Rindapharmacy ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Rindapharmacy, การแพทย์และสุขภาพ, Chiang Rai.

โรคหอบหืดโรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory]  เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,e...
04/12/2015

โรคหอบหืด

โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรัง [Chronic inflammatory] เป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้

ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้

1 .Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
2. Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น
3. Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก
4. Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง

Normal Lungs
หลอดลมของคนปกติจะมีกล้ามเนื้อ [Airway muscle] และเยื่อบุหลอดลม[Airway lining]ในสภาพปกติ

Asthmatic Lungs
เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก

จากกลไกดังกล่าวทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง ผู้ป่วยจึงเกิดอาการดังต่อไปนี้

- หายใจตื้น หรือหายใจสั้น
- แน่นหน้าอก
- ไอ
- หายใจเสียงดัง

โรคหอบหืดจะมีอาการไม่แน่นอนอาการของผู้ป่วยจะผันแปรได้หลายรูปแบบ

- อาการหอบอาจจะเบาจนกระทั่งหอบหนัก
- อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
- อาการอาจจะกำเริบเป็นครั้งๆ หรืออาการอาจจะหายไปเป็นเวลานาน
- อาการหอบแต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน

การวินิจฉัย
จุดประสงค์ของการรักษาหอบหืด

- ไม่มีอาการหอบหืด เช่น ไอ หายใจเสียงดังหวีด แน่นหน้าอก
- ไม่ต้องตื่นกลางคืนเพราะอาการหอบหืด
- ไม่ต้องเข้าห้องฉุกเฉิน หรือนอนโรงพยาบาลเพราะโรคหอบหืด
- สามารถคุมอาการให้สงบลงได้และหอบหืดเรื้อรังน้อยที่สุด
- ป้องกันไม่ให้เกิดอาการกำเริบของโรค
- ยกระดับสมรรถภาพการทำงานของปอดให้ดีทัดเทียมกับคนปกติ
- สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เหมือนคนปกติไม่ต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน
- หลีกเลี่ยงผลแทรกซ้อนจากยารักษาโรคหืด
- ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากโรคหอบหืด
- ยา beta2-agonistเพื่อระงับอาการหอบให้น้อยที่สุด
- ไม่มีภาวะฉุกเฉินของอาการหอบหืด
- สามารถออกกำลังกายได้เหมือนคนปกติ

โรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral neuropathies)หลายๆ คนอาจเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับอาการชาหรือรับความรู้สึกเจ็บปวด, ร้อน, เ...
02/12/2015

โรคปลายประสาทอักเสบ (Peripheral neuropathies)

หลายๆ คนอาจเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับอาการชาหรือรับความรู้สึกเจ็บปวด, ร้อน, เย็นต่างๆ ผิดปกติบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งบนร่างกายโดยเฉพาะที่แขนและขากันมาบ้าง ซึ่งอาการชาๆ แบบนี้มีอยู่หลายลักษณะด้วยกัน เช่น
ชาแบบร้อน ซู่ๆ บริเวณนิ้วหัวแม่มือ, นิ้วชี้, นิ้วกลาง ซึ่งมักพบอาการตอนดึกหรือหลังตื่นนอนใหม่ๆ
ส่วนบางคนรู้สึก ชายุบยิบที่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นชาหนาๆ เหมือนใส่ถุงเท้าอยู่ตลอดเวลา มักพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน
ในขณะที่ผู้สูงอายุหลายคนที่เริ่มมีการเสื่อมของกระดูกสันหลังบริเวณบั้นเอว อาจมีอาการปวดหลังและชาขา ร่วมไปกับอาการขาอ่อนแรงด้วย

จะเห็นได้ว่าอาการชานั้นอาจเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น อาการปวด หรืออ่อนแรง และอาจเป็นๆ หายๆ หรือเป็นอยู่ตลอดเวลาบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนของร่างกาย ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้ ส่วนมากมักเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือที่เรียกว่า ปลายประสาทอักเสบ (Peripheral neuropathies)

โรคปลายประสาทอักเสบนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุได้แก่
1. การกดทับเส้นประสาทเฉพาะที่
เมื่อเส้นประสาทส่วนใดส่วนหนึ่งถูกกดทับเป็นระยะเวลานานๆ ตัวอย่างเช่น
- กลุ่มอาการที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ หรือ Carpal Tunnel Syndrome ซึ่งมักพบในกลุ่มคนที่ใช้ข้อมืออย่างหนักจนเนื้อเยื่อที่ข้อมือหนาตัวขึ้นปละกดรัดเส้นประสาท เช่น คนที่ทำงานบ้าน, ซักผ้า, รีดผ้า ,พิมพ์ดีด หรือเล่นกีฬาที่ต้องใช้ข้อมือมากๆ

- กลุ่มอาการที่เส้นประสาทถูกกดเบียดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ทำให้มีอาการปวด ชา ช่วงหลังลามไปถึงขา หรือ เส้นประสาทที่สะโพกถูกกดเบียด ทำให้รู้สึกชาบริเวณสะโพก มักเกิดเมื่อนั่งอยู่ในท่าทางเดิมนานๆ หรือใส่กางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป พบบ่อยโดยเฉพาะคนที่ค่อนข้างอ้วน

2. เป็นผลจากโรคหรือภาวะผิดปกติชนิดอื่น
- โรคเบาหวาน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมานานและคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักเกิดอาการชาจากปลายประสาทอักเสบตามมาเรียกโรคนี้ว่า Diabetic neuropathies

- โรคอื่นๆ เช่นไทรอยด์บางชนิด, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคติดเชื้อบางชนิด, ความผิดปกติทางระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาท

3. สาเหตุอื่นๆ
- อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ จนส่งผลให้เส้นประสาทเกิดความเสียหาย
- ยาหรือสารพิษบางชนิด เช่น ยาต้านมะเร็ง, ยากันชัก, ยาปฏิชีวนะบางชนิด, สารตะกั่ว, ปรอท เป็นต้น กลุ่มนี้ถ้าทราบและกำจัดสาเหตุตั้งแต่แรก อาการต่างๆ มักจะกลับเป็นปกติได้

จะรักษาและป้องกันอาการชาจากปลายประสาทอักเสบได้อย่างไร?
การรักษาอาการชาจากโรคปลายประสาทอักเสบนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างๆ กันดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งการรักษาบางกรณีอาจใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน ได้แก่
1. กำจัดจากสาเหตุ เช่น
- หากเกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับควรลดหรือเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทเป็นเวลานาน โดยพยายามไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป
- ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานควรรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่าปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องนานๆ
2. การรักษาด้วยยา
นอกจากจะต้องรับประทานยาสำหรับโรคประจำตัวของผู้ป่วยแต่ละรายแล้ว อาจมีการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์, ยาแก้ปวดในกรณีที่มีอาการปวด และควรรับประทานวิตามิน เช่น มีโคบาลามินในขนาดสำหรับการรักษาเพื่อส่งเสริมในกระบวนการซ่อมแซมเส้นประสาทบรรเทาอาการชาและอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น
3. การผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการรุนแรง
4. การทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท

อาการชาแบบไหน อาจเป็นปลายประสาทอักเสบ
การตรวจสอบด้วยตัวเองอย่างง่ายๆ ว่าท่านมีภาวะปลายเส้นประสาทอักเสบหรือไม่
- รู้สึกซู่ซ่า หรือเป็นเหน็บที่ปลายเท้า
- รู้สึกเหมือนเข็มแทงที่ปลายเท้า
- รู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่ปลายเท้า
- รู้สึกไวต่อความเจ็บปวด เช่น การแตะสัมผัสเบาๆ ก็ทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บ
- เจ็บปลายเท้าโดยเฉพาะกลางคืน
- ปลายมือ ปลายเท้าเย็น หรือร้อนผิดปกติ
- ปลายเท้าชา และไม่รู้สึกเมื่อสัมผัส
- มือและเท้าไม่รู้สึกถึงความรู้สึกร้อนเย็น
- ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อมีแผลที่เท้า
- กล้ามเนื้อที่ขา และเท้าอ่อนแรง
- รู้สึกไม่ค่อยมั่นคง และอ่อนแรงเวลายืน หรือเดิน
- เมื่อมีแผล มักเป็นแผลเรื้อรัง
- รูปร่างของเท้าผิดปกติไปจากเดิม

สุขภาพดวงตา1. หากรับประทานผลสดของบิลเบอร์รีจะได้ประโยชน์เทียบเท่ากับรับประทานสารสกัดจากบิลเบอร์รีหรือไม่ อย่างไร?ไม่มีรา...
01/12/2015

สุขภาพดวงตา

1. หากรับประทานผลสดของบิลเบอร์รีจะได้ประโยชน์เทียบเท่ากับรับประทานสารสกัดจากบิลเบอร์รีหรือไม่ อย่างไร?

ไม่มีรายงานประโยชน์ของการบริโภคผลสดของบิลเบอร์รีต่อสุขภาพดวงตาที่ชัดเจนนัก แต่บิลเบอร์รีในรูปของสารสกัดเข้มข้นซึ่งให้ไฟโตนิวเทรียนท์ที่สำคัญ คือ แอนโธไซยาโนไซด์ 25 – 36% มีรายงานวิจัยที่น่าสนใจที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตาโดยเฉพาะการมองเห็น เช่น การปรับแสงจากที่สว่างสู่ที่มืดได้ดีขึ้น ช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืด และมองเห็นภาพในรายละเอียดได้ชัดเจนขึ้น ด้วยคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่สนับสนุนประโยชน์ของสารสกัดจากบิลเบอร์รีต่อสุขภาพดวงตาอื่นๆ เช่น การป้องกันต้อกระจก การเพิ่มความแข็งแรงของผนังหลอดเลือดฝอย เป็นต้น*
*วารสารพยาบาลสาธารณสุข ปีที่ 16 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2545

2. ลูทีนคืออะไร พบได้ที่ไหน ให้ประโยชน์อย่างไรบ้าง?

ลูทีน (Lutein) เป็นสารพฤกษเคมีที่จัดอยู่ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ส่วนใหญ่สกัดได้จากดอกดาวเรือง (marigolds) ลูทีนมักพบร่วมกับซีแซนทิน (Zeaxanthin) โดยพบมากในบริเวณจุดรับภาพของจอประสาทตา (macula) และบริเวณเลนส์ตา (lens) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติให้แก่ดวงตา แต่เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น หรือดวงตาต้องเผชิญต่อรังสียูวีจากแสงอาทิตย์ หรือเกิดอนุมูลอิสระในดวงตาอันเนื่องจากการสูบบุหรี่ มลพิษ และความเครียด เหล่านี้ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับความเสื่อมของดวงตาได้ เช่น จุดรับภาพของจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration) เลนส์ตาขุ่นมัว หรือต้อกระจก (cataract) เป็นต้น ซึ่งอาจจะเสี่ยงต่ออาการตาบอดได้ในที่สุด

3. สารสกัดจากบิลเบอร์รีและดอกดาวเรือง ช่วยรักษาอาการสายตาสั้น หรือสายตายาว ได้หรือไม่?

เนื่องจากภาวะสายตาสั้น-ยาว เกิดจากการที่รูปร่างของเลนส์ตาผิดปกติ ไม่ได้เกิดจากการทำลายด้วยอนุมูลอิสระ ดังนั้น สารสกัดจากบิลเบอร์รีและดอกดาวเรืองจึงไม่ได้ช่วยในการรักษาความผิดปกติดังกล่าว

4. มีสารอาหารอื่นใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพดวงตา

- ดีเอชเอ (DHA) จากน้ำมันปลา ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 พบมากในเซลล์จอประสาทตา (retina) และเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของระบบประสาท ดีเอชเอจำเป็นต่อการซ่อมแซมเซลล์จอประสาทตาที่เสื่อมสภาพ
- วิตามินซี และสารไบโอฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี

5. ใครบ้างที่ควรรับประทานสารอาหารเพื่อบำรุงสุขภาพดวงตา

- ผู้มีปัญหาการมองเห็นในที่มืด หรือที่มีแสงน้อย แสงสลัว
- ผู้ที่ต้องใช้สายตาเป็นระยะเวลานาน เช่น อ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์
- ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อความเสื่อมของดวงตา เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่ต้องอยู่กลางแสงแดดโดยไม่สวมแว่นกันแดด
- ผู้ที่ต้องเผชิญกับแสงไฟสว่างจ้าหรือแสงแฟลช ผู้ที่ต้องขับรถในเวลากลางคืน
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- ผู้ที่สูบบุหรี่
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเสื่อมเกี่ยวกับดวงตา

เลซิติน คืออะไรเลซิติน คือ สารประกอบที่มีความซับซ้อนซึ่งจัดเป็นไขมัน เรียกว่า “ฟอสโฟลิพิด” (Phospholipid) หรือมีชื่ออีกอ...
30/11/2015

เลซิติน คืออะไร

เลซิติน คือ สารประกอบที่มีความซับซ้อนซึ่งจัดเป็นไขมัน เรียกว่า “ฟอสโฟลิพิด” (Phospholipid) หรือมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เลซิติน ฟอสโฟลิพิด ฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งมีน้ำหนักใกล้เคียงกับไตรกลีเซอไรด์ และมีโครงสร้างแยกออกเป็น 5 ส่วน คือ กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (กรดไขมันจำเป็น) เกลือฟอสเฟตแอลกอฮอล์ และกลีเซอรอล นอกจากนี้ มักพบโมเลกุล ของวิตามินบีรวมอยู่ด้วย เช่น โคลีน (Choline) อิโนซิทอล (Inosital) รวมถึงกรดอะมิโนบางชนิด ทำให้เลซิตินมีคุณค่า
ทางโภชนาการจากสารอาหารต่างๆ ที่ประกอบอยู่นั่นเอง
เลซิตินมีลักษณะเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) ที่ทำให้น้ำและน้ำมันละลายเข้ากันได้ ด้วยคุณสมบัตินี้จึงทำให้ไขมันแขวนลอยในน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ เลซิตินยังเป็น ส่วนประกอบของผนังเซลล์ทุกชนิดและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทั้งยังเป็น
องค์ประกอบของน้ำดีอีกด้วย

บทบาทของเลซิตินที่มีต่อการลดอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
จะอยู่ที่กลไกที่มีผลต่อโคเลสเตอรอลนั่นเองจากการศึกษาโดยการให้เลซิตินแก่
ผู้ที่อยู่ในภาวะไขมันสูงภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่ควบคุมพบว่า ระดับ
ไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอลลดลง ในขณะที่เอชดีแอลสูงขึ้น

โดยกลไกดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากคุณสมบัติของเลซิตินดังนี้
ลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหาร
กลไกการเพิ่มการสร้างน้ำดีจากโคเลสเตอรอล เลซิตินจะมีผลต่อการดูดกลับน้ำดี ในทางเดินอาหารให้ลดลง โดยดึงโคเลสเตอรอลในเลือด
ที่เป็นองค์ประกอบการ สร้างน้ำดีมาใช้เพิ่มขึ้น ผลก็คือการขนส่งโคเลสเตอรอลจากเลือดไปสู่ตับเพิ่มขึ้น เลซิตินยังส่งผลต่อไตรกลีเซอไรด์
ในกระบวนการเร่งการสลายอีกด้วย
การขนส่งโคเลสเตอรอลในเลือดสะดวกขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงของ
โคเลสเตอรอล ที่จะเกาะตามผนังหลอดเลือดได้
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยศึกษากลไกของเลซิตินกับการลดโคเลสเตอรอลในแง่ของการสร้างเอชดีแอล การลดการเกิดไขมัน
บนผนังหลอดเลือด ซึ่งล้วนอยู่ในขั้นการศึกษาและหาข้อสรุปยืนยันทางการแพทย์อยู่

ในถุงน้ำดีจะมีน้ำดีอยู่ น้ำดีประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ กรดน้ำดี เลซิติน และโคเลสเตอรอลกับเม็ดสีที่ทำ
ให้เกิดเป็นสีเขียว เลซิตินในน้ำดีจะทำหน้าที่ 2 ประการคือ ช่วยเผาผลาญไขมันและควบคุมโคเลสเตอรอล เลซิตินในน้ำดี
จะละลายไขมันทำให้แตกตัวเป็นอณูเล็กๆ ที่สามารถย่อยได้และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ น้ำดีจะต้อง
อาศัยเลซิติน ซึ่งจัดเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ที่ช่วยทำให้โคเลสเตอรอลไม่ตกตะกอนในน้ำเลือด และเมื่อใดที่ปริมาณเลซิติน
กับโคเลสเตอรอลไม่สัมพันธ์กัน ก็จะทำให้เกิดการก่อตัวและตกตะกอนของโคเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจนทำให้เกิดเป็นนิ่ว
ในถุงน้ำดีได้
องค์ประกอบของเยื่อบุผิวของเซลล์สมองและประสาท รวมทั้งสารสื่อนำกระแส
ประสาท (Neurotransmitter) ชื่อ “อะเซติลโคลีน” ล้วนแล้วแต่มีเลซิตินเป็น
องค์ประกอบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสารโคลีนในเลซิตินจัดเป็น ส่วนประกอบของ
สารสื่อนำกระแสประสาท ถ้าขาดสารสื่อกระแสประสาทจะทำให้ร่างกาย
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ อย่างเชื่องช้า เลซิตินยังอาจทำให้มีการเรียนรู้ดีขึ้น
และมีความจำที่ดี รวมทั้งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับผู้ที่มีความเครียดสูง
จากการศึกษาเลซิตินต่อผลการทำงานของสมองในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ (โรคที่มี
อาการหลงจนถึงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง) พบว่าการเสริมเลซิตินในขนาดควบคุม
ให้ผลในเชิงพฤติกรรมที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม ยังต้องการข้อพิสูจน์และการ
ศึกษาเพิ่มเติมอีก
จากการศึกษาของไลเบอร์ (Lieber) และคณะในปี1994 ให้ข้อมูลว่า ลิงบาบูนที่มีปัญหาการสะสมไขมันในตับและตับแข็งอันเป็น ผลมาจากแอลกอฮอล์ หากได้รับการเสริมเลซิตินชนิดที่มีฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงจะสามารถบรรเทาอาการ ลงได้ นอกจากนี้ การเสริมเลซิตินยังสามารถชะลอปัญหาการสะสมไขมันในตับของลิงบาบูน อันจะนำไปสู่ปัญหาตับแข็งใน ภายหลัง ซึ่งการศึกษานี้จะต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์ต่อไป


การควบคุมไลโปโปรตีนที่ขนส่งโคเลสเตอรอล คือ “แอลดีแอล” (LDL) และ
“เอชดีแอล” (HDL) กลไกของเลซิตินต่อการควบคุมโคเลสเตอรอลมีดังนี้

ลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหารออกทางลำไส้ใหญ่
และขับถ่ายออกไป
เลซิตินจะมีส่วนในการสร้างไลโปโปรตีนและเร่งปฏิกิริยาการขนย้าย
โคเลสเตอรอลออกจากกระแสเลือด

เลซิตินเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างโมเลกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อ
ร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารเคมี ระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด
การแข็งตัวของเลือด เป็นต้น


เลซิตินเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างโมเลกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อ
ร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารเคมี ระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด
การแข็งตัวของเลือด เป็นต้น

เลซิตินจะถูกใช้ในการสร้างเยื่อบุผิวเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ
เซลล์ผิวหนัง รวมถึงเซลล์ของอวัยวะต่างๆ อีกด้วย


วิตามินแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ วิตามินที่ละลายในน้ำและวิตามิน
ที่ละลายในไขมัน การรับประทานเลซิตินจะช่วยให้ร่างกายสามารถนำ
วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ดูดซึมและนำไปใช้ได
อย่างมีประสิทธิภาพ

คุณประโยชน์ของวิตามินอี
1. เป็นสารต้านการเกิดอนุมูลอิสระหรือสารแอนติออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันเซลล์
หรือเนื้อเยื่อในร่างกายมิให้ถูกอนุมูลอิสระทำลาย ทำให้ช่วยชะลอความร่วงโรย
ของผิวพรรณ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการ เกิดโรคต่างๆ เช่น ต้อกระจก
โรคหัวใจ เป็นต้น
2. ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดีขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายได้ดีขึ้น
3. จากการวิจัยพบว่า วิตามินอีมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ โดยอาจลดโอกาส
ของการเป็นหมัน
4. ช่วยมิให้เลือดแข็งตัวและลดการเกิดลิ่มเลือด

Caltrate Plus 600 mg. (Vitamin D & Minerals) แคลเทรต พลัส แคลเซียมผสมวิตามินดี และแร่ธาตุ เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการบำรุง...
29/11/2015

Caltrate Plus 600 mg. (Vitamin D & Minerals) แคลเทรต พลัส แคลเซียมผสมวิตามินดี และแร่ธาตุ เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการบำรุงกระดูก เสริมสร้างแคลเซียม วิตามินดี และแร่ธาตุต่างๆ

Caltrate Plus 600 mg. (Vitamin D & Minerals) ประโยชน์ของแคลเซียม

Caltrate Plus 600 mg. (Vitamin D & Minerals) แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นอย่างมากต่อร่างกายและขาดไม่ได้ตั้งแต่วัยทารกจนกระทั่งถึงวัยกลางคนและวัยชรา ประโยชน์ของแคลเซียมมีดังนี้

- ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืน
- จำเป็นต่อต่อการเจริญเติบโตทั้งกระดูกและฟัน
- ช่วยให้เซลล์ร่างกายทำงานปกติ
- ช่วยในการสื่อสารของระบบประสาท
- ช่วยในการหดตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
- ช่วยให้การเต้นของหัวใจปกติ
- มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการแข็งตัวของเลือด
- ช่วยควบคุมความดันให้ปกติ
- จำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันและการกระบวนทำลายเชื้อก่อโรคต่างๆ
- จำเป็นต่อระบบสืบพันธุ์
- ปัญหาสุขภาพเมื่อขาดแคลเซียม

โดยปกติคนเราจะสูญเสียแคลเซียมประมาณ 600 มิลลิกรัม/วัน ถ้าร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอย่อมจะเกิดปัญหาสุขภาพที่แตกต่างกันไป คือ

- วัยเด็กและวัยรุ่น - ที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต หากได้รับแคลเซียมน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานจะทำให้มวลกระดูก (Bone Mass) และความหนาแน่นของกระดูก (Bone Density) บกพร่อง แต่ไม่มีอาการปรากฏชัดเจน เพราะแคลเซียมในเลือดยังคงปกติ และจะไม่ได้รับประโยชน์จากแคลเซียมในแง่ของการพัฒนาความสูงอย่างเต็มที่
- หญิงตั้งครรภ์ - ถ้าได้รับแคลเซียมไม่พอ ร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกและฟันของแม่ออกมาทดแทน ทำให้กระดูกและฟันผุง่าย กล้ามเนื้อเกร็ง ปวด เป็นตะคริวได้ง่าย ยิ่งถ้าตั้งครรภ์หลายครั้งหรือมีลูกหลายคนโดยไม่ได้เสริมแคลเซียมให้เพียงพอระหว่างตั้งครรภ์ จะมีอาการเสียวฟันและฟันผุชัดเจนยิ่งขึ้น
- ผู้สูงอายุ - เป็นช่วงที่ร่างกายขาดความสามารถในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก โดยเฉพาะสตรีที่หมดประจำเดือนจะขาดฮอร์โมนเพศที่ช่วยกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก และนอกจากจะดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้น้อยลงแล้ว ร่างกายยังขับแคลเซียมออกจากร่างกายเพิ่มขึ้นด้วย ทำให้เนื้อกระดูกบางลง และเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุน (Osteoporosis) เป็นสาเหตุให้กระดูกหักได้ง่าย โดยเฉพาะที่สะโพก (Hips) กระดูกสันหลัง (Spine) และข้อมือ (Wrists) ในวัยนี้จึงควรกินอาหารที่มีแคลเซียมสูง หรือเสริมด้วยผลิตภัณฑ์แคลเซียม

ปริมาณแคลเซียมที่ต้องการ/วัน

โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยได้รับแคลเซียมจากอาหารประมาณ 350 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งยังไม่เพียงพอ จึงควรเสริมให้มากขึ้น แต่ไม่ควรเกินครั้งละ 500 มิลลิกรัม และไม่ควรเกิน 2,500 มิลลิกรัม/วัน

วัยเด็ก1-3 ปี 500 มก.
วัยเด็ก 4-8 ปี 800 มก.
วัยรุ่น9-18 ปี 1000 มก.
ผู้ใหญ่ 19-50 800 มก.
ผู้ใหญ่ 50 ปี ขึ้นไป 1000 มก.
สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร 800 มก.

Caltrate Plus 600 mg. (Vitamin D & Minerals) วิธีรับประทาน

วันละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหาร


Caltrate Plus 600 mg. (Vitamin D & Minerals) ส่วนประกอบ

Calcium Carbonate 1500 mg.
Magnesium – helps maintain strong bones*
Zinc, copper and manganese – helps skeletal development*
Boron – helps the body utilize calcium*

สารสกัดจากเปลือกสน (Pine Bark Extract) ในที่นี้หมายถึง เปลือกของต้นสนมาริไทม์ ในประเทศฝรั่งเศส นั่นเองซึ่งเป็นสารที่มีคุ...
27/11/2015

สารสกัดจากเปลือกสน (Pine Bark Extract)
ในที่นี้หมายถึง เปลือกของต้นสนมาริไทม์ ในประเทศฝรั่งเศส นั่นเอง

ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูง (Super Anti-oxidation) เเละยังเสริมฤทธิ์การทำงานของ วิตามิน C เเละ วิตามิน E ช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ ที่เกิดขึ้นในร่างกายตลอดเวลา

รวมทั้ง ปัจจัยภายนอกต่างๆ อันเป็นสาเหตุของ ความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น หลอดเลือด หัวใจ ดวงตา ผิวหนัง รวมไปถึงระบบประสาท เป็นต้น

สารสกัดที่ได้จากเปลือกสน ก็คือ โปรเเอนโธชัยยานิดีน (Oligomeric Proanthocyanidin Complexes – OPC) หรือ พิกโนจีนอล (Pycnogenol) นอกจาก สามารถสกัดได้จากเปลือกสนเเล้ว ยังสามารถสกัดได้จาก เมล็ดองุ่น เมล็ดลำไย เมล็ดทุเรียน เป็นต้น

และนอกจาก จะสามารถลดความเสี่ยงต่อ การเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดขอด เเละ การอุดตันของลิ่มเลือด โดยจะเข้าไปเสริมความเเข็งเเรงของหลอดเลือด ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่น ไม่เปราะ เเละเเตกร้าว

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน อัมพาต ยังช่วยให้เลือดนำออกซิเจน ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้มากขึ้น เเถมยัง ช่วยลดภาวะเเทรกซ้อนจากการติดเชื้อ เเขนขาลีบ เเละกล้ามเนื้ออ่อนเเรง อีกด้วย
Pycnogenol ที่ได้จากสารสกัดจากเปลือกสน จะช่วยประสานและปกป้องคอลลาเจน (คอลลาเจน เป็นโปรตีนในผิวหนังที่ช่วยให้ ผิวตึงกระชับไม่เหี่ยวย่น)

โดย Pycnogenol จะจัดการกับเอนไซม์ และสารอนุมูลอิสระ ไม่ให้มาทำลาย เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสติน จึงช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอย

PYCNOGENOL
… ช่วยให้ทนต่อรังสี UV จากแสงแดดมากขึ้นกว่าปกติ ช่วยต่อต้านความเสื่อมของผิวพรรณ จากแสงแดด Pycnogenol ยังช่วยต่อต้านการผลิต เม็ดสีเมลานิน แก้ไขปัญหาฝ้ากระอย่างได้ผล ผิวจะกระจ่างขาวใสมากขึ้น
นอกจากนี้ ปัญหาฝ้า เเละผิวหมองคล้ำ ริ้วรอยก่อนวัย Pycnogenol ก็ยังช่วยได้ โดยจะเข้าไป ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน เเละไปยับยั้งการทำงานของเม็ดสีผิว ที่ผิดปรกติ

ทำให้ผิวเนียนเรียบ เเข็งเเรง เเละยืดหยุ่นได้ดีขึ้น สีผิวสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การได้รับ Pycnogenol เป็นประจำ ยังส่งผลให้ลดภาวะความเสี่ยง ต่อการเป็น มะเร็งที่ผิวหนัง เนื่องจากเป็น สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูง นั่นเอง

สารสกัดจากเปลือกสนได้ถูกนำมาศึกษา และพบว่า ให้ผลดีต่อการรักษาโรค และภาวะหลายชนิด แต่งานวิจัยที่น่าสนใจที่สุด เห็นจะเป็นการศึกษาที่ทำในประเทศจีน โดยนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Zhigang Ni และคณะวิจัย พวกเขาค้นพบว่า …

คุณสมบัติ ของการเป็นแอนติอ๊อกซิเดนท์ ในเปลือกสนสกัดนี้ จะช่วยลดปฎิกริยาและการเพิ่มเม็ดสี ที่ผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด ทำให้ผิวขาวขึ้น

สารโอพีซี ในเปลือกสนสกัด สามารถลดขนาด และความเข้มของฝ้าโดยไม่มีผลข้างเคียง กับผิวบริเวณอื่นเลย

ยิ่งไปกว่านั้น สารสกัดจากเปลือกสน ยังช่วยยับยั้ง การก่อมะเร็งผิวหนัง ที่เกิดจากการสัมผัส หรือกระตุ้นด้วยสารเคมี อีกด้วย

เปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศสสกัด ถูกใช้เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สำหรับทำให้ผิวขาว หน้าใสอีกด้วย มีการรับรองและยอมรับจากแพทย์ว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของของเปลือกสนมาริไทม์นั้น มีความสามารถ ที่ทำให้ผิวขาวขึ้น และช่วยรักษาสภาพของสีผิว

Pharma Nord Bio Pycnogenol 90'Sส่วนประกอบสำคัญสารสกัดจากเปลือกต้นสน          16.327%สำหรับ- ผู้ที่เป็นฝ้า กระ เม็ดสีผิวไ...
27/11/2015

Pharma Nord Bio Pycnogenol 90'S

ส่วนประกอบสำคัญ

สารสกัดจากเปลือกต้นสน 16.327%

สำหรับ

- ผู้ที่เป็นฝ้า กระ เม็ดสีผิวไม่สม่ำเสมอ
- ผู้ที่มีผิวริ้วรอยลึก แก่ก่อนวัย ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวเต่งตึง
- ผู้ที่อยู่ในภาวะเส้นเลือดขอด ผิวเป็นจ้ำ ฟกช้ำง่าย
- ผู้ที่ปวยเป็นเบาหวาน จะช่วยให้เส้นเลือด ไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆ ได้มากขึ้น
- ผู้ที่มองเห็นภาพไม่ชัด ตาเบลอ เกิดจากจอประสาทตาเสื่อม
- ผู้ที่มีปัญหาไขมันเในเลือดสูง มีปัญหาหลอดเลือดและหัวใจ
- ผู้ที่มีบาดแผลจากอุบัติเหตุ หรือ การผ่าตัด ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น



คุณสมบัติ

คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง (Super Antioxidation) มากกว่าวิตามิน C 20 เท่า และสูงกว่าวิตามิน E ถึง 50 เท่า ช่วยเสริมการทำงานของวิตามิน C และวิตามิน E ในการต้านอนุมูลอิสระ

- ลด ฝ้า กระ และริ้วรอยบนใบหน้า เพราะเปลือกสนจะช่วยลดภาวะการจับตัวกันของเม็ดสีผิว อันเป็นสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ และยังทำให้ผิวทนต่อแสงแดดมากขึ้น
- บรรเทาอาการเส้นเลือดขอด เส้นเลือดเปราะ แตกง่าย ลดการแข็งตัวของเลือด
- เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
- เพิ่มความแข็งแรงให้เส้นเอ็น กระดูก และอวัยวะภายใน โดยเฉพาะหัวใจและปอด
- เสริมสร้างภูมิต้านทาน ลดอาการหวัด และอาการภูมิแพ้ต่างๆ
- เสริมสร้างการมองเห็น เพิ่มการทำงานของจอประสาทตา ป้องกันตาเสื่อม
- ป้องกันโรคหัวใจและไขมันอุดตันในสมอง
- ลดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า



วิธีการใช้

รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 1-2 ครั้ง (หากต้องการผลเร็ว ทานวันละ 2 ครั้งในช่วงเดือนแรก แล้วค่อยลดลงเป็นวันละ 1 ครั้ง)

น้ำมันปลากรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายประโยชน์จากน้ำมันปลารักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ประชากรกลุ่ม Mediterranian รับประทานน้ำ...
25/11/2015

น้ำมันปลากรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

ประโยชน์จากน้ำมันปลา

รักษาภาวะไขมันในเลือดสูง ประชากรกลุ่ม Mediterranian รับประทานน้ำมันมะกอกซึ่งมีน้ำมันปลา ชาว Eskimos รับประทานปลาที่มีไขมันมาก ทั้งสองชนชาติจะมีอัตราการเกิดโรคหัวใจต่ำ น้ำมันปลาใช้รักษา Triglyceride ในเลือดสูง การใช้น้ำมันปลาจะสามารถลดไขมัน Triglyceride ลงได้ร้อยละ 20-50 ซึ่งไขมันลดลงจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
ความดันโลหิตสูง มีการศึกษาแดงว่าน้ำมันปลาจะเพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดทำให้ความดันโลหิตลดลงได้
ได้มีการตีพิมพ์ใน http://content.onlinejacc.org/cgi/content/full/54/7/585 ได้ทบทวนประโยชน์ของน้ำมันกับโรคหัวใจชนิดต่างๆ

ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซ้ำ การรับประทานน้ำมันปลาหลังจากเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองจะสามารถลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ อัตราการเสียชิวิต
อย่างไรก็ตามการรับน้ำมันปลามากเกินไปจะเสียงต่อเลือดออก ดังนั้นควรจะปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานน้ำมันปลา

การให้น้ำมันปลาอาจจะมีประโยชน์ในโรคต่อไปนี้

- การรับประทานปลาหรือน้ำมันปลาเพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จากการศึกษาทางระบาดก็ยังมีข้อโต้แย้งของประโยชน์ข้อนี้โดยสรุปน่าจะได้ประโยน์จากการบริโภคปลาเป็นประจำ แต่ยังขาดการศึกษาที่ถูกต้อง
- โรครูมาตอยด์ จากการศึกษาพบว่าการได้รับน้ำมันปลาร่วมกับยาแก้ปวด จะลดอาการปวด และทำให้ข้อขยับได้มากขึ้นในตอนเช้า
- ปวดประจำเดือนการรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับวิตามินบี12จะลดอาการปวดประจำเดือนและลดการใช้ยาแก้ปวด
- โรคสมาธิสั้น การให้น้ำมันปลาจะปรับพฤติกรรม และกระบวนความคิดในเด็กอายุ 8-12 ปี
- Raynaud's Phenomenon( เป็นภาวะที่เมื่อมือถูกความเย็นเส้นเลือดที่มือจะหดตัวทำให้มือมีสำคล้ำ และปวดมักจะพบในโรคหนังแข็ง) พบว่าหารให้น้ำมันปลาจะทำให้ทนความเย็นได้มากขึ้น
- โรคหลอดเลือดสมอง Strokeการรับประทานปลาสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจะลดการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงได้ร้อยละ 27 แต่ไม่ได้ผลสำหรับผู้ที่กินแอสไพรินอยู่ ข้อระวังการรับประทานปลามากเกินไปก็จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
- โรคกระดูกพรุน การรับประทานน้ำมันปลาร่วมกับแคลเซี่ยมหรือน้ำมัน primrose oil จะชลอการพรุนของกระดูกส่วนต้นขา และกระดูกสันหลัง
- การป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง Atherosclerosis การรับประทานน้ำมันปลาจะป้องกันหลอดเลือดแดงแข็ง และบางรายสามารถทำให้หลอดเลือดกลับสู่ปกติ ซึ่งเป็นเฉพาะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจเท่านั้น ส่วนหลอดเลือดที่คอและไปเลี้ยงสมองไม่ได้ประโยชน์
- โรคไตที่มีชื่อเรียกว่า IgA nephropathy เมื่อให้รับประทานน้ำมันปลาวันละ 2-4 กรับพบว่าสามารถชลอการเสื่อมของไต และลดปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ
- โรค Bipolar disorder พบว่าน้ำมันปลาสามารถลดอาการ depressive แต่ไม่สามารถลดอาการ mania
- การควบคุมน้ำหนัก มีหลักฐานว่าการรับประทานปลาในผู้ป่วยที่อ้วนจะช่วยลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาล และความดันโลหิต
- มะเร็งมดลูก มีหลักฐานว่าผู้ที่รับประทานปลาที่มีมันมากเป็นประจำจะมีอุบัติการณ์ของมะเร็งมดลูกต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้ทาน
- เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจพบว่าการรับประทานน้ำมันปลาก่อนการ ballon หัวใจหรือผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจ และรับประทานต่ออีก 1 เดือนหลังผ่าตัดพบว่าจะลดอุบัติการณ์ของเส้นเลือดตีบลงร้อยละ 27
- โรคไต พบว่าการรับประทานน้ำมันปลาจะลดการตีบของเส้นเลือดไตหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไต และยังลดการเลื่อมของไตจากการใช้ยา cyclosporin
- การเคลื่อนไหวผิดปกติ พบว่าการี่รับประทานน้ำมันปลาจะช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวผิดปกติ
- โรคหอบหืด พบว่าเด็กที่เกิดจากมารดาที่รับประทานปลาในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์จะเกิดโรคหอบหืดน้อยกว่า (แต่น้ำมันปลาไม่ได้ผลเหมือนปลา)
ส่วนโรคอื่นๆที่ไม่ได้กล่าวถึงไม่มีหลักฐานว่าได้ประโยชน์จากน้ำมันปลา

น้ำมันปลาปลอดภัยหรือไม่

น้ำมัันปลาจะค่อนข้างปลอดภัย คนตั้งครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตรก็สามารถรับประทานได้(น้อยกว่า 3 กรับต่อวัน) อาจจะมีผลข้างเคียงคือแน่ท้อง เรอ มีกลิ่นปาก คลื่นไส้ มีผื่น และเลือดกำเดาไหล การรับประทานยาพร้อมอาหารหรือแช่เย็นเม็ดยาจะลดผลข้างเคยงนี้ได้

การรับประทานม้ำมันปลามากไป(มากกว่า 3 กรัม)อาจจะเกิดผลเสียได้

- ป้องการการแข็งตัวของเลือดทำให้เลือดออกง่าย
- กดภูมิคุ้มกันทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
- เพิ่มไขมันชนิดไม่ดี LDL Cholesterol
- ปลาบางชนิดอาจจะปนเปื้อนสารปรอท
- ให้ระวังเลือดออกเมื่อให้น้ำมันปลาแก่ผู้ป่วยโรคตับ
น้ำมันปลาจะให้กับผู้ที่แพ้อาหารทะเลได้หรือไม่

สำหรับผู้ที่แพ้ปลาก็อาจจะแพ้ต่อน้ำมันปลา สำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเลก็แนะนำว่าไม่ควรจะรับประทานน้ำมันปลา

น้ำมันปลาเมื่อให้กับยาอื่นได้หรือไม่

- ยาคุมกำเนิดอาจจะทำให้เพิ่มไขมันในเลือดแม้ว่าจะได้น้ำมันปลา
- เมื่อให้ร่วมกับยาลดความดันโลหิตอาจจะทำให้ความดันโลหิตต่ำเกินไป
- เมื่อให้ร่วมกับยาต้านเกล็ดลือด เช่น aspirin copidogrel อาจจเพิ่มความเสี่ยงต่อเลือดออก

ประโยชน์น้ำมันปลา

ประโยชน์ของของนำมัน omega-3 fatty acids

ไขมันในเลือดสูง จะเลือก butter หรือ magarine ถั่วต่างๆ ไขมันที่ดีและไขมันที่ไม่ดี การลดไขมัน

ไขมันในเลือดสูง | จะเลือก butter หรือ magarine | ถั่วต่างๆ | ไขมันที่ดีและไขมันที่ไม่ดี | การลดไขมัน | น้ำมันปลา | ปริมาณไขมันในอาหาร | ไขมัน Trans fatty acids

โรคข้อเสื่อมคืออะไรเป็นโรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อบริเวณกระดูกอ่อน ( cartilage ) ที่หุ้มอยู่ปลายกระดูกของแต่ละข้อมีการสึก ทำ...
24/11/2015

โรคข้อเสื่อมคืออะไร

เป็นโรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อบริเวณกระดูกอ่อน ( cartilage ) ที่หุ้มอยู่ปลายกระดูกของแต่ละข้อมีการสึก ทำให้เวลาผู้ป่วยเคลื่อนไหว กระดูกจะเสียดสีกัน เกิดอาการปวด บวม แดง ร้อน เมื่อเป็นมากขึ้นจะมีกระดูกงอกเข้าในข้อ และมีเศษกระดูกลอยอยู่ในข้อ จะทำให้เกิดอาการปวดข้อมากยิ่งขึ้น และเคลื่อนไหวลำบาก


ลองสังเกตดูท่านมีอาการเหล่านี้หรือไม่
ในรายที่เริ่มเป็นโรคข้อเสื่อมอาจตรวจไม่พบความผิดปกติ ในรายที่เป็นมานานจะเริ่มมีโครงสร้างของข้อผิดปกติ ควรเริ่มสังเกตอาการและรักษาแต่แรก เพราะยิ่งทิ้งไว้นาน อาการปวดและทรมานจะยิ่งมากขึ้น จนถึงข้อเสื่อมถาวรต้องได้รับการผ่าตัด อาการข้อเสื่อมมีดังนี้

1.ข้อบวมหรือข้อโตขึ้น โดยเฉพาะข้อนิ้วมือเหมือนมีกระดูกงอก
2.กดเจ็บ ในรายที่มีข้ออักเสบปวดขณะเคลื่อนข้อหรือเวลากดกระดูกข้างข้อที่โตแล้วเจ็บ มีอาการบวม แดง ร้อนกดเจ็บ
3.มีเสียงดังในข้อขณะเคลื่อนไหว เหมือนผิวของกระดูกเสียดสีกัน
4.องศาการเคลื่อนไหวของข้อลดลง เมื่อทิ้งไว้นานการเคลื่อนไหวของข้อยิ่งลดลงมาก ทำให้สูญเสียการทำงาน เช่นไม่สามารถเหยียดนิ้วให้ตรงได้ ไม่สามารถเหยียดข้อเข่าให้ตรงได้ เวลาเดินมีเสียงดังกรอบแกรบ
5.ข้อผิดรูปหรือพิการ เช่นข้อเข่าโก่ง ข้อเข่าบิดเกไปด้านใดด้านหนึ่ง
6.ความมั่นคงของข้อเสียไป เช่นข้อหลวม
7.การเดินผิดปกติ เช่นเดินกระเผลก
8.กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ในรายที่เป็นโรคข้อเสื่อม ผู้ป่วยไม่ใช้ข้อจากที่มีอาการปวด ทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง
9.มีอาการของข้อฝืด เช่นนั่งท่าเดียวนาน ๆ จะมีความรู้สึกฝืด เคลื่อนไหวไม่คล่อง เช่น โรคข้อเสื่อมที่ข้อนิ้วมือ จะกำมือลำบาก ผู้ป่วยที่ข้อเข่าเสื่อมจะมีอาการข้อแข็งเวลาอยู่ท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ เช่น นั่งรถเดินทางเป็นเวลานาน เวลาลงจากรถไม่สามารถงอเข่าได้ ต้องพักสัก 1–2 นาทีพร้อมงอเข่าไปมา จึงสามารถลุกเดินได้

ทุกคำถามที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับคอลลาเจน (ผู้หญิงวันนี้)          Q : คอลลาเจนคืออะไร?          A : คอลลาเจน หรือ Collagen...
23/11/2015

ทุกคำถามที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับคอลลาเจน (ผู้หญิงวันนี้)

Q : คอลลาเจนคืออะไร?

A : คอลลาเจน หรือ Collagen ที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก (มีความหมายว่า กาว คนในยุคนั้นนำเอาผิวหนังสัตว์ไปเคี่ยวเพื่อให้ได้กาวเหนียว ๆ มาใช้งาน) จริง ๆ แล้วคอลลาเจนคือ โปรตีนธรรมชาติในร่างกาย ในคอลลาเจนมีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ Proteoglycan และ Glycosaminoglycans ซึ่งเป็นโปรตีนที่เป็นโครงสร้างหลักของผิว เส้นผม เล็บ กระดูก ข้อต่อ ตลอดจนผนังหลอดเลือด บางคนเรียกมันว่า กาวแห่งชีวิต เพราะคอลลาเจนทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ในร่างกายเข้าด้วยกัน ปกป้องอวัยวะภายในร่างกายและเชื่อมอวัยวะต่าง ๆ ให้อยู่ด้วยกัน ในผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) จะประกอบด้วยคอลลาเจนจนถึง 75%

Q : คอลลาเจนเกี่ยวอะไรกับผิวสวย?

A : ภายในผิวหนังชั้นหนังแท้ (Dermis) ที่ประกอบด้วยคอลลาเจนถึง 75% ความอุดมสมบูรณ์ของคอลลาเจนจึงมีส่วนสำคัญในการทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น นุ่มนวล มีความยืดหยุ่นดีทำให้ผิวเต่งตึงกระชับ ซึ่งเป็นคุณลักษณะของผิวเยาว์วัย ที่ไม่เหี่ยวย่น ไม่มีริ้วรอยและตีนกาเป็นผิวที่เราทุกคนเป็นเจ้าของในช่วงวัยเด็กและวัยสาวก่อนอายุจะย่าง 30 ทั้งนี้เพราะภายในชั้นผิวของเรามีความอุดมสมบูรณ์ของคอลลาเจนสูง

Q : จริงหรือที่ว่าเมื่อ อายุย่าง 30 คอลลาเจน จะลดลงปีละ 15%?

A : ในช่วงวัยเด็ก และวัยสาวรุ่น ร่างกายจะสังเคราะห์คอลลาเจนอย่างเต็มที่สมบูรณ์ จนเมื่ออายุย่างเข้า 30 อัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนจะเริ่มลดลงปีละ 1.5% ในทุก ๆ ปี เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังโชคร้ายที่จะเกิดขึ้นชัดเจนในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เขาถึงบอกว่า ผู้หญิงแก่ง่ายกว่าผู้ชาย อัตราการลดลงอย่างต่อเนื่องของคอลลาเจนในผิวชั้นหนังแท้จะมีผลให้ผิวพรรณค่อย ๆ สูญเสียความชุ่มชื่น นุ่มเนียน และความยืดหยุ่น ผิวที่เคยสวย เต่งตึง นุ่มนวล ค่อย ๆ แห้งกร้าน ผิวจะยุบตัวลงทุกปีทุกปี ทำให้เกิดริ้วรอยเหยี่ยวย่นและตีนกา และกว่าคุณจะอายุ 45 ปี ระดับคอลลาเจนในชั้นผิวได้ลดลงไปแล้วกว่า 30%

Q : มีวิธีหยุดการลดลงของคอลลาเจนไหม?

A : อัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนที่ลดลงปีละ 1.5% ทุกปี ตั้งแต่เราอายุย่างเข้า 30 นั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคน โดยที่เราไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่เราสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของ ผิวพรรณ และรักษาผิวไว้ให้ดูดีให้นานที่สุดได้ โดยการวิจัยด้านโภชนาการได้ค้นพบว่า การรับประทานคอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึก เป็นอาหารเสริมประจำอย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยเสริมเติมคอลลาเจนที่พร่องลงตามวัยที่เพิ่มขึ้นคืนกลับให้กับร่างกาย สามารถช่วยป้องกัน และชะลอริ้วรอยเหยี่ยวย่น รอยตีนกา ความแห้ง กระด้าง ช่วยรักษาผิวพรรณให้มีความชุ่มชื้น นุ่มนวลเรียบเนียน คงความยืดหยุ่นของผิวไว้ ถ้าให้ดียิ่งขึ้นควรรับประทานวิตามินอีด้วย เพื่อช่วยเพิ่ม (Dermis) ซึ่งการทาที่ผิวหน้า และผิวตัวจะซึมเข้าสู่ผิวได้แค่เพียงชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น

Q : ถ้าทาคอลลาเจนที่ผิวจะได้ผลไหม?

A : ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างใหญ่มาก ไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปในผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้ ดังนั้นการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของคอลลาเจนทาที่ผิว คอลลาเจนจะซึมผ่านเข้าไปได้แค่ผิวชั้นหนังกำพร้าที่อยู่ชั้นนอกสุด อาจทำให้ผิวหนังกำพร้าชุ่มชื้นขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากการลดลงของคอลลาเจนในผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้ วิธีเพิ่มคอลลาเจนคืนกลับให้ผิวที่ได้ผลคือ การฉีดเข้าใต้ผิวหนังและการรับประทานเท่านั้น แต่การรับประทานจะเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกกว่า และนำคอลลาเจนเข้าไปเสริมสร้างผิวพรรณทั้งใบหน้าและทั่วทั้งร่าง อีกทั้งเข้าไปเสริมสร้างเส้นผมให้เงางาม เล็บมือ เล็บเท้าไม่เปราะ หักง่าย เพราะคอลลาเจนเป็นโปรตีนสำคัญที่เป็นโครงสร้างของผมและเล็บที่งอกใหม่ออกมาทุกวัน ในขณะที่การฉีดจะเสริมคอลลาเจนได้เฉพาะที่เท่านั้น

ข้อมูลจาก ผู้หญิงวันนี้

21/11/2015

คุณรู้หรือไม่ว่าสารที่่ช่วยเสริมภาพของvitamin-c คืออะไร
1.ไบโอฟลาโวนอยด์ที่ช่วยในการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.Acerola cherry หรือ Roship เป็นสารต้อต้านอนุมูลอิสระ
ข้อควรระวัง
1.ไม่ควรทานวิตามินซีเกินวันละ6000มิลลิกรัมเพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
2.ไม่ควรเก็บวิตามินซีที่อุณหภูมิสูงและหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะจะทำให้วิตามินซีเสื่อมคุณภาพได้ง่าย

ตะไคร้หอมสมุนไพรมากสรรพคุณอุดมไปด้วยวิตามิน           อย่าคิดว่าตะไคร้มีประโยชน์แค่ใช้ปรุงอาหารเท่านั้น เพราะที่จริงแล้ว...
20/11/2015

ตะไคร้หอมสมุนไพรมากสรรพคุณ

อุดมไปด้วยวิตามิน

อย่าคิดว่าตะไคร้มีประโยชน์แค่ใช้ปรุงอาหารเท่านั้น เพราะที่จริงแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ทั้งวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินบี นอกจากนี้ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้ ... วิตามินเยอะขนาดนี้คราวหน้าเจอตะไคร้ในอาหารก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ

ช่วยไล่แมลง

นอกจากจะนำมาทำอาหารแล้ว ตะไคร้ยังมีประโยชน์ในการไล่แมลงอีกด้วย เพราะในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ทั้งในใบและในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติในการไล่แมลงได้อย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์สบู่ ผลิตภัณฑ์ไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้วางขายอยู่ในท้องตลาดมากมาย ใครที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ลองหามาใช้ได้นะคะ

ล้างสารพิษ

สำหรับคนที่รักสุขภาพและชอบล้างพิษในร่างกายบ่อย ๆ ไม่ควรพลาดเจ้าตะไคร้เลยค่ะ เพราะว่ามันมีคุณสมบัติในการล้างสารพิษในร่างกายด้วยการทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหาร อย่างเช่น ตับ ตับอ่อน ไต และกระเพาะปัสสาวะ ขับสารพิษและกรดยูริคออกจากร่างกาย ทำให้ระบบย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

ตะไคร้ กับ 7 คุณประโยชน์

ช่วยย่อยอาหาร

ตะไคร้ช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นค่ะ เพราะมีศึกษาหนึ่งพบว่าการดื่มชาตะไคร้จะช่วยในการย่อย ลดอาการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคริวในลำไส้ และท้องเสียได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันและลดแก๊สในลำไส้ได้อีกด้วย

ช่วยซ่อมแซมและบำรุงระบบประสาท

มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยพบว่าตะไคร้สามารถช่วยซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้ง่าย ๆ ด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่น ๆ ซึ่งมันจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณผ่อนคลายมากและลดอาการตะคริวได้ แต่ก็อย่าลืมว่าทุกครั้งที่จะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณควรที่จะผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) และห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวเด็ดขาดค่ะ

ช่วยรักษาอาการอักเสบ

ตะไคร้สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและบรรเทาอาการปวดต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณรู้สึกปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดดูนะคะรับรองว่าหายแน่นอน

ช่วยบำรุงผิว

ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นมันจึงสามารถช่วยบำรุงผิวของคุณได้ ทำให้ผิวของคุณเปล่งประกายความมีสุขภาพดีออกมา แถมยังช่วยทำให้ผิวของคุณดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ และช่วยลดสิวต่าง ๆ ได้อีกด้วย

เห็นไหมคะว่า ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมาย และเป็นสมุนไพรที่เราไม่ควรละเลย เลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าหากอยากมีสุขภาพดีด้วยสมุนไพร ตะไคร้ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่เลวเลย แถมยังสามารถปลูกเป็นพืชสวนครัวในรั้วบ้านได้อีกด้วย

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ที่อยู่

Chiang Rai
57000

เบอร์โทรศัพท์

053-713810

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Rindapharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram