Jaidee clinic ใจดีคลินิกเวชกรรม รักษาโรคทั่วไป โ?

💔 เครียดจน "เจ็บอก" ไม่ได้คิดไปเอง!ความเครียดกระตุ้นฮอร์โมนให้กล้ามเนื้ออกหดเกร็ง+เลือดเลี้ยงน้อยลง ขณะที่สมองส่วนรับควา...
25/02/2026

💔 เครียดจน "เจ็บอก" ไม่ได้คิดไปเอง!
ความเครียดกระตุ้นฮอร์โมนให้กล้ามเนื้ออกหดเกร็ง+เลือดเลี้ยงน้อยลง ขณะที่สมองส่วนรับความรู้สึกก็ "เปิดวอลลุ่ม" ให้เจ็บแรงกว่าปกติจนคล้ายโรคหัวใจ
✅ เจ็บจากเครียด: มักเจ็บจี๊ด ย้ายที่ไปมา เป็นตอนพักหรือคิดมาก (ไม่อันตราย หายได้ถ้าใจสงบ)
⚠️ เจ็บส่งสัญญาณตาย: แน่นเหมือนทับ ร้าวไปกราม/แขน เหงื่อแตก เหนื่อยหอบ (รีบไป รพ. ทันที!)
#สุขภาพใจ #เจ็บหน้าอก

ทำไมช่วงเครียดหนักๆ บางครั้งมีเจ็บหน้าอกขึ้นมาได้?


เราเชื่อว่าทุกคนเคยประสบอาการนี้มากค่ะ มักจะมาช่วงที่ชีวิตหนักๆ บางคนที่มีภาวะซึมเศร้า/วิตกกังวล/แพนิก ก็จะเป็นถี่ขึ้น

บางครั้งก็ทำประสาทกินว่าเป็นโรคหัวใจรึเปล่านะ?


คำตอบคือ จิตใจเกิดจากการทำงานของสมอง และสมองก็เชื่อมต่อกับอวัยวะภายในทั้งสองทิศทาง ทั้งสั่งการ (Autonomic nervous system) และรับรู้ (Visceral sensation) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เวลามีภาวะเครียดทางจิตใจ ส่งผลให้เกิดอาการจริงๆ หลายอย่าง โดยไม่ได้แกล้ง (อืม บางทีบางคนจะชอบคิดว่าแกล้งน่ะนะ)

เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น ร่างกายจะเกิดโหมดต่อสู้กับภัยอัตโนมัติ โดยใช้ระบบประสาท sympathetic และฮอร์โมน adrenaline/cortisol


ซึ่งฤทธิ์ของ sympathetic และ adrenaline สามารถทำให้
- หลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อ/โครงสร้างที่ทรวงอก หดตัวได้ (vasoconstriction) ทำให้เลือดไปเลี้ยงน้อยลง
- ปรับกล้ามเนื้อบริเวณนั้นให้ไวต่อการกระตุ้นมากขึ้น (Gamma-motor neuron sensitization) ทำให้กระตุ้นแล้วมีโอกาสเกิดการหดเกร็งได้

ดังนั้นมีโอกาสที่กล้ามเนื้อช่วงอกหดเกร็ง เลือดไหลเวียนไม่ดี มีกรดคั่ง ซึ่งกระตุ้นการเจ็บได้ ไม่ได้อันตรายอะไร และส่วนใหญ่ไม่ทำให้เกิดความเจ็บอะไร

เพราะการปรบมือข้างเดียวมักไม่ดังค่ะ
ฝั่งระบบประสาทที่รับความเจ็บมักจะมีปัญหาด้วย


ความเครียดโดยเฉพาะในรายที่เครียดหนักหรือเครียดเรื้อรัง ระบบ cortisol และ adrenaline จะปรับเปลี่ยนสมองหลายจุด

เช่น ส่วนควบคุมอารมณ์ dlPFC ทำงานลดลง ทำให้ amygdala ที่ประมวลผลอารมณ์เชิงลบ ซึ่งรวมถึงความกลัว/ความเจ็บ ทำงานมากขึ้น

แถมยังทำให้ระบบยับยั้งความเจ็บโดยธรรมชาติอย่างระบบ PAG-descending pathway ทำงานลดลง

นั่นคือ หากมีกลไกความเจ็บอะไรเกิดขึ้น จะเจ็บมากขึ้นเป็นพิเศษด้วย เพราะสัญญาณความเจ็บมันประมวลแรง ส่งมาถึงอารมณ์แรงขึ้น


และถ้ายิ่งคุณมีภาวะวิตกกังวล/แพนิก/ซึมเศร้า บางครั้งสมองส่วน anterior insula ที่คอยรับรู้อวัยวะภายใน จะ ‘สนใจ’ สัญญาณจากอวัยวะเป็นพิเศษ ทำให้ความเจ็บนั้นถูกสนใจมากขึ้น


หรือพูดโดยสรุปก็คือ เครียดทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง + เลือดมาเลี้ยงน้อย ฝั่งระบบประสาทก็นำสัญญาณเจ็บได้มากกว่าปกติ สมองสนใจมากกว่าปกติ

ซึ่งถ้ามีภาวะจิตเวชร่วมด้วย, มีการอดนอน มักจะทำให้อาการพบบ่อยขึ้น


ทั้งหมดทั้งมวลเลยทำให้เจ็บหน้าอกขึ้นมาได้ โดยไม่ได้เกิดจากโรคของอวัยวะภายในโดยตรง ซึ่งอาการมักจะ
✔️ ตำแหน่งไม่แน่นอน เปลี่ยนไปมา
✔️ ลักษณะความเจ็บหลากหลายมาก จี๊ดบ้าง แน่นบ้าง แสบบ้าง
✔️ ระยะเวลาไม่สม่ำเสมอ บางทีก็แป๊บเดียว บางทีก็ตื้อเป็นชั่วโมง
✔️ ไม่สัมพันธ์กับการออกแรง สุ่มปวดได้หมด ไม่สนกิจกรรม
✔️ มักเกิดตอนเครียด หรือคิดมาก


แต่ใดๆ ก็ตาม ‘อาการเจ็บหน้าอก’ เป็นได้ตั้งแต่ติ่งต้อยยันหายนะระดับชีวิต ถ้าไม่แน่ใจหรือเป็นรู้สึกว่าไม่ใช่จี๊ดนิดๆ แล้วให้รีบไป รพ. ก่อนนะคะ โดยเฉพาะ
⚠️ เจ็บแน่นเหมือนมีอะไรกดทับกลางอก (แน่น อึดอัด บีบๆ หนักๆ ไม่ใช่จี๊ดๆ)
⚠️ เจ็บร้าวไปที่แขนซ้าย คอ กราม หรือหลัง (โดยเฉพาะร้าวเป็นเส้น/ลึกๆ)
⚠️ เจ็บตอนออกแรง แล้วดีขึ้นตอนพัก (Exertional chest pain)
⚠️ เจ็บนานเกิน 10–15 นาที ไม่หาย หรือเป็นๆ หายๆ แต่ถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น
⚠️ มีอาการร่วม เช่น เหนื่อย หายใจไม่อิ่ม เหงื่อแตก ใจสั่น คลื่นไส้ หน้ามืด
⚠️ เจ็บตอนพักเฉยๆ โดยไม่มีสาเหตุชัด โดยเฉพาะถ้าไม่เคยเป็นมาก่อน
⚠️ เป็นในคนที่มีความเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง สูบบุหรี่ อายุ >40
⚠️ เจ็บแบบ “ไม่เหมือนเดิม” เช่น แรงขึ้น นานขึ้น หรือแปลกไปจากเดิม
⚠️ เจ็บแล้วรู้สึกผิดปกติอย่างมาก


ส่วนอาการเจ็บทางจิตนี้ ไม่อันตรายค่ะ
และหายไปได้ ถ้ารักษาสภาพจิตใจให้กลับมาปกติค่ะ

เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน

เพราะนี่คือ "โรคทางกาย" ที่แสดงออกผ่าน "อารมณ์"การรักษา... จึงไม่ใช่การ "ปลอบใจ" แต่คือการ "ซ่อมแซมสมอง
24/02/2026

เพราะนี่คือ "โรคทางกาย" ที่แสดงออกผ่าน "อารมณ์"
การรักษา... จึงไม่ใช่การ "ปลอบใจ" แต่คือการ "ซ่อมแซมสมอง

❌ ซึมเศร้าไม่ใช่แค่ภาวะจิตใจรู้สึกแย่เอง
✅ แต่ซึมเศร้ามีการเปลี่ยนแปลงในสมองจริง จับต้องได้ และเปลี่ยนตั้งแต่เซลล์ประสาท ยันหลอดเลือดฝอยในสมองเลย


บางครั้งสิ่งที่เรารู้สึกในใจ
มันมี “ร่องรอย” อยู่ในสมองจริงๆ ค่ะ


หลอดเลือดฝอยในสมองของเรา ไม่เหมือนหลอดเลือดฝอยที่อื่นนะคะ ที่ให้สารอะไรก็ขนส่งออกไปสู่เซลล์ง่ายๆ

แต่มันถูกสร้างเป็น “กำแพงป้องกัน” อย่างดี
เรียกว่า แนวกั้นเลือด-สมอง (Blood brain barrier: BBB) ดังภาพซ้ายเลยค่ะ
▪️ เซลล์ผนังหลอดเลือดจะเชื่อมติดกันแบบไร้ช่องว่างด้วยกาว (Tight junction)
▪️ มีขาของเซลล์พี่เลี้ยงสมอง (Astrocyte’s feet) มาห่อหุ้มไว้เหมือนผ้าห่ม
▪️ และมีเซลล์พี่เลี้ยงหลอดเลือด (Pericyte) คอยประคองโครงสร้าง

ทั้งหมดนี้ ทำให้สมองเป็น “พื้นที่ควบคุมสูง”
ไม่ใช่อะไรจะเข้าออกก็ได้


สารที่จะเข้าไป ต้อง “ผ่านด่าน”
▪️ สารเล็กบางชนิด เช่น น้ำตาล ฯลฯ จะเข้าได้ ต้องมีประตูเฉพาะ ไม่มีก็จบ อดเข้า
▪️ แต่สารก่ออักเสบ หรือโมเลกุลใหญ่ๆ จะผ่านออกนอกหลอดเลือดเข้าสมองไม่ได้เลย

เหมือนเมืองที่มีระบบตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดมากค่ะ


🌧️ แต่ในภาวะซึมเศร้า
กำแพงนี้ “ไม่ได้พังแบบระเบิ-ด”
แต่มันเริ่มมี “รอยรั่วเล็กๆ” ค่ะ
▪️ Tight junction เริ่มหลวม
▪️ ช่องว่างเล็กๆ เริ่มเกิดขึ้น
▪️ สารในเลือด โดยเฉพาะสารก่ออักเสบ (Cytokines) ค่อยๆ เล็ดลอดเข้าไป

และเมื่อสิ่งเหล่านี้เข้าไปในสมอง มันจะไป “ปลุก” เซลล์ภูมิคุ้มกันประจำสมอง ที่ชื่อว่า microglia

microglia ที่ถูกกระตุ้นมากเกินไป
จะเปลี่ยนจากผู้ดูแล → กลายเป็นผู้ทำลาย
▪️ ปล่อยสารอักเสบเพิ่ม
▪️ รบกวนจุดเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท (synapse)
▪️ ทำให้เซลล์ประสาทค่อยๆ ฝ่อ และเชื่อมต่อกันน้อยลง ทำงานน้อยลง

มันไม่ใช่การตๅยแบบเฉียบพลัน
แต่มันค่อยๆ เสียหายทีละนิด


🌫️ แม้มัน “ไม่รุนแรง” เท่าโรคอื่นเช่น
▪️ไม่ได้อุดตันรุนแรงแบบหลอดเลือดสมอง (Stroke)
▪️ ไม่ได้อักเสบทำลายหนักแบบหลอดเลือดสมองอักเสบ (Cerebral vasculitis)
▪️ ไม่ได้ฝ่อตๅยลุกลามแบบอัลไซเมอร์

แต่มัน “เสียหายจริง”
เป็นความเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้าง
ที่ส่งผลต่อการทำงานของสมอง


🌱 เมื่อสมองทำงานได้ไม่เหมือนเดิม ความคิด อารมณ์ พลังชีวิต และทุกสิ่ง ก็ผิดปกติตามไปด้วย ขึ้นกับว่าจุดไหนโดน เพราะทุกพฤติกรรมขึ้นกับสมองไง


ดังนั้น ซึมเศร้า
ไม่ใช่เรื่องของ “ความอ่อนแอ”

แต่มันคือสมองที่พังจริง
และต้องการการรักษา
และเวลาในการฟื้นฟูจากทุกวิธีค่ะ

23/02/2026

ทำไมออกไปข้างนอกช่วงเป็นซึมเศร้า ถึงมึนทิศ นึกทางไม่ออกได้บ่อยๆ?


บางคนเริ่มสังเกตว่า ไปที่เดิมแท้ ๆ แต่ต้องหยุดคิดนิดนึง
เลี้ยวซ้ายหรือขวานะ ทั้งที่เคยมาหลายครั้งแล้ว

มันไม่ใช่การลืมทั้งหมดค่ะ
แต่มันคือ “ความลังเล” ที่ไม่เคยมีมาก่อน


บางคนอาจจะคิดว่าเพราะไม่มีสมาธิรึเปล่า
บางคนอาจจะคิดว่ามัวแต่ดิ่งรึเปล่า
บางคนอาจจะคิดว่าเพราะความจำแย่ลงรึเปล่า

แต่จริงๆ มันมีคำอธิบายที่ดีกว่านั้นมากค่ะ
เพราะสมองเรามี ‘ศูนย์ระบุทิศ’ ที่วางการทำงาน
เป็นระบบพิกัด (Coordinate) แบบในคณิตฯ เลย


🧠 จริง ๆ แล้วสมองส่วน Hippocampus ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความจำระยะยาว
แต่ยังเป็นเหมือน “ระบบระบุตำแหน่ง” ของเราในพื้นที่ว่าง และถ้ารวมกับหน้าที่ของสมองส่วนอื่นที่รับรู้เวลา ผ่านการ เปลี่ยนแปลง จะบอกว่าสมองรับรู้ spacetime ก็คงไม่ผิด

โดยจะมีเซลล์ระบุตำแหน่งชื่อ place cell (PC) ที่รับสัญญาณมาจากสมองส่วนภาพและ้ข้อมูลอื่นๆ มาประมวลผลแล้วยิงสัญญาณออกไปยัง

เซลล์กริด (grid cell: GC) ซึ่งฝังตัวอยูใน ศูนย์วางพิกัดเชิงพื้นที่ (entorhinal cortex: EC) ตัวนี้แหละค่ะ เป็นเหมือนโครงพิกัด coordinate ในหัว โดยวางตัวเป็นรูปร่างตาข่ายหกเหลี่ยมแล้วแทนตำแหน่งทิศคร่าวๆ ค่ะ

มันจะคอยคำนวณตำแหน่งจากการเคลื่อนไหวของเรา (path integration) ไม่ว่าเราจะเดินไปทางไหน หรือหันไปทิศใด แล้วให้ place cell มาปักหมุดลงบนโครงนั้น ซึ่งแม้มันจะไม่ได้เท่า google map แต่มันทำให้เราซิงค์กับความจำที่ดึงมา เทียบซ้ายขวาหน้าหลังบนล่าง ได้ค่ะ และยังคาดเดาจากแผนที่ในหัวได้ด้วย

“ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน หันไปทางไหน และควรไปทางไหน”


🌧 อย่างที่ทราบกันว่าในภาวะซึมเศร้านั้น Hippocampus ฝ่อและทำงานลดลง
→ การสร้างเซลล์ใหม่ลดลง
→ การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ไม่คมเหมือนเดิม
→ แผนที่ในหัวเลย “พร่า” ลงเล็กน้อย

เราจึงยังไปถูกค่ะ
แต่ต้อง “ใช้เวลาคิดมากขึ้น”
ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ ‘บางคน’ จะมีหลงทางบ้าง
แต่ไม่ได้รุนแรงมากค่ะ


โรคที่มีอาการแบบนี้เหมือนกัน แต่รุนแรงชนิดที่ว่าหลงทางไปเลย อันดับต้นๆ เลยคือโรคอัลไซเมอร์ ที่เริ่มพังตั้งแต่เซลล์กริดใน Entorhinal cortex ยันโครงสร้าง Hippocampus เลย

ทำให้ช่วงที่ระยะแรกๆ คนไข้หลายคนมีปัญหาเรื่องหลงทาง
มีปัญหาเรื่องความจำค่ะ


🌱 แต่สิ่งที่เพจอยากฝากไว้เสมอคือ content ในเพจนี้ แค่อยากให้คุณรู้ว่า ‘อะไร’ แมร่งเกิดขึ้นในสมองของเรา สมองที่ตอนนี้มันป่วย ถือโอกาสเรียนรู้ไปกับมัน และรับรู้ว่ามันไม่ได้คิดไปเอง แต่เรากำลังใช้อุปกรณ์ชื่อสมอง พังๆ ค่ะ

และการพังของมัน มันไม่ถาวร มันสามารถกลับคืนมาได้
ถ้าได้รับการรักษา และการปรับชีวิตค่ะ

23/02/2026

“ยิ่งอดนอน ยิ่งวิตกกังวล นอนหลับดีได้ กังวลลดลง ตัดง่ายขึ้น”

ใครที่เป็นคงยืนยันว่าเรื่องจริง
ต่อให้ไม่เป็นโรควิตกกังวล
ช่วงที่นอนน้อย จะยิ่งคิดวนไปวนมานานขึ้น


เหตุที่เป็นแบบนี้เพราะว่า
การนอนน้อย ไม่ใช่แค่ทำให้เพลีย

แต่มันไปเร่ง “หน่วยเตือนภัย” ในสมอง
โดยเฉพาะวงจรระหว่าง hippocampus ส่วนหน้า (vHPC) และ amygdala
ให้ไวขึ้น ดังขึ้น และหยุดยากขึ้น

ผลคือ ความวิตกกังวลเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
และมักลามกว้างกว่าบริบทจริง


คล้ายๆ กริ่งไฟไหม้ มันดังถี่น่ะค่ะ ทั้งๆ ที่
ต้นเหตุเป็นแค่เทียน
หรือเป็นความร้อนบนดวงอาทิตย์ที่มันดับไม่ได้อยู่แล้ว
(เอ่อ กริ่งจริงๆ มันไม่ดังกับอะไรแบบนี้หรอก แค่เทียบค่ะ)

ซึ่งจะเห็นได้ชัดมากในคนที่เป็นวิตกกังวล
ที่ alarm มันเหมือนดังตลอดเวลา


งานวิจัยของ Jie Zhang และคณะ (2024) พบว่า
การอดนอนเพียงคืนเดียวทำให้

▪️ vHPC แยก “ภัย” กับ “ปลอดภัย” ไม่ออก
ข้อมูลที่ไม่อันตราย
กลับกระตุ้นความกังวลได้

▪️ Amygdala ไวเกินไป
และความกลัวแผ่ขยายกว้างเกินบริบท
เกิด fear generalization
จากเรื่องหนึ่ง ลามไปหลายเรื่อง

▪️ การควบคุมจาก dlPFC ลดลง
การยับยั้งแบบ top-down ทำงานแย่ลง

ผลคือไม่ใช่แค่กังวลง่าย
แต่กังวลไปได้แทบทุกเรื่อง


แต่ในคนที่เป็นโรควิตกกังวล
วงจรนี้ “เปิดง่าย แต่ปิดยาก”

และการนอนน้อย
ยิ่งทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น


จริง ๆ แล้วในคนปกติ ระบบเตือนภัยนี้เป็นระบบที่ดีนะคะ

ข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมหรือความคิด จะถูกส่งไปยัง amygdala และ vHPC แล้ว amygdala สร้างความกลัวและความกังวล แล้วประสานไปยังระบบประสาท sympathetic และศูนย์เตือนภัยระยะยาวอย่าง BNST

ขณะเดียวกัน vHPC จะดึงความทรงจำมาเทียบ แล้วยิ่งเสริมการเตือนภัยของ amygdala ให้แรงขึ้น

จากนั้น ศูนย์อย่าง anterior hypothalamus และ PAG จะสั่งให้สมองเข้าสู่โหมด “ตื่นภัย” หัวใจเต้นแรง ร่างกายตื่นตัว

สร้างสถานะพิเศษที่ไวต่อภัย
และหลบหลีก แก้ไข ได้อย่างแม่นยำค่ะ

เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย
สมองส่วนควบคุมอย่าง dlPFC
และระบบ GABAergic
ควรเข้ามาหยุดสัญญาณเหล่านี้


และเมื่อสมองอยู่ในโหมด “ตื่นภัย” แบบนี้
การนอนก็ยิ่งยากขึ้น

เกิดวัฏจักรอุบาทว์
อดนอน → กังวล → อดนอน → กังวล
วนซ้ำไปเรื่อย ๆ

จนชีวิตและการงานเริ่มพังลงอย่างเงียบ ๆ


ถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่ายิ่งนอนน้อย ใจยิ่งไม่สงบ
ยิ่งกังวล ยิ่งนอนไม่หลับ

นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กค่ะ การดูแลต้องแก้ทั้ง ความวิตกกังวล และ การนอนหลับ ไปพร้อมกัน

✔️ นอนให้พอคือวิธีลดความไวของสมองส่วนเตือนภัย (amygdala – vHPC) โดยตรง ถ้ามีปัญหาการนอนต้องรีบแก้นะคะ (แปะไว้ในคอมเมนท์)
✔️ อย่าฝืนคิดแก้ปัญหาตอนดึก นอนก่อนแล้วไปคิดตอนเช้าเถิด
✔️ หลีกเลี่ยงคาเฟอีนใกล้เวลานอน เพราะมันทำให้สมองตื่นตัว และยิ่งเข้าสู่วงจรวิตกกังวลได้ง่าย โดยเฉพาะคนที่ไวต่อการกระตุ้น
✔️ งดสุราไปเลยช่วงที่พีคๆ
✔️ ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆ พบจิตแพทย์ช่วยได้ค่ะ

20/02/2026

อาการเพลีย/หมดพลังงานในซึมเศร้า เป็นอาการที่คนรอบข้างไม่ค่อยเข้าใจ เพราะสงสัยว่ามันมีด้วยเหรอ ไม่ใช่แค่เศร้าเหรอ แม้กระทั่งคนเป็นเองยังไม่เก๊ทเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เพราะมันเหมือนไม่มีแรง แต่กล้ามเนื้อก็กำลังปกติไม่ได้ลดลง

เหตุเพราะว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนค่ะ
จากสมองหลายจุด

✔️ Dorsolateral prefrontal cortex ทำงานลดลง: ประเมินพลังงานที่ใช้ในกิจกรรมใดๆ เยอะกว่าความเป็นจริง โดยไม่รู้ตัว

✔️ ระบบ Default mode network ทำงานค้าง: เหม่อลอยคิดลบ ใช้กำลังทั้งหมดไปกับการคิดลบแล้ว หมดสิ้นในการคิด-ริเริ่มทำกิจกรรมอื่น

✔️ ระบบ Reward system ทำงานลดลง : หมดสิ้นแรงจูงใจในการทำกิจกรรมตรงหน้า ลึกๆ รู้สึกว่าไม่รู้จะทำไปทำไม

✔️ Anterior cingulate cortex ทำงานผิดปกติ: ประเมินความคุ้มของกิจกรรมในทางเลวร้าย ทำแล้วไม่คุ้ม ไม่ควรลงแรง


ทั้ง 4 กลไกที่เกิดขึ้น ผู้ป่วยจะไม่รู้ตัวโดยจิตสำนึกเลย
คือเขาไม่รู้ตัวเขาประเมินแรงเกินจริง เขาไม่รู้ตัวตัดสินว่าไม่คุ้ม

พวกนี้มันทำในระดับจิตใต้สำนึกเลย
คนเป็นเลยแปลผลออกมารวมๆ ว่ารู้สึก

‘เพลีย’

15/02/2026

🖤 ทำไมคนซึมเศร้า ถึงมักรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับใครเลย

คนซึมเศร้าหลายคนไม่ได้แค่ “เศร้า” ค่ะ แต่มีความรู้สึกที่เจ็บลึกกว่านั้น คือ ฉันไม่คู่ควรกับเพื่อน ไม่คู่ควรกับคนรัก หรือก็คือไม่คู่ควรกับใครทั้งนั้น

และความคิดนี้มันอันตรายมาก
เพราะมันทำให้คนหนึ่งคนค่อยๆ ถอนตัวออกจากโลก
เลิกตอบแชท เลิกเจอคน เลิกเชื่อว่าตัวเองมีค่า
ทั้งที่จริงๆ หลายคนก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้


🧠 อย่างที่เพจนี้เคยกล่าวอยู่เสมอว่า ซึมเศร้ามันไม่ใช่แค่ความรู้สึกเศร้า แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากสมองหลายจุดเชื่อมต่อลดลง/ฝ่อ จนทำงานน้อยลง บางจุดที่เกี่ยวกับ stress ก็เปิดค้างไว้ และจุดที่ทำงานลดลง จุดนั้นแหละคือเซลล์ประสาทสร้างสารสื่อประสาทลดลง (แบบที่ตำรามักเขียนไว้)

ดังนั้นพอมันไม่ได้มีแค่อาการเศร้า
มันจึงมีอาการอื่นที่หลากหลายมาก
หนึ่งในนั้นคือการ ‘ให้คุณค่า’ แก่ตัวเองค่ะ


1️⃣ สมองส่วน dlPFC พัง ทำให้ “ปรับมุมมองไม่เป็น”

สมองส่วน dorsolateral prefrontal cortex (dlPFC) มีหน้าที่สำคัญมากคือ
ช่วยปรับมุมมอง (cognitive flexibility) และช่วยควบคุมอารมณ์ลบไม่ให้พุ่งเกินไป

แต่ในคนซึมเศร้า dlPFC มักทำงานลดลงหรือฝ่อลง ผลคือสมอง “ติดหล่ม” อยู่ในมุมเดิมๆ แบบแข็งทื่อ (rigid thought) พอเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แม้จะเล็กนิดเดียว สมองจะสรุปทันทีว่า “ฉันผิด”

และเมื่อ dlPFC คุมอารมณ์ไม่อยู่
ศูนย์อารมณ์กลัวและเจ็บปวดอย่าง amygdala จะทำงานแรงขึ้น (amygdala hyperactivity) ความรู้สึกผิดจึงไม่ใช่ความผิดธรรมดา แต่มันกลายเป็นคลื่นอารมณ์ที่ถล่มจนจุกอก

ในเรื้อรังเลยถ่ายทอดออกมาเป็น ไม่มีคุณค่า ไม่เหมาะกับใครหรืออะไรเลย


2️⃣ สมองส่วน sgACC ทำงานแรงเกิน จน “ประเมินค่าตัวเองผิด”

สมองส่วน subgenual anterior cingulate cortex (sgACC) ทำหน้าที่ตีความอารมณ์
และประเมินคุณค่าของตัวเองในเชิงลึก

ในโรคซึมเศร้า sgACC มักทำงานมากเกินไป และงานวิจัย fMRI พบว่า คนที่โทษตัวเอง (self-blaming) จะมี sgACC activation สูงขึ้นชัดเจน

ดังนั้นเวลาคนซึมเศร้าทำผิดเล็กๆ สมองไม่ได้แปลว่า “ฉันพลาด” แต่มันแปลว่า “ฉันเป็นคนแย่” นี่คือการตัดสินตัวตนทั้งชีวิตจากเรื่องเดียว และมันเจ็บมากค่ะ

และเมื่อ dlPFC ที่ควรดึงสติกลับมาทำงานไม่ได้ sgACC ที่ทำหน้าที่ “ตัดสินคุณค่า” ก็เหมือนศาลที่ไม่มีทนายฝ่ายจำเลย คำตัดสินจึงออกมาเป็นคำว่า “ไร้ค่า” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


3️⃣ สมองส่วน Hippocampus ทำงานร่วมกับ Amygdala ขุดแต่เหตุการณ์ล้มเหลวออกมา

สมองส่วน Hippocampus นอกจากจะฝังความจำระยะยาวแล้ว ยังช่วยนำความจำออกมาใช้ ในซึมเศร้าแม้สมองส่วนนี้จะทำงานลดลง ฝังความจำใหม่ลดลง

แต่ความจำเชิงลบ ยังไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะมันทำงานร่วมกับ amygdala ทำให้เกิดปรากฎการณ์ Emotion tagging ฝังได้ดีเหมือนเดิม

แถมยังดึงเหตุการณ์ร้ายๆ ที่ผิดพลาด ออกมาฉายให้ดูบ่อยๆ ด้วย ซ้ำเติมความรู้สึกไร้ค่าไปอีก


🌷 สรุป: คนซึมเศร้าไม่ได้ไม่คู่ควร แต่สมองกำลังหลอกเขาอยู่ dlPFC ที่ควรปรับมุมมองเสียไป ขณะที่ sgACC ที่ประเมินคุณค่าตัวเองกลับทำงานแรงเกินสองอย่างนี้จับมือกันสร้างความรู้สึกว่า “ฉันไม่สมควรถูกรัก” แบบถอนยากมาก แถมยังมี Hippocampus พังๆ ที่คอยขุดผลลัพธ์ที่ผิดพลาดมาให้ชมอีก

และนี่คือเหตุผลที่การบอกให้เขา “คิดบวก” มักไม่ได้ผล
เพราะสมองส่วนที่ใช้คิดบวกมันล้าและพังอยู่จริงๆ

การรักษาจึงต้องให้ยาและการบำบัดช่วยกัน เพื่อให้สมองค่อยๆ กลับมาสร้างจุดเชื่อมประสาทใหม่ และค่อยๆ ฝึกมุมมองใหม่ได้อีกครั้ง

ถ้าคุณกำลังรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับใครเลย
ขอให้จำไว้นะคะ ความคิดนี้ไม่ใช่ตัวตนของคุณ
มันเป็น “อาการ” ของโรค ที่รักษาได้ และดีขึ้นได้จริงค่ะ

11/02/2026

Hippocampus เป็นสมองเป้าหมายอันดับต้นๆ ในซึมเศร้าที่โดนเล่นงานจนฝ่อ เปลี่ยนชีวิตจากคนเรียนรู้ไว นึก/ตอบสนองไว กลายเป็นคนทำอะไรช้าไปหมด นึกไม่ออก “เหมือนสล๊อต” ใน zootopia

แต่ในหายนะก็ยังมีแสงสว่าง
เพราะบังเอิญสมองส่วนนี้เป็นสถานที่เดียว ณ ตอนนี้ ที่ยืนยันชัดเจนในมนุษย์ว่ามีการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนได้ (neurogenesis) พลิกวงการคนที่เคยเชื่อว่าสมองผู้ใหญ่สร้างเซลล์ไม่ได้แล้ว

ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้น แม้จะทำให้เซลล์ประสาทมันโครงสร้างผิดปกติไปหมดจนเชื่อมต่อได้แย่ แต่พอรักษาแล้วมันจะกลับมาเชื่อมต่อเหมือนเดิม ตัวไหนเสียหายหนัก ก็ถูกทดแทนด้วยเซลล์สร้างใหม่

แล้ววันที่เราคนเดิมจะกลับมา
ยุคทองจะกลับมาอีกครั้ง
ตอนนี้สมองมันป่วยอยู่ รอมันกลับมาค่ะ


ปล. สำหรับสายสุขภาพ เรากำลังหมายถึง subgranular zone ใน dentate gyrus ใจกลาง hippocampus ค่ะ มีหลักฐานมานานแล้วว่ามี neuronal stem cells และยัง active proliferation/differentiation อยู่ใน animal model และสุดท้ายก็ยืนยันว่าเจอในมนุษย์เช่นกัน

11/02/2026

บางครั้งก็ฝันถึงเหตุการณ์วัยเด็ก บางครั้งก็เห็นตัวเองในวัยเด็กจนอยากไปคุยไปเตือนอะไรซักหน่อย แต่นั่นก็เป็นอดีตไปแล้ว และบางอดีตไม่ได้ฝากแค่ความทรงจำ แต่ฝากถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับ DNA


วัยเด็กคือวัยที่ควรนอนเต็มอิ่ม
กินเพียงพอเพื่อเติบโตอย่างสมบูรณ์ที่สุด
รับ stress ที่พอเหมาะเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาตัวเอง

แต่ไม่ใช่ stress ในระดับรุนแรงและต่อเนื่อง
ซึ่งมักไม่ได้แค่สร้างความทรงจำฝังลึกที่แย่
แต่มันทำให้เกิดกลไก epigenetics ปิดผนึก DNA
บางจุดบางยีน หรือเปิดใช้งานมากกว่าปกติ

สุดท้ายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เปิดโหมด stress
ได้รุนแรงและยาวนานกว่าคนทั่วไป

กลายเป็นหนึ่งใน ‘กุญแจ’ ที่เริ่มโรคจิตเวชมากมาย
ใช่ค่ะ โดยเฉพาะซึมเศร้า

อ่าใช่ค่ะ มันก็ไม่ได้เป็นทุกคน
หลายคนมีชีวิตเลวร้ายก็ไม่ได้เป็น
เอาเป็นว่ามันเป็นหนึ่งใน factor นึงละกันค่ะ

ดังนั้นถ้าใครมีบุตรหลาน
อย่าลืมให้ความรักและเอาใจใส่นะคะ
คือไม่ได้ต้องการประคบประหงมจนไม่ได้เจอ stress เลย
(อันนั้นก็แย่พอกัน เดี๋ยวอนาคตมาคุย) แต่ไม่ใช่ให้เจอ
stress ในระดับผู้ใหญ่ร้ายแรง แบบหนักๆ
โดยเฉพาะถึงการทำร้ายร่างกายที่รุนแรงค่ะ

ขอเป็นกระบอกเสียงนึงละกันค่ะ

ทักษะรัก: * จุดเริ่ม: ทุกความสัมพันธ์เกิดขึ้นได้ เพราะมัน "เคยดี" อย่าลืมความจริงข้อนี้ในวันที่ใจล้า * การลงทุน: จงเผื่อ...
11/02/2026

ทักษะรัก:
* จุดเริ่ม: ทุกความสัมพันธ์เกิดขึ้นได้ เพราะมัน "เคยดี" อย่าลืมความจริงข้อนี้ในวันที่ใจล้า
* การลงทุน: จงเผื่อใจ แต่อย่าเผื่อเลือก ลงทุนให้พอดีกับความจริงตรงหน้า เพื่อให้วันที่ "ไม่ถูกรางวัล" เราจะยังเหลือต้นทุนไปต่อกับชีวิตตัวเอง
* ทักษะ: รักไม่ใช่แค่เรื่องของดวง แต่คือทักษะการ เข้าใจ ใส่ใจ เคารพ และตอบสนอง ซึ่งต้องฝึกให้ชำนาญ
* ความสุข: อย่าใช้ความรักเป็น "ยาแก้ปวด" จากอดีต แต่จงใช้เป็น "เครื่องเคียง" เพิ่มรสชาติให้ชีวิตที่สมบูรณ์อยู่แล้ว
* ตัวตน: รักเขาที่เขาเป็นเขา (I-Thou) ไม่ใช่รักเขาเพื่อให้เขาเป็น "ของของเรา" (I-It)
* ระยะเวลา: ความยาวนานไม่ใช่ตัววัดคุณภาพ แม้จะจบลงในหนึ่งวัน แต่มันคือ "ความสุขที่เคยเกิดขึ้นจริง"
* อดีต: อย่าเอาความผิดพลาดของคนเก่า มาพิพากษาคนปัจจุบัน
* ความต่าง: รักที่ดีไม่ใช่รักที่ไม่มีปัญหา แต่คือรักที่ "ยอมรับ" ว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ
* การซ่อมแซม: เมื่อความสัมพันธ์สะดุด จงใช้ "ทักษะ" แก้ไขให้ไวที่สุด ก่อนที่รอยร้าวจะกลายเป็นรอยแยก
* หมดอายุ: การจากลาไม่ได้แปลว่าล้มเหลว แต่มันคือการ "หมดอายุขัย" ของเงื่อนไขระหว่างคนสองคน
* คุณค่า: รักที่จบลงไม่ได้ลดทอนคุณค่าในตัวเรา แต่มันคือหลักฐานว่าเราได้ "ใช้ชีวิต" อย่างเต็มที่แล้วในชั่วขณะหนึ่ง
บทสรุปใหม่:

> "จงทุ่มเทให้ความรัก แต่อย่าทิ้งที่ว่างให้ตัวเองไม่มีที่ยืน"

5 สัญญาณ Burnout ที่คนทำงานไม่รู้ตัวทำงานได้ แต่ใจเริ่มล้า…คุณกำลังเผชิญภาวะหมดไฟหรือไม่?ในโลกของการทำงานยุคปัจจุบัน ควา...
09/02/2026

5 สัญญาณ Burnout ที่คนทำงานไม่รู้ตัว

ทำงานได้ แต่ใจเริ่มล้า…คุณกำลังเผชิญภาวะหมดไฟหรือไม่?

ในโลกของการทำงานยุคปัจจุบัน ความขยันและความรับผิดชอบสูงมักถูกชื่นชม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนกำลังเผชิญกับ Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน
ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนที่ทำงานหนักเกินไปเท่านั้น แต่เกิดได้กับคนที่ “กดดันตัวเองสูง” และ “คาดหวังความสมบูรณ์แบบ” ด้วยเช่นกัน

ปัญหาคือ Burnout มักมาแบบเงียบ ๆ จนเราอาจไม่รู้ตัว

ลองสังเกต 5 สัญญาณต่อไปนี้



1. เหนื่อยตลอดเวลา แม้ไม่ได้ทำงานหนัก

ไม่ใช่แค่ร่างกายล้า แต่เป็นความรู้สึก “หมดแรงทางใจ”
• นอนครบชั่วโมงแต่ยังเพลีย
• วันหยุดก็ไม่สดชื่น
• ต้องใช้คาเฟอีนหรือสิ่งกระตุ้นมากขึ้น

นี่อาจไม่ใช่แค่พักผ่อนไม่พอ แต่เป็น ความล้าทางอารมณ์ (Emotional Exhaustion)



2. สิ่งที่เคยสนุก กลายเป็นเฉยชา

งานที่เคยตื่นเต้น กลายเป็น “แค่หน้าที่”
• ไม่รู้สึกภูมิใจในผลงาน
• ไม่อยากเริ่มโปรเจกต์ใหม่
• เลี่ยงการประชุมหรือการมีส่วนร่วม

ภาวะนี้สะท้อนว่า แรงจูงใจภายในเริ่มลดลง ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะใจเริ่มอ่อนแรง



3. หงุดหงิดง่าย ใจร้อนกับเรื่องเล็กน้อย

Burnout ไม่ได้ทำให้คนเงียบเสมอไป บางครั้งทำให้
• โมโหง่าย
• ใจร้อนกับทีมงาน
• รู้สึกว่าทุกอย่าง “ช้าไปหมด”

สาเหตุคือสมองอยู่ในโหมดความเครียดต่อเนื่อง ทำให้ ความอดทนลดลงโดยอัตโนมัติ



4. รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ดีพอ” ตลอดเวลา

แม้ผลงานจะดี แต่กลับรู้สึกว่า
• ยังไม่พอ
• ยังไม่เก่ง
• ยังต้องทำมากกว่านี้

นี่คือสัญญาณของ Self-Criticism สูงผิดปกติ ซึ่งพบมากในคนเก่งและคนรับผิดชอบสูง



5. เริ่มมีอาการทางร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ชัด

Burnout มักแสดงออกผ่านร่างกาย เช่น
• ปวดหัวเรื้อรัง
• นอนไม่หลับ
• ใจสั่น แน่นหน้าอก
• ปวดท้องหรือกรดไหลย้อน

อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเป็นสัญญาณว่า
ระบบประสาทกำลังทำงานหนักเกินไปเป็นเวลานาน



แล้วควรทำอย่างไรเมื่อเริ่มรู้ตัว?

Burnout ไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ใช่โรคทางจิตเวชเสมอไป
แต่มันคือ “สัญญาณเตือน” ว่าจิตใจต้องการการดูแล

แนวทางเบื้องต้น:
• ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น
• กำหนดเวลาพักจริงจัง
• ออกกำลังกายเบา ๆ สม่ำเสมอ
• พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้
• หากอาการต่อเนื่องหลายสัปดาห์ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นทางเลือกที่ช่วยได้มาก


การดูแลใจ ไม่ใช่การหยุดทำงาน
แต่คือการทำให้เรามีแรงทำงานต่อได้อย่างยั่งยืน

ที่อยู่

อาคารพาณิชย์ BIZPOINT 2
Chiang Mai
50100

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:30
อังคาร 09:00 - 19:30
พุธ 09:00 - 19:30
พฤหัสบดี 09:00 - 19:30
ศุกร์ 09:00 - 19:30
เสาร์ 09:00 - 12:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Jaidee clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Jaidee clinic:

แนะนำ

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram