HC Health & Well-being

HC Health & Well-being ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก HC Health & Well-being, เว็บไซต์สุขภาพและความเป็นอยู่, Chiang Mai.

02/02/2026

โพสต์นี้มีเฉลย❗️ระหว่างเดินเร็ว 20 นาที กับ เดินช้า 40 นาที แบบไหนได้ผลกว่ากัน? 🏃‍♂️

1️⃣ เดินเร็ว 20 นาที
•เน้นกระตุ้นหัวใจและระบบเผาผลาญ
•ช่วยลดน้ำตาลและไขมันในเลือด
•เหมาะกับคนเวลาน้อย หรืออยากลดพุง
•เดินหลังอาหารได้ผลดีเป็นพิเศษ

2️⃣ เดินช้า 40 นาที
•ช่วยลดความเครียดและการอักเสบของร่างกาย
•ดีต่อข้อเข่า ระบบไหลเวียน และการฟื้นฟูร่างกาย
•เหมาะกับผู้เริ่มต้น วัย 40+ หรือคนมีโรคประจำตัว
•สามารถทำได้ระยะยาว ไม่ล้าเกิน

3️⃣ ถ้าเป้าคือ ”ลดไขมัน“ แบบไหนคุ้มกว่า?
•เวลาน้อย = เดินเร็ว 20 นาที
•มีเวลา = เดินช้า 40 นาที

4️⃣ ทางเลือกที่ดีที่สุด
สลับกันเดิน หรือเดินช้าแล้วเร่งสปีดช่วงท้าย ได้ทั้งเผาผลาญ ฟื้นฟู และสุขภาพระยะยาว

แค่ขยับ = ออกกำลังกาย ชวนมาตั้งเป้าสุขภาพดีระยะยาวแค่เลือกให้เหมาะกับร่างกายตัวเอง และทำได้สม่ำเสมอ 🥰

#สสส #สื่อสารสุข #ตั้งเป้าสุขภาพดีรับปีม้า #สุขภาพดีแล้วได้อะไร

29/01/2026
28/01/2026
27/01/2026

📢 แถลงการณ์จากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
เรื่องการเข้าถึงวัคซีน PCV ในเด็กไทย

ก่อนเข้าเนื้อหาแถลงการณ์
ขออธิบายคำ 2 คำนี้ก่อนครับ



🔹 IPD กับ PCV หมายถึงวัคซีนตัวเดียวกัน

• IPD = ชื่อกลุ่มโรค (Invasive pneumococcal disease)
👉 คือกลุ่มโรครุนแรงจากเชื้อนิวโมคอคคัส
เช่น ปอดอักเสบรุนแรง เชื้อเข้ากระแสเลือด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

• PCV = ชื่อวัคซีน (Pneumococcal conjugated vaccine)
👉 คือวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรค IPD

📌 สรุปคือ เราฉีดวัคซีน PCV เพื่อป้องกันโรค IPD

แต่ในทางปฏิบัติ
พ่อแม่จำนวนมากมักจะคุ้นกับคำว่า
“วัคซีนไอพีดี (IPD)”

ซึ่งจริงๆ แล้ว
👉 ก็คือวัคซีน PCV ตัวเดียวกันนั่นแหละครับ 😊
(ในโพสต์นี้ผมขอเรียกว่าวัคซีนไอพีดีเพื่อความเข้าใจง่ายนะครับ)



📄 แถลงการณ์จาก
ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
สมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย
และสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก

ทั้ง 3 สมาคมออกมาสื่อสารตรงกันชัดเจนว่า…

1️⃣ โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสยังเป็นปัญหาสำคัญในเด็กไทย
ยังมีเด็กป่วยรุนแรง เสียชีวิต
หรือมีความพิการจากโรคนี้
ทั้งๆที่เป็นโรคที่ป้องกันได้



2️⃣ วัคซีนไอพีดี มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยได้จริง
ช่วยลดการป่วยรุนแรง
ลดการนอนโรงพยาบาล
และลดการเสียชีวิต
โดยมีความปลอดภัยสูง

องค์การอนามัยโลก (WHO)
ได้ประกาศว่าวัคซีนตัวนี้เป็นวัคซีนที่จำเป็น

90% ของประเทศทั่วโลก ได้ให้วัคซีนนี้ฟรีกับเด็ก
(เหลือ 19 ประเทศที่ยังไม่ได้ให้ฟรี รวมถึงประเทศไทย)



3️⃣ ปัญหาปัจจุบันคือ
ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีน
ตอนนี้วัคซีนไอพีดี
ยังไม่ใช่วัคซีนพื้นฐานของประเทศไทย
(ยังไม่ได้ฟรี)

ผลคือ
เด็กบางคนได้รับการป้องกัน
แต่เด็กอีกจำนวนมากไม่ได้
ทั้งที่ความเสี่ยงของโรคไม่ได้เลือกฐานะครอบครัว



🗣️ จุดยืนที่แถลงการณ์ทั้ง 3 องค์กรวิชาชีพ
มีความเห็นร่วมกันว่า

📢
“เด็กไทยทุกคนควรเข้าถึงวัคซีนไอพีดี
ผ่านระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
อย่างเท่าเทียมกัน”

ซึ่งหมายถึง
👉 การบรรจุวัคซีนไอพีดี ไว้ในแผนวัคซีนแห่งชาติ
หรือพูดง่ายๆ ว่าให้เด็กไทยได้ฟรีทุกคนนั่นแหละครับ



📅 2 กุมภาพันธ์นี้
ชวนกันติดตามข่าวจากสปสช. นะครับ
ว่าจะมีมติบรรจุวัคซีนไอพีดีไว้ในแผนวัคซีนแห่งชาติแบบถาวร
หรือไม่?

เพราะในเชิงวิชาการ
ทั้งแพทย์
คณะกรรมการโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
งานวิจัยด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจาก HITAP
รวมถึงงานวิจัยจากทั่วโลก

ล้วนประเมินตรงกันแล้วว่า
👉 การลงทุนในวัคซีนไอพีดีมีความคุ้มค่าสูง

ถ้ายังไม่ถูกมองว่าคุ้มค่าอีก
ก็คงไม่รู้แล้วจริงๆว่า
ต้องมีหลักฐานมากกว่านี้แค่ไหนครับ

24/01/2026
23/01/2026

🍼 เด็กท้องเสีย… กินยาคูลท์วันละ 2–3 ขวด ช่วยได้จริงเหรอ?

ช่วงนี้มีคุณพ่อคุณแม่หลายคนถามเข้ามา
ว่าไปเจอคำแนะนำในโซเชียลมาว่า…

"เวลาลูกท้องเสีย โพรไบโอติกส์คือการรักษาหลัก"
"แนะนำให้กินยาคูลท์วันละ 2–3 ขวด จะได้โพรไบโอติกส์เข้าไปช่วยให้หายเร็วขึ้น"

มันจริงไหม? ได้ผลจริงหรือเปล่า?
เดี๋ยวผมสรุปให้เข้าใจง่ายๆ ใน 5 ข้อครับ 👇👇

====================

🔸 1. เด็กท้องเสีย การรักษาที่สำคัญที่สุดคือ “เกลือแร่ (ORS)”

เวลาลูกท้องเสีย…
สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนเลย
คือ “เกลือแร่สำหรับท้องเสีย (ORS)”

ไม่ใช่น้ำเกลือแร่สำหรับคนออกกำลังกายนะครับ
แต่ต้องเป็นเกลือแร่สำหรับท้องเสียโดยเฉพาะ
เพราะส่วนผสมไม่เหมือนกัน ❗

เกลือแร่ไม่ได้แค่ชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไป
แต่ยังมีกลไกช่วยลดปริมาณการถ่ายเหลวได้ด้วย

เพราะงั้น…
แม้แต่เด็กที่ท้องเสียหนักจนต้องนอน รพ. และให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดแล้ว
ก็ยังแนะนำให้ “จิบ ORS บ่อยๆ ร่วมด้วย” อยู่ดีครับ

====================

🔸 2. ท้องเสียส่วนใหญ่ในเด็ก มักเกิดจากการติดเชื้อ

สาเหตุหลักของการท้องเสียในเด็กคือ “เชื้อไวรัส”
ซึ่งมักจะหายได้เองโดยไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อ

เด็กที่ต้องกินยาปฏิชีวนะจริงๆ มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้น
(เฉพาะกรณีที่แพทย์สงสัยว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น)

และที่น่าสนใจคือ…ไวรัสบางตัว
อาจทำให้เด็กเกิดภาวะ
ย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ชั่วคราว (Lactose intolerance)
ซึ่งจะทำให้…

• ถ้ากินนมที่มีน้ำตาลแลคโตส → ถ่ายมากขึ้น
• อุจจาระจะเป็นกรดเล็กน้อย → ก้นแดง แสบ 😖

เพราะแบบนี้…
ในเด็กบางคนที่ท้องเสียเยอะ แพทย์จึงอาจแนะนำให้
เปลี่ยนนมเป็นสูตรไม่มีแลคโตสชั่วคราว
จนกว่าอาการท้องเสียจะดีขึ้น

====================

🔸 3. โพรไบโอติกส์ (Probiotic) ไม่ใช่การรักษาหลักแต่เป็น “การรักษาเสริม”

แนวทางการดูแลเด็กท้องเสียในประเทศไทย ปีพ.ศ.2562
เขียนไว้ชัดเจนเลยว่า อาจพิจารณาให้โพรไบโอติกส์"บางสายพันธุ์"
เป็นการ"รักษาเสริม"ร่วมกับ ORS

เน้นย้ำตรงนี้เลยครับว่า…

📌 “รักษาเสริม” ไม่ใช่รักษาหลัก
📌 และต้องเป็น “บางสายพันธุ์” เท่านั้น

💡 โพรไบโอติกส์ที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนว่าช่วยลดระยะเวลาท้องเสียในเด็กได้จริง
มีแค่ 3 ตัวนี้! ได้แก่…

✅ Lactobacillus rhamnosus GG
✅ Saccharomyces boulardii
✅ Lactobacillus reuteri DSM 17938

โดยพบว่าสามารถช่วยลดระยะเวลาท้องเสียได้ประมาณ 1 วัน

❌ ถ้าไม่ใช่ 3 ตัวนี้ → ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยเรื่องท้องเสียได้
และที่สำคัญ… ต้องดู “ชื่อสายพันธุ์ให้เป๊ะๆ” ด้วยนะครับ

ตัวอย่างเช่น…

• ที่มีหลักฐานว่าช่วย → Lactobacillus rhamnosus GG
• แต่ถ้าเป็น → Lactobacillus rhamnosus R0011
แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่… ไม่ได้ผลเท่ากันนะครับ!

เพราะงั้น…
ไม่ใช่โพรไบโอติกส์ทุกตัวจะช่วยเรื่องท้องเสียได้เสมอไป
เลือกผิด → เสียเงินเปล่า แถมลูกก็ยังไม่ดีขึ้นด้วยครับ

====================

🔸 4. ยาคูลท์ = ไม่มีโพรไบโอติกส์ 3 ตัวนั้นและยังไม่มีหลักฐานว่า “ช่วยลดท้องเสียในเด็ก”

จุลินทรีย์ในยาคูลท์ คือ Lactobacillus casei Shirota
ซึ่งไม่ใช่ 1 ใน 3 สายพันธุ์ที่มีงานวิจัยรองรับ ว่าช่วยลดท้องเสียในเด็กได้

จนถึงปัจจุบัน…
ยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ที่ยืนยันว่า
“ยาคูลท์ช่วยลดอาการท้องเสียในเด็ก” ได้จริง

เพราะไม่ใช่โพรไบโอติกส์ทุกตัวจะช่วยเรื่องท้องเสียได้เสมอไป

ยกตัวอย่างงานวิจัยในปี 2018
(ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลก New England Journal of Medicine)
ที่ทดลองให้เด็กท้องเสียกินโพรไบโอติกส์ 2 ตัวคือ…

Lactobacillus rhamnosus R0011
และ Lactobacillus helveticus R0052

ผลที่ได้คือ… ❌ ไม่ช่วยลดอาการท้องเสียเลย

ซึ่ง 2 ตัวนี้ชื่อคล้ายกับสายพันธุ์ที่มีข้อมูลว่าช่วย
(อย่าง Lactobacillus rhamnosus GG)
แต่เพียงแค่เปลี่ยนชื่อท้าย → ผลก็แตกต่างกันมากครับ

====================

🔸 5. ยาคูลท์ยังมีน้ำตาลสูง 🍭

แม้ในยาคูลท์จะมีจุลินทรีย์อยู่จริง
แต่ก็มีน้ำตาลในปริมาณค่อนข้างสูงและยังมีน้ำตาลแลคโตสอยู่ด้วย
ซึ่งอาจไม่เหมาะกับเด็กที่กำลังท้องเสีย เพราะ…

• เด็กที่มีภาวะขาดเอนไซม์แลคเตสชั่วคราวจากการท้องเสีย
หรือที่เรียกว่า Secondary lactose intolerance
จะย่อยแลคโตสในนมได้ไม่ดี
→ ทำให้เกิดแก๊สในท้อง ปวดท้อง และถ่ายเหลวมากขึ้นได้

• น้ำตาลในยาคูลท์ ยังเพิ่มสิ่งที่เรียกว่า osmotic load
คือน้ำตาลที่ย่อยไม่หมดจะค้างอยู่ในลำไส้และดึงน้ำเข้ามาในลำไส้
ทำให้ท้องเสียมากขึ้นกว่าเดิม

และนี่คือเหตุผลว่า…
ทำไมบางคนให้ลูกกินยาคูลท์
แล้วกลายเป็นว่าท้องเสียหนักขึ้นกว่าเดิมแทนที่จะดีขึ้น

====================

📌 สรุปชัดๆ

✔ เด็กท้องเสีย → ให้กินเกลือแร่ ORS เป็นหลัก
✔ โพรไบโอติกส์ = เสริมได้ในบางกรณี แต่ต้องเลือกสายพันธุ์ให้ถูก
(✅ Lactobacillus rhamnosus GG, Saccharomyces boulardii, Lactobacillus reuteri DSM 17938)
❌ กินยาคูลท์วันละหลายขวด ไม่ได้ช่วยให้ท้องเสียหายไวขึ้น
❌ แถมอาจทำให้ ท้องเสียมากขึ้น เพราะน้ำตาลและแลคโตสที่มีอยู่ในนั้น

💬 แนะนำว่าก่อนจะให้ลูกกินอะไร โดยเฉพาะตอนป่วย
ปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก 👶

ในยุคที่ข้อมูลไหลมาเทมาทุกวันในโซเชียล
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เสพข้อมูล
แต่คือกลั่นกรองข้อมูลให้ถูกต้องนะครับ

23/01/2026
23/01/2026

🦠 RSV (อาร์เอสวี) เชื้อนี้… พ่อแม่ต้องรู้
ช่วงนี้มีเด็กเล็กติด RSV กันเยอะมาก
โพสต์นี้เลยตั้งใจรวบรวมข้อมูลให้ครบที่สุด
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็น “คู่มือ” เวลาเจอเหตุการณ์จริง จะได้ไม่ตกใจ

📚 ในโพสต์นี้จะมี 19 ข้อ ประกอบไปด้วย
• พื้นฐานที่ควรรู้
• อาการที่ควรสังเกต
• วิธีดูแลลูกที่บ้าน
• คำถามยอดฮิตที่เจอบ่อยที่สุด

✅ อ่านเฉพาะหัวข้อที่สนใจก็ได้
หรือจะเซฟเก็บไว้ เผื่อวันนึงต้องใช้ ก็เปิดมาดูง่ายๆ

❤️ ถ้าเห็นคนรู้จักที่ลูกกำลังเป็น RSV
หรือมีใครโพสต์ถามตามเพจต่างๆ
แชร์โพสต์นี้ไปให้เขาได้เลยครับ

(มีคำถามอะไรเพิ่มเติม พิมพ์ถามในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ)

========================
1️⃣ RSV คืออะไร? ทำไมคนพูดถึงกันเยอะจัง?

RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial Virus
เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจ

☔️ ช่วงหน้าฝนแบบนี้คือช่วงที่มันระบาดหนัก
และ >90% ของเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ จะเคยติด RSV แล้ว

เด็กส่วนมากมีอาการเหมือน "หวัดธรรมดา"
แต่..ประมาณ 1 ใน 3 ของเด็กที่ติดเชื้อ
เชื้อ RSV สามารถลามลงไปลึกถึงปอดได้
ทำให้เกิดอาการ หอบเหนื่อย หายใจเร็ว จนต้องนอนโรงพยาบาลได้ 🏥

🧒🏻 RSV มักระบาดเป็นกลุ่มก้อน โดยเฉพาะใน
• ศูนย์เด็กเล็ก
• พี่น้องในบ้านเดียวกัน

========================
2️⃣ เชื้อ RSV ติดได้ยังไง? 🤧

💧 เชื้อไวรัส RSV แพร่ผ่าน “น้ำมูก น้ำลาย”
ดังนั้น… ถ้าไอ จาม หรือพูดคุยใกล้ๆ กันก็สามารถแพร่เชื้อได้

✋ และไม่ใช่แค่นั้น… ถ้าเด็กที่ป่วย
ไอ จาม หรือเช็ดน้ำมูกแล้วเอามือไปจับของเล่น จับประตู หรือจับของใช้ต่างๆ
เชื้อ RSV จะไปเกาะอยู่บนพื้นผิวพวกนี้ได้นาน “หลายชั่วโมง” เลยครับ!

🧸 แล้วถ้ามีเด็กคนอื่นไปจับของชิ้นเดียวกัน
ต่อด้วยเอามือเข้าปาก ขยี้ตา หรือหยิบขนมเข้าปาก → ก็ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายมาก

👩‍🦰 หรือบางที… ผู้ใหญ่เป็นคนไปจับของที่มีเชื้อ
แล้วกลับมาหาเด็ก หยิบจับเด็กโดย “ไม่ล้างมือก่อน” → ก็กลายเป็นการส่งเชื้อให้เด็กแบบไม่รู้ตัว

👃 นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อ RSV มักจะมีอาการน้อย
บางคนแค่เจ็บคอเล็กน้อย บางคนไม่มีอาการเลย
แต่ถ้าเผลอไป “กอด หอม จุ๊บ” เด็ก → ก็แพร่เชื้อให้ลูกได้เหมือนกันครับ

❌ เชื้อ RSV ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แบบที่หลายคนเข้าใจผิดกัน
ดังนั้น…แค่ออกไปนั่งหน้าบ้านหรือเจอฝนเฉยๆ
ไม่ได้ทำให้ติดเชื้อ RSV นะครับ

👉 เชื้อจะติดผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งของปนเปื้อนเท่านั้นครับ

========================
3️⃣ ลูกติดมาจากไหน? 🔍

RSV เป็นไวรัสที่มี “ระยะฟักตัว” อยู่ที่ประมาณ 2–8 วัน
แปลว่า… หลังจากที่ร่างกายได้รับเชื้อ → จะยังไม่แสดงอาการทันที
แต่จะเริ่มไอ มีน้ำมูก ก็ต่อเมื่อผ่านไป 2-8 วัน

📌 ดังนั้น ถ้าวันนี้ลูกเริ่มมีอาการป่วย. . .
คุณพ่อคุณแม่ลอง “ย้อนไปดูช่วง 2–8 วันที่ผ่านมา” ว่า…
🧸 ลูกไปเจออะไรที่เข้าข่าย “เหตุการณ์ในข้อ 2” หรือเปล่า?
• ไปเล่นของเล่นร่วมกับเด็กที่ป่วยไหม?
• มีใครในบ้านป่วยก่อนหน้าหรือเปล่า?
• มีผู้ใหญ่มากอด หอมลูก หรือไม่?

========================
4️⃣ ถ้าลูกติด RSV แล้ว… อาการจะเป็นยังไง?
แบบไหนที่ควรเริ่มสงสัยว่าใช่ RSV? 🤒🦠

🗓 ช่วง "1–2 วันแรก" ที่เริ่มมีอาการ
ลูกจะมีอาการ ไอ 🤧 น้ำมูกไหล 💧
ไข้อาจจะมีหรือไม่ก็ได้

ช่วงนี้จะดูเหมือน “หวัดธรรมดา” มากๆ
ยังแยกไม่ออกว่าเป็น RSV หรือเปล่า

🗓 ช่วงวันที่ 3–5 ของอาการ (ช่วงพีค)
ระยะนี้เชื้อ RSV จะเพิ่มจำนวนในร่างกายมากที่สุด

🧠 เด็กบางคนอาการจะหนักขึ้นในช่วงนี้
และ 1 ใน 3 ของเด็กที่ติด RSV จะ “ลุกลามลงปอด”

🔍 สัญญาณเตือนที่บอกว่าเชื้อลงปอด ได้แก่…
1. หายใจเร็วผิดปกติ (เร็วเกินตามอายุ)
2. ไอถี่ขึ้น เสมหะเยอะขึ้น บางคนไอจนกินไม่ได้ นอนไม่ได้ หรือไอจนอาเจียน
3. ได้ยินเสียงครืดคราดในลำคอ หรือปอด
4. หายใจแล้วหน้าอกบุ๋ม 🫁
5. ริมฝีปากเริ่มม่วงหรือเขียว 💙 (บ่งบอกว่าออกซิเจนในเลือดต่ำ)

📽 ดูวีดีโอให้เห็นภาพมากขึ้นได้จาก link นี้;
https://fb.watch/BHLdXH1u7J/?

🗓 ช่วงวันที่ 6–7 เป็นต้นไป
ร่างกายเริ่มควบคุมเชื้อได้แล้ว
อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น

✅ ไข้จะหายก่อน
⏳ ไอจะหายช้าที่สุด

บางคนอาจไอได้นาน 2–4 สัปดาห์
แต่ควรค่อยๆ ดีขึ้น

❗️ถ้าไอเกิน 2–3 สัปดาห์ แล้วยังไม่ดีขึ้น → แนะนำให้พาไปพบแพทย์ครับ

💩 เด็กเล็กยังไม่สามารถคายเสมหะเองได้
เลยมักจะ “กลืนเสมหะลงท้อง”
ซึ่งอาจทำให้มีอาการ “ท้องเสีย” ตามมาได้บ้าง
โดยทั่วไปไม่อันตราย และมักหายได้เอง

========================
5️⃣ ต้องตรวจน้ำมูกไหม? ตรวจเองที่บ้านได้หรือเปล่า? 👃🧪

ปัจจุบันมี “ชุดตรวจเชื้อไวรัสในน้ำมูกแบบตรวจเองที่บ้าน”
📦 หน้าตาคล้ายชุดตรวจโควิดเลย
วิธีใช้ก็เหมือนกัน → แยงจมูกลูก → หยดน้ำยา → รอผล 15 นาที
✅ ข้อดีคือสะดวกมาก

⚠️ แต่… สิ่งที่ต้องระวังคือ
1. เหมาะกับบ้านที่ “กล้าแยงจมูกลูกเอง” เท่านั้น
เพราะถ้า “แยงไม่ลึกพอ” → อาจ “ตรวจไม่เจอเชื้อ” ได้
ทำให้ผลออกมาเป็นลบ ทั้งที่ลูกอาจติดเชื้อจริงก็ได้
2. 💡 ชุดตรวจเหล่านี้เป็น “การตรวจแบบคัดกรองเบื้องต้น”
ความแม่นยำจะอยู่ที่ 50-60%
ดังนั้น ถ้าผลออกมา “ไม่เจอเชื้อ” อย่าเพิ่งวางใจว่าไม่เป็น RSV ครับ
เพราะอาจเกิดจาก…
• ตรวจเร็วเกินไป → เชื้อยังน้อยเลยยังไม่ขึ้นผลบวก
• แยงไม่ลึกพอเลยไม่เจอเชื้อ

แต่ถ้า…
✅ ตรวจแล้ว “เจอเชื้อ RSV” → ถือว่าผลน่าเชื่อถือระดับนึง
ถ้าอาการก็เข้าได้ มักแปลว่าลูกติดเชื้อจริงครับ

🎯 แนะนำให้เลือก “ชุดตรวจที่แยงจมูกครั้งเดียว แต่ตรวจได้หลายเชื้อพร้อมกัน”
เพราะเด็กอาจไม่ได้ติด RSV เสมอไป แต่อาจติดเชื้อไวรัสตัวอื่นก็ได้

🛍 ตอนนี้มีชุดตรวจแบบ 8–10 เชื้อในชุดเดียว
ให้เลือกอันที่เชื่อถือได้ และผ่านอย.นะครับ

📽 ดูคลิปวิธีการเลือกชุดตรวจน้ำมูกได้ใน link นี้เลย;
https://fb.watch/BHLh2LB6r3/?

========================
6️⃣ ทำไมบางทีพาไปโรงพยาบาล หมอไม่เห็นตรวจ RSV ให้เลย❓🏥

จริงๆแล้ว “ไม่จำเป็นต้องส่งตรวจ RSV ในเด็กทุกราย” ครับ

✅ เพราะ RSV เป็นเชื้อไวรัส สามารถหายได้เอง
→ “ไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะ” และรักษาตามอาการเท่านั้น

👨‍⚕️ การซักประวัติ + ตรวจร่างกายอย่างละเอียด
ก็เพียงพอแล้วสำหรับการวินิจฉัยว่าเป็น “การติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจ” และเริ่มรักษาได้เลยครับ

🕐 อีกเหตุผลสำคัญคือ…
การตรวจ RSV ที่โรงพยาบาลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
ระหว่างรอผล → เด็กต้องนั่งรอในโรงพยาบาลนาน
และยิ่งอยู่นาน… ก็ยิ่ง “เสี่ยงติดเชื้ออื่นๆ” จากโรงพยาบาลมากขึ้นด้วยครับ 😷

📌 เพราะแบบนี้ จึงเลือก “ส่งตรวจเฉพาะในบางกรณี” เช่น
เด็กที่มีอาการหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล
หรือ เด็กที่เริ่มมีภาวะเชื้อลงปอด เป็นต้น

========================
7️⃣ เด็กกลุ่มไหน… ที่เสี่ยงเชื้อลงปอดมากกว่าเด็กทั่วไป? 🫁⚠️

👶🏻 เด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือน
(โดยเฉพาะต่ำกว่า 6 เดือน จะมีโอกาสสูงขึ้นอีก)

👶🏻 เด็กที่ “คลอดก่อนกำหนด”
เพราะปอดยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ภูมิคุ้มกันก็ได้จากแม่ไม่เต็มที่

💔 เด็กที่มี “โรคประจำตัว” เช่น
• โรคหัวใจแต่กำเนิด
• โรคปอดเรื้อรัง
• ภูมิคุ้มกันบกพร่องตั้งแต่กำเนิด
• โรคทางระบบประสาท ที่แรงไอไม่ดี

กลุ่มนี้ถ้าติด RSV ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดนะครับ
เพราะมีโอกาสที่เชื้อจะลุกลามลงปอดได้ง่ายกว่าและรุนแรงกว่าเด็กทั่วไปครับ

========================
8️⃣ รักษา RSV เบื้องต้นที่บ้านได้ยังไงบ้าง?
(กรณีที่อาการไม่หนัก ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล) 🏠🩺

📽 ดูคลิปการรักษา RSV ที่บ้านได้จากคลิปนี้; https://www.facebook.com/share/v/1ASsRV3rQv/

8.1) 💧 สิ่งที่สำคัญมากที่สุด ไม่ใช่ยา แต่คือ “การให้น้ำหรือนมให้เพียงพอ”
โดยคำนวณตามน้ำหนักของเด็ก
(📊 ดูตารางที่ทำไว้ให้ในคอมเมนต์ได้เลย)

ถ้าเด็กได้รับน้ำไม่พอ → “น้ำมูก” และ “เสมหะ” จะเหนียว
(สองสิ่งนี้มีน้ำเป็นองค์ประกอบมากกว่า 95%)

📌 ผลที่ตามมา…
• น้ำมูกเหนียว → อุดจมูก → หายใจไม่สะดวก
โดยเฉพาะในเด็ก 1 ขวบ → จิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นบ่อยๆ
(เด็ก

22/01/2026
22/01/2026

🏃‍ยังไม่ต้องวิ่งไกล แค่วันละ 10 นาที ก็เปลี่ยนสุขภาพได้
เริ่มวันนี้ เพื่อไม่ต้องเจอหมอบ่อยในอนาคต 😉

🔸ช่วงฝุ่น PM2.5 สูง เปลี่ยนจากการวิ่งกลางแจ้งเป็นในร่ม อาทิ ในบ้าน โรงยิม หรือบนลู่วิ่ง เพื่อความปลอดภัย

วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ Thai Health Day Run ครั้งที่ 13 “วิ่งลดโรคเบาหวาน และความดัน”
อยากชวนคนไทยเห็นข้อดีของการวิ่ง และมาเริ่มออกวิ่งไปด้วยกัน เพราะทุกครั้งที่คุณออกวิ่งคือทุกครั้งของการเริ่มต้นของสัญญาณสุขภาพดี อวัยวะต่าง ๆ จะร่วมกันทำงานดีขึ้นทีละนิด

#วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่
#วิ่งลดโรค #แค่ออกวิ่งอวัยวะก็ออกวิ่งด้วย
#สสส

21/01/2026

ที่อยู่

Chiang Mai

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ HC Health & Well-beingผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram