DietDoctor Thailand เป็นคุณคนใหม่ สุขภาพดีแบบง่ายๆ เข้าใจ
(233)

09/01/2026

Pretty cool to be recognized by the Whitehouse press team

09/01/2026

🥩จะว่าไปผมทาน
ไม่ตรงตามปิรามิดอาหารมานาน
⏰️จากนี้จะทานให้ตรงแล้วนะฮะ😁

☕️พูดถึงอเมริกานะhttps://www.facebook.com/share/1GvKWZx25T/
09/01/2026

☕️พูดถึงอเมริกานะ
https://www.facebook.com/share/1GvKWZx25T/

เบื้องหลังการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โภชนาการใน Dietary Guidelines for Americans 2025–2030 ที่มุ่งเน้นนโยบาย "Make America Healthy Again" นั้น นอกจากบทบาทผู้นำทัพของ Robert F. Kennedy Jr. แล้ว อีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญที่โลกจะมองข้ามไปไม่ได้เลยคือ "สองพี่น้องมหัศจรรย์ตระกูล Means" (Dr. Casey และ Calley Means) คู่หูศัลยแพทย์และนักวางกลยุทธ์ผู้เปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียแม่ให้เป็นพลังในการปฏิรูป พวกเขาคือมันสมองผู้อยู่เบื้องหลังการนำวิทยาศาสตร์เรื่อง "Good Energy" และสุขภาพระบบเผาผลาญ มาล้มล้างความเชื่อเดิมๆ เรื่องการนับแคลอรี่ พร้อมทั้งเปิดโปงกลไกธุรกิจอาหารแปรรูปที่กัดกินสุขภาพผู้คน จนทำให้ Guideline ฉบับนี้กลายเป็นคัมภีร์สุขภาพที่ "กล้าหาญ" และเข้าถึงต้นตอของปัญหาได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนครับ

เรื่องราวของพี่น้องตระกูล Means คือบทบันทึกการต่อสู้ที่น่าจับตามองที่สุดในวงการสุขภาพยุคใหม่ เริ่มต้นจากการจับมือกันของคนสองคนที่ดูเหมือนจะยืนอยู่คนละฝั่งของกำแพงวิชาชีพ

Casey Means เป็นแพทย์ที่จบจาก Stanford (MD) และเคยอยู่ในระบบฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง มีข้อมูลสาธารณะว่าเธอเคยอยู่ในสายฝึกอบรมที่ OHSU และลาออกจากเส้นทางนั้นในปี 2018 ก่อนหันมาทำงานด้าน metabolic health และสื่อสารเรื่องสุขภาพเชิงระบบมากขึ้น เส้นทางของเธอเริ่มจากการอยู่กับโรงพยาบาลและการรักษาแบบเข้มข้น แล้วค่อย ๆ เคลื่อนไปสู่การตั้งคำถามเรื่องต้นเหตุของโรคเรื้อรังที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต อาหาร การนอน ความเครียด และสิ่งแวดล้อมที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ในโลกจริง

พี่ชายของเธอ Calley Means อยู่ในโลกของการเมืองนโยบายและธุรกิจสุขภาพมาก่อน เขาเล่าว่าเคยทำงานใกล้กับกลไกผลประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ก่อนจะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นนักสื่อสารที่วิพากษ์แรงจูงใจของระบบสุขภาพอเมริกัน ในเชิงข้อมูลสาธารณะมีรายงานที่ตั้งข้อสังเกตว่าเขาไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็น lobbyist ตามกฎหมายสหรัฐ แม้ตัวเขามักอธิบายตัวเองในภาพอดีตคนวงในสายการเมืองนโยบายในวอชิงตัน ดี.ซี. ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับการเดินเกมการเมืองเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับบริษัทยาและอุตสาหกรรมอาหารยักษ์ใหญ่ (Big Food & Big Pharma) แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกเมื่อทั้งสองค้นพบความจริงที่น่าสะพรึงกลัวร่วมกันว่า ระบบที่พวกเขาสังกัดอยู่นั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาผู้คนให้หายป่วย แต่กลับถูกสร้างขึ้นเพื่อทำกำไรจากการ "เลี้ยงไข้" และปล่อยให้ประชากรป่วยเรื้อรังต่อไป นี่คือจุดเริ่มต้นของการรวมพลังเพื่อเปิดโปงระบบ "Sick Care" หรือธุรกิจความเจ็บป่วยที่กัดกินสังคมอเมริกัน

จุดเปลี่ยนที่เปลี่ยนชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาลไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องส่วนตัวอย่างที่สุด นั่นคือการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของคุณแม่ แม่ของพวกเขาคือภาพลักษณ์ของหญิงวัย 70 ปีที่ดูแข็งแรง กระฉับกระเฉง และใส่ใจสุขภาพ แต่จู่ๆ เธอกลับถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนระยะสุดท้ายและเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 13 วันหลังการวินิจฉัย ความเจ็บปวดจากการสูญเสียผลักดันให้ Casey และ Calley กลับมาทบทวนประวัติการรักษาของแม่ พวกเขาพบความจริงที่เจ็บปวดว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่มีสัญญาณเตือนของระบบเผาผลาญที่ล้มเหลว (Metabolic Dysfunction) ทั้งระดับน้ำตาลในเลือดที่ค่อยๆ สูงขึ้น ความดันโลหิตที่ผิดปกติ และไขมันพอกตับ แต่แพทย์กลับมองข้ามสัญญาณเหล่านี้และเลือกที่จะ "จ่ายยา" ตามอาการทีละโรค โดยไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องโภชนาการหรือต้นตอของปัญหา ความตายของแม่จึงกลายเป็นใบเสร็จยืนยันความล้มเหลวของวงการแพทย์สมัยใหม่ และเป็นเชื้อไฟให้พี่น้องคู่นี้ประกาศสงครามกับระบบเดิม

จากความเจ็บปวดและความตาสว่าง ทั้งคู่ได้กลั่นกรองความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดออกมาเป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซในชื่อหนังสือ "Good Energy: The Surprising Connection Between Metabolism and Limitless Health" ซึ่งกลายเป็นคัมภีร์สุขภาพที่ทรงอิทธิพลที่สุดเล่มหนึ่งในทศวรรษนี้ แก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้คือการทลายกำแพงความเชื่อเดิมๆ ที่แบ่งแยกโรคต่างๆ ออกจากกัน Dr. Casey Means ได้พิสูจน์ให้เห็นผ่านหลักวิทยาศาสตร์ว่า โรคซึมเศร้า, เบาหวาน, อัลไซเมอร์, โรคหัวใจ, ภาวะมีบุตรยาก และโรคมะเร็ง แท้จริงแล้วไม่ใช่โรคที่แยกขาดจากกัน แต่มันคือ "กิ่งก้าน" ที่แตกออกมาจาก "ราก" เดียวกัน นั่นคือ ความผิดปกติของไมโตคอนเดรีย (Mitochondrial Dysfunction) หรือภาวะที่เซลล์ในร่างกายไม่สามารถผลิต "พลังงานที่ดี" (Good Energy) ได้ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องด้วยอาหารแปรรูป น้ำตาลที่พุ่งสูง (Glucose Spikes) และสารพิษในสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่ Dr. Casey รับผิดชอบด้านข้อมูลทางการแพทย์ Calley Means ผู้เป็นพี่ชายได้รับบทบาทเป็น "Whistleblower" หรือผู้เปิดโปงความเน่าเฟะของระบบ เขาใช้ประสบการณ์จากการเป็นคนวงใน แฉกลไกการทำงานของอุตสาหกรรมอาหารที่จ่ายเงินมหาศาลให้กับองค์กรวิชาการและสถาบันแพทย์ เพื่อแลกกับงานวิจัยที่บิดเบือนข้อเท็จจริง เขาเปิดเผยว่าทำไม "Dietary Guidelines" ในอดีตถึงแนะนำให้คนกินซีเรียลที่เต็มไปด้วยน้ำตาลแต่กลับให้กลัวไขมันธรรมชาติ หรือทำไมองค์กรโรคเบาหวานถึงรับเงินสนับสนุนจากบริษัทน้ำอัดลม ข้อมูลของ Calley ทำให้สังคมตระหนักว่า "ความรู้" ที่เราเคยเชื่อถือนั้น แท้จริงแล้วคือ "โฆษณา" ที่แฝงมาในคราบของวิทยาศาสตร์ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ชาวอเมริกันและคนทั่วโลกป่วยเรื้อรังทั้งที่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย

อิทธิพลของพี่น้อง Means ไม่ได้หยุดอยู่แค่บนแผงหนังสือ แต่ได้ก้าวเข้าไปสู่ทำเนียบขาวอย่างเต็มภาคภูมิ ในปี 2026 แนวคิดของพวกเขาได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของนโยบาย "Make America Healthy Again" (MAHA) ภายใต้การนำของ Robert F. Kennedy Jr. พวกเขาคือมันสมองที่ผลักดันให้เกิดการรื้อระบบคำแนะนำโภชนาการใหม่ทั้งหมด โดยเปลี่ยนจากการ "นับแคลอรี่" มาเป็นการโฟกัสที่ "ฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ" พวกเขาผลักดันให้มีการจำกัดอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods) อย่างจริงจัง และสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตัวเอง (เช่น การใช้เครื่องวัดระดับน้ำตาลต่อเนื่อง หรือ CGM) แทนที่จะพึ่งพาคำบอกเล่าของหมอเพียงอย่างเดียว พี่น้อง Means จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่นักเขียนหรือหมอ แต่พวกเขาคือสัญลักษณ์ของการตื่นรู้ทางสุขภาพ ที่เปลี่ยนความโศกเศร้าส่วนตัวให้กลายเป็นการปฏิวัติเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์

ภายใต้ยุทธศาสตร์ "Make America Healthy Again" (MAHA) ในปี 2026 โครงสร้างการกำหนดนโยบายโภชนาการของสหรัฐฯ ได้ถูกปฏิรูปผ่านรูปแบบ "Top-Down Revolution" หรือการสั่งการจากบนลงล่างอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมี Robert F. Kennedy Jr. ยืนอยู่บนยอดพีระมิดในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (HHS) ผู้ใช้อำนาจบริหารเต็มรูปแบบในการรื้อถอนคำแนะนำโภชนาการยุคเก่าที่ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ขนาบข้างด้วยมันสมองสำคัญอย่าง "พี่น้องตระกูล Means" ที่แบ่งหน้าที่กันขับเคลื่อนอย่างลงตัว กล่าวคือ Dr. Casey Means รับบทบาทเป็น "ใบหน้าทางวิทยาศาสตร์" ในฐานะว่าที่ศัลยแพทย์ใหญ่ (Surgeon General Nominee) ผู้นำหลักการ Metabolic Health มาเป็นแกนกลางของนโยบายสุขภาพชาติ ในขณะที่ Calley Means รับหน้าที่เป็น "กุนซือยุทธศาสตร์" ซึ่งแม้จะสิ้นสุดวาระที่ปรึกษาทางการไปแล้ว แต่ยังคงทรงอิทธิพลในการวางเกมสกัดกั้นล็อบบี้ยิสต์จากอุตสาหกรรมอาหารอยู่เบื้องหลัง ส่งผลให้ Guideline ฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารวิชาการทั่วไป แต่เป็นคำประกาศอิสรภาพทางสุขภาพที่หลุดพ้นจากอิทธิพลของกลุ่มทุนเดิมอย่างแท้จริง




#ม้วนหางสิลูก
#กูต้องรู้มั๊ย

🥩🥦 Eat Real Foodโดย Sayer Jiเมื่อเช้านี้ ผมได้ยืนเคียงข้าง โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (RFK Jr.) รัฐมนตรีสาธารณสุข แล...
09/01/2026

🥩🥦 Eat Real Food

โดย Sayer Ji

เมื่อเช้านี้ ผมได้ยืนเคียงข้าง โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ (RFK Jr.) รัฐมนตรีสาธารณสุข และ ดร. เทีย คันซารา คู่ชีวิตของผม เพื่อเฉลิมฉลองช่วงเวลาที่ผมจะจดจำไปตลอดชีวิต:

การประกาศใช้ "แนวทางการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกันปี 2025–2030 (Dietary Guidelines for Americans)" อย่างเป็นทางการ ซึ่งยึดโยงอยู่กับข้อความที่เรียบง่ายจนดูเหมือนเป็นการขบถในยุคสมัยนี้ นั่นคือ: "จงกินอาหารที่แท้จริง (Eat Real Food)"

นานเกินไปแล้วที่นโยบายโภชนาการถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ "บงการ" อย่างแนบเนียน — ถูกบิดเบือนโดยกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะทาง, ถูกบัญญัติเป็นกฎการจัดซื้อของรัฐ และถูกยัดเยียดผ่านอาหารกลางวันในโรงเรียน, เสบียงทหาร, โรงพยาบาลทหารผ่านศึก และโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยต่างๆ

ความจริงก็คือ วิกฤตโรคเรื้อรังในประเทศนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยสองปัจจัยหลัก: "การสัมผัสสารพิษในสิ่งแวดล้อม" (รวมถึงภาระจากการฉีดวัคซีนที่ขยายตัวไม่หยุด) และ "ความไม่สมดุลทางโภชนาการ" (ทั้งการขาดแคลนและการได้รับเกิน) ซึ่งซ้ำเติมโดยระบบอาหารที่เต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง, อาหารแปรรูปจัด และผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อินทรีย์

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข (HHS) ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจและรอคอยมานาน ด้วยการสั่งระงับและทบทวนการขยายตารางฉีดวัคซีนในเด็กที่เคยดำเนินมาโดยไม่มีการตรวจสอบ และในวันนี้ ด้วยการปฏิรูปนโยบายอาหารที่กล้าหาญไม่แพ้กัน ต้นตออีกด้านหนึ่งของปัญหากำลังถูกเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา

นี่ไม่ใช่แค่การแก้ไขเปลือกนอก แต่มันคือการ "รีเซ็ต (Reset) ครั้งใหญ่"

❓️ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
หากคุณติดตามงานของผม คุณจะรู้ว่าแนวคิด "อาหารคือยา" (Food Is Medicine) ไม่ใช่เรื่องแฟชั่น แต่มันคือรากฐาน เว็บไซต์ "GreenMedInfo.com" ทำงานมา 20 ปี เพื่อสร้างฐานข้อมูลงานวิจัยกว่า 100,000 ฉบับ ที่แสดงให้เห็นว่าอาหารและไลฟ์สไตล์กำหนดชะตาชีวิตจากโรคเรื้อรังได้อย่างไร

เมื่อนโยบายรัฐเริ่มสะท้อนสิ่งที่งานวิจัยพูดมานานหลายทศวรรษ มันไม่ได้เปลี่ยนแค่ข้อความ แต่มันเปลี่ยน "กลไก":
* เปลี่ยนสิ่งที่รัฐต้องซื้อด้วยเงินภาษีมหาศาล
* เปลี่ยนสิ่งที่เด็กๆ ต้องกินทุกวัน
* เปลี่ยนมาตรฐานของคำว่า "สุขภาพดี"
* เปลี่ยนวัฒนธรรมการกินที่เคยถูกบั่นทอนอย่างเงียบๆ

นี่คือเหตุผลที่ผมเรียกสิ่งนี้ว่า "การปฏิวัติ" (Revolutionary) และมันส่งสัญญาณว่า "MAHA (Make America Healthy Again)" ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่มันคือกลยุทธ์แก้ปัญหาที่ต้นตออย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

🍖🥗อาหารไม่ใช่แค่ยา แต่มันคือ "ข้อมูล" (Information)
นี่คือหัวใจสำคัญ: อาหารไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่มันคือ "ชุดคำสั่งทางชีวภาพ" สัญญาณเหล่านี้จะเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับ:
* ระบบเผาผลาญและการอักเสบ
* ฮอร์โมนและสารสื่อประสาท
* ระบบภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นของร่างกาย
* ระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Microbiome)
* และที่สำคัญที่สุดคือ "การแสดงออกของยีน (Epigenetics)"

เมื่อคุณเปลี่ยนสิ่งที่คุณกิน คุณไม่ได้แค่เปลี่ยนแคลอรี่ แต่คุณกำลังเปลี่ยนชุดข้อมูลที่กำหนดว่าร่างกายมนุษย์จะทำงานอย่างไร จะปรับตัวและซ่อมแซมตัวเองอย่างไร ไปจนถึงการกำหนดศักยภาพทางพันธุกรรมของคุณในอนาคต

⬆️⬇️ความหมายที่แท้จริงของการ "พลิกพีระมิด"
การประกาศในวันนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่ารูปภาพ:
ตลอดหลายทศวรรษ พีระมิดอาหารถูกใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มอิทธิพลที่เข้าครอบงำรัฐ เป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวซึ่งวาง:
1. คาร์โบไฮเดรตขัดขาว ไว้ที่ฐาน
2. น้ำมันพืชอุตสาหกรรม ถูกติดฉลากว่า "ดีต่อหัวใจ"
3. โปรตีนและไขมันดั้งเดิม ถูกผลักไปอยู่ขอบทาง

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือวงล้อทางเศรษฐกิจ:
"อาหารที่เป็นอาวุธ → ระบบเผาผลาญพัง → โรคเรื้อรัง → การพึ่งพาการรักษาที่ไม่มีวันหาย → การใช้ยาไปตลอดชีวิต"

มันคือ "วงจรปิด" (Closed loop)

การพลิกพีระมิดครั้งนี้จึงเป็นการทำลาย "โครงสร้างแห่งการควบคุม" ที่ปกครองสาธารณสุขมาครึ่งศตวรรษ สิ่งที่ถูกนำมาวางไว้ที่ "ศูนย์กลาง" อีกครั้งคืออาหารที่อยู่คู่กับมนุษยชาติมาแต่ต้น: "โปรตีนคุณภาพสูงจากสัตว์และพืช, ไขมันธรรมชาติ (รวมถึงไขมันอิ่มตัวที่เคยถูกใส่ร้าย), และอาหารธรรมชาติ (Whole Foods)"

🔺️จากพีระมิดสู่ความมั่นคงของชาติ
สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือการนำนโยบายนี้ไปใช้จริงใน "กองทัพ" จากการสนทนาของผมกับ พลเรือตรี ไบรอัน คริสตีน (Admiral Brian Christine) ชัดเจนว่าภารกิจ MAHA กำลังถูกส่งตรงไปยังหน่วยบริการสุขภาพของกองทัพ

การเปลี่ยนแปลงนี้ยอมรับความจริงที่ว่า: "คุณไม่สามารถรักษาความมั่นคงของชาติด้วยอาหารแปรรูปจัดได้"
คุณไม่สามารถรักษาความพร้อมในการรบ สติปัญญา หรือความอดทนของทหารได้ หากคุณยังให้พวกเขากินอาหารที่สร้างสภาวะดื้ออินซูลิน, การอักเสบ, ไขมันพอกตับ และสมองเสื่อมถอย

นี่ไม่ใช่เรื่องสัญลักษณ์ แต่มันคือ "ยุทธศาสตร์"
ประเทศจะแข็งแกร่งไม่ได้ หากคนที่ปฏิญาณตนเพื่อปกป้องชาตินั้นมีระบบเผาผลาญที่อ่อนแอลงจากภายใน

📌สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
แนวทางปฏิบัติ (Guideline) เปรียบเสมือนพิมพ์เขียว แต่งานที่แท้จริงคือ "การนำไปปฏิบัติ"
นั่นหมายถึง:
* การจัดซื้อของรัฐบาลกลางจะเปลี่ยนทิศทางมุ่งสู่ "อาหารที่แท้จริง" (Real Food)
* การปฏิรูปอาหารกลางวันในโรงเรียนจะเร่งตัวขึ้น
* มาตรฐานการจัดสต็อกสินค้าของร้านค้าและโครงการ SNAP (คูปองอาหาร) จะถูกพัฒนาขึ้น
* สถาบันทางการแพทย์จะถูกบีบ — ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และกลไกเศรษฐกิจ — ให้ต้องก้าวตามให้ทัน
* การสนทนาในสังคมที่จะไม่สามารถ "แสร้งทำ" ได้อีกต่อไปว่าอาหารแปรรูปจัดนั้นเป็นเรื่อง "ปกติ"

หากเราตื่นรู้ มีส่วนร่วม และมีสมาธิจดจ่อ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับทิศทางระดับชาติ — จากการแค่ "จัดการตามอาการ" ไปสู่ "การป้องกันที่แท้จริง"
และแน่นอนว่า เราจะสนับสนุนทุกย่างก้าวเพื่อให้เกษตรกรรมแบบอินทรีย์ (Organic), แบบหมุนเวียนฟื้นฟู (Regenerative) และแบบไบโอไดนามิก (Biodynamic) เข้ามาแทนที่เกษตรกรรมแบบเคมีดั้งเดิม ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วประเทศ

---

"คำเชิญถึงคุณ"
หากคุณกำลังรอจังหวะที่จะวางรากฐานทางเลือกสุขภาพของคุณให้เป็นมากกว่าแค่ "ความพยายามส่วนตัว" นี่คือจังหวะนั้นครับ
"เริ่มในจุดที่นโยบายของรัฐมาถึงแล้ว:"
* จงกินอาหารที่แท้จริง
* สอนลูกหลานของคุณ สนับสนุนเกษตรกรและเจ้าของไร่ปศุสัตว์ที่ดูแลรักษาชีวิต
* ปรุงอาหารที่ช่วยฟื้นฟูระบบเผาผลาญ อารมณ์ ภูมิคุ้มกัน และความยืดหยุ่นของร่างกาย

และ "จงตื่นตัวอยู่เสมอ" — เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้จะถูกท้าทาย เมื่อใดก็ตามที่ผลกำไรที่สร้างขึ้นบน "โรคเรื้อรัง" ถูกขัดขวาง การต่อต้านจะตามมาแน่นอน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้พิสูจน์บางสิ่งที่สำคัญยิ่ง: "นั่นคือกระแสน้ำกำลังเปลี่ยนทิศแล้ว"

--- Sayer Ji

"ความจริงที่เจ็บปวดคือ รัฐบาลหลอกลวงเราเพื่อปกป้องผลกำไรของบริษัทเอกชนมาโดยตลอด" ในที่สุด แนวทางปฏิบัติด้านอาหารของรัฐบา...
08/01/2026

"ความจริงที่เจ็บปวดคือ รัฐบาลหลอกลวงเราเพื่อปกป้องผลกำไรของบริษัทเอกชนมาโดยตลอด" ในที่สุด แนวทางปฏิบัติด้านอาหารของรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ก้าวตามทันสามัญสำนึกเสียที

“วันนี้ การโกหกจะสิ้นสุดลง”

“แนวทางปฏิบัติใหม่ยอมรับว่า อาหารธรรมชาติที่มีสารอาหารหนาแน่น (Whole Nutrient-Dense Food) คือเส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดสู่สุขภาพที่ดีขึ้น”

“โปรตีนและไขมันดีเป็นสิ่งจำเป็น และเรากำลังจะยุติสงครามกับไขมันอิ่มตัว”

“การเติมน้ำตาล โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาล คือตัวขับเคลื่อนโรคทางเมตาบอลิซึม”

“ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ ข้อความของผมชัดเจนที่สุด: จงกินอาหารที่แท้จริง (Eat Real Food)”

⏰️ปี 2018 ผมกล่าวไว้ว่า- เบาหวานชนิดที่ 2 หายได้...ปี 2021 สมาคมเบาหวานอเมริกาประกาศคำนิยาม "DM Remission" ในไทยใช้คำว่า...
08/01/2026

⏰️ปี 2018 ผมกล่าวไว้ว่า
- เบาหวานชนิดที่ 2 หายได้...ปี 2021 สมาคมเบาหวานอเมริกาประกาศคำนิยาม "DM Remission" ในไทยใช้คำว่าเบาหวาน"ระยะสงบ"
- ปิรามิดอาหารที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1977 มีข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจนและอาจเป็นสาเหตุโรคเรื้อรัง...ปี 2026 อเมริกาเปลี่ยนปิรามิดอาหาร👇

🔆เริ่มต้น ปิรามิดอาหาร 2025-2030😁
08/01/2026

🔆เริ่มต้น ปิรามิดอาหาร 2025-2030😁

🥩"มะเร็ง" กับเนื้อสัตว์: เบื้องหลังการประกาศของ IARC ที่ทำให้คนทั้งโลกกลัว"มะเร็ง" แค่คำนี้คำเดียวก็เป็นหนึ่งในคำที่น่าพ...
08/01/2026

🥩"มะเร็ง" กับเนื้อสัตว์: เบื้องหลังการประกาศของ IARC ที่ทำให้คนทั้งโลกกลัว

"มะเร็ง" แค่คำนี้คำเดียวก็เป็นหนึ่งในคำที่น่าพรึงเพรื่อที่สุด และแทบไม่มีการวินิจฉัยใดที่จะน่ากลัวไปกว่านี้ ดังนั้น เมื่อผู้คนได้รับคำยืนยันว่าพวกเขาสามารถป้องกันมะเร็งได้โดยการหลีกเลี่ยงเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เดาได้เลยว่าพวกเขาต้องทำตามแน่ๆ คำแนะนำนี้มักจะถูกจ่ายออกไปสำหรับมะเร็งทุกประเภท ทั้งที่ในความเป็นจริงมีมะเร็งเพียงชนิดเดียวเท่านั้น(จากการศึกษา) คือ "มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal)" ที่เคยถูกจัดประเภทว่าเป็นสารก่อมะเร็งโดยหน่วยงานชั้นนำของโลกในด้านนี้

ในปี 2015 องค์กรวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ "เนื้อแปรรูป" (ฮอทดอก, เบคอน, แฮม, ไส้กรอก, เนื้อสไลด์) เป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่มที่ 1 (Group 1) ซึ่งถือว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งที่ "แน่นอน" และจัดให้ "เนื้อแดงสด" (เนื้อวัว, หมู, แกะ) เป็นกลุ่ม 2A หรือ "น่าจะ" เป็นสารก่อมะเร็ง

ข่าวนี้ดังก้องไปทั่วโลกพร้อมพาดหัวข่าวที่ดูคุกคามนับร้อย เช่น "วันที่เลวร้ายของเบคอน: เนื้อแปรรูปก่อมะเร็ง" (NPR), "พระเจ้าช่วย! เบคอนก่อมะเร็ง" (NY Post), และ "WHO ยืนยัน เบคอน ฮอทดอก และเนื้อแปรรูปก่อมะเร็ง" (PBS) แม้แต่กลุ่มที่ทรงอิทธิพลอย่างสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา (AICR) ก็แสดงการสนับสนุนการตัดสินใจของ IARC อย่างเต็มที่

📃หลักฐานที่ "บางเบา" ในการประกาศครั้งประวัติศาสตร์
การประกาศของ IARC ครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เพราะนับเป็นครั้งแรกที่องค์กรสุขภาพระดับโลกออกมาประกาศว่า "ส่วนประกอบหลักในอาหารของมนุษย์ตลอดประวัติศาสตร์เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็ง" ทว่า เพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างในปี 2015 นี้ IARC กลับเผยแพร่สรุปผลการค้นพบเพียง "2 หน้ากระดาษ" เท่านั้นในวารสาร Lancet Oncology โดยคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ 22 คน ได้ประชุมกัน 8 วันที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพื่อประเมินข้อมูลมหาศาล ซึ่งเป็นงานวิจัยแบบสังเกตการณ์ (Observational studies) เพียงอย่างเดียวมากกว่า 800 ฉบับ แต่เนื่องจากคณะทำงานผลิตสรุปออกมาแค่ 2 หน้า การวิเคราะห์ของพวกเขาจึงไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้อย่างอิสระในขณะนั้น

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ข้อสรุปในวารสาร Lancet นั้นพึ่งพาเอกสารวิจัยเพียง "8 ฉบับ" เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นการศึกษาทางระบาดวิทยา (Epidemiological studies) ที่เชื่อมโยงสิ่งที่คนกิน (หรือสิ่งที่เขารายงานว่าเขากิน) กับมะเร็งที่เกิดขึ้นในภายหลัง ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ต่างรู้กันดีว่าการศึกษาโภชนาการประเภทนี้ "ไม่สามารถพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผล" ระหว่างการกินอาหารกับโรคได้ แต่ทางหน่วยงานกลับสรุปว่าความแข็งแกร่งของหลักฐานที่ว่าเนื้อแปรรูปก่อมะเร็งนั้น "เทียบเท่ากับยาสูบและแร่ใยหิน"

📌สถิติที่โลกจดจำ: 18% มาจากไหน?
ตัวเลขจาก IARC ที่ดึงดูดความสนใจไปทั่วโลกมาจากข่าวประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่า "การกินเนื้อแปรรูปเพียง 1.75 ออนซ์ต่อวัน (ขนาดประมาณกล่องไม้ขีด) เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้น 18%" ซึ่งคำกล่าวอ้างนี้พึ่งพางานวิจัยชิ้นเดียวที่เป็นการวิเคราะห์เมตา (Meta-analysis) จากปี 2011

และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ สิ่งเดียวที่พบว่ามีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญในงานวิจัยนี้คือ "ไส้กรอกทอดและเนื้อหมูทอด" เท่านั้น — ไม่ใช่เนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อแกะโต การที่คณะทำงานนำผลการวิจัยที่อ่อนแอในเรื่องหมูและไส้กรอกทอดมาเหมารวมว่าเป็นผลของเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปทั้งหมด ชี้ให้เห็นถึง "การตีความหลักฐานที่มีอคติ" ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่จะขอกล่าวถึงต่อไป

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง "ความเสี่ยงสัมพัทธ์" (Relative Risk) ที่ดูน่ากลัว กับ "ความเสี่ยงสัมบูรณ์" (Absolute Risk) ที่เป็นความจริง จะช่วยให้คุณหายสงสัยว่าทำไมตัวเลข 18% ถึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความกลัว

นี่คือคำอธิบายแบบเห็นภาพชัดๆ :

1. ตัวเลข 18% ในโลกความเป็นจริงคือเท่าไหร่?

เมื่อ IARC บอกว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 18% ฟังดูเหมือนว่าถ้าคุณกินเบคอน คุณมีโอกาสเป็นมะเร็งเกือบ 1 ใน 5 แต่ความจริงเป็นแบบนี้ครับ:

* ความเสี่ยงพื้นฐาน (Baseline Risk): ตามสถิติแล้ว คนทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ตลอดช่วงชีวิตอยู่ที่ประมาณ 5 ใน 100 คน (หรือ 5%)
* หากกินเนื้อแปรรูปทุกวัน: ความเสี่ยงของคุณจะเพิ่มขึ้น 18% "ของความเสี่ยงเดิม"
* การคำนวณ: 18% ของ 5% คือ 0.9%
* ผลลัพธ์ใหม่: ความเสี่ยงของคุณจะเปลี่ยนจาก 5% เป็น "5.9%"

🔴สรุปคือ: หากกลุ่มคน 100 คนไม่กินเนื้อแปรรูปเลย จะมีคนเป็นมะเร็ง 5 คน แต่หากทั้ง 100 คนกินเบคอนทุกวัน จะมีคนเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้นมาอีกเพียง "0.9 คน (ไม่ถึง 1 คนด้วยซ้ำ)" ซึ่งในทางสถิติถือว่าน้อยมากจนแทบแยกไม่ออกจากการสุ่ม

2. ทำไมถึงเทียบกับ "บุหรี่" ไม่ได้เลย?

IARC พยายามทำให้คนกลัวโดยการจัดเนื้อแปรรูปไว้ใน "กลุ่ม 1" เหมือนกับบุหรี่และแร่ใยหิน ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่ "บิดเบือน" ความรู้สึกของผู้คนอย่างมาก:

* บุหรี่: การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดขึ้น "2,500%" (เทียบกับเนื้อแปรรูปที่เพิ่มแค่ 18%)
* ความหมายของ "กลุ่ม 1": การจัดกลุ่มของ IARC บอกแค่ว่า "เรามั่นใจแค่ไหนว่ามันก่อมะเร็ง" (ความมั่นใจในหลักฐาน) แต่ไม่ได้บอกว่า "มันก่อมะเร็งได้รุนแรงแค่ไหน" (ระดับความอันตราย)

การเอาเบคอนไปวางไว้ข้างบุหรี่ จึงเหมือนกับการบอกว่า "ทั้งลูกแมวและเสือต่างก็เป็นสัตว์ตระกูลแมวเหมือนกัน" ใช่ครับ... มันเป็นแมวเหมือนกัน แต่มันมีความอันตรายต่างกันคนละระดับ!

3. ปัญหาของงานวิจัยแบบสังเกตการณ์ (Healthy User Bias)

งานวิจัยที่ IARC ใช้มักจะเป็นการทำแบบสอบถาม ซึ่งมีช่องโหว่ที่เรียกว่า "อคติของผู้รักสุขภาพ":
* ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา คนที่กินเบคอนเยอะๆ มักจะเป็นกลุ่มคนที่ "ไม่ค่อยใส่ใจสุขภาพด้านอื่น" ด้วย (เช่น สูบบุหรี่มากกว่า, ดื่มจัดกว่า, ไม่ออกกำลังกาย และกินน้ำตาลเยอะ)
* ในขณะที่คนที่ไม่กินเนื้อแดงเลย มักจะเป็นกลุ่มที่ "รักสุขภาพสุดโต่ง" (กินผักเยอะ, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ไม่สูบบุหรี่)
* คำถามคือ: มะเร็งที่เกิดขึ้น เกิดจาก "เบคอน" หรือเกิดจาก "ไลฟ์สไตล์โดยรวมที่แย่" กันแน่? ซึ่งงานวิจัยทางระบาดวิทยา "ไม่สามารถ" แยกแยะปัจจัยเหล่านี้ออกจากกันได้อย่างขาดตัว
📣ในมุมมองผม จากข้อมูลที่มีนี้ ใช้เป็นข้อสรุปไม่ได้ว่า "เนื้อแดงสัมพันธ์โดยตรงกับมะเร็งในเชิงสาเหตุ"

08/01/2026
🧠มนุษย์ทำอย่างไรกับความเจ็บปวดก่อนจะมี "ยาแก้ปวด"? และทำไมวิธีเหล่านั้นถึงได้ผล?โดย Steve V Grahamก่อนจะมีอัดเม็ด ความเจ...
08/01/2026

🧠มนุษย์ทำอย่างไรกับความเจ็บปวดก่อนจะมี "ยาแก้ปวด"? และทำไมวิธีเหล่านั้นถึงได้ผล?

โดย Steve V Graham

ก่อนจะมีอัดเม็ด ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำให้ "เงียบเสียงลง" แต่เป็นสิ่งที่ต้อง "รับฟัง" ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ ความเจ็บปวดถูกเข้าใจว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายต้องการสภาวะที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่ต้องการสารเคมีเข้าไปข่มฤทธิ์ แทนที่จะปิดกั้นความรู้สึก ผู้คนในสมัยก่อนเลือกที่จะเปลี่ยนสภาพแวดล้อมและพฤติกรรม เพื่อให้ร่างกายสามารถแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงได้

"พวกเขาพักผ่อน... อย่างลึกซึ้งและไม่รู้สึกผิด" เมื่อบาดเจ็บหรือไม่สบาย กิจกรรมทุกอย่างจะหยุดลง พลังงานถูกสงวนไว้เพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมร่างกายโดยเฉพาะ ทุกวันนี้เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การไม่ทำอะไรเลย" แต่ในตอนนั้น มันคือความฉลาดทางชีวภาพที่กำลังทำงาน

"พวกเขาใช้ความร้อน ความเย็น แสงแดด น้ำ ลมหายใจ และความนิ่ง" ความอบอุ่นช่วยผ่อนคลายเนื้อเยื่อและเพิ่มการไหลเวียน น้ำเย็นช่วยลดแรงดันจากการอักเสบที่มากเกินไปในเวลาที่เหมาะสม แสงแดดสนับสนุนจังหวะชีวิต การหมุนเวียนเลือด และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การหายใจช้าๆ ช่วยลดความตึงเครียดของระบบประสาท สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกเจ็บปวด "ชา" ไป แต่มันช่วย "ลดความจำเป็นที่ร่างกายจะต้องส่งสัญญาณเจ็บปวด" ออกมา

"พวกเขากินให้น้อยลง หรือไม่กินเลย" การย่อยอาหารเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ใช้พลังงานสูงที่สุดในร่างกาย เมื่อผู้คนบาดเจ็บหรือป่วย ความอยากอาหารจะลดลงตามธรรมชาติ สิ่งนี้ช่วยปลดปล่อยพลังงานไปใช้ในการเยียวยา ความเจ็บปวดมักจะทุเลาลงเพียงเพราะร่างกายไม่ต้องแบกรับภาระที่หนักเกินไปอีกต่อไป

"พวกเขาบริหารจัดการสรีระผ่านการนอน" นอนบนพื้น บนพื้นผิวที่แน่นแข็ง ในท่าทางที่เป็นธรรมชาติ สิ่งนี้ทำให้กระดูกสันหลัง ข้อต่อ และกล้ามเนื้อได้พักโดยไม่มีการบิดเบือน อาการปวดหลายอย่างในปัจจุบันเป็นปัญหาจากโครงสร้างที่เกิดจากการนั่ง การนอน และการเคลื่อนไหวที่ผิดสุขลักษณะ ไม่ใช่เพราะร่างกายขาดแคลนยา

"พวกเขาปล่อยให้ความเจ็บปวดส่งข้อความจนจบ" ความเจ็บปวดจะพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดและคลี่คลายลงเองเมื่อเงื่อนไขที่เป็นต้นเหตุถูกกำจัดออกไป เมื่อเรากดมันไว้ด้วยยา ข้อความนั้นไม่ได้หายไป แต่มันจะ "จมลึก" ลงไปกว่าเดิม ความเจ็บปวดเฉียบพลันจึงกลายเป็นความเจ็บปวดเรื้อรัง สัญญาณเตือนจึงกลายเป็นโรคภัย

📌แล้วทำไมวิธีเหล่านี้ถึงได้ผล?
เพราะร่างกายรู้จักวิธีลดความเจ็บปวดอยู่แล้วหากเราไม่เข้าไปแทรกแซง ความเจ็บปวดไม่ใช่ศัตรู แต่มันคือ "ข้อมูล" (Feedback) เมื่อสาเหตุถูกจัดการและร่างกายได้รับการสนับสนุนด้วยการพักผ่อน ความเรียบง่าย และสภาวะที่เหมาะสม ความเจ็บปวดจะค่อยๆ ลดลงเองตามธรรมชาติ

ยาเม็ดไม่ได้เข้ามาแทนที่ระบบเก่าเพราะระบบเดิมนั้นล้มเหลว
แต่พวกมันเข้ามาแทนที่เพราะ "การรับฟังต้องใช้ความอดทน แต่การระงับไว้นั้นรวดเร็วกว่า"

คำถามไม่ใช่ "มนุษย์รับมืออย่างไรเมื่อไม่มียา?"
แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ "เราสูญเสียอะไรไปบ้าง เมื่อเราหยุดรับฟังเสียงของร่างกาย

😅กินตามปิรามิดอาหารใหม่(2025-2030) อย่างไร ให้หายจากโรคเรื้อรัง👇❓️อะไรคือ "เบาหวานชนิดที่ 2 หายได้"?***เปิดรับลงทะเบียน....
08/01/2026

😅กินตามปิรามิดอาหารใหม่(2025-2030) อย่างไร ให้หายจากโรคเรื้อรัง👇
❓️อะไรคือ "เบาหวานชนิดที่ 2 หายได้"?

***เปิดรับลงทะเบียน...***
❤️คอร์ส "การจัดการโรคอ้วนและเบาหวาน" การนำไปปฏิบัติจริง(Diabetes Remission in Practice)
ตอนที่ 1; โภชนาการและทางแก้ (คาร์บต่ำ, โปรตีนเพียงพอ, ไขมันดี และหลักการทำ IF)
ตอนที่ 2; จังหวะชีวภาพและทางแก้(แสง, น้ำโครงสร้าง และแม่เหล็ก)
ตอนที่ 3; ไตเสื่อมจากเบาหวานและการแปลผลเลือดอย่างเข้าใจ
ตอนที่ 4; วิเคราะห์ปัญหารายบุคคลและตอบคำถาม
Online ผ่าน zoom ตอนละ 2ชม. ทุกบ่ายวันอาทิตย์ 13.00-15.00 น. วันอาทิตย์ที่ 18, 25 มกราคม และ 1, 8 กุมภาพันธ์ 2569

👉ลงทะเบียน 4,000บาท
📌หลังสัมนา รับบันทึกสัมนาไปฟังทบทวนได้
***ลงทะเบียนแล้ว...ให้สแกนเข้ากลุ่ม Line เพื่อสื่อสาร และรับ link zoom เพื่อเข้าร่วมในวันสัมนาด้วยครับ
***ผู้ลงทะเบียนสามารถได้สิทธิ์เข้าร่วมกลุ่มปิด "เบาหวาน online" ของเพจ DietDoctor Thailand ซึ่งจะ Live เพื่อตอบคำถามสมาชิกในกลุ่มทุกวันอาทิตย์ เวลา 11.00-12.00 น. ครับ

ลิ้งลงทะเบียน 😄
https://forms.gle/9MayDrjqPrFM25Mj6
สามารถลงทะเบียนได้เลยครับ

ที่อยู่

89/44 โครงการเอนเตอร์ไพรซ์พาร์ค ถ. คู่ขนาน บางนา-ตราด กม. 5 ต. บางแก้ว อ. บางพลี
Changwat Samut Prakan
10540

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66819993754

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ DietDoctor Thailandผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง DietDoctor Thailand:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

นพ.ธนศักดิ์ ยิ้มเกิด อายุรแพทย์

แพทย์ที่ดีที่สุด คือ ตัวคุณเอง ..........................

เริ่มต้นเรียนรู้ ระบบกลไก ชีววิทยา ฮอร์โมนต่าง ๆ ของร่างกาย

เพื่อเข้าใจสาเหตุ และ จัดการปัญหาโรคเรื้อรังที่ต้นเหตุ

อันเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง