CMU Surgical ICU CMU Surgical Critical Care, Metabolism and Nutrition

 : Conservative Oxygen Therapy in Mechanically Ventilated Critically Ill Adult Patients📍Background     ออกซิเจนเป็นหนึ่ง...
11/03/2026

: Conservative Oxygen Therapy in Mechanically Ventilated Critically Ill Adult Patients

📍Background
ออกซิเจนเป็นหนึ่งในการรักษาที่ใช้บ่อยที่สุดในผู้ป่วย ICU โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แต่ในปัจจุบันยังมี หลักฐานไม่เพียงพอ ที่จะกำหนดระดับออกซิเจนที่เหมาะสมที่สุด
ในอดีตแพทย์มักให้ oxygen therapy แบบ liberal เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะ hypoxemia ที่อาจทำให้เกิด
• cellular hypoxia
• organ dysfunction
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในช่วงหลังพบว่า การให้ oxygen มากเกินไป (hyperoxia) อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น
• oxidative stress
• vasoconstriction
• lung injury
ดังนั้นจึงมีแนวคิด conservative oxygen therapy ที่พยายามลดการได้รับ oxygen เกินความจำเป็น โดยตั้งค่า SpO₂ ต่ำลงเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม การศึกษาก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดว่า การให้ oxygen แบบ conservative จะช่วยลด mortality ได้หรือไม่

📍Study design (รูปแบบการวิจัย)
- ลักษณะการศึกษา: Multicenter, Pragmatic randomized clinical trial, Registry-embedded trial
- สถานที่ศึกษา: ICU จำนวน 97 แห่งในสหราชอาณาจักร
- ระยะเวลาการศึกษา: พฤษภาคม 2021 – พฤศจิกายน 2024
- Follow-up ครบ กุมภาพันธ์ 2025
- จำนวนผู้ป่วย: รวม 16,500 คน
ผู้ป่วยทั้งหมดถูกสุ่มเป็นสองกลุ่ม
1. Conservative oxygen therapy
2. Usual oxygen therapy
- Inclusion criteria
ผู้ป่วยต้องมี
• อายุ ≥ 18 ปี
• อยู่ใน ICU
• ได้รับ invasive mechanical ventilation
• ได้รับ supplemental oxygen
• Randomized ภายใน 12 ชั่วโมงหลังเข้าเกณฑ์
- Exclusion criteria
• เคยเข้าการทดลองนี้ในช่วง 90 วัน
• ได้รับ ECMO
• แพทย์เห็นว่าการใช้ intervention ไม่เหมาะสม

📍Randomization
- การศึกษานี้เป็น Randomized Controlled Trial (RCT) โดยมีการสุ่มผู้ป่วยเข้าสู่ 2 กลุ่มการรักษา
- ใช้ permuted block randomization เพื่อให้จำนวนผู้ป่วยในแต่ละกลุ่มใกล้เคียงกันตลอดการศึกษา
- การสุ่มดำเนินการโดย ระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อลด selection bias
- ผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกจะถูกสุ่มเข้าสู่ intervention group หรือ control group ตามลำดับการสุ่ม

📍ผลการศึกษา
- Primary outcome
อัตราเสียชีวิตที่ 90 วัน
Group Mortality
Conservative 35.4%
Usual care 34.9%
Risk difference : 0.7%
95% CI : -0.7 ถึง 2.0
P = 0.28
➡️ ไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
- Secondary outcome
ไม่พบความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มใน ICU stay, hospital stay, days alive without organ support, mortality

วิเคราะห์ subgroup
- Sepsis, Brain injury, HIE, COVID-19, Ethnicity ผลพบว่า: ไม่มี interaction ที่มีนัยสำคัญ

📍Clinical Implication
- การตั้ง oxygen target แบบ conservative ในผู้ป่วย ICU ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่ได้ลดอัตราการเสียชีวิตเมื่อเทียบกับ usual oxygen therapy
- การให้ออกซิเจนตามมาตรฐานปัจจุบันยังคงเหมาะสม
- ไม่จำเป็นต้อง จำกัด oxygen อย่างเข้มงวด ในผู้ป่วยวิกฤตที่ใช้ mechanical ventilation
- การรักษาควร ปรับตามสภาพผู้ป่วยแต่ละราย (individualized oxygen therapy)

Martin DS, et al. Conservative Oxygen Therapy in Mechanically Ventilated Critically Ill Adult Patients
The UK-ROX Randomized Clinical Trial. Journal of the American Medical Association (JAMA). 2025.

Review by พญ.ภัทริกา ภูริภัทรพันธุ์

ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

  📌Drug-induced hyperthermia: ไข้สูงที่ไม่ใช่ infection เนื้อหาดี ๆ จาก  ความรู้จะก่อประโยชน์เมื่อเผยแพร่   #ช่วยกดไลน์แ...
28/02/2026


📌Drug-induced hyperthermia: ไข้สูงที่ไม่ใช่ infection เนื้อหาดี ๆ จาก
ความรู้จะก่อประโยชน์เมื่อเผยแพร่ #ช่วยกดไลน์และแชร์ให้ด้วยนะครับ
Drug-induced hyperthermia (DIH) คือกลุ่มอาการที่เกิดจากยาไปรบกวน thermoregulatory mechanisms ส่งผลให้เกิด unregulated hyperthermia ซึ่งแตกต่างจาก fever ที่เกิดจาก hypothalamic set-point resetting
ใน ICU ผู้ป่วยจำนวนมากมีไข้ แต่ non-infectious causes โดยเฉพาะ drug toxicity มักถูกมองข้าม ทำให้ delayed diagnosis และเพิ่ม morbidity/mortality
________________________________________
🔬 Pathophysiology (Key concept)
DIH เกิดจาก 2 กลไกหลัก
▪️ Excess heat production
– sustained muscle contraction
– hypermetabolic state
▪️ Impaired heat dissipation
– decreased sweating
– peripheral vasoconstriction
⚠️ Antipyretics ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่ได้เป็น fever physiology
________________________________________
🧠 Major clinical syndromes
1. Neuroleptic Malignant Syndrome (NMS)
• Dopamine D₂ blockade / withdrawal dopaminergic therapy
• Lead-pipe rigidity + hyperthermia + AMS + autonomic instability
• CK elevation common
2. Serotonin Syndrome (SS)
• Excess serotonergic activity (5-HT₂A overstimulation)
• Rapid onset (hours)
• Clonus + hyperreflexia → key differentiator from NMS
3. Malignant Hyperthermia (MH)
• Pharmacogenetic disorder triggered by volatile anesthetics / succinylcholine
• Rapid ↑ETCO₂, rigidity, hypercarbia
• Definitive treatment: dantrolene
4. Anticholinergic Toxicity
• Muscarinic blockade → impaired sweating
• “Hot, dry, delirious” phenotype
5. Sympathomimetic Toxicity
• Hyperadrenergic state
• Agitation + diaphoresis + hypertension
• “Hot & wet” presentation
________________________________________
🩺 Clinical pearls: DIH vs Sepsis
Feature: DIH vs Sepsis
Mechanism: Unregulated heat vs Cytokine-mediated fever
Culture: Often sterile vs Often positive
CK elevation: Common vs Less prominent
Antipyretic response: Poor vs Usually responsive
Treatment: Stop offending drug vs. Antibiotics + source control
________________________________________
💊 Management principles
✅ Immediate discontinuation of offending agent
✅ Aggressive supportive care & active cooling
✅ Benzodiazepines for agitation/hyperadrenergic state
✅ Syndrome-specific antidotes when indicated
• Dantrolene (MH ± severe NMS)
• Cyproheptadine (SS)
• Physostigmine (selected anticholinergic toxicity)
________________________________________
🚨 Take-home message
👉 Not every ICU fever is infection.
👉 Medication history is a critical diagnostic tool.
👉 Early recognition of DIH significantly reduces mortality.
________________________________________

อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ
Tharapoom S, Somboonviboon D. Understanding drug-induced hyperthermia: Drug-induced hyperthermia . Clin Crit Care [internet]. 2026 Feb. 11 [cited 2026 Feb. 28];34(1):e260005. available from: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ccc/article/view/278235
สนใจอ่านบทความที่น่าสนใจของสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทยได้นะครับ

 ้เกิดใหม่เหมือนนกฟีนิกซ์หรือไม่ชวนอ่าน PHOENICS TRIAL การใช้ HES in-lebel use เทียบกับ Crystalloid มีผลต่อ AKI ต่างกันห...
26/02/2026

้เกิดใหม่เหมือนนกฟีนิกซ์หรือไม่

ชวนอ่าน PHOENICS TRIAL การใช้ HES in-lebel use เทียบกับ Crystalloid มีผลต่อ AKI ต่างกันหรือไม่?

🔥🐦‍🔥🐦‍🔥🐦‍🔥PHOENICS trial 🐦‍🔥🐦‍🔥🐦‍🔥🔥

1️⃣ Introduction (บทนำ) 🫙❓❔❓❔❓❔
• การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในผู้ป่วยผ่าตัดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาปริมาตรในหลอดเลือดและการไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ
• แม้ว่าสารละลาย crystalloids จะเป็นมาตรฐานหลัก แต่ในกรณีที่มีการเสียเลือดมากและระบบไหลเวียนโลหิตไม่คงที่ สารละลาย colloids อย่าง HES มักถูกนำมาใช้เนื่องจากสามารถคงอยู่ในหลอดเลือดได้นานกว่า ช่วยเพิ่มความดันโลหิตและการไหลเวียนได้ดีขึ้น
• อย่างไรก็ตาม มีความกังวลจากหน่วยงานกำกับดูแล European Medicine Agency(EMA) เกี่ยวกับความปลอดภัยต่อไต (AKI) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากศึกษาในผู้ป่วยภาวะติดเชื้อ (sepsis) ที่ได้รับ HES ขนาดสูงเป็นเวลานาน
• การศึกษา PHOENICS จึงถูกออกแบบมาเพื่อ ประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพ (safety and efficacy) ของ 6% HES 130/0.4 แบบ In-label use ในบริบทของการผ่าตัดใหญ่โดยเฉพาะ

2️⃣ Study Design (รูปแบบการวิจัย) 📄
• เป็นการวิจัยแบบ Randomised, double-blind, parallel-group, multicentre trial ดำเนินการในศูนย์วิจัย 53 แห่ง ใน 10 ประเทศแถบยุโรป
• กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ป่วยอายุ 40-85 ปี (ASA physical status II-III) ที่เข้ารับการผ่าตัด Elective abdominal surgery และคาดว่าจะมีการเสียเลือดอย่างน้อย 500 ml
• เกณฑ์การคัดออก: คัดผู้ป่วยที่มีข้อห้ามใช้ HES ออก เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะไตเสื่อม (renal impairment), ภาวะติดเชื้อ (sepsis), ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือผู้ป่วยวิกฤต
• มีการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับ 6% HES 130/0.4 (ขนาดสูงสุด 30 ml/kg) กับกลุ่มที่ได้รับเฉพาะ crystalloid solution:Ionolyte โดยการให้สารน้ำถูกควบคุม algorithym guideline ตามค่าความดันโลหิต (MAP) หรือ Advance parameters อื่นๆ

3️⃣ Randomization (การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง) 🗳️📥📤
• Randomization ผู้ป่วยถูกสุ่มในอัตราส่วน 1:1 โดย computer generated code (stratified) ตามสถานที่วิจัย
• การสุ่มได้รับ concealed จนถึงช่วงสั้นๆ ก่อนการผ่าตัดผ่านระบบ central interactive response system
• Blinding: ทั้งแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ประเมินผลจะไม่ทราบว่าได้รับสารน้ำชนิดใด เนื่องจากสารน้ำที่ใช้ทดสอบมีลักษณะภายนอกและบรรจุภัณฑ์ที่เหมือนกันทุกประการ

4️⃣ Outcome (ผลการศึกษา) 📈📊
• Primary Outcome: วัดจากการเปลี่ยนแปลงของค่า eGFR (โดยใช้ cystatin C) พบว่ากลุ่ม HES มีค่าเฉลี่ยลดลง -3.4 มล./นาที เทียบกับกลุ่ม crystalloid ที่ลดลง -1.0 มล./นาที ซึ่งผลลัพธ์นี้ผ่านเกณฑ์ ไม่ด้อยกว่า (noninferior) อย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.001)
• Secondary Outcomes: อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงหรือการเสียชีวิตที่ 90 วัน พบว่าอยู่ที่ 35% เท่ากันทั้งสองกลุ่ม ยืนยัน non-inferiority ในด้านความปลอดภัย
• การติดตามผลการแข็งตัวของเลือด รายงานใน supplement พบว่าการติดตามผล coagulogram POD1 ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
• Longterm outcome: อัตราการเสียชีวิตที่ 1 ปี ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (HES 8.6% vs Crystalloid 10.1%)
• Clinical efficacy: กลุ่มที่ได้รับ HES มีแนวโน้มใช้ปริมาณสารน้ำรวมน้อยกว่า มีสมดุลของน้ำ (net fluid balance) ที่ดีกว่า และ ต้องการยาตุ้นความดัน (vasoactive drugs) น้อยกว่า อย่างมีนัยสำคัญ

5️⃣ Clinical Implication (นัยสำคัญทางคลินิก) 💊
• การศึกษา PHOENICS ให้หลักฐานที่หนักแน่นว่า การใช้ HES ตามข้อบ่งชี้ (in-label use) ในผู้ป่วยผ่าตัดใหญ่ มีความปลอดภัยและไม่พบการเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของไตหรือการเสียชีวิต เมื่อเทียบกับการใช้ crystalloids เพียงอย่างเดียว
• ข้อมูลนี้ช่วยสนับสนุนการใช้ HES เป็นทางเลือกในการรักษาปริมาตรในหลอดเลือด (volume replacement) สำหรับผู้ป่วยผ่าตัดที่มีความเสี่ยง
• การใช้ HES ช่วยให้การจัดการระบบไหลเวียนโลหิตทำได้ง่ายขึ้น โดยลดปริมาณสารน้ำที่ต้องใช้และลดการพึ่งพายากระตุ้นความดัน ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสรีรวิทยาของผู้ป่วยในระหว่างการผ่าตัดใหญ่

📚Reference:
Buhre W, Díaz-Cambronero O, Schaefer S, Novacek M, Soro Domingo M, Stessel B, et al. Safety and efficacy of 6% hydroxyethyl starch in patients undergoing major surgery: The randomised controlled PHOENICS trial. Eur J Anaesthesiol. 2026;43:1-10. doi: 10.1097/EJA.0000000000002307.

Review by นพ.คมกริช แก้วปรีชาวัฒน์
ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

 💉 Dexmedetomidine for treatment of hyperactive delirium in non-intubated ICU patients: the 4D randomized clinical trial...
25/02/2026


💉 Dexmedetomidine for treatment of hyperactive delirium in non-intubated ICU patients: the 4D randomized clinical trial

ภาวะเพ้อชนิดคลุ้มคลั่ง (Hyperactive Delirium) ในผู้ป่วยวิกฤตที่ยังหายใจเองได้ (ไม่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ) เป็นโจทย์ที่ท้าทายมากสำหรับทีมแพทย์และพยาบาล เพราะการคุมอาการกระสับกระส่ายที่รุนแรงอาจนำไปสู่ความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง

ล่าสุดการศึกษา 4D Trial (ตีพิมพ์ในปี 2025) ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ยา Dexmedetomidine ในผู้ป่วยกลุ่มนี้ครับ

📌 สรุปประเด็นสำคัญจากงานวิจัย:
✅ คุมอาการได้รวดเร็วขึ้น: การใช้ยา Dexmedetomidine ช่วยลดระยะเวลาที่มีอาการกระสับกระส่าย (Agitation) เหลือเพียง 1 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอกที่ใช้เวลา 2 ชั่วโมง (ลดลงไปได้ประมาณ 1 ชม.)
✅ ลดการใช้ยาเสริม: ผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับยา Dexmedetomidine มีความต้องการใช้ยา Haloperidol และยาระงับประสาทอื่นๆ (Rescue medications) น้อยลงอย่างชัดเจน
✅ ความปลอดภัยสูง: การเกิดผลข้างเคียงอย่างภาวะความดันโลหิตต่ำ (Hypotension) หรือหัวใจเต้นช้า (Bradycardia) ในกลุ่มที่ได้ยานี้ ไม่แตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก

⚠️ ข้อสังเกตเพิ่มเติม: แม้ว่ายาจะช่วยให้ผู้ป่วยสงบลงได้เร็วและลดการใช้ยาอื่น แต่ผลการศึกษาพบว่า ไม่ได้ช่วยลด ระยะเวลาการเกิดภาวะเพ้อ (Delirium duration) โดยรวม หรือลดอัตราการต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และอัตราการเสียชีวิตเมื่อเทียบกับยาหลอก

📢 สรุปสั้นๆ: Dexmedetomidine เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการช่วยควบคุมอาการกระสับกระส่ายในผู้ป่วยวิกฤตที่ไม่ใส่เครื่องช่วยหายใจ ช่วยให้จัดการอาการได้ไวขึ้นและลดภาระการใช้ยาทางจิตเวชอื่นๆ ได้ดีครับ

Review by: R1 นพ.วศิน มังคราช ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
Reference: Godet T, Louis C, Rieu B, De Jong A, Couhault P, Pradel G, et al. Dexmedetomidine for treatment of hyperactive delirium in non-intubated ICU patients: the 4D randomized clinical trial. Intensive Care Med. 2025;2306–2317. doi: 10.1007/s00134-025-08135-1

ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

 -trial in early sepsis: lower goal is safeการ keep low MAP in early septic shock ช่วยลด mortality และ side effect from ...
25/02/2026

-trial in early sepsis: lower goal is safe
การ keep low MAP in early septic shock ช่วยลด mortality และ side effect from vassopressor ได้หรือไม่ : TARTARE-2S trial

💉Background
ปัจจุบัน Surviving Sepsis Campaign guidelines แนะนำให้ใช้ *Mean Arterial Pressure (MAP) > 65 mmHg เป็นเป้าหมายหลัก แต่หลักฐานสนับสนุนส่วนใหญ่ยังมีความไม่แน่นอน และการใช้ Vasopressors ในโดสที่สูงเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย MAP อาจส่งผลเสียต่อ Tissue perfusion ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาว่าการปรับเป้าหมายมาเน้นที่การฟื้นฟู Tissue perfusion โดยยอมให้ MAP ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือไม่

💉Study design
RCT (Randomized Controlled Trial) เพื่อเปรียบเทียบ Septic shock pateint ที่มีค่า lactate > 3 mmol/L
Method - Design, Population, Randomization
- Multicenter, randomized, open-label, parallel-group clinical trial
- Randomization แบบ 1:1 by computer based
- Stratified allocation ตามสถานที่วิจัยและประวัติการเป็น Chronic arterial hypertension

Targeted Tissue Perfusion (TTP) group:
- Capillary refill time (CRT) < 3 วินาที
- No Skin mottling
- Warm peripheral skin
- Urine output > 0.5 mL/kg/hr
- MAP 50–65 mmHg
Standard Care (SC) group:
- MAP65–75 mmHg
- Central Venous Pressure (CVP) 8–12 mmHg

💉Primary Outcome : ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในจำนวนวันที่รอดชีวิตภายใน 30 วันโดยไม่ต้องใช้ยากระตุ้นความดันและมีค่า lactate ปกติ (TTP: 23 วัน vs SC: 22 วัน; p = 0.418)
💉Secondary Outcome : อัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันใกล้เคียงกัน (TTP 24.7% vs SC 27.8%) และไม่พบ adverse event in TTP group

💉 Conclusion
- ในผู้ป่วย Septic shock ที่มี Lactate > 3 mmol/L การรักษาโดยเน้น Tissue perfusion target และยอมให้ MAP ต่ำกว่าปกติ ไม่ได้เพิ่มจำนวนวันที่รอดชีวิต และพบว่ามีความปลอดภัย

Pettilä V, Pfortmüller CA, Perner A, Merz TM, Wilkman E, Hästbacka J, Lang MF, Lombardo P, Selander T, Jakob SM, Takala J. Targeted Tissue Perfusion Versus Macrocirculatory-Guided Standard Care in Patients With Septic Shock: A Randomized Clinical Trial-The TARTARE-2S Trial. Crit Care Med. 2026 Jan 1;54(1):24-34. doi: 10.1097/CCM.0000000000006899. Epub 2025 Oct 17. PMID: 41105050.

Review by R1 Nilanut Tarudeeyathaworn

ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

   ช่วยหรือไม่ใน Severe CAP? : การศึกษา REMAP-CAP REMAP-CAP: ✅ Background ที่ผ่านมามีความเชื่อว่า Corticosteroids อาจช่ว...
25/02/2026


ช่วยหรือไม่ใน Severe CAP? : การศึกษา REMAP-CAP REMAP-CAP:
✅ Background
ที่ผ่านมามีความเชื่อว่า Corticosteroids อาจช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของ Severe CAP ได้ผ่านกลไกการลด Host inflammatory responses หรือช่วยบรรเทาภาวะ Septic shock
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการศึกษาก่อนหน้านี้ยังมีความขัดแย้งกัน:
- การศึกษา CAPE-COD และ Post hoc analysis ของ APROCCHSS พบว่า streroid ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้ แม้จะมี Guidelines ล่าสุดแนะนำให้ใช้ steroid ในผู้ป่วย Severe CAP แต่การศึกษาอื่นๆ ยังให้ผลลัพธ์ที่ไม่สอดคล้องกัน และยังมีความกังวลเรื่องผลข้างเคียง รวมถึงความไม่ชัดเจนในเรื่องของขนาดยา ประเภทของยา และกลุ่มผู้ป่วยที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด
✅ Study Design
การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของ REMAP-CAP ซึ่งเป็น International adaptive randomized controlled platform trial
-Populations : ผู้ใหญ่ (อายุ ≥ 18 ปี) ที่เข้ารับการรักษาใน ICU ด้วย Severe CAP ภายใน 48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องได้รับ Organ support :
1.Respiratory Support: invasive or noninvasive mechanical ventilation or HFNC if flow rate ≥ 30 L/min and FiO2 ≥ 0.4
2.Cardiovascular Support : ได้รับ vasopressor or inotrope
-การแบ่งกลุ่มการรักษา:
1.กลุ่ม Hydrocortisone: ได้รับยาทาง IV 50 mg q 6 hr เป็นเวลา 7 วัน โดยไม่มี Tapering
2.กลุ่ม Control: ไม่ได้รับ corticosteroid (ยกเว้นในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิกใหม่เกิดขึ้นภายหลัง)
✅ Randomization: ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบ Response-adaptive randomization (RAR): โดยกลุ่มที่ดูเหมือนจะมีแนวโน้มให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าจะมีความน่าจะเป็นในการสุ่มผู้ป่วยเข้าไปมากขึ้น
-⚠️ในช่วงแรกของการศึกษาเกิดความผิดพลาดในการติดป้ายข้อมูล (Transposition error) ทำให้การสุ่มแบบ RAR จัดสรรผู้ป่วยเข้ากลุ่ม Hydrocortisone มากเกินความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจพบและแก้ไขแล้ว Sensitivity analysis ยืนยันว่าไม่กระทบผลสรุป
✅ Statistical analysis
-ใช้ Bayesian hierarchical model
✅ Outcome
Primary Outcome: 90-day Mortality
- 90-day Mortality: กลุ่ม Hydrocortisone เท่ากับ 15% (78/521) เทียบกับกลุ่มควบคุม 9.8% (12/122)
- Adjusted Odds Ratio (OR): อยู่ในช่วง 1.52 ถึง 1.63
- Probability ที่จะลด mortality >20% = เพียง 3.3% ถึง 7.1% เท่านั้น
- Probability of harm สูงถึง 84.3% ถึง 90.8%
- ดังนั้นการศึกษาเลยหยุดแขนการรักษานี้ก่อนกำหนด เพราะ “Futility” = โอกาสที่ยานี้จะพิสูจน์ว่าดีจริง มีน้อยมาก
Secondary Outcomesกลุ่ม Hydrocortisone มีระยะเวลาที่มีภาวะช็อกสั้นกว่า (median 2 วัน เทียบกับกลุ่มควบคุม 3 วัน, p-value = 0.05)
- LOS: ไม่พบความแตกต่างของระยะเวลาที่อยู่ใน ICU หรือโรงพยาบาล
- Serious Adverse Events อยู่ในระดับต่ำทั้งสองกลุ่ม
✅ Clinical Implication
- ไม่แนะนำให้ใช้เป็น routine: การใช้ Hydrocortisone แบบคงที่เป็นเวลา 7 วันในผู้ป่วย Severe CAP ไม่น่าจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ และอาจมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
- แม้การศึกษาก่อนหน้าอย่าง CAPE-COD จะพบประโยชน์ แต่ผู้ป่วยในการศึกษา REMAP-CAP มีความรุนแรงของโรคมากกว่า (เช่น มีสัดส่วนผู้ที่มีภาวะ shock สูงกว่า) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกัน แม้ Hydrocortisone จะช่วยให้ Resolve shock เร็วขึ้นแต่ผลลัพธ์นี้กลับไม่ส่งผลต่อ 90-day Mortality
- Severe CAP เป็นโรคที่ heterogeneous → อาจต้องคัด subgroup ให้เหมาะสมในอนาคต

Review by : F1 Critical care พญ.สาวิตรี

🎯Reference :
The REMAP-CAP Investigators. Hydrocortisone in severe community-acquired pneumonia (REMAP-CAP). Intensive Care Med. 2025;51:665–680. doi:10.1007/s00134-025-07861-w

ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

มาอ่านงานดี ๆ ของคนไทยเรา   การเริ่มไล่น้ำตั้งแต่แรก ๆ จะเป็นอย่างไรRestrictive fluid management with early de-escalatio...
18/02/2026

มาอ่านงานดี ๆ ของคนไทยเรา การเริ่มไล่น้ำตั้งแต่แรก ๆ จะเป็นอย่างไร
Restrictive fluid management with early de-escalation versus usual care in critically ill patients (reduce trial) : a feasibility randomized controlled trial
📍Background
Fluid resuscitation เป็น cornerstone ของการรักษา septic shock ตามแนวทางปัจจุบัน เช่น Surviving Sepsis Campaign ซึ่งแนะนำ early aggressive fluid resuscitation เพื่อแก้ไข tissue hypoperfusion
อย่างไรก็ตาม หลังพ้นระยะ initial resuscitation แล้ว ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงได้รับ fluid ต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิด positive fluid balance ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ:
• Increased ICU mortality
• Prolonged mechanical ventilation
• Increased AKI
• Longer ICU and hospital stay
งานวิจัย observational หลายฉบับพบว่า cumulative fluid overload มีความสัมพันธ์กับ poor outcomes แต่ยังขาด randomized controlled trial ที่ศึกษาการทำ restrictive fluid strategy หลัง hemodynamic stabilization
ดังนั้น REDUCE trial จึงถูกออกแบบเพื่อประเมินว่า
“Protocol-based restrictive fluid strategy หลัง adequate initial resuscitation สามารถลด cumulative fluid balance ได้หรือไม่ และมีผลต่อ clinical outcomes อย่างไร”

📍Study Design
การศึกษาเป็นแบบ
Single-center, open-label, randomized controlled feasibility trial
• สถานที่ศึกษา: ICU
• ขนาดตัวอย่าง: ผู้ป่วย 100 ราย
• ประชากรศึกษา: ผู้ป่วย septic shock ผู้ใหญ่ ที่ผ่านการให้สารน้ำ initial resuscitation อย่างเพียงพอ และมี hemodynamic stabilization แล้ว

📍การสุ่มตัวอย่าง (Randomization)
ผู้ป่วยถูกสุ่มเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1. Restrictive strategy group
2. Usual care group
Intervention (Restrictive Group)
ใช้ protocol-based fluid de-escalation strategy ประกอบด้วย:
• หลีกเลี่ยงการให้ maintenance fluid เพิ่มเติม เว้นแต่มีข้อบ่งชี้ทางคลินิกชัดเจน
• ใช้ diuretics เพื่อให้เกิด negative fluid balance
• พิจารณา renal replacement therapy (RRT) หากมีข้อบ่งชี้
• เฝ้าระวัง hemodynamic อย่างใกล้ชิด
ประเด็นสำคัญ:
กลยุทธ์นี้เริ่มใช้ หลังจากผู้ป่วยมี hemodynamic stabilization แล้ว
ไม่ใช่ในช่วง early septic shock phase

Control Group
ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบ usual care
ตามดุลยพินิจของทีมรักษา โดยไม่มี protocol การจำกัดสารน้ำเฉพาะ

📍ประเภทการศึกษา (study type) :
เป็น Feasibility RCT
ไม่ได้ออกแบบให้มีพลังทางสถิติ (powered) สำหรับการประเมินผล mortality

📍Outcomes
Primary Outcome
- Cumulative fluid balance ที่ Day 3 และ Day 7
ผลการศึกษา
Day 3
• Restrictive: –2353 mL
• Usual care: +793 mL
• p < 0.001

Day 7
• Restrictive: –3032 mL
• Usual care: +1125 mL
• p < 0.001

Secondary Outcomes
- ICU Length of Stay
• 7 วัน vs 10 วัน
• p = 0.006

- Hospital Length of Stay
• 16 วัน vs 22 วัน
• p = 0.02

- Mechanical Ventilation Duration
• 6 วัน vs 10 วัน
• p = 0.02

- Ventilator-free days
• เพิ่มขึ้นในกลุ่ม restrictive

- Vasopressor-free days
• เพิ่มขึ้นในกลุ่ม restrictive

- 30-day Mortality
• HR 0.36
• เป็นเพียง exploratory signal
• การศึกษาไม่ได้ออกแบบให้ประเมิน mortality endpoint อย่างมีพลังทางสถิติ

Safety Outcomes
ไม่พบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญในด้านความปลอดภัย ได้แก่
• ไม่เพิ่มอุบัติการณ์ Acute Kidney Injury (AKI)
• ไม่เพิ่มความจำเป็นในการทำ RRT
• ไม่เพิ่มภาวะ hypotension อย่างมีนัยสำคัญ
• ไม่พบ major electrolyte complications เพิ่มขึ้น

📍Clinical Implication
1. สนับสนุนแนวคิดการจัดการสารน้ำแบบแบ่งระยะ (Phase-based fluid management) ใน septic shock
• ระยะ early resuscitation → ควรให้สารน้ำแบบ liberal ตามแนวทางมาตรฐาน
• ระยะหลัง hemodynamic stabilization → ควรพิจารณา restrictive หรือ de-escalation strategy เพื่อลด fluid accumulation

2. แสดงให้เห็นว่าการทำ active fluid removal หลัง stabilization มีความเป็นไปได้และสามารถดำเนินการได้จริง (feasible)
โดยไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเพิ่มขึ้น

3. พบสัญญาณของผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้น (signal toward clinical benefit) ได้แก่
• ระยะเวลาอยู่ ICU สั้นลง
• ระยะเวลาการใช้เครื่องช่วยหายใจลดลง
• เพิ่มจำนวนวันปลอดจากการพึ่งพา organ support

4. ตอกย้ำแนวคิด “Fluid Stewardship” ในเวชปฏิบัติ ICU
คือ การประเมินและปรับการให้สารน้ำอย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้เกิด positive fluid balance ต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น

อย่างไรก็ตาม
• งานวิจัยนี้ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติมาตรฐานได้ในทันที
• จำเป็นต้องมีการศึกษาแบบ multicenter randomized controlled trial ขนาดใหญ่ เพื่อยืนยันผลลัพธ์ก่อนนำไปประยุกต์ใช้อย่างกว้างขวาง

Reference
Naorungroj S, และคณะ. Protocolized restrictive fluid strategy หลัง hemodynamic stabilization ในผู้ป่วย septic shock: single-center feasibility randomized controlled trial. Critical Care. 2025;29:405. doi:10.1186/s13054-025-05624-z.

Review by พญ.ภัทริกา ภูริภัทรพันธุ์
ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

17/02/2026

หมอ ICU คือใคร? ทำหน้าที่อะไร? และแตกต่างจากหมอทั่วไปอย่างไรบ้างคลิปนี้จากช่อง ICU Channel by TSCCM จะพาคุณไปรู้จักบทบาท.....

17/02/2026

ทำไมผู้ป่วยบางห้องถึงไม่ให้ญาติเข้าเยี่ยม?หลายคนอาจเคยสงสัยว่าเหตุใดใน ICU หรือหอผู้ป่วยบางประเภทจึงมีข้...

17/02/2026

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมผู้ป่วยบางคน โดยเฉพาะใน ICU ถึงมีผิวหนังเป็นลายคล้ายตาข่าย สีม่วงแดง หรือดูเหมือนเลือดไ...

 ้_CRP_แทน_PCT_ได้ไหมPCT vs CRP ใน ICU sepsis: สามารถลดระยะเวลาการใช้ยาปฏิชีวนะได้จริงไหม และมีความปลอดภัยแค่ไหน?❤️ในคนไ...
17/02/2026

้_CRP_แทน_PCT_ได้ไหม
PCT vs CRP ใน ICU sepsis: สามารถลดระยะเวลาการใช้ยาปฏิชีวนะได้จริงไหม และมีความปลอดภัยแค่ไหน?

❤️ในคนไข้ sepsis ที่นอน ICU เรามักเจอปัญหาคลาสสิก 2 ด้านเสมอ:
1. ถ้าให้ antibiotic นานเกินไปก็เสี่ยง AMR, nephrotoxicity, C. difficile
2.ถ้าหยุด antibiotic เร็วเกินไปก็กลัว treatment failure และ mortality เพิ่มขึ้น
💡คำถามคือ…เราจะมี “ตัวช่วย” ที่เชื่อถือได้ไหม?

📊งานวิจัยนี้คือ ADAPT-Sepsis ซึ่งเป็น multi-center randomized controlled trial ขนาดใหญ่ใน UK ICU 41 แห่ง รวม 2,760 ราย เปรียบเทียบ 3 กลุ่ม ได้แก่ standard care, PCT-guided protocol และ CRP-guided protocol โดยใช้การตรวจ biomarker รายวันเพื่อให้ “คำแนะนำหยุดยา” อย่างเป็นระบบ

✅ผลลัพธ์
ด้าน Effectiveness ชัดเจนว่า PCT สามารถลดระยะเวลาการใช้ยาปฏิชีวนะได้จริง: ค่าเฉลี่ยลดจาก 10.7 วันใน standard care เหลือ 9.8 วัน (ลด ~0.9 วัน/คนไข้, P=0.01)
ขณะที่ CRP ไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาการใช้ยา (10.6 วัน ไม่ต่างจาก standard care)

⚠️ด้านความปลอดภัย
งานนี้ออกแบบเป็น non-inferiority สำหรับ 28-day mortality โดยกำหนด margin ไว้ที่ +5.4% ผลคือ PCT ผ่านเกณฑ์ non-inferiority (19.4% vs 20.9%) ส่วน CRP ให้ผลด้าน safety ว่า “ยังสรุปไม่ได้” (inconclusive)

📚 สรุปสั้นๆ
ถ้าจะใช้ Biomarker เพื่อช่วยหยุด antibiotic ในคนไข้ sepsis ใน ICU PCT มีประสิทธิผลที่ดีกว่า CRP ในตอนนี้
ส่วน CRP ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าควรใช้เป็น protocol

ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

 #การใช้_biomarker_panel_และ_Bundle_care_ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดจะช่วยลดการเกิด_AKI_หรือไม่ -2: A Preventive Care Strategy t...
17/02/2026

#การใช้_biomarker_panel_และ_Bundle_care_ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดจะช่วยลดการเกิด_AKI_หรือไม่
-2: A Preventive Care Strategy to Reduce Acute Kidney Injury (AKI) After Major Surgery

1. Introduction (บทนำ)
ภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury - AKI) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและสำคัญในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีแนวทางปฏิบัติของ KDIGO (Kidney Disease: Improving Global Outcomes) เพื่อป้องกัน AKI แต่ในทางปฏิบัติมักไม่สามารถทำได้กับผู้ป่วยทุกรายเนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการใช้ สารบ่งชี้ทางชีวภาพในปัสสาวะ (Urinary Biomarkers) คือค่า TIMP-2 × IGFBP7 เพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่มีภาวะ "เครียดของไต" (Kidney stress) และมีความเสี่ยงสูง เพื่อดูว่าการใช้มาตรการป้องกันตามแนวทาง KDIGO จะช่วยลดการเกิด AKI ระดับปานกลางถึงรุนแรงได้หรือไม่

2. Study Design (รูปแบบการศึกษา)
• รูปแบบ: เป็นการศึกษาแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (Multinational, Randomized Clinical Trial) ทำในโรงพยาบาล 34 แห่งในยุโรป
• กลุ่มตัวอย่าง: ผู้ป่วยอายุ ≥18 ปี จำนวน 1,180 ราย ที่เข้ารับการผ่าตัดใหญ่และมีความเสี่ยงสูง โดยต้องมีปัจจัยเสี่ยงทางคลินิก ร่วมกับ มีค่า Biomarker (TIMP-2 × IGFBP7) > 0.3
• การแบ่งกลุ่ม: แบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม (1:1):
1. กลุ่มทดลอง (Intervention): ได้รับการดูแลป้องกันตามแนวทาง KDIGO ประกอบด้วย:
▪ Hemodynamic Optimization: การปรับสมดุลการไหลเวียนโลหิต สารน้ำ และความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด (เช่น รักษา MAP ≥65 mmHg)
▪ Nephrotoxin Avoidance: หยุดยา ACEi/ARBs 48 ชม. และเลี่ยงยาที่มีพิษต่อไตหรือสารทึบรังสี 72 ชม.
▪ Glycemic Control: ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ระหว่าง 100–150 mg/dL
2. กลุ่มควบคุม (Control): ได้รับการรักษาตามมาตรฐานปกติ (Standard of care)

3. Outcome (ผลลัพธ์ของการศึกษา)
• ผลลัพธ์หลัก (Primary Outcome): การเกิด AKI ระดับปานกลางหรือรุนแรง (KDIGO stage 2–3) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
◦ กลุ่มทดลองพบ AKI: 14.4% (84 ราย)
◦ กลุ่มควบคุมพบ AKI: 22.3% (131 ราย)
◦ สรุปผลทางสถิติ: การป้องกันช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ (Odds Ratio 0.57; p=0.0002)
◦ Number Needed to Treat (NNT): 12 (ต้องรักษาผู้ป่วย 12 คน เพื่อป้องกันการเกิด AKI รุนแรงได้ 1 คน)
• ความปลอดภัย: ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ (Adverse events) ระหว่างสองกลุ่ม

4. Clinical Implication (นัยสำคัญทางคลินิก)
• ประสิทธิภาพ: การใช้ชุดมาตรการป้องกัน (Preventive care bundle) ที่ประกอบด้วยการดูแลระบบไหลเวียนโลหิตและการเลี่ยงสารพิษต่อไต สามารถลดอุบัติการณ์ของ AKI ระดับรุนแรงในผู้ป่วยผ่าตัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• Precision Medicine: การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) โดยใช้ Biomarker คัดเลือกผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงจริง ๆ เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เข้มข้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาและคุ้มค่ากับการลงทุนทรัพยากร
• ความปลอดภัย: มาตรการนี้มีความปลอดภัยและสามารถนำไปปรับใช้ในทางคลินิกได้จริงสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง

Reference
Zarbock A, et al. A preventive care strategy to reduce moderate or severe acute kidney injury after major surgery (BigpAK-2); a multinational, randomised clinical trial. Lancet 2025; 406: 2782–91.

Review by นพ.จิรายุ นิยมกูล

ควบคุมโดย
ศ.นพ.กวีศักดิ์ จิตต์วัฒนรัตน์
พญ.ศรีสุลักษณ์ คะชา
พญ.ณัฐสุดา โพธิกุล
นพ.อติรุจ ศุภพิพัฒน์

ที่อยู่

Department Of Surgery, Faculty Of Medicine, CMU
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ CMU Surgical ICUผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram