Sriphat Medical Center, Chiang Mai

Sriphat Medical Center, Chiang Mai ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Call Center : 0-5393-6900-1 (24 hrs)
Line :

ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งในคราวประชุมสภามหาวิทยาลัย
ครั้งที่ 3/2539 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2539 ในนาม ศูนย์บริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นมา และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานบริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 เป็นต้นมา

ศูนย์ศรีพัฒน์ฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้บริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคทุกสาขา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการวินิจฉัยโรค รวมทั้งบริการอันอบอุ่นประทับใจ ที่มุ่งเน้นคุณภาพของการบริการที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ

กระดูกพรุน ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการ      โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่มีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างต่อเนื่อง และเสื่อมสลายทางโครง...
04/03/2026

กระดูกพรุน ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการ
โรคกระดูกพรุน คือ โรคที่มีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างต่อเนื่อง และเสื่อมสลายทางโครงสร้างของ กระดูก ทำให้กระดูกบางลง มีความเสี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย โรคนี้ค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน มักไม่ค่อยแสดงอาการจนกระทั่งมีการหักของกระดูกเกิดขึ้น
✅ ตรวจคัดกรองเพื่อป้องกัน ก่อนสายเกินแก้

👉 โปรแกรมคัดกรองกระดูกพรุน 6,500 บาท

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #คลินิกกระดูกและข้อ #กระดูกพรุน #ผู้สูงอายุ #กระดูกเสื่อม

เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการ กรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
📍 คลินิกกระดูกและข้อ ชั้น 7 อาคารผู้ป่วยนอก ศูนย์ศรีพัฒน์
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม / ทำนัดล่วงหน้า โทร. 0-5393-4642

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

🧠เส้นเลือดแดงที่คอตีบ (Carotid stenosis) ... ภัยเงียบที่จ้องเล่นงานสมองจนเป็นอัมพาต🧠ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพงศัลยแ...
04/03/2026

🧠เส้นเลือดแดงที่คอตีบ (Carotid stenosis) ... ภัยเงียบที่จ้องเล่นงานสมองจนเป็นอัมพาต🧠

ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพง
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหลอดเลือด

---

เส้นเลือดแดงที่คอหรือหลอดเลือดคาโรติด (Carotid artery) เปรียบเสมือน "ท่อส่งน้ำหลัก" ที่ส่งเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองส่วนหน้า ซึ่งควบคุมทั้งการเคลื่อนไหว ความรู้สึก และการสื่อสาร

ลองจินตนาการดูว่าหากท่อหลักนี้เกิดมีคราบตะกรันสะสมจนตีบแคบ เลือดจะเดินทางไปเลี้ยงสมองได้ยากขึ้น หรือที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ เศษตะกรันเล็กๆ หลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดในสมองโดยตรง ผลลัพธ์ที่ตามมาคือภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic stroke) ซึ่งอาจเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งให้กลายเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้ในเสี้ยววินาที

---

💡โรคหลอดเลือดแดงที่คอตีบคืออะไร และต้นเหตุมาจากไหน

ภาวะนี้เกิดจากการสะสมของไขมัน แคลเซียม และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน จนเกิดเป็น "แผ่นคราบไขมัน" (Plaque) ที่ผนังด้านในของหลอดเลือด กระบวนการนี้เรียกว่า Atherosclerosis ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดค่อยๆ หนาตัวและแข็งขึ้น จนรูที่เลือดจะไหลผ่านแคบลงเรื่อยๆ

ปัจจัยที่เร่งให้เกิดกระบวนการนี้ ได้แก่

• การสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่คือตัวการสำคัญที่ทำลายเยื่อบุหลอดเลือดโดยตรง
• ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ: โดยเฉพาะ LDL หรือไขมันเลวที่เป็นส่วนประกอบหลักของการเกิดแผ่นคราบอุดตัน
• โรคเบาหวาน: น้ำตาลในเลือดที่สูงจะเปลี่ยนโครงสร้างของหลอดเลือดให้เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
• ความดันโลหิตสูง: แรงดันที่สูงต่อเนื่องจะกระแทกผนังหลอดเลือดจนเกิดการบาดเจ็บและอักเสบได้ง่ายขึ้น
• อายุและพันธุกรรม: เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดจะมีความยืดหยุ่นลดลงตามธรรมชาติ

💡สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง และการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีแม่นยำ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของโรคนี้คือ "มักไม่มีอาการ" ในระยะแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักทราบเมื่อมีการตีบตันไปมากกว่า 50-70% แล้ว หรือทราบเมื่อเกิดเหตุการณ์อัมพาตชั่วคราว (TIA) ไปแล้ว

อาการที่เป็นสัญญาณเตือนวิกฤต (Warning Signs) ได้แก่

• อาการแขนขาอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก: เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวแล้วหายไปเอง ก็ต้องรีบมาพบหมอทันที
• ใบหน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว: หรือควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าไม่ได้เฉียบพลัน
• พูดไม่ชัด พูดไม่ออก: หรือมีความผิดปกติในการสื่อสารอย่างกะทันหัน
• ตามัวหรือมองไม่เห็นชั่วคราว: มักเกิดกับตาเพียงข้างเดียว เหมือนมีม่านมาปิด (Amaurosis Fugax)
สำหรับการตรวจวินิจฉัยที่หมอแนะนำเพื่อประเมินความเสี่ยง มีดังนี้

1. การฟังเสียงฟู่ที่คอ (Carotid bruit): แพทย์จะใช้หูฟังฟังบริเวณลำคอ หากมีการตีบแรงดันเลือดจะเปลี่ยนจนเกิดเสียงที่ผิดปกติ
2. Carotid Duplex Ultrasound: เป็นวิธีที่สะดวก ปลอดภัย และแม่นยำสูง โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจดูการไหลเวียนเลือดและวัดความหนาของแผ่นคราบไขมัน
3. CTA / MRA Carotid: การฉีดสารทึบรังสีเพื่อเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้เห็นภาพสามมิติของหลอดเลือดอย่างชัดเจนก่อนวางแผนการรักษา

💊แนวทางการรักษา: เมื่อไหร่ที่ต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวด

การรักษาในปัจจุบันก้าวหน้าไปมาก หมอจะพิจารณาจาก "ระดับความตีบ" และ "อาการของผู้ป่วย" เป็นหลักเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและลดความเสี่ยง

ทางเลือกในการรักษาสรุปได้ดังนี้

• การรักษาด้วยยา (Medical management): สำหรับผู้ที่มีการตีบน้อยและไม่มีอาการ หมอจะจ่ายยาต้านเกล็ดเลือดและยาลดไขมันกลุ่ม Statin เพื่อทำให้แผ่นคราบไขมันคงตัว ไม่แตกออกจนเกิดลิ่มเลือด
• การผ่าตัดลอกคราบไขมัน (Carotid Endarterectomy - CEA): เป็นการผ่าตัดมาตรฐานสำหรับผู้ที่มีการตีบสูง (มากกว่า 50-70%) หรือมีอาการเตือน แพทย์จะทำการผ่าตัดเล็กน้อยที่ลำคอเพื่อลอกแผ่นคราบที่อุดตันออกโดยตรง
• การใส่ขดลวดขยายหลอดเลือด (Carotid Artery Stenting - CAS): เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับการผ่าตัดใหญ่ได้ โดยใช้สายสวนผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบขึ้นไปเพื่อขยายบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน
สำหรับการดูแลตนเองหลังตรวจพบ หมอเน้นย้ำเรื่องการคุมโรคประจำตัวให้ดีโดยเฉพาะโรคเบาหวาน ไขมัน และความดันโลหิตสูง งดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมความแข็งแรงของระบบไหลเวียนโลหิต

สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น หมอเห็นว่า บางคนอาจกังวลเรื่องความเสี่ยงจากการผ่าตัดหรือการทำหัตถการ แต่หากพิจารณาจากข้อมูลทางสถิติแล้ว ความเสี่ยงจากการปล่อยให้หลอดเลือดตีบรุนแรงไว้นั้นสูงกว่าความเสี่ยงจากการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญหลายเท่าตัวนัก

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 🔔 โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง 💬 Line

---

Reference

1. ประดิษฐ์ ปัญจวีณิน. โรคหลอดเลือดแดงคอตีบ: ภัยเงียบที่ป้องกันได้. วารสารหัวใจและหลอดเลือด. 2564; 12(2): 45-52. (สรุปแนวทางการป้องกันและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดคอตีบในบริบทไทย)
2. วิชัย ประสาทหิน. การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองด้วยอัลตราซาวด์. จดหมายเหตุทางการแพทย์. 2563; 25(3): 112-118. (อธิบายเทคนิคการใช้ Doppler Ultrasound ในการตรวจหาคราบไขมันที่คอ)
3. AbuRahma AF, DerDerian T, Adams E, et al. Carotid Artery Stenting vs Carotid Endarterectomy: A Comprehensive Review. Journal of Vascular Surgery. 2022; 75(1): 320-335. (การเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างการผ่าตัดลอกไขมันและการใส่ขดลวด)
4. Brott TG, Halperin JL, Abbara S, et al. 2011 ASA/ACCF/AHA/AANN/AANS/ACR/ASNR/SVS/SIR Guideline on the Management of Patients With Extracranial Carotid and Vertebral Artery Disease. Circulation. 2011;124(4):e54-130. (แนวทางปฏิบัติหลักสากลในการจัดการโรคหลอดเลือดคอ)
5. Spence JD. Management of asymptomatic carotid stenosis. PubMed Central - Neurological Research. 2014;36(5):433-40. (การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการจัดการผู้ป่วยหลอดเลือดคอตีบที่ยังไม่แสดงอาการ)
#เส้นเลือดคอตีบ #อัมพฤกษ์อัมพาต #ตรวจสุขภาพ #โรคหลอดเลือดสมอง #ศูนย์ศรีพัฒน์ #หมอสมอง #อัลตราซาวด์หลอดเลือด #ไขมันอุดตัน #ป้องกันอัมพาต

🚨 ปลายนิ้วเท้าคล้ำดำ เย็นเชียบ และเจ็บตลอดเวลา... สัญญาณวิกฤตขาดเลือด (CLI) 🚨ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพงศัลยแพทย์ผู้...
04/03/2026

🚨 ปลายนิ้วเท้าคล้ำดำ เย็นเชียบ และเจ็บตลอดเวลา... สัญญาณวิกฤตขาดเลือด (CLI) 🚨

ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพง
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหลอดเลือด

---

⚠️ Critical Limb Ischemia (CLI) คืออะไร และใครคือกลุ่มเสี่ยง

ภาวะ Critical Limb Ischemia (CLI) คือ ภาวะที่รุนแรงที่สุดของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Artery Disease – PAD) โดยเกิดจากการที่หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงขาและเท้ามีการตีบตันอย่างช้าๆ ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้อย่างเพียงพอ

ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นขาดออกซิเจนและสารอาหาร นำไปสู่อาการปวดเรื้อรัง การเกิดแผลที่ไม่หาย และในที่สุดอาจเกิดเนื้อตาย (gangrene) ได้

กลุ่มเสี่ยงสำคัญที่มีโอกาสเกิดภาวะ CLI ได้แก่

• ผู้ป่วยเบาหวาน: โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี เบาหวานจะทำลายหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบง่ายขึ้น
• ผู้ที่สูบบุหรี่: สารเคมีในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดโดยตรง และเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโรคหลอดเลือด
• ผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูงและความดันโลหิตสูง: สภาวะเหล่านี้ส่งเสริมให้เกิดการสะสมของคราบไขมันและหินปูนในหลอดเลือด
• ผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง: บ่งชี้ว่ามีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดแดงเสื่อมทั่วร่างกาย
• ผู้สูงอายุ: ความเสื่อมของหลอดเลือดตามวัยเป็นสาเหตุหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สัญญาณเตือนที่ต้องสังเกต เมื่อไหร่ที่ต้องรีบพบแพทย์

การสังเกตสัญญาณเตือนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที หมอขอสรุปสัญญาณสำคัญที่ควรตระหนักไว้ดังนี้

• อาการปวดเท้าขณะพัก (Rest pain): เป็นอาการเด่นที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของ CLI โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดที่เกิดขึ้นแม้ในขณะที่ไม่ได้ขยับขาหรือขณะนอน มักจะดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อห้อยขาลงจากเตียง เพราะแรงโน้มถ่วงช่วยให้เลือดไหลเวียนลงสู่เท้าได้บ้าง
• แผลเรื้อรังที่หายยาก: แผลที่เท้าหรือขาที่เกิดขึ้นเอง หรือเกิดจากการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถหายได้ภายใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ หรือมีลักษณะแย่ลงเรื่อยๆ แผลมักมีลักษณะแห้ง ขอบแผลซีด และมักจะเจ็บปวดมาก
• การเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและอุณหภูมิ: ผิวหนังบริเวณเท้าและขาอาจมีสีซีดลง หรือเป็นสีแดงคล้ำ เมื่อห้อยขานานๆ มีอาการเย็นเฉียบเมื่อสัมผัส และอาจมีการเปลี่ยนแปลงของเส้นขนที่ลดลง เล็บหนาและเปราะ
• นิ้วเท้าหรือเท้ามีสีคล้ำดำ (Gangrene): เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้ตายลงแล้ว ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการลุกลาม
• การวัดค่า Ankle-Brachial Index (ABI) ต่ำกว่า 0.40: ค่า ABI เป็นการเปรียบเทียบความดันโลหิตที่ข้อเท้ากับที่ต้นแขน ค่าที่ต่ำกว่า 0.9 บ่งชี้ถึงโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ และค่าที่ต่ำกว่า 0.40 บ่งชี้ถึงภาวะ CLI ที่รุนแรง

แนวทางการรักษาและการดูแลตนเอง

เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะ CLI เป้าหมายหลักของการรักษาคือการฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณที่ขาดเลือด (Revascularization) เพื่อบรรเทาอาการปวด รักษาแผล และป้องกันการสูญเสียอวัยวะ

แนวทางการรักษาหลักๆ ได้แก่

• การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม:
• การรักษาด้วยยา:
• การรักษาด้วยการเปิดหลอดเลือด (Revascularization): เป็นหัวใจหลักของการรักษา CLI โดยมี 2 วิธีหลัก
• การดูแลแผลอย่างถูกวิธี: แผลเรื้อรังในผู้ป่วย CLI ต้องการการดูแลที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการติดเชื้อและส่งเสริมการหายของแผล
สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น หมอเห็นว่า การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคลนั้น ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินจากตำแหน่งและความรุนแรงของการตีบตัน สภาวะสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงจากการรักษา

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 🔔 โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง 🔔 Line

---

Reference

1. รัตนะ สุขสวัสดิ์. Critical Limb Ischemia: แนวทางการวินิจฉัยและการรักษา. วารสารสมาคมแพทย์โรคหลอดเลือดแห่งประเทศไทย. 2562; 18(1): 1-12. (บทความทางการแพทย์เกี่ยวกับการวินิจฉัยและการรักษาภาวะขาดเลือดรุนแรงที่ขาในประเทศไทย)
2. สมเกียรติ วสุวัฏฏกุล. โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย: การวินิจฉัยและการจัดการ. เวชบันทึกศิริราช. 2560; 10(2): 87-94. (บทความวิชาการที่อธิบายภาพรวมของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย)
3. Norgren L, Hiatt WR, Dormandy JA, et al. Inter-Society Consensus for the Management of Peripheral Arterial Disease (TASC II). J Vasc Surg. 2007;45 Suppl S:S5-67. (แนวทางปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลสำหรับการจัดการโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย)
4. Conte MS, Bradbury AW, Kolh P, et al. Global Vascular Guidelines on the Management of Chronic Limb-Threatening Ischemia. Eur J Vasc Endovasc Surg. 2019;58(1S):S1-109.e33. (แนวทางปฏิบัติระดับโลกที่ครอบคลุมการจัดการภาวะขาดเลือดเรื้อรังที่เป็นอันตรายต่อแขนขา)
5. Newman AB, Shemanski DJ, Manolio FL, et al. Ankle-arm index as a predictor of cardiovascular disease and mortality in Black and White men and women: the Cardiovascular Health Study. Arterioscler Thromb Vasc Biol. 1999;19(3):538-45. (การศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของค่า ABI ในการทำนายโรคหัวใจและหลอดเลือด)
#โรคหลอดเลือด #ปวดเท้า #แผลเรื้อรัง #เนื้อตาย #การไหลเวียนโลหิต #สุขภาพเท้า #เบาหวานลงขา #นิ้วเท้าดำ #ขาดเลือดรุนแรง #ศูนย์ศรีพัฒน์

ปวดหัวธรรมดาหรือสัญญาณโรคอันตราย🤕 ปวดหัวธรรมดามักเกิดจากความเครียด การพักผ่อนไม่พอ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรือใช้สายตานานๆ อา...
04/03/2026

ปวดหัวธรรมดาหรือสัญญาณโรคอันตราย
🤕 ปวดหัวธรรมดา
มักเกิดจากความเครียด การพักผ่อนไม่พอ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ หรือใช้สายตานานๆ อาการจะดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อน ดื่มน้ำ หรือกินยาแก้ปวดทั่วไป
⚠️ อาการที่ควรระวัง
ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน “เหมือนฟ้าผ่า”
ปวดหัวร่วมกับตามัว เห็นภาพซ้อน หรือชัก
ปวดหัวต่อเนื่องนาน รักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น
ปวดหัวร่วมกับมีไข้สูง คอแข็ง หรือคลื่นไส้อาเจียนมาก
🧠 โรคที่อาจเกี่ยวข้อง
ไมเกรน
ภาวะความดันในสมองสูง
การติดเชื้อเยื่อหุ้มสมอง
เลือดออกในสมอง หรือหลอดเลือดสมองตีบแตก
🛡️ สิ่งที่ควรทำ
พักผ่อนให้เพียงพอ
ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว
หลีกเลี่ยงความเครียดและการใช้สายตานานเกินไป
หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #โรคสมอง #ปวดหัว #ปวดหัวบ่อย #สุขภาพสมองแข็งแรง #ปวดหัวธรรมดาหรือไม่ #รู้ทันอาการเตือน #สุขภาพสมองสำคัญ

เพื่อสามารถเข้ารับการรักษาได้ตรงจุดอย่างทันท่วงที
📍 คลินิกอายุรกรรม ชั้น 2,3 อาคารผู้ป่วยนอก OPD ศูนย์ศรีพัฒน์
☎️ หมายเลขโทรศัพท์ : 053-934613, 053-934434

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

ไขมันในเลือดสูง คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันชนิด คอเลสเตอรอล หรือ ไตรกลีเซอไรด์มากเกินไป เมื่อมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดเป็...
03/03/2026

ไขมันในเลือดสูง คือ ภาวะที่ร่างกายมีไขมันชนิด คอเลสเตอรอล หรือ ไตรกลีเซอไรด์มากเกินไป
เมื่อมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดเป็นเวลานานทำให้เกิด คราบไขมัน (Plaque) ทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ และเลือดไปเลี้ยงหัวใจไม่พอ
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
-ไม่มีอาการในระยะแรก
-บางรายเริ่มรู้ตัวเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือเกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
**** การตรวจเลือดจึงเป็นวิธีเดียวที่จะรู้ได้แน่ชัด***
ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างจากโรคหัวใจ
-ควบคุมอาหาร :ลดของทอด ของมัน อาหารแปรรูป เนื้อแดง
-เพิ่มผัก ผลไม้ และปลาทะเลน้ำลึก
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที
-งดสูบบุหรี่ ลดดิ่มแอลกอฮอล์
-ควบคุมน้ำหนัก ให้เหมาะสม
-ตรวจสุขภาพประจำปี สม่ำเสมอ
*** ไขมันในเลือสูง ภัยเงียบที่ค่อยๆสะสม ตรวจเลือดปีละครั้ง ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ***

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #หมอหัวใจ #โรคหัวใจและหลอดเลือด #ศูนย์โรคหัวใจศูนย์ศรีพัฒน์ #ไขมันสูง

เพื่อความสะดวกกรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
📍 ศูนย์โรคหัวใจ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ฯ ชั้น 9
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.053-934-759

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

02/03/2026

สมาธิสั้น “ชั่วคราว” กับ โรคสมาธิสั้น “เรื้อรัง” ไม่เหมือนกัน
#สมาธิสั้น #โรคสมาธิสั้น #สุขภาพจิต #สมาธิ
#ศูนย์ศรีพัฒน์ #เชียงใหม่ #โรงพยาบาลเชียงใหม่

ปกป้องตัวเองวันนี้… เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยกว่าวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก และโรคจากไวรัส HPV ได้มากกว่า 90%ป้องกันมะเ...
02/03/2026

ปกป้องตัวเองวันนี้… เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยกว่า
วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก และโรคจากไวรัส HPV ได้มากกว่า 90%
ป้องกันมะเร็งปากมดลูกและโรคร้ายอื่น ๆ ด้วยวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ (HPV Gardasil-9) ที่ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งช่องคลอด, มะเร็งอวัยวะเพศ, มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากและลำคอ 💪

รู้ไหมว่า… มะเร็งปากมดลูก คร่าชีวิตคนไทย วันละกว่า 14 คน!
แต่เราสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วย “วัคซีน HPV”

ทำไมต้องฉีดวัคซีน HPV?
ป้องกันเชื้อ HPV หลายสายพันธุ์ ต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูก
ลดความเสี่ยงโรคหูดหงอนไก่ และมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์อื่นๆ

ฉีดได้ทั้ง ผู้หญิงและผู้ชาย
ปลอดภัย ผ่านการวิจัยทั่วโลก
อายุเยอะแล้วยังสามารถฉีดได้อยู่ไหม
วัคซีนจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดในช่วง 9 - 45 ปี หากเกิน 45 ปี แม้ประสิทธิภาพอาจะลดลง แต่ยังลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปากมดลูก
“ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งป้องกันได้นาน”

เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องตรวจหาไวรัส HPV ก่อนรับวัคซีน
พิเศษสำหรับเดือนสุดท้ายของปี
👉 แพ็กเกจ 2 เข็ม สำหรับผู้มีอายุ 9-14 ปี ราคา 12,400 บาท
จากราคาปกติ 12,900 บาท
👉 แพ็กเกจ 3 เข็ม สำหรับผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ราคา 17,500 บาท
ราคา 17,900 บาท
วันนี้ - 4 มกราคม 2569 เท่านั้น

แนะให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญฉพาะทางก่อนเข้ารับวัคซีนเพื่อความสะดวกกรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
📍คลินิกสูตินรีเวช ชั้น 13 อาคารศรีพัฒน์
📍หมายเลขโทรศัพท์ : 0-5393-6828 หรือ 0-5393-6830

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

🌟ข้อสะโพกเทียม/ข้อเข่าเทียม ชนิดพิเศษสำหรับมะเร็ง แตกต่างจากข้อเทียมทั่วไปอย่างไร?🌟ข้อมูลโดย นพ.พงศ์ศิริ เปียคงแพทย์ผู้เ...
02/03/2026

🌟ข้อสะโพกเทียม/ข้อเข่าเทียม ชนิดพิเศษสำหรับมะเร็ง แตกต่างจากข้อเทียมทั่วไปอย่างไร?🌟

ข้อมูลโดย นพ.พงศ์ศิริ เปียคง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอก/มะเร็งกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน

---

ในการรักษาโรคข้อเสื่อมทั่วไป การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมคือการเปลี่ยนเฉพาะ "ส่วนผิวสัมผัส" ของข้อที่สึกหรอ แต่สำหรับคนไข้ที่เป็นมะเร็งกระดูกหรือเนื้องอกชนิดทำลายกระดูกรุนแรง โจทย์ของหมอซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะเราไม่ได้เสียแค่ผิวข้อ แต่เราต้องตัด "เนื้อกระดูก" ส่วนที่ดีออกไปด้วยในปริมาณมากเพื่อให้มั่นใจว่าไม่เหลือเซลล์มะเร็งทิ้งไว้

นี่คือจุดกำเนิดของนวัตกรรมที่เรียกว่า Endoprosthesis หรือ Megaprosthesis หรือข้อเทียมชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ระดับสูงที่ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนกระดูกและผิวข้อที่ถูกตัดออกโดยเฉพาะ เพื่อทำให้คนไข้ สามารถกลับมายืนและเดินได้อีกครั้งอย่างมั่นคง

---

✨ความแตกต่างระหว่างข้อเทียมทั่วไปกับข้อเทียมชนิดพิเศษ (Endoprosthesis/Megaprosthesis)

หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ข้อเทียมทั่วไป คือการเปลียนเฉพาะผิวข้อ เปรียบเสมือนการ "ปูกระเบื้องใหม่" บนพื้นเดิมที่แข็งแรง แต่ Endoprosthesis/Megaprosthesis คือการทดแทนทั้งกระดูกเเละข้อ เปรียบเสมือนการ "สร้างเสาเข็มใหม่ สร้างคานใหม่และปูกระเบื้องใหม่ทั้งชุด” เพื่อทดแทนส่วนที่ถูกรื้อถอนออกไป ความแตกต่างเชิงลึกประกอบด้วย

• สามารถทดแทนกระดูกที่ตัดไปได้มาก: ข้อเทียมทั่วไปมีความยาวเพียงไม่กี่เซนติเมตร แต่ Megaprosthesis สามารถทดแทนกระดูกได้ตั้งแต่ 10 เซนติเมตรไปจนถึงกระดูกทั้งชิ้น (Total Femur Replacement)
• ปรับแต่งความยาวได้ (Modular System): เป็นระบบชิ้นส่วนที่สามารถปรับความสั้น-ยาวของเหล็ก ให้พอดีกับความยาวกระดูกของคนไข้แต่ละรายที่ตัดออกไปได้อย่างแม่นยำระดับมิลลิเมตร
• ระบบยึดเกาะเนื้อเยื่อ (Soft Tissue Attachment): มะเร็งมักลุกลามไปยังจุดเกาะของกล้ามเนื้อ ข้อเทียมชนิดพิเศษจะมีวัสดุเคลือบผิวหรือรูพรุนขนาดเล็กในบางตำแหน่ง เพื่อให้กล้ามเนื้อและเอ็นสามารถมายึดเกาะได้ดีขึ้น

✨เทคโนโลยีการยืดความยาวได้ (Expandable Prosthesis) ในเด็ก

หมอมักได้รับความกังวลจากผู้ปกครองเมื่อพบมะเร็งกระดูกในเด็กที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต หากใส่ข้อเทียมแบบผู้ใหญ่ ในอนาคตขาสองข้างจะยาวไม่เท่ากันได้ แต่ปัจจุบันเรามีนวัตกรรมที่น่าทึ่งคือ "ข้อเทียมยืดได้ (Expandable Prosthesis)" ให้ prosthesis ค่อยๆยืดตามยาวของกระดูกที่ควรโต ซึ่งการยืดมีทั้งแบบผ่าตัดเปิดแผลเพื่อไปไขให้ยืด และการยืดเเบบไม่ผ่าตัด โดยการใช้กลไกแม่เหล็กไฟฟ้า (Non-invasive Expansion) โดยใช้เครื่องมือสร้างสนามแม่เหล็กจากภายนอกผิวหนัง

✨การฟื้นฟูและผลลัพธ์ในระยะยาว

การใส่ข้อเทียมชนิดพิเศษนี้ไม่ใช่แค่การผ่าตัดแล้วจบไป แต่คือการทำงานร่วมกันระหว่างหมอและคนไข้เพื่อกู้คืนสมรรถภาพกลับมา

• การเดินลงน้ำหนัก (Weight Bearing): ด้วยความแข็งแรงของวัสดุสมัยใหม่ คนไข้ส่วนใหญ่สามารถเริ่มฝึกยืนและเดินลงน้ำหนักได้ภายในไม่กี่วันหลังผ่าตัด
• ช่วงการเคลื่อนไหว (Range of Motion): แม้จะไม่สามารถงอได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เท่าข้อธรรมชาติ แต่เพียงพอสำหรับการทำกิจวัตรประจำวัน การนั่งเก้าอี้ หรือการเดิน
• อายุการใช้งาน: แม้จะมีความทนทานสูง แต่คนไข้จำเป็นต้องติดตามอาการสม่ำเสมอเพื่อประเมินภาวะหลวมของข้อเทียม (Aseptic Loosening) หรือการสึกหรอตามกาลเวลา

---

สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น หมอเห็นว่าคนไข้บางท่านอาจกังวลเรื่อง "ราคา" หรือ "การเข้าถึง" นวัตกรรมเหล่านี้ ในความเป็นจริงหากพิจารณาถึง "คุณภาพชีวิต" และการที่สามารถกลับมาประกอบอาชีพหรือใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ การใช้ข้อเทียมชนิดพิเศษถือเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งที่ได้คุณภาพชีวิตและผลการรักษาที่ดี

---

✨บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

1. 📞 1. โทร 095-7735514 ศูนย์เนื้องอก มะเร็งกระดูกและเนื้อเยื่ออ่อน ชั้น7 อาคารผู้ปาวยนอก ศูนย์ศรีพัฒน์
2. 💬 2. Line Official :
3. 📞 3. โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line

---

✨Reference

1. Thanakit V, et al. Mid-term to long-term results of Megaprosthesis in musculoskeletal oncology: A Thai multicenter study. Thai J Orthop. 2024. (ผลการรักษาในระยะกลางถึงระยะยาวของการใช้ข้อเทียมชนิดพิเศษในงานเนื้องอกระบบกล้ามเนื้อและกระดูก: การศึกษาร่วมหลายสถาบันในไทย)
2. Pala E, et al. Megaprostheses of the Knee in Tumor Cases. PubMed: Joints. 2020. (การใช้ข้อเข่าเทียมชนิดพิเศษในผู้ป่วยเนื้องอก)
3. Jeys L, et al. The use of design-and-manufacture-to-order (custom-made) Megan-prostheses in oncology. PubMed: Bone Joint J. 2022. (การใช้ข้อเทียมชนิดพิเศษที่ออกแบบเฉพาะบุคคลในงานด้านมะเร็งวิทยา)
4. American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS). Limb Salvage in Orthopaedic Oncology. 2025. (การเก็บรักษารยางค์ในงานเนื้องอกระบบออร์โธปิดิกส์)
#ข้อสะโพกเทียม #ข้อเข่าเทียม #มะเร็งกระดูก #นวัตกรรมการแพทย์ #ผ่าตัดเก็บขา #ข้อเทียมยืดได้ #ออร์โธปิดิกส์ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #หมอแนะนำ

ท้องอืด ปวดท้องแน่น ๆ บางวันถ่ายบ่อย บางวันไม่ถ่ายเลย 😣อาการแบบนี้อาจไม่ใช่แค่ “อาหารไม่ย่อย” แต่คือ “โรคลำไส้แปรปรวน (I...
02/03/2026

ท้องอืด ปวดท้องแน่น ๆ บางวันถ่ายบ่อย บางวันไม่ถ่ายเลย 😣
อาการแบบนี้อาจไม่ใช่แค่ “อาหารไม่ย่อย” แต่คือ “โรคลำไส้แปรปรวน (IBS)”

โรคนี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจาก “ลำไส้ไวเกินปกติ”
โดยมีทั้ง ปัจจัยทางกายและใจ ที่เกี่ยวข้อง เช่น
🧠 ความเครียด
🍔 อาหารบางประเภท
⏰ การพักผ่อนไม่พอ หรือระบบประสาทลำไส้ทำงานผิดจังหวะ

🩺 อาการที่ควรสังเกต
ปวดท้องเรื้อรัง มักดีขึ้นหลังขับถ่าย
ท้องอืด แน่นท้อง
ถ่ายเหลวสลับท้องผูก
บางรายมีความวิตกกังวลร่วมด้วย

💡 แนวทางดูแลและรักษา
✅ ปรับพฤติกรรมการกิน
– รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
– ลดกาแฟ นม ถั่ว อาหารมัน และอาหารเผ็ดจัด
– เพิ่มผักผลไม้ที่มีกากใยพอเหมาะ

✅ ลดความเครียด
– ทำสมาธิ เดินช้า ๆ หรือฝึกหายใจลึก ๆ ทุกวัน
– นอนให้เพียงพอ และจัดตารางชีวิตให้สมดุล

✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
– ช่วยให้ลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น และลดอาการแน่นท้อง

✅ ใช้ยาเฉพาะทางตามคำแนะนำแพทย์
– เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อลำไส้ หรือยาลดกรด

📍 ที่ศูนย์ศรีพัฒน์ฯ
เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร
พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบ แผนการรักษาเฉพาะบุคคล
เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างสบายท้องอีกครั้ง 🌿

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #ลำไส้แปรปรวน #อาหาร #ท้องอืด #ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ

📌 สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X, :
• Call center : 0-5393-6900-1

💉เส้นเลือดฝอยใยแมงมุมที่ขา... รักษาด้วยการ 'ฉีดยาสลาย' หายจริงไหม?💉ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพงศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด...
02/03/2026

💉เส้นเลือดฝอยใยแมงมุมที่ขา... รักษาด้วยการ 'ฉีดยาสลาย' หายจริงไหม?💉

ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพง
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหลอดเลือด

---

💉 การฉีดสารทำให้หลอดเลือดฝ่อ (Sclerotherapy) คืออะไร

Sclerotherapy คือหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เพื่อรักษาเส้นเลือดขอดขนาดเล็กและเส้นเลือดฝอย โดยการใช้เข็มขนาดเล็กพิเศษฉีดสารเคมี (Sclerosant) เข้าไปในหลอดเลือดที่ต้องการรักษาโดยตรง

กลไกการทำงานของตัวยาประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้:

1. การระคายเคืองผนังหลอดเลือด: สารเคมีจะเข้าไปทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผนังด้านในของหลอดเลือดดำ
2. การตีบตัว: เมื่อผนังหลอดเลือดอักเสบในระดับที่เหมาะสม หลอดเลือดจะหดตัวและตีบเข้าหากัน
3. การสลายตัวตามธรรมชาติ: ร่างกายจะมองว่าหลอดเลือดนั้นไม่ได้ใช้งานแล้ว และค่อยๆ เปลี่ยนให้เป็นเนื้อเยื่อพังผืดเล็กๆ ก่อนจะถูกระบบน้ำเหลืองดูดซึมและจางหายไปในที่สุด
4. การเปลี่ยนเส้นทางไหลเวียน: เลือดจะถูกเปลี่ยนทิศทางไปไหลเวียนในหลอดเลือดที่สมบูรณ์กว่าแทน

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ: เจ็บไหม ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

หมอมักจะได้รับคำถามถึงความรู้สึกระหว่างทำและผลลัพธ์ที่จะได้รับ ซึ่งความคาดหวังที่ถูกต้องเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการรักษา

รายละเอียดการรักษาที่คนไข้ควรรู้:

• ความรู้สึกระหว่างทำ: เนื่องจากใช้เข็มขนาดเล็กมาก คนไข้จะรู้สึกเพียงมดกัดเล็กน้อย หรือรู้สึกซ่าๆ เพียงชั่วครู่ขณะเดินยา
• จำนวนครั้งที่แนะนำ: โดยส่วนใหญ่เส้นเลือดฝอยจะจางลงอย่างชัดเจนในการทำ 1-3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณและความหนาแน่นของรอยโรค
• ระยะห่างในการฉีด: หมอมักแนะนำให้เว้นระยะห่างในแต่ละรอบประมาณ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้มีเวลาดูดซึมหลอดเลือดที่ฝ่อไปแล้ว
• ผลลัพธ์หลังทำ: รอยเขียวช้ำเล็กน้อยหลังฉีดเป็นเรื่องปกติ และจะค่อยๆ จางหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์

นวัตกรรมสารฉีด: แบบน้ำ VS แบบโฟม

ปัจจุบันหมอมีการเลือกใช้รูปแบบของสารฉีดให้เหมาะสมกับขนาดของเส้นเลือด เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและผลข้างเคียงที่น้อยที่สุด

ความแตกต่างที่น่าสนใจมีดังนี้:

1. Liquid Sclerotherapy (แบบน้ำ): เหมาะสำหรับเส้นเลือดฝอยขนาดจิ๋วที่อยู่ตื้นๆ บนชั้นผิวหนัง สารละลายจะกระจายตัวได้ดีในหลอดเลือดขนาดเล็กมาก
2. Foam Sclerotherapy (แบบโฟม): หมอจะนำยามาผสมกับอากาศหรือก๊าซจนเกิดเป็นฟองละอองขนาดเล็ก ข้อดีคือโฟมจะมีความหนืดและสัมผัสกับผนังหลอดเลือดได้นานกว่าแบบน้ำ จึงเหมาะสำหรับเส้นเลือดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาเล็กน้อย (Reticular veins)
3. การใช้อุปกรณ์ช่วยนำทาง: ในกรณีที่รากของเส้นเลือดฝอยอยู่ลึก หมออาจใช้ไฟส่องพิเศษ (Transilluminator) หรืออัลตราซาวด์ช่วย เพื่อให้ฉีดเข้าจุดกำเนิดของรอยโรคได้อย่างแม่นยำ

การดูแลตัวเองหลังฉีดเพื่อให้ขาเนียนสวยนานที่สุด

ผลลัพธ์ที่สมบูรณ์ไม่ได้จบลงที่ห้องหัตถการ แต่ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้หลังจากนั้นด้วย

ข้อควรปฏิบัติหลังการรักษา:

1. พันขาบริเวณที่ฉีดยา: นี่คือหัวใจสำคัญ ระยะเวลาการพันโดยทั่วไปจะประมาณ 24-48 ชั่วโมง หากหลอดเลือดใหญ่มาก หมออาจจะให้พันนานถึง 7 วัน เพื่อให้ผนังหลอดเลือดที่ฉีดยาไปแล้วแนบสนิทกันดีและลดการเกิดรอยคล้ำ
2. หลีกเลี่ยงความร้อน: ควรเลี่ยงการแช่น้ำอุ่น ซาวน่า หรือการตากแดดจัดๆ บริเวณขาในช่วง 48 ชั่วโมงแรก เพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว
3. การเคลื่อนไหว: ควรเดินออกกำลังกายเบาๆ ทันทีหลังทำ เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ปกติและป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
4. งดกิจกรรมหนัก: เลี่ยงการยกน้ำหนักหรือการออกกำลังกายที่กระแทกขาอย่างรุนแรงในช่วง 1 สัปดาห์แรก
สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น บางท่านอาจกังวลเรื่องการกลับมาเป็นซ้ำหรือรอยดำหลังฉีด หมอเห็นว่าหากมีการประเมินอย่างละเอียดก่อนการรักษาว่าไม่มีความผิดปกติของหลอดเลือดดำชั้นลึกลงไปร่วมด้วย ใช้เทคนิคการฉีดที่ประณีต และเลือกความเข้มข้นของยาอย่างเหมาะสม โอกาสที่จะเกิดรอยดำ (Hyperpigmentation) หรือการกลับมาเป็นซ้ำจะมีน้อย การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าการมุ่งรักษาเพียงความงามภายนอก

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line

---

Reference

1. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวปฏิบัติทางการแพทย์สำหรับการรักษาโรคหลอดเลือดขอดด้วยการฉีดสารทำให้หลอดเลือดฝ่อ. (สรุปเกี่ยวกับมาตรฐานและความปลอดภัยของสาร Sclerosant ในไทย)
2. สมาคมศัลยแพทย์หลอดเลือดแห่งประเทศไทย. การดูแลความงามของเรียวขาและการรักษาเส้นเลือดขอดขนาดเล็ก. (สรุปเทคนิคการฉีด Liquid และ Foam Sclerotherapy)
3. Rabe E, Breu FX, Cavezzi A, Coleridge Smith P, Frullini A, Gillet JL, et al. European guidelines for sclerotherapy in chronic venous disorder. Phlebology. 2014;29(6):338-354. (สรุปแนวทางเวชปฏิบัติระดับสากลในการฉีดรักษาหลอดเลือดดำอย่างมีประสิทธิภาพ)
4. Weiss RA, Weiss MA. Sclerotherapy: Indications and techniques. Dermatol Clin. 2002;20(2):349-361. (สรุปข้อบ่งชี้และรายละเอียดทางเทคนิคสำหรับการรักษาเส้นเลือดฝอยใยแมงมุม)
5. Tisi PV, Beverley C, Rees A. Injection sclerotherapy for varicose veins. Cochrane Database Syst Rev. 2006;(4):CD001732. (สรุปผลการวิจัยเชิงประจักษ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของการฉีดสารในระยะยาว)
#เส้นเลือดฝอย #เส้นเลือดขอด #ฉีดเส้นเลือดขอด #ผิวสวย #ขาสวย #เรียวขาเนียน #ศัลยกรรมหลอดเลือด #ศูนย์ศรีพัฒน์

🩸 ขาบวมข้างเดียว สีคล้ำแดง ... เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT) 🩸ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพง ศัลยแพทย์ผู้เชี...
02/03/2026

🩸 ขาบวมข้างเดียว สีคล้ำแดง ... เสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (DVT) 🩸

ข้อมูลโดย นพ. เติมพงศ์ เรียนแพง
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบหลอดเลือด

อาการขาบวมแดงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงกล้ามเนื้ออักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย หรือผิวหนังติดเชื้อ แต่ในภาวะที่ขาสองข้างบวมไม่เท่ากันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหลังจากการนั่งนิ่งเป็นเวลานาน หมอมักจะคิดถึงภาวะ "ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก" (Deep Vein Thrombosis หรือ DVT) เป็นอันดับต้นๆ ภาวะนี้เปรียบเสมือนภัยเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ในกระแสเลือด เพราะลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้นที่ขาไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ขาเสมอไป แต่มันสามารถหลุดลอยตามกระแสเลือดไปอุดกั้นที่ปอด (Pulmonary Embolism) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตเฉียบพลันที่ป้องกันได้ หากได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที

---

🩸 ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร

ภาวะ DVT คือการที่เลือดเกิดการแข็งตัวเป็นก้อนภายในหลอดเลือดดำส่วนลึกของร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นที่บริเวณน่องหรือต้นขา โดยมีกลไกการเกิดที่สำคัญ 3 ประการ หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Virchow’s Triad

ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดมีดังนี้:

1. เลือดไหลเวียนช้าลง (Stasis): เกิดจากการไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกายเป็นเวลานาน เช่น การเดินทางไกลด้วยเครื่องบิน การนั่งทำงานต่อเนื่องนานๆ หรือผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นบนเตียงหลังผ่าตัด
2. ผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บ (Endothelial injury): อาจเกิดจากอุบัติเหตุ การผ่าตัดใหญ่ หรือการใส่สายสวนหลอดเลือด ซึ่งจะกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด
3. ภาวะเลือดแข็งตัวง่ายผิดปกติ (Hypercoagulability): เกิดจากพันธุกรรม โรคมะเร็ง การใช้ยาคุมกำเนิดบางชนิด หรือภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง

⚠️ สัญญาณเตือนและเกณฑ์การประเมินที่ต้องสังเกต

หมออยากให้จดจำสัญญาณสำคัญที่แยกโรคนี้ออกจากอาการปวดขาปกติ ซึ่งมักจะมีลักษณะเฉพาะตัวที่เรียกว่า "The Classic signs"

อาการที่บ่งบอกว่าคุณควรมาพบหมอทันที:

1. ขาบวมเพียงข้างเดียว (Unilateral leg swelling): โดยมีขนาดรอบน่องหรือต้นขาใหญ่กว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด (ต่างกันมากกว่า 3 เซนติเมตร)
2. สีผิวเปลี่ยนไป (Skin discoloration): ผิวบริเวณที่บวมจะมีสีแดงจัด คล้ำ หรือดูเขียวช้ำกว่าปกติ
3. อุณหภูมิผิวสัมผัส: เมื่อใช้หลังมือสัมผัสจะรู้สึกว่าขาข้างที่บวมมีความร้อนมากกว่าอีกข้าง
4. อาการปวดน่อง: ปวดตึงเมื่อกระดกปลายเท้าขึ้น (Homan’s sign) หรือปวดคล้ายเป็นตะคริวที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
5. สัญญาณเตือนวิกฤต: หากมีอาการเหนื่อยหอบกะทันหัน เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้า หรือไอเป็นเลือด นั่นอาจหมายถึงลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันที่ปอดแล้ว

💊 แนวทางการรักษาและนวัตกรรมยาต้านการแข็งตัวของเลือด

เป้าหมายหลักในการรักษาของหมอคือการหยุดไม่ให้ลิ่มเลือดขยายตัวเพิ่ม และป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดหลุดลอยไปยังปอด

วิธีการรักษาประกอบด้วย:

• ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ (NOACs): เป็นนวัตกรรมยาที่ทานง่าย ไม่ต้องเจาะเลือดติดตามบ่อยเหมือนยาในสมัยก่อน มีความปลอดภัยสูงและเริ่มออกฤทธิ์ได้ทันที785
• การฉีดยาละลายลิ่มเลือด (Thrombolysis): ในกรณีที่ลิ่มเลือดมีปริมาณมากและเสี่ยงต่อการเสียขา หมออาจพิจารณาสอดสายสวนเข้าไปเพื่อฉีดยาละลายลิ่มเลือดที่จุดอุดตันโดยตรง
• การใส่ตัวกรองในหลอดเลือดดำ (IVC filter): สำหรับคนไข้ที่ไม่สามารถให้ยาต้านลิ่มเลือดได้ หมอจะใส่ตัวกรองขนาดเล็กเพื่อดักจับลิ่มเลือดไม่ให้วิ่งขึ้นไปยังหัวใจและปอด
• ตรวจค้นหาสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด เพื่อรักษาและป้องกันการเป็นซ้ำต่อไป

🛡️ คำแนะนำในการป้องกันตนเองจากการเกิดลิ่มเลือด

การป้องกันคือยาที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องเดินทางบ่อยหรือต้องนั่งทำงานอยู่กับที่

แนวทางการดูแลตนเองเพื่อลดความเสี่ยง:

1. หมั่นขยับเขยื้อนร่างกาย: หากต้องนั่งเครื่องบินหรือรถยนต์นานๆ ควรขยับข้อเท้า หมุนเท้า และลุกเดินทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อลดความเข้มข้นของเลือดและช่วยให้การไหลเวียนดีขึ้น
3. สวมถุงน่องทางการแพทย์ (Compression stockings): ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือเคยเป็น DVT มาก่อน เพื่อลดอาการบวมและเพิ่มการไหลเวียนในหลอดเลือดดำ
4. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เพื่อบริหารกล้ามเนื้อน่องที่เปรียบเสมือน "หัวใจดวงที่สอง" ในการช่วยสูบฉีดเลือดกลับสู่หัวใจ
สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น บางท่านอาจกังวลว่าการทานยาต้านลิ่มเลือดจะทำให้เลือดออกง่ายจนเป็นอันตราย หมอเห็นว่าหากอยู่ในความดูแลของแพทย์และมีการปรับขนาดยาที่เหมาะสม ความเสี่ยงจากการมีลิ่มเลือดอุดตันปอดนั้นมีอันตรายถึงชีวิตมากกว่าความเสี่ยงจากการใช้ยาหลายเท่าตัว การเลือกใช้ยาในปัจจุบันถูกออกแบบมาให้มีความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

---

📚 Reference

1. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวเวชปฏิบัติการป้องกันและรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ. (สรุปเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการผู้ป่วยในบริบทของประเทศไทย)
2. ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย. คำแนะนำในการให้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดในผู้ป่วยไทย. (สรุปเกี่ยวกับความปลอดภัยและการใช้ยา NOACs ในประชากรไทย)
3. Kearon C, AkI EA, Ornelas J, Blaivas A, Jimenez D, Raoohansanshu S, et al. Antithrombotic Therapy for VTE Disease: CHEST Guideline and Expert Panel Report. Chest. 2016;149(2):315-352. (สรุปแนวทางการรักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ได้รับการยอมรับระดับสากล)
4. Stavros V. Konstantinides, Guy Meyer, et al. 2019 ESC Guidelines for the diagnosis and management of acute pulmonary embolism developed in collaboration with the European Respiratory Society (ERS). Eur Heart J. 2020;41(4):543-603. (สรุปแนวทางการเชื่อมโยงระหว่าง DVT และภาวะอุดตันที่ปอด)
5. Lim W, Le Gal G, Bates SM, Righini M, Haramati LB, Lang E, et al. American Society of Hematology 2018 guidelines for management of venous thromboembolism: diagnosis of venous thromboembolism. Blood Adv. 2018;2(22):3226-3256. (สรุปมาตรฐานการวินิจฉัย DVT ด้วยภาพถ่ายรังสีและผลเลือด)
#ลิ่มเลือดอุดตัน #ขาบวม #นั่งนานอันตราย #สุขภาพหลอดเลือด #ภาวะลิ่มเลือดอุดตันปอด #ศัลยกรรมหลอดเลือด #ศูนย์ศรีพัฒน์

ที่อยู่

110/392 ถ. อินทวโรรส ต. ศรีภูมิ อ. เมือง จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sriphat Medical Center, Chiang Maiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Sriphat Medical Center, Chiang Mai:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท