข้ A เป็นข้าราชการ → หมอแนะนำพอร์ตได้เต็มปาก เพราะสิทธิเบิกได้ตามเกณฑ์
• คนไข้ B เป็นประกันสังคม → หมออยากแนะนำเหมือนกัน แต่ต้องถามก่อนว่า
“พอจะไหวไหมครับ ค่าอุปกรณ์ประมาณหลักหมื่น ถ้าไม่ไหว เราอาจต้องใช้เส้นแขนไปเรื่อย ๆ แทน”

ทั้งสองคน
• ได้รับสิทธิรักษามะเร็ง “บนกระดาษ” ใกล้เคียงกัน
• แต่ประสบการณ์จริงในห้องเคมีบำบัด ต่างกันมาก

นี่แหละครับคือจุดที่ผมอยากชวนคุยในช่วงที่สังคมกำลังพูดถึงเรื่องสิทธิประกันสังคมกันอย่างกว้างขวาง



🧩 ถ้าวันหนึ่ง Port-a-Cath ถูกมองว่าเป็น “มาตรฐานการดูแล” ไม่ใช่ “ของแถมถ้ามีเงินจ่าย”

สำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก
พอร์ตไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย
แต่เป็น “ตัวช่วยให้การรักษาที่หมอวางแผนไว้ ทำได้จริง และทำได้อย่างปลอดภัย”

ในเมื่อวันนี้ระบบสิทธิของเรากำลังขยับ
• เปิดโครงการ SSO Cancer Care
• ขยายสิทธิรักษามะเร็งหลายชนิด
• สนับสนุนยาราคาแพงมากขึ้น 

คำถามต่อไปที่น่าจะต้องถูกหยิบขึ้นมาคุยอย่างจริงจังก็คือ

เราจะทำอย่างไรให้ “ทางให้ยา” อย่างพอร์ต
ไม่กลายเป็นตัวแบ่งว่าใครรักษาได้ “สบายตัวหน่อย”
กับใครต้องทนเจ็บ–ทนเส้นพังไปตลอดคอร์ส?



โพสต์นี้ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป แต่อยากให้คนไข้ ครอบครัว และคนทำงานในระบบ เห็นภาพเดียวกันว่า

เรื่องสิทธิประกันสังคมกับมะเร็ง ไม่ได้มีแค่คำว่า “รักษาฟรี” แต่มีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่กระทบคุณภาพชีวิตผู้ป่วยอย่างพอร์ตซ่อนอยู่ด้วยเสมอครับ 🩺

ช่วงนี้มีคนถามเข้ามาเยอะ คนไข้ได้รับเคมีบำบัดในปัจจุบันจะไม่ใช่ภาพจำเดิมๆแบบที่เราเห็นกันอีกแล้ว ที่ต้องนอนอยู่แต่บนเตีย...
27/01/2026

ช่วงนี้มีคนถามเข้ามาเยอะ คนไข้ได้รับเคมีบำบัดในปัจจุบันจะไม่ใช่ภาพจำเดิมๆแบบที่เราเห็นกันอีกแล้ว ที่ต้องนอนอยู่แต่บนเตียง ดูอ่อนเพลีย ทำอะไรไม่ได้



💠 ใส่ Port-a-Cath แล้ว… “ใช้ชีวิตได้แค่ไหน?”

คนไข้จำนวนมากถามคำเดิมแทบทุกคนหลังใส่พอร์ตเสร็จว่า

“หมอครับ ใส่พอร์ตแล้วผมยังใช้ชีวิตปกติได้แค่ไหน?”
“อุ้มลูกได้ไหม? ยกของได้ไหม? อาบน้ำยังไง? ออกกำลังกายได้หรือเปล่า?”

วันนี้ขอสรุปแบบตรงไปตรงมา ว่า อะไรทำได้ / อะไรควรระวัง สำหรับคนที่มีพอร์ตอยู่ในตัวครับ



1️⃣ ช่วงแรกหลังใส่พอร์ต (ประมาณ 7–10 วันแรก)

ช่วงนี้ให้คิดว่าเป็น “แผลผ่าตัดเล็ก ๆ”
• ยังไม่ควรยกของหนักหรือเหวี่ยงแขนแรง ๆ
• หลีกเลี่ยงการเอามือด้านนั้นเอื้อมสูง ๆ จนตึงแผล
• ถ้าเจ็บตึงบริเวณแผล → ถือว่า “ปกติได้ระดับหนึ่ง” แต่ไม่ควรฝืน

เป้าหมายช่วงนี้: ให้แผลติดดี ไม่ดึง ไม่ฉีก ไม่ถลอก



2️⃣ อุ้มลูก อุ้มหลาน อุ้มหมาแมว

หลังแผลหายดี (ส่วนใหญ่ประมาณ 1–2 สัปดาห์)
• อุ้มได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงให้ตัวเด็กหรือสัตว์เลี้ยงมากดตรงตำแหน่งพอร์ตโดยตรง
• ถ้าเด็กชอบปีน/ซุกบนหน้าอก → อาจเปลี่ยนท่าจับ/ท่าอุ้ม
• ถ้ารู้สึกตึงหรือเจ็บตรงตำแหน่งพอร์ตเวลาถูกกด → หลีกเลี่ยงท่าทางนั้น

เป้าคือ “ใช้ชีวิตกับลูก/สัตว์เลี้ยงได้” แต่ไม่เอาพอร์ตไปเสี่ยงโดนกระแทกซ้ำ ๆ



3️⃣ ยกของ ออกแรง ใช้แขนได้แค่ไหน?

หลังจากแผลหายสนิท
• ยกของเบา–ปานกลางในชีวิตประจำวัน (เช่น ถุงของจากซูเปอร์ / โน้ตบุ๊ก / กระเป๋า) → ส่วนใหญ่ทำได้
• ยกเวทหนัก ๆ, ฟิตเนสที่ใช้กล้ามเนื้อหน้าอก/หัวไหล่หนัก, กีฬาเสี่ยงกระแทก (มวย, ฟุตบอล, บาสฯ) → ควร คุยกับหมอเจ้าของเคสก่อน ทุกครั้ง

หลักคือ

ถ้าการออกแรงทำให้รู้สึกตึง/ปวดบริเวณพอร์ตชัดเจน = ยังไม่เหมาะ



4️⃣ อาบน้ำ–อาบฝักบัว ทำอย่างไร?
• ถ้า ยังมีเข็มปักพอร์ตอยู่ (Huber needle คา) →
ต้องระวังเป็นพิเศษตามที่ทีมรักษาแนะนำ (ส่วนใหญ่จะปิดพลาสเตอร์กันน้ำ หรือชะลอการเปียกตรงตำแหน่งนั้น)
• ถ้า ไม่มีเข็มคาอยู่แล้ว และแผลหายดี →
• อาบน้ำฝักบัวได้ปกติ
• ฟอกสบู่/ถูตัวได้ แต่ไม่ต้องขยี้แรงตรงตำแหน่งพอร์ต
• ซับให้แห้งหลังอาบน้ำ

พอร์ตอยู่ใต้ผิวหนัง ไม่ได้โผล่ออกมานอกตัวแบบสาย PICC
เพราะฉะนั้นโดยหลัก ใช้ชีวิตเรื่องอาบน้ำได้ใกล้เคียงปกติ มาก



5️⃣ นอนทับด้านที่มีพอร์ตได้ไหม?

คำตอบคือ
• แรก ๆ หลังใส่ → ส่วนใหญ่ จะเจ็บเองจนไม่อยากนอนทับ
• พอผ่านไปสักพัก แผลหาย กล้ามเนื้อชิน → หลายคนสามารถนอนตะแคงทับด้านนั้นได้

ถ้านอนทับแล้ว
• ไม่ปวด
• ไม่ตึง
• ไม่รู้สึกเหมือน “โดนกดเป็นก้อนแข็งเจ็บ ๆ”

ก็ถือว่า พอรับได้
แต่ถ้านอนแล้วเจ็บตลอด → เปลี่ยนท่านอน จะปลอดภัยกว่าและหลับสบายกว่า



6️⃣ ทำงาน เดินทาง ใช้ชีวิตนอกบ้าน

โดยทั่วไป คนที่ใส่พอร์ต
• ยังไปทำงานได้ตามปกติ (ถ้าโรคประจำตัวเอื้ออำนวย)
• เดินทางรถส่วนตัว รถไฟฟ้า เครื่องบิน ได้
• ผ่านจุดสแกนสนามบิน/เครื่องตรวจโลหะได้ ไม่ใช่เครื่องมือฝังโลหะขนาดใหญ่แบบ pacemaker

แนะนำพก
• ใบรับรองแพทย์ (ถ้ามีภาษาอังกฤษด้วยยิ่งดี)
• บัตร/การ์ดบอกว่ามีพอร์ตอยู่ข้างไหน ใช้ในกรณีฉุกเฉิน



7️⃣ สัญญาณที่ “ไม่ควรฝืนใช้ชีวิตต่อ”

ถ้ามีพอร์ตอยู่แล้ว แล้วเจออาการแบบนี้ → ไม่ใช่เรื่องเล็ก
• แดง ร้อน บวม รอบตำแหน่งพอร์ต
• ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่ได้ใช้งานอะไรเป็นพิเศษ
• มีไข้ หนาวสั่น โดยหาสาเหตุไม่ชัด
• รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอกแบบแปลก ๆ
• แขนด้านนั้นบวมผิดปกติ

กลุ่มนี้ควร รีบกลับมาพบแพทย์ ไม่ควรคิดว่า “เดี๋ยวมันก็หายเอง”



🔚 สรุปแบบสั้นที่สุด
• ใส่พอร์ต = ไม่ได้แปลว่าชีวิตต้องหยุด
• หลังแผลหาย → ส่วนใหญ่ ใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ
• สิ่งที่ต้องระวังคือ
• ไม่ให้โดนกระแทกแรง ๆ ซ้ำบริเวณพอร์ต
• ไม่ฝืนออกกำลังกายหนักโดยไม่ปรึกษาหมอ
• สังเกตสัญญาณผิดปกติและรีบมาหาแพทย์

เป้าหมายของการใส่พอร์ต
ไม่ใช่แค่ให้ยาได้สะดวกขึ้น
แต่คือ ทำให้คนไข้ “รักษาต่อไปได้” พร้อมกับยังใช้ชีวิตของตัวเองได้มากที่สุด เท่าที่โรคจะอนุญาตครับ 🩺

วันนี้ขอพูดถึง “สาย PICC line” เพื่อนสนิทของเราซักเล็กน้อยครับในรูปนี้ไม่ใช่สายน้ำเกลือธรรมดา แต่คือPICC line – Peripher...
23/01/2026

วันนี้ขอพูดถึง “สาย PICC line” เพื่อนสนิทของเราซักเล็กน้อยครับ

ในรูปนี้ไม่ใช่สายน้ำเกลือธรรมดา แต่คือ
PICC line – Peripherally Inserted Central Catheter

ใส่เข้าทางหลอดเลือดดำที่ต้นแขน แล้วปลายสายไปสิ้นสุดที่หลอดเลือดดำใหญ่ใกล้หัวใจ รุ่นในรูปเป็น PowerPICC แบบ 2 ช่อง (double lumen) ทำให้แยกช่องให้ยา/สารน้ำพร้อมกันได้สะดวกขึ้น



🧑‍⚕️ คนไข้แบบไหนมักได้ใช้ PICC?

โดยทั่วไปจะใช้ในผู้ป่วยที่ต้องการ “ทางให้ยาแบบหลอดเลือดดำส่วนกลาง” นานเป็นสัปดาห์–หลายเดือน เช่น
• ให้ ยาปฏิชีวนะต่อเนื่อง 2–6 สัปดาห์
• ให้ ยาเคมีบำบัดบางสูตร ที่ไม่ได้ยาวเป็นปี
• ให้ สารอาหารทางหลอดเลือดดำ (TPN)
• แทงเส้นแขนยาก เส้นพังง่าย หรือมี thrombophlebitis จากการเจาะซ้ำ
• ต้องการทางให้ยาชั่วคราวก่อนตัดสินใจใส่พอร์ตระยะยาว

ถ้ารักษาแค่ไม่กี่วัน → เส้นแขนธรรมดาก็พอ
ถ้ารักษายาวเป็นปีและต้องใช้บ่อยมาก → พอร์ตอาจเหมาะกว่า
ถ้าอยู่ “ระยะกลาง” หลายสัปดาห์–หลายเดือน → PICC เป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผล



⏱ ใช้นานได้แค่ไหน?

โดยหลัก ใช้ได้นานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน
ยังไม่มีตัวเลขตายตัวว่ากี่เดือน “ต้องถอด” ถ้า
• แผลรอบรูสอดสายปกติดี
• ไม่มีสัญญาณติดเชื้อ
• สายยังไหลดี ล้างได้ดี

เมื่อจบการรักษา หรือหากแผนรักษาเปลี่ยนเป็นระยะยาวมากๆ แพทย์จะพิจารณา ถอด PICC หรือ เปลี่ยนไปใช้พอร์ต ตามความเหมาะสม



💉 แล้ว PICC ใช้ฉีดสีตรวจ CT ได้ไหม?

คำตอบคือ “บางเส้นใช้ได้ บางเส้นใช้ไม่ได้” ขึ้นอยู่กับชนิดของสายและนโยบายโรงพยาบาล
• PICC ทั่วไปจำนวนมาก ไม่ได้ออกแบบมาทนแรงดันสูง จากเครื่อง power injector
• มี PICC บางรุ่นที่ผู้ผลิตระบุว่าเป็น power-injectable (เช่น PowerPICC) สามารถใช้ฉีด contrast CT ที่อัตราการไหลสูงได้ ถ้า
• ใช้ตามสเปกของผู้ผลิต
• ทีมรังสีเห็นว่าเหมาะสมและปลอดภัย

แต่ในชีวิตจริง แม้จะเป็น PowerPICC หลายโรงพยาบาลก็ยังเลือก เปิดเส้นแขน (เส้นข้อพับ) สำหรับฉีดสีอยู่ดี เพราะ
• เป็นมาตรฐานที่คุ้นเคย
• ง่ายต่อการควบคุมอัตราการไหล
• ลดความเสี่ยงต่อการทำให้สาย PICC เสียหาย

ดังนั้น ถามว่า “มี PICC แล้วจะไม่ต้องโดนเจาะเส้นแขนฉีดสีอีกไหม” คำตอบคือ ยังไม่แน่เสมอไป ต้องดูที่ชนิดของสายและแนวทางของแต่ละโรงพยาบาลครับ



⚠️ สิ่งที่คนไข้ควรรู้เมื่อมี PICC
• ดูแลแผลและผ้าปิดสายให้แห้งและสะอาด
• ระวังไม่ให้สายดึงหรือหักพับเวลาเคลื่อนไหวแขน
• หากมีอาการต่อไปนี้ควรรีบแจ้งทีมรักษา
• แขนบวม แดง ร้อน เจ็บตลอดแนวสาย
• มีไข้ หนาวสั่น
• สายไหลยาไม่ดี หรือเจ็บแสบขณะให้ยา



PICC, Port-a-Cath, Hickman
ไม่มีแบบไหน “ดีที่สุดสำหรับทุกคน”
แต่ละชนิดมีข้อดี–ข้อจำกัด และระยะเวลาการใช้งานที่ต่างกัน

เป้าหมายคือเลือก “ทางให้ยา” ที่ เหมาะกับโรค ระยะเวลาการรักษา และชีวิตประจำวันของผู้ป่วยมากที่สุด ครับ

💉 Port ที่ “แขน” ไม่ใช่ที่หน้าอกก็มีนะครับและในบางเคส…เหมาะกว่าอย่างชัดเจนเวลาพูดถึง Port-a-Cath คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแผลเ...
17/01/2026

💉 Port ที่ “แขน” ไม่ใช่ที่หน้าอกก็มีนะครับ

และในบางเคส…เหมาะกว่าอย่างชัดเจน

เวลาพูดถึง Port-a-Cath คนส่วนใหญ่มักนึกถึงแผลเล็ก ๆ ที่หน้าอก แต่ในความเป็นจริง พอร์ต ไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ที่หน้าอกเสมอไป เราสามารถใส่ที่ ต้นแขน ได้เช่นกัน เหมือนเคสในรูปนี้ครับ

กรณีนี้เป็นผู้ป่วยที่มี tracheostomy (รูเปิดหลอดลมที่คอ)
บริเวณคอและทำให้ต้องมี
• การทำแผล และ ผ้าก๊อซปิดแผลบริเวณคอ
• การดูดเสมหะตลอดเวลา

ถ้าไปใส่พอร์ตที่หน้าอก แผลและตัวพอร์ตจะไปอยู่ใกล้เขต “สนามรบ” ทั้งหมด ทำให้เสี่ยงเรื่อง
• การติดเชื้อจากเสมหะและการดูแลที่คอ
• ผ้าปิดแผล / สายต่าง ๆ มากดทับพอร์ต
• ล้างแผลและจัดท่าลำบาก

ในเคสลักษณะนี้ การย้ายตำแหน่งพอร์ตมาไว้ที่แขน จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่าอย่างชัดเจน



✅ ข้อดีของการใส่พอร์ตที่แขน (ในเคสที่เหมาะสม)
• หนีบริเวณคอ–หน้าอกจากแผล tracheostomy และสายเครื่องมือ
• เวลาทำแผลที่คอ ไม่ต้องกังวลว่าจะไปโดนพอร์ต
• ผู้ป่วยนอนกึ่งนั่ง / พลิกตัว / ดูดเสมหะได้สะดวกขึ้น
• ในคนไข้บางราย ใส่เสื้อผ้า/ชุดนอกบ้านแล้วมองไม่ค่อยออกว่ามีพอร์ตอยู่



⚠️ แต่ไม่ใช่ว่า “ใคร ๆ ก็ใส่ที่แขนได้”

การใส่ที่แขน
• ต้องดูขนาดหลอดเลือด
• ลักษณะรูปร่าง
• โรคร่วม เช่น ไตเสื่อมที่อาจต้องเก็บเส้นไว้ทำฟอกไต
• การใช้งานแขนข้างนั้นในชีวิตประจำวัน

เพราะฉะนั้น ตำแหน่งของพอร์ต ต้องเลือกให้เหมาะกับคนไข้แต่ละคนจริงๆ



สรุปง่าย ๆ
• ส่วนใหญ่เราจะเจอพอร์ตที่หน้าอก → เพราะเป็นตำแหน่งมาตรฐาน ใช้ได้กับผู้ป่วยส่วนมาก
• แต่ในบางเคส เช่น ผู้ป่วยที่มี tracheostomy, มีแผลผ่าตัดใหญ่ที่หน้าอก, มีรังสีรักษาบริเวณทรวงอก ฯลฯ
👉 การย้ายพอร์ตมาไว้ที่แขน อาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสมกว่า

พอร์ตไม่ใช่อุปกรณ์แบบ “ขนาดเดียวใช้ได้กับทุกคน” ตำแหน่งที่ใส่ ควรถูกออกแบบให้เข้ากับ “ร่างกายและการใช้ชีวิตของคนไข้แต่ละคน” ครับ

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูแลผู้ป่วยท่านหนึ่งครับ จึงขออนุญาตถ่ายรูปมา💢 “เส้นแข็งเป็นลำ แดง เจ็บจี๊ดทุกครั้งที่ขยับแขน”…นี่แหละ...
07/01/2026

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูแลผู้ป่วยท่านหนึ่งครับ จึงขออนุญาตถ่ายรูปมา

💢 “เส้นแข็งเป็นลำ แดง เจ็บจี๊ดทุกครั้งที่ขยับแขน”…นี่แหละครับ Thrombophlebitis

ภาพนี้คือแขนของผู้ป่วยที่ถูกเจาะเส้น ให้น้ำเกลือ–ให้ยา มาหลายครั้ง
เส้นเลือดที่เคยเนียน ๆ กลายเป็น
• แข็งเป็นลำ
• มีรอยช้ำเป็นทางยาว
• กดเจ็บ แสบตึง

อาการแบบนี้ เราเรียกว่า “thrombophlebitis” หรือ “เส้นเลือดอักเสบมีลิ่มเลือด”



🔍 Thrombophlebitis คืออะไร?

พูดง่าย ๆ คือ
หลอดเลือดดำ (เส้นที่เราแทงน้ำเกลือ) เกิดการอักเสบ และมีลิ่มเลือดก่อตัวอยู่ในเส้นนั้น

มักเกิดที่
• แขน
• ข้อพับ
• หลังมือ

บริเวณที่เคยถูกแทงเส้น หรือเคยให้ยาเข้มข้นซ้ำ ๆ



🧪 ทำไมถึงเป็นแบบนี้?

สาเหตุที่เจอบ่อยคือ
• เจาะเส้นซ้ำ ๆ ตำแหน่งเดิม
• ให้ยาที่ระคายเคืองหลอดเลือด (เช่น ยาบางชนิด / เคมีบำบัด)
• เส้นเลือดเล็ก บาง หรือเปราะจากภาวะขาดน้ำ–ผอมมาก
• เข็มค้างนาน แต่ขยับแขนบ่อย ทำให้ผนังหลอดเลือดถูกเสียดสีตลอดเวลา

พอผนังหลอดเลือดอักเสบ → ร่างกายสร้างลิ่มเลือดมาปิด → กลายเป็น “เส้นแข็งเป็นลำ กดเจ็บ แดงอุ่น”



🧯 อันตรายแค่ไหน?

ส่วนใหญ่เป็น ภาวะแทรกซ้อนที่รบกวนชีวิตมากกว่าอันตรายถึงชีวิต
แต่ก็ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะถ้าเจออาการเหล่านี้:
• ปวดมาก แดง ร้อนตลอดแนวเส้น
• มีไข้ หนาวสั่น
• แขนบวมมากขึ้นกว่าปกติ
• ผิวหนังบริเวณนั้นเริ่มคล้ำ หรือมีหนอง

อาการแบบนี้ควร รีบกลับมาพบแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ หรือมีลิ่มเลือดลึกกว่าที่คิด



💆‍♂️ แล้วคนไข้ดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง?

ในรายที่ไม่รุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้
• ประคบอุ่นเบา ๆ บริเวณเส้นที่อักเสบ
• ยกแขนให้สูงกว่าระดับหัวใจ ลดบวม
• กินยาแก้ปวด/ลดอักเสบตามที่แพทย์สั่ง
• หลีกเลี่ยงการแทงเส้นซ้ำตรงจุดที่แข็งหรือเจ็บ

อย่าแคะ แกะ เกาแรงๆเป็นอันขาด



💉 แล้ว “พอร์ต” ช่วยเรื่องนี้อย่างไร?

หนึ่งในเหตุผลที่แพทย์เสนอให้ใส่ Port-a-Cath กับผู้ป่วยที่ต้องให้ยา–ให้เคมีบำบัดระยะยาว
ก็เพราะต้องการ เลี่ยงภาพแบบในรูปนี้ นี่แหละครับ

เมื่อมีพอร์ต
• ไม่ต้องแทงเส้นแขนทุกครั้ง
• ลดโอกาสเส้นแขนอักเสบ แข็งเป็นลำ
• ลดความเจ็บปวดจากการเจาะซ้ำ ๆ
• เส้นเลือดรอบนอก “ถูกใช้น้อยลง” และอยู่กับเราได้นานขึ้น



🩺 สรุปสั้น ๆ
• เส้นแข็ง แดง เจ็บ เป็นลำยาวหลังให้ยา = อาจเป็น thrombophlebitis
• ส่วนใหญ่ไม่ถึงกับอันตรายชีวิต แต่ควรให้แพทย์ประเมิน
• ถ้ามีไข้ บวมมาก ปวดมาก หรือผิวคล้ำ–มีหนอง → ต้องรีบมาหาแพทย์
• การวางแผนเรื่อง “ทางให้ยา” ที่เหมาะสม เช่น การใส่พอร์ต
เป็นหนึ่งในวิธีลดโอกาสเกิดปัญหาแบบนี้ในระยะยาว

ที่อยู่

เลขที่ 2 ถ. วังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย
Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Live with Port-A Cath THผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram