Kids Can Do Chiang Rai

Kids Can Do Chiang Rai autism, autistic, occupation therapy, special education, special child, ออทิสติก, ?

ให้บริการกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ พัฒนาการช้า ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ CP ฯลฯ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง โดยนักกิจกรรมบำบัด และครูการศึกษาพิเศษที่มีประสบการณ์ด้านเด็กโดยตรง

30/12/2025
https://www.facebook.com/share/p/1Gi27Puptr/
26/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1Gi27Puptr/

เวลาที่เกิดอารมณ์โกรธ พ่อแม่มักหลุดคำพูดบางอย่าง ที่จริงๆ แล้วก็อาจไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดขึ้นเพราะความโกรธ โดยเฉพาะคำพูดประชดประชัน

ขึ้นชื่อว่าคำพูดเมื่อหลุดปากออกไปแล้วไม่สามารถกลับคำได้ บางครั้งก็สร้างบาดแผลและกลายเป็นเรื่องบานปลายทะเลาะเบาะแว้งที่ รุนแรงมากขึ้น

แล้วคำพูดประชดประชันไม่ดีอย่างไร หมออยากจะเล่าอะไรให้ฟัง

พอจะคุ้นๆ กันไหม กับคำพูดประมาณนี้...

"สอบได้คะแนนเท่านี้ ไม่ต้องรงไม่ต้องเรียนมันแล้ว พรุ่งนี้จะพาไปลาออก"

"ทำไมบอกแล้วไม่จำ แม่เบื่อจะแย่แล้ว ยกให้เป็นลูกคนอื่นดีมั้ย"

"ถ้ารู้แบบนี้นะ พ่อกับแม่อยู่กันสองคนไม่ต้องมีลูกก็คงสบายกว่า"

"ไม่ต้องมาเป็นพ่อเป็นลูกกันดีมั้ย ต่างคนต่างอยู่"


คำพูดประชดประชันแบบนี้ มักหลุดออกมาเวลาที่เราโกรธ โมโห

ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ใครก็ตาม เจอคำพูดประชดแดกดัน คงไม่มีใครชอบ

ยิ่งเป็นคำพูดจากคนที่รัก นอกจากไม่ชอบก็ทำให้เสียความรู้สึก

ลองคิดถึงตัวเอง ถ้าเราไม่ชอบ คนอื่นก็คงไม่แตกต่าง เพราะงั้น ก็ไม่ควรไปพูดกับใคร ถึงแม้จะโกรธ พูดไปแล้วอาจจะได้ระบายความโกรธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มักจะทำให้รู้สึกไม่ดีมากขึ้น

ยิ่งเป็นพ่อแม่ ยิ่งไม่ควรใช้คำพูดแบบนี้กับลูก

เพราะอะไร

พ่อแม่บางคน บอกหมอว่า คิดว่าคำพูดแรงๆ จะทำให้ลูกเข็ดหลาบ ทำให้จำไม่ลืม และทำตัวดีขึ้น

เป็นแบบนั้นจริงไหม

อาจจะจริงที่ทำให้เด็กจำไม่ลืม(เพราะส่วนใหญ่ เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกแย่ๆจากคนที่เรารัก มักจะลืมได้ยาก) แม้จะไม่ลืม แต่อาจจะไม่ได้ทำให้ทำตัวดีขึ้น หมอพบว่า เด็กๆส่วนใหญ่ที่พ่อแม่ชอบใช้คำพูดแนวประชดประชัน เมื่อได้ยินก็จะเสียใจ น้อยใจ กลายเป็น โกรธ ไม่เข้าใจความต้องการจริงๆของพ่อแม่ รับรู้แต่การประชด เด็กๆคิดไม่ทันหรอกว่า พ่อแม่เป็นห่วง ถึงพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่เด็กจะประชดตอบ ต่อต้านมากขึ้น

ถ้าสมมติว่า เป็นห่วงที่ลูกสอบได้คะแนนไม่ดี อยากให้ลูกปรับปรุง

แทนที่จะพูดว่า "สอบได้แค่นี้ ไม่ต้องรงไม่ต้องเรียนมันแล้ว พรุ่งนี้จะพาไปลาออก"

ซึ่งอาจจะทำให้ลูกตอบโต้ว่า "เออดี ลาออกก็ดี หนูก็ไม่อยากเรียนมันแล้ว"

หมอคิดว่าพ่อแม่ก็คงไม่อยากให้ลูกบอกแบบนั้น

การพูดตรงๆกับลูกว่า "แม่ไม่สบายใจที่เห็นลูกสอบได้คะแนนไม่ดี แม่เป็นห่วง แม่อยากให้หนูตั้งใจเรียน อ่านหนังสือมากขึ้น" แบบนี้น่าจะสร้างความเข้าใจร่วมกันมากกว่า

เปลี่ยนคำพูดสักนิด อะไรๆน่าจะราบรื่น คุยกันอย่างเข้าใจมากขึ้น ลองดูนะคะ

#หมอมินบานเย็น

https://www.facebook.com/share/p/17MzGtskFp/
22/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/17MzGtskFp/

"เด็กจะเติบโต เมื่อเขาลงมือทำมากที่สุด"
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ
- กินข้าวเอง
- อาบน้ำเอง
- ใส่เสื้อผ้าเอง
- ใส่รองเท้าเอง
- ถือของเอง
ไปจนถึงเรื่องที่ยากขึ้น
- ช่วยทำงานบ้าน
- สั่งอาหารเอง
- ไปซื้อของเอง
- ทำการบ้านเอง
ขอแค่โอกาสให้ลูกทำด้วยตัวเองก่อน
แต่สิ่งนั้นต้องไม่ผิดกฎ 3 ข้อ ได้แก่
1. ไม่ทำร้ายตัวเอง
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
3. ไม่ทำลายข้าวของ
สิ่งไหนทำได้เอง ให้ลูกทำเอง
สิ่งไหนทำไม่ได้ เราสอนและให้เขาทำไปกับเรา
สิ่งไหนทำไม่ดี เราสอนให้เขาแก้ไขและทำใหม่
ถ้ายังไม่มั่นใจที่จะทำ เราพาทำ เคียงข้าง จนลูกมั่นใจ เราจึงปล่อยมือ
เราสอนผ่านการ...
ขั้นที่ 1 "ทำให้ดู"
เด็กซึมซับตัวอย่างจากเรา
ขั้นที่ 2 "พาเขาทำ จับมือทำ"
เพื่อให้เขาจดจำการเคลื่อนไหวและน้ำหนักมือ
ขั้นที่ 3 "ทำด้วยกัน"
เพื่อเคียงข้าง ให้มั่นใจ
ขั้นที่ 4 "ให้เขาทำเอง"
เราเฝ้าดู ให้อุ่นใจ
ขั้นที่ 5 "ทำเองได้ แม้ไม่มีเรา"
นั่นคือเป้าหมายสูงสุด
**********
ในวันที่ลูกไม่อยากทำเอง
แต่เรายังยืนหยัดไม่ใจอ่อน
เราสามารถเจอครึ่งทาง
-ย่อยงานให้ง่ายขึ้น
- สอนเขาทีละขั้น
เคียงข้าง แต่ไม่ทำให้
"วินัยจึงเกิดขึ้น เมื่อเราอดทน"
- ทำซ้ำๆ ทำสม่ำเสมอ
- ไม่ว่าจะชอบ ไม่ชอบ
- สนุก ไม่สนุก
- เบื่อแสนเบื่อ
- แต่เราจะทำไปกับลูก
เมื่อเกิดเป็นวินัย
อารมณ์ของลูกจะลดลง
การต่อต้านจะน้อยลง
และเรื่องที่เคยยากก็จะค่อยๆ ง่ายขึ้น
ไม่ใช่เพราะลูกชอบทำสิ่งเหล่านั้นเอง
แต่เพราะเขามั่นใจว่าเขาทำได้
และเขาทำมามากพอจนกลายเป็นประสบกาณณ์ในตัวเขา
เด็กแต่ละคนเรียนรู้ช้าเร็วต่างกัน
แต่เด็กทุกคนเรียนรู้และทำได้
หากได้รับโอกาสมากพอ
**********
อนาคต...
แม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้นกับเขาแล้ว
ลูกจะใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วยตัวเองได้
ในวันที่ลูกโตพอ
สิ่งสุดท้ายที่เราทำคือ "กล้าปล่อยมือ"
อ่านบทความ "5 ข้อที่พ่อแม่ควรทำเพื่อให้ลูกเติบโตและมีวุฒิภาวะตามวัย" https://kids.thaipbs.or.th/contents/68e5e55c082d9cedd3629de6?utm_source=thaip.bs&utm_medium=urlshortener
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/1AH3i61MjC/
19/12/2025

https://www.facebook.com/share/1AH3i61MjC/

ช่วงที่ผ่านมามีคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาหมอด้วยปัญหานี้พอสมควร ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ปัญหาการเรียน สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ ปัญหาทักษะทางสังคม ภาวะออทิสติก ฯลฯ

วันนี้เลยอยากเขียนบทความที่พูดถึงในเรื่องนี้ค่ะ


แนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กถูกกีดกันออกจากกลุ่ม ทำอย่างไรดี? (สำหรับครูและพ่อแม่)

1. สร้างความเข้าใจเรื่อง “ความหลากหลายของเด็ก”

เด็กแต่ละคนมีบุคลิก ความสามารถ และทักษะทางสังคมไม่เหมือนกัน ครูและพ่อแม่ควรเข้าใจว่า เด็กบางคนเข้าหากลุ่มยาก หรือไม่กล้าแสดงออก

2. สังเกตพฤติกรรมเด็กในห้องเรียน/ที่บ้าน

ครูควรหมั่นสังเกตว่าเด็กคนไหนมักถูกเพื่อนกีดกัน/หมางเมิน หรือไม่มีใครเลือกเข้ากลุ่ม พ่อแม่ควรถามลูกเป็นระยะๆ ว่า รู้สึกอย่างไรกับการทำงานกลุ่ม มีเพื่อนทำงานด้วยกันไหม

3.ใช้ระบบ “สุ่ม” หรือ “หมุนเวียนกลุ่ม” ในห้องเรียน

ให้โอกาสเด็กได้ทำงานกับเพื่อนหลากหลายคน

4.ส่งเสริมทักษะทางสังคมและความเข้าใจผู้อื่น

จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม/สร้างTeamwork ที่ฝึก empathy

5. เปิดพื้นที่ให้เด็ก “ระบายความรู้สึก”

เด็กที่ถูกกีดกันออกอาจไม่กล้าบอก
ครูอาจมีกล่องรับฟังความเห็น หรือเปิดโอกาสพูดคุยส่วนตัว

6. สร้างบรรยากาศ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการไม่แบ่งแยก ไม่กีดกัน ยกย่องเด็กที่มีน้ำใจในการชวนเพื่อนเข้ากลุ่ม

7. พ่อแม่สอนทักษะเข้าสังคมที่บ้าน

ฝึกให้ลูกกล้าพูด กล้าชวนเพื่อน และรู้วิธีรับมือเมื่อรู้สึกโดนปฏิเสธ ให้ลูกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โรงเรียนเพื่อสังเกตความรู้สึกของเขา

8. ครูช่วยจับคู่หรือมอบหมาย “Buddy”

หากเด็กบางคนถูกรังเกียจหรือไม่มีเพื่อนเลย ครูอาจช่วยจับคู่กับเพื่อนที่เข้าใจ มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี

9. เด็กบางคนอาจต้องได้รับการช่วยเหลือ

เด็กที่ถูกกีดกันอาจมีปัญหาทางอารมณ์พฤติกรรมบางอย่างที่ต้องการการแก้ไข ช่วยเหลือ เช่น ปัญหาการเรียน สมาธิสั้น ก็ควรแนะนำไปพบผู้เชี่ยวชาญ


หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะคะ

#หมอมินบานเย็น

https://www.facebook.com/share/1Ckwoxk3Rb/
14/12/2025

https://www.facebook.com/share/1Ckwoxk3Rb/

"กาลเทศะ"
วินัยทางสังคมที่ทำให้
สังคมอยู่ร่วมกันได้
ด้วยความเคารพ
และความเข้าใจกัน
🌱
หากผู้ใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยน
และไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้...
วันที่เด็กน้อยเรียนรู้ได้ดีที่สุด
คงยากที่จะเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในสังคม
**********
"3 มารยาทสำคัญ"
ที่ควรสอนเด็กๆ
ก่อนก้าวออกจากบ้าน
เพื่อให้เด็กเรียนรู้
"กาลเทศะ"
❤️(1) สอนการเคารพตัวเองและผู้อื่น
ผ่าน "กฎเหล็ก 3 ข้อ"
ได้แก่
1. "ไม่ทำร้ายตัวเอง"
และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
เช่น
-ไม่ยอมนั่งที่ตัวเอง
(Car seat หรือ ไม่คาดเข็มขัด)
-วิ่งขณะถืออาหารร้อน
-เดินไปไหนเองโดยไม่บอกผู้ใหญ่
2. "ไม่ทำร้ายคนอื่น"
และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เช่น
-ส่งเสียงดัง*
-วิ่งเล่นในร้าน
3. "ไม่ทำลายข้าวของ"
รวมถึงการไม่หยิบของคนอื่น
โดยไม่ขออนุญาตก่อนและ
การใช้ของผิดประเภท
เช่น
-ปีนเก้าอี้/โต๊ะอาหาร
-แกะขนมกินก่อนจ่ายเงิน
หากเด็กๆ ทำผิดกฎ 3 ข้อนี้
ผู้ใหญ่จำเป็นเข้าไปแทรกแซง
และสอนทันที
ถ้าเด็กไม่หยุด
เข้าไปจับตัว จับมือ
พาออกมาสอนก่อน
ถ้าสอนแล้วเข้าใจ
ยอมรับกติกาและ
พร้อมทำตามข้อตกลง
ค่อยพากลับเข้าไปได้
ที่สำคัญถ้าทำผิด
ต้องเข้าไปรับผิดชอบด้วย
"ขอโทษ" พร้อมเรา
"เก็บกวาด" ในสิ่งที่ทำเลอะ
และอื่นๆ ที่ควรทำเพื่อสอน
ให้เด็กๆ รู้ว่าเราไม่ปล่อยปละ
และรับผิดชอบต่อการกระทำเสมอ
ถ้าอาละวาดไม่ฟัง
ทางเลือกคือ "การกลับบ้าน" ทันที
👂🏻*นอกจากนี้ "การใช้เสียง"
-ไม่ควรเปิดเสียงจากลำโพงรบกวนผู้อื่น 🔇
ถ้าจำเป็นควรใช้หูฟังเท่านั้น
แต่สำหรับเด็กๆ แล้วไม่จำเป็นเลย
เพราะเขาควรใช้โอกาสนี้ที่ออกจากบ้าน
นั่งคุยกับเรา ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
-ไม่ควรส่งเสียงดัง 🗣️
กรี๊ด ตะโกน ร้องเพลง และอื่นๆ
ในโรงหนัง ในร้านอาหาร ในคาเฟ่
แต่ควรพูดคุยด้วยระดับเสียงปกติ
เพราะพื้นที่ส่วนรวม
เราควรเคารพกันและกัน
เด็กๆ อาจจะไม่รู้ว่า
ตัวเองเสียงดังเกินไป
เราสอนระดับเสียงให้ลูกได้
ผ่านการสอนในบทความนี้
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=557355698390522&id=199345480858214&set=a.199391690853593&locale=th_TH
*****
❤️(2) สอนการอดทนรอคอย
การเตรียมความพร้อมสำคัญ
เด็กๆ เรียนรู้การรอคอยจาก
"การช่วยเหลือตัวเอง" ก่อน
"การช่วยเหลือตัวเอง"
ช่วยสอนให้เด็กพยายาม
และฝึกแก้ปัญหาตามวัย
ด้วยตัวเอง เพื่อตัวเอง
เช่น
-กินอาหารเอง
เขาต้องเป่าอาหารร้อนๆ ให้เย็น
-ใส่เสื้อผ้าเอง
เขาต้องค่อยๆ ติดกระดุมทีละเม็ดจนครบ
จากการช่วยเหลือตัวเองเรื่องง่ายๆ
ที่ตัวเองเป็นฝ่ายควบคุมเวลา
ค่อยๆ กระเถิบไปสู่การเข้าใจคนอื่น
รอคอยคนในบ้าน
เช่น
-รออาหารที่แม่ทำให้
-รอพ่อแม่เข้าห้องน้ำ
ขั้นสุดท้ายจึงนำไปสู่การรอคอยคนอื่น
ที่เขาไม่สามารถควบคุมเวลา
หรือควบคุมใครได้
ดังนั้นทางบ้านตกลงกับเด็กๆ
ก่อนออกจากบ้านเสมอว่า...
-ถ้ามีคิว เราต้องรอคิว
-ทุกคนเข้าแถว เราต้องเข้าแถว
-ถ้าอยากกิน ต้องรอได้
ที่สำคัญในกรณี "เข้าห้องน้ำ"
ให้เด็กๆ เข้าก่อนออกจากบ้าน
และเมื่อถึงที่หมายให้ไปเข้าก่อนทันที
ไม่ต้องรอจวนเจียน
เราสอนให้เด็กๆ บอกก่อนจะปวดสุดๆ ได้
แต่เด็กๆ ต้องเจอประสบการณ์มากพอ
จึงจะเข้าใจว่าควรกะเวลาบอกเราเมื่อไหร่
⏳ "ระหว่างรอ"
เด็กๆ สามารถหาอะไรทำแก้เบื่อ
ที่ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นได้
(Self entertaining)
เช่น
-วาดรูป
-อ่านหนังสือนิทาน
-คุยกับพ่อแม่
-สังเกตสิ่งรอบตัว
ซึ่งเด็กวัยต่างๆ จะรอคอยได้ต่างกัน
👶🏻 เด็กอายุ 3-5 ปี
รอได้ประมาณ 5-15 นาที
👦🏻 เด็กอายุ 6-8 ปี
รอได้ประมาณ 15-20 นาที
ทั้งนี้เด็กๆ จะรอคอยได้มาก-น้อย
ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนจากที่บ้าน
และประสบการณ์ที่จะเพิ่มขึ้น
เมื่อได้เจอการรอบ่อยขึ้น
ถ้าเด็กๆ รอไม่ได้
"ร้องไห้งอแง"
"อาละวาด"
"ป่วนคนอื่น"
ให้เราพาเขาออกมาเดินเล่น
แต่ถ้ายังอาละวาดหนัก
"ทิ้งตัว"
ให้เราอุ้มพาออกมาก่อน
หาที่ปลอดภัย โล่งกว้าง
และไม่รบกวนคนอื่น
⏳ "รอสงบ"
แล้วคุยกับเขา
แต่ถ้าไม่ยอม
ให้เราเลือก
"พากลับบ้าน"
เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า
เขาทำแบบนั้นไม่ได้
และเราไม่ยอมให้ทำแบบนั้น
*มารยาทระหว่างรออาหาร
หรือรอพ่อแม่กินอิ่ม
การกินที่ดี เริ่มต้นที่บ้าน
สอนเด็กๆ กินด้วยตัวเอง
ทุกคนกินด้วยกัน
- ไม่มีหน้าจอ
- ไม่มีของเล่น
⏳ เริ่มจาก 20-30 นาที
อิ่มแล้วค่อยลุก
ลุกแล้ว ยังไม่อิ่ม
ให้รอมื้อถัดไป
🫳🏻🍚
ถ้าเล่นอาหาร
ขยำเล่น แต่ไม่กิน
เทน้ำเล่น แต่ไม่ดื่ม
ให้เตือนก่อน "ไม่เล่นของกิน"
ถ้าเตือนไม่หยุด จับมือหยุดทันที
และนำอาหารออกจากตรงนั้น
หรือ พาเด็กๆ ออกจากตรงนั้น
เด็กเริ่มโตสื่อสารได้ให้ช่วยเก็บกวาด
และสอนเขาว่า "เราไม่เล่นของกิน
ถ้าอยากเล่นทำอาหาร
ครั้งหน้ามาทำด้วยกันที่บ้าน"
*****
❤️(3) สอนการทักทายและสื่อสารกับผู้อื่น
🙏🏻"สวัสดี"
เมื่อเจอใครๆ
เริ่มต้นจากเราทำให้ดู
พาเขาทำ จับมือ พูด "สวัสดี"
เราสามารถเล่นบทบาทสมมติ
และสอนเขาสวัสดีตุ๊กตา
และคนในบ้านก่อนได้
เมื่อทำทุกวัน ทำจนคุ้นเคย
เด็กๆ จะทำได้อย่างไม่เก้อเขิน
การสวัสดี
ทำให้เกิดบทสนทนาทต่อๆ ไป
การถาม-ตอบ
และการขอความช่วยเหลือ
เมื่อจำเป็นจะทำได้ง่ายขึ้น
🙏🏻"ขอบคุณ"
ทุกครั้งที่มีให้ทำอะไรให้
และทุกครั้งที่มีคนชื่นชม
พ่อแม่ "ขอบคุณ" เมื่อเขาทำอะไรให้เรา
เพื่อให้เด็กรู้ว่าการขอบคุณทำได้กับทุกคน
เมื่อเด็กอยู่นอกบ้าน
มีคนให้ของเขา
สอนเขาให้ขอบคุณได้ทันที
โดยเราพูดไปกับเขาด้วย
เมื่อเด็กๆ เริ่มมั่นใจ
เราค่อยๆ ลดการช่วยเหลือ
โดยให้เด็กๆ พูดเองได้เลย
🙏🏻"ขอโทษ"
เมื่อทำผิด หรือ
ทำไม่เหมาะสม
คำนี้พูดยากกว่าสองสิ่งแรก
เพราะเด็กต้องยอมรับว่าตัวเองทำผิด
คนที่บ้านต้อง "ขอโทษ" กันได้
เพื่อให้เด็กๆ รู้ว่าการขอโทษเป็นสิ่งจำเป็น
และควรทำ เพราะเราให้ความสำคัญ
ถ้าเด็กทำผิดไม่กล้าขอโทษ
ให้เราทำไปพร้อมเขา
และเขาพูดไปกับเรา
ถ้าเด็กทำผิดแต่ไม่อยากขอโทษ
ให้เขารู้ว่า "เรารอได้"
เขาควรขอโทษก่อนไปทำอย่างอื่น
ถ้าเด็กโกรธไม่พร้อมขอโทษ
⏳ "รอสงบ"
แต่ "ไม่ปล่อยให้ไปไหนก่อน"
มาขอโทษไปด้วยกัน
จับมือ พูดขอโทษแทนลูกก่อน
กลับบ้านไป เราสอนเขาอีกครั้ง
เราปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ ว่า
"ขั้นแรกของการทำให้ถูกต้อง
คือการยอมรับผิดได้
การขอโทษคือความกล้าหาญ"
"การขอโทษ" ก่อน
ไม่ได้แปลว่าเราเป็นฝ่ายแพ้
เป็นฝ่ายที่อ่อนแอ
กลับตรงกันข้าม
เราต่างหากที่เข้มแข็ง
เพราะอยากทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เรายืนหยัดเพื่อคุณค่าในตัวเราได้
การขอโทษใช้เวลาสอนยาวนาน
แต่ถ้าสอนตั้งแต่เล็กๆ
เด็กๆ จะค่อยๆ เรียนรู้
และทำได้ง่ายขึ้น
หัวใจสำคัญคือคนที่บ้าน
"ขอโทษ" กันได้เมื่อทำผิดต่อกัน
เมื่อขอโทษแล้ว
ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำด้วย
เก็บกวาดสิ่งต่างๆ ที่เราทำ
ชดเชยความรู้สึกของอีกฝ่าย
ด้วยการช่วยงาน
ทำสิ่งดีๆ ให้
**********
❤️"ใจดี แต่ไม่ใจอ่อน"
วันนี้ที่ลูกงอแง
เราพากลับบ้าน
แม้ลูกจะไม่พอใจ
แต่ลูกได้เรียนรู้
และเรียนรู้จากเรา
ไม่ใช่จากใครอื่น
ความหวังดีที่แท้จริง
และความใจดี
ไม่เท่ากับตามใจลูก
และปล่อยให้เขาได้
ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แต่คือการสอน
ให้เขาเคารพตัวเอง
และผู้อื่นอย่างอย่างเหมาะสม
**********
❤️"ลูกจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
เมื่อเขาเคารพตัวเอง
และเคารพผู้อื่น"
การสอนเรื่อง "กาลเทศะ"
จึงเป็นมากกว่าการสอน
"มารยาททางสังคม"
แต่เป็นการสอนให้เด็กคนหนึ่ง
เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มี
"วินัยทางสังคม"
- มีความรับผิดชอบ
ต่อตนเองและผู้อื่น
- เป็นที่ยอมรับของสังคม
- มองเห็นคุณค่าและ
ยอมรับตนเองได้ด้วย
คนรอบตัวเด็กคือหัวใจสำคัญ
ในการสอนเรื่องนี้ให้กับเขา
เพราะ "กาลเทศะ"
เป็นทักษะทางสังคมอย่างหนึ่ง
ดังนั้นเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้
คนใกล้ชิด พ่อแม่
และผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก
ทั้งนี้ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาแล้วรู้ว่า
เวลาไหนควรทำอะไร
และอะไรควรไม่ควร
เขาเรียนรู้จากการสภาพแวดล้อม
และการสอนอย่างสม่ำเสมอ
จากพ่อแม่และผู้ใหญ่รอบตัวเขานั่นเอง
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/p/1DEQ2NCosx/
07/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1DEQ2NCosx/

"ลูกไม่ฟังแม่เลย บอกอะไรก็ไม่ทำ เอาแค่ไอแพดออกจากมือยังไม่ยอมเลย ทำอย่างไรดีคะ" - คุณแม่ท่านหนึ่ง

ปัญหาเดิม คำถามเดิม แต่เปลี่ยนผู้ถามไปเรื่อย ๆ และเมื่อตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา หลายครั้งก็ถูกกรอกตาใส่ และเบะปากใส่ (แม้สวมแมสก์อยู่ก็ตาม แต่สัมผัสได้ถึงปากรูปสระอิในนั้น 555) เพราะพ่อหมอก็ตอบคำถามนี้เสมอว่า

"เบื้องต้น ... ก็แค่เอาไอแพดออกจากมือลูกให้ได้"

ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ... ประเด็นก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมากกว่าที่ พ่อแม่เองรับมือไม่ได้จึงไม่เอาหน้าจอออกจากมือลูก ทั้งเสียงกรีดร้อง ทั้งเสียงตัดพ้อ และแขนขาที่อาจขยับไปมารวดเร็วอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจของลูกน้อย ... เมื่อพ่อแม่รับมือไม่ได้ ทางเลือกของพ่อแม่ก็คือ ไม่เอาหน้าจอออกจากมือลูก ก็เท่านั้นเอง

แต่จงคิดให้ดีว่าถ้าแค่จัดการเรื่อง "หน้าจอ" ของลูกยังไม่ได้ ... อนาคตเรื่องที่ใหญ่กว่านี้คงยากที่จะให้เขาทำตาม ...

คำว่า "ปฏิบัติตาม" มิได้หมายความว่าแม่ต้องเป็น "พัศดี" คุม "นักโทษ" หรือ "หัวหน้าครูฝึกทหาร" คุม "ทหารใหม่" ที่จะสั่งซ่อม สั่งทำโทษให้เหนื่อยให้หลาบจำ หรือแย่กว่านั้นคือ "การตี" เพื่อลงโทษที่ไม่ทำตามเพื่อ "คุม" พฤติกรรมให้ทำตามด้วย "กลัว" หรือ "ทำไปทั้งที่ในใจต่อต้าน" แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการทำตามไปก่อน เพราะไม่มีทางเลือก ปีกยังไม่กล้า ขายังไม่แข็ง ประตูห้องยังปิดเองไม่ได้ ...

เหมือนที่พ่อหมอเคยเขียนไว้ในหนังสือ 'อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน' ว่า ... ความร่วมมือของลูก เริ่มต้นที่ "การสอน" ... สอนให้รู้ สอนให้ลงมือทำจริง ด้วยการพูดให้รู้ ดูที่ (พ่อแม่) ทำ และจับมือสอนให้ทำเป็น ... เรียงลำดับให้ชัดเจน

ในตอนแรก เราอาจจำเป็นต้องคุมด้วยมือของเราเอง (อ๊ะ อ๊ะ มิใช่การฟาดลูกนะ) คือ ปิด ดึงออก หยุดการใช้ด้วยตัวของเราก่อน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เพราะเขายังไม่รู้คำว่า เวลา พอแล้ว และยังคุมตัวเองไม่ได้ดี ... แต่เมื่อเวลาผ่านไป กติกาชัดเจนขึ้น ลูกคุมตัวเองได้ดีขึ้น เราก็สามารถทำข้อตกลงได้ แล้วให้เขาหยุดด้วยตัวเอง ...

แน่นอนว่ามันจะมีการต่อรอง มีการขบถ มีการไม่ทำตามข้อตกลง ... เราให้ค่าที่การต่อรอง เพราะกล้าพูดก็น่าจะกล้าให้แต่ก็ต้องมีลิมิต เพราะบางที แหม อีก 3 นาทีจบตอน จะหยวนให้จบตอนก่อนก็คงไม่แย่อะไร ถ้าเราดูซีรี่เกาฯ อยู่แล้วอีก 3 นาที พระเอกจะจุ๊บแล้ว แม่ แต่มีคนมาปิดหน้าจอ อันนี้มีมวยนะ 555 ล้อเล่น ๆ (แต่ไม่ใช่เหลืออีก 15 นาทีจบ หรือ ครึ่ง ชม จบ อันนั้นก็ต้องปิดนะ)

อยากให้ลูกคุมตัวเองในการดูหน้าจอ ... เริ่มต้นที่ พ่อแม่ ... คุมตัวเองในการดูหน้าจอก่อน พูดให้รู้เงื่อนไขของแต่ละบ้าน เช่น "บนโต๊ะอาหารไม่มีการดูมือถือหรือไอแพดครับ" จบง่าย ๆ แบบนั้นตั้งแต่แรกเริ่มที่ลูกรู้จักไอแพด พ่อแม่ต้องทำด้วย และถ้าเขาไม่ทำ มันจะไปยากอะไร ... ไม่ต้องด่า ไม่ต้องทำโทษ แค่ไม่ให้ดูเพราะมันดูไม่ได้ ทุกคนในบ้านจะกินข้าว แค่นั้น ...

มันจะมีอีกหลายร้อยหลายพันเรื่องที่ลูกจะไม่เชื่อฟังและไม่ทำตามคุณตามมาอีกมากมาย ถ้าไม่ได้ตั้งแต่ตอนนี้ การเดินทางที่อีกยาวไกลนี้คงยากขึ้นทุกที ... และความร่วมมือไม่ได้เริ่มต้นที่การทำโทษ แต่มันเริ่มต้นที่ "กฎ" และ "ค่าของกฎ" ที่พ่อแม่ใช้ในครอบครัวนี้ มันไม่ต้องลงโทษหรือดุ ก็แค่ไม่ให้ทำตอนนี้ หรือทำอย่างมีขอบเขต ถ้าแค่นี้ยังสอนให้ลูกอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ ... ก็ไม่ต้องไปทำอะไรต่อแล้วจ้ะ ... คุณจะได้ลูกหูทวนลมเก่งขึ้น ๆ ในทุก ๆ วันที่เติบโตแน่นอน

นะน้องนะ

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

หนังสือเลี้ยงลูกเชิงบวก "อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน"
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/71368488

หนังสือ The Parent's Guide to The First Year เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ คู่มือที่พ่อแม่มือใหม่ควรได้อ่านเพื่อการเลี้ยงลูกที่ดีและชีวิตการเป็นพ่อแม่ที่ไม่เหนื่อยเกินไป
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/79401740

หนังสือ "เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก" ฉบับปรับปรุงใหม่
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/79401750

หนังสือ "สู่วิถีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่" Survival Guide to Breastfeeding
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/79141903

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 4 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก * NEW ฉบับปรับปรุง 2568
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ * NEW
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง * NEW
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

29/11/2025

ในชีวิตจริงของเด็กคนหนึ่งที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่จะพบแต่เรื่องดีๆ แน่นอนต้องมีปัญหา อุปสรรคเข้ามา มีทั้งคนที่ประสงค์ดีหรือร้าย มากบ้างน้อยบ้าง

ผู้ใหญ่คงไม่สามารถปกป้องเด็กๆ ได้ตลอด สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เด็กรู้จักดูแลพึ่งพาตัวเอง และอยู่รอดได้

มี 2 ทักษะสำคัญที่อยากพูดถึงคือ 1. ทักษะความเข้มแข็งทางจิตใจ 2. ทักษะการแก้ไขปัญหา


1. ความเข้มแข็งทางจิตใจ

เป็นพื้นฐานสำคัญ เหมือนเสาเข็มของบ้าน ที่จะทำให้มนุษย์มีความเชื่อมั่น กล้าหาญ มุ่งมั่นที่จะฝ่าฟันปัญหา หรืออุปสรรคต่างๆ ที่เปรียบเหมือนพายุฝน หรือแผ่นดินไหวไปได้ ซึ่งสร้างและปลูกฝังได้โดย

1.1 ความรักความเอาใจใส่ที่ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดมีให้เด็ก ให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคุณค่า เป็นที่รัก

1.2 บ้านที่มีบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย จิตใจที่เข้มแข็งต้องมีพื้นฐานจากจิตใจที่รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน พ่อแม่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทะเลาะและขัดแย้งกันได้แต่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งทางคำพูดและทางกาย

1.3 การมีเวลาคุณภาพที่มีให้กันและกัน เวลาคุณภาพ คือเวลาที่พร้อมจะรับฟังเด็กและรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเด็ก เด็กเข้าใจว่าผู้ใหญ่พร้อมจะรับฟังและอยู่ตรงนี้เพื่อเขา ทำให้เด็กมีความรู้สึกไว้วางใจ เสริมสร้างความรู้สึกอบอุ่นมั่นคง

1.4 ปลูกฝังในเรื่องระเบียบวินัย ให้เด็กรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่ตามใจเด็กไปทุกเรื่อง

1.5 ให้รู้จักที่จะอดทนและรอคอยให้เป็น เด็กที่อยากได้ก็ได้มาตลอด ไม่เคยต้องรอคอยอะไร เด็กจะมีความอดทนทางอารมณ์ต่ำ ถ้ามีอะไรที่ขัดใจหรือไม่เป็นไปอย่างที่คิด เด็กจะหงุดหงิดไม่พอใจมาก บางคนก็ติดไปจนเป็นผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจ มีปัญหาเวลาอยู่กับคนรอบข้าง

1.6 ชมเชยให้กำลังใจอย่างเหมาะสม เวลาที่เด็กทำอะไรได้ การที่มีคนบอกว่าสิ่งที่เขาทำทำให้เกิดอะไรดีๆ เช่น "แม่ชื่นใจจังที่ลูกช่วยแม่เช็ดโต๊ทำให้แม่เหนื่อยน้อยลง" จะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ มีกำลังใจ และรู้สึกคุณค่าของตัวเอง

1.7 สอนให้เด็กรู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆนั้น เป็นเรื่องธรรมดา การรู้จักและรับรู้อารมณ์ความรู้สึกตัวเองเป็นเรื่องจำเป็น และเด็กควรต้องยอมรับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ว่าเป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติ ที่คนปกติอาจจะมีได้ ทั้งดีใจ โกรธ เสียใจ ผิดหวัง ฯลฯ เพราะเมื่อยอมรับได้ การจัดการอารมณ์ก็จะเป็นไปอย่างเหมาะสมมากขึ้น

1.8 การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกให้เหมาะสม เช่น เมื่อโกรธรับรู้ว่าตัวเองโกรธ โกรธมากเลยแต่ก็ไม่อาละวาด ก็ไปทำอะไรให้รู้สึกสบายใจขึ้น เช่น บ่นระบายให้แม่ฟัง เขียนลงสมุด วาดรูป ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรืออยากจะชกใครสักคน แต่ไม่ไปชกคน ไปชกกระสอบทรายแทน

1.9 ผู้ใหญ่ควรให้เด็กรู้จักความผิดหวังบ้าง เช่น เวลาที่อยากได้ของเล่น แต่พ่อแม่ไม่ซื้อให้เพราะไม่มีเหตุผลสมควร และควรให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดหวัง บางทีเด็กอาจจะมีน้ำตา ร้องไห้ พ่อแม่บางคนทนไม่ได้กับน้ำตาของเด็ก จึงไม่ยอมให้เด็กต้องผิดหวัง ทำให้ยอมไปหมด ทีหลังเด็กโดตขึ้นต้องผิดหวังเรื่องอื่นๆ ก็อาจจะรับได้ยาก

1.10 ให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบผลจากการกระทำ บางทีผู้ใหญ่เห็นเด็กทำผิดแต่ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือน เพราะเห็นใจและสงสาร จริงๆ แล้ว การให้อภัยสามารถทำควบคู่ไปกับการสอนให้เด็กได้เรียนรู้ได้ เช่น สมมติว่าเด็กคนหนึ่งโกรธพ่อและขว้างของเล่นพัง เด็กเข้ามาขอโทษ พ่อก็ควรชมเชยที่เด็กสำนึกผิด แต่หลังจากนั้น เด็กควรรับผิดชอบ ด้วยการเก็บกวาด และอาจจะต้องหักค่าขนมสมทบเป็นราคาของที่เสียหาย หรือทำงานบ้านชดเชย

1.11 ยอมรับในตัวตนและให้โอกาสเด็ก ตามข้อที่ผ่านมา เมื่อทำผิดก็ต้องให้เด็กได้เรียนรู้ แต่ผู้ใหญ่ก็ควรให้โอกาสเด็กแก้ตัว ปรับปรุง เด็กจะเข้าใจได้ว่า ทุกปัญหามีโอกาสและทางออก เช่นเดียวกับอุปสรรคที่เขาเจอในชีวิต

1.12 ผู้ใหญ่ต้องไม่ใช้คำพูดหรือการกระทำที่ทำลายคุณค่าในตัวตนของเด็ก เช่น คำพูดรุนแรงที่มาจากอารมณ์ เช่น ตีตรา ประชด เปรียบเทียบ ดูถูก การกระทำที่รุนแรง เช่น การทำโทษรุนแรง เช่น การตบตี หากทำต่อเนื่องนานๆ ไปเด็กจะรู้สึกสูญเสียคุณค่า รู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่ภาคภูมิใจในตัวเองได้


2. ทักษะการแก้ปัญหาอุปสรรคในชีวิต

2.1 เริ่มจากสร้างความเข้มแข็งทางใจด้วยการทำตามที่เขียนมาในข้อ1 ให้ครบก่อน

2.2 ให้เด็กช่วยเหลือและทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ใช่อ้างว่าเพราะความรักจึงช่วยเหลือเด็กไปหมดทุกเรื่อง การช่วยไปหมดทุกเรื่องจะทำให้เด็กติดสบาย ถ้าเป็นเด็กเล็กบางครั้งทำให้พัฒนาการล่าช้าได้ เพราะไม่เคยได้ฝึกฝน ส่วนเด็กโตก็จะมีแนวโน้มไม่มั่นใจในตัวเองเวลาต้องทำอะไรเอง เพราะติดว่ามีคนช่วยตลอด

2.3 เด็กที่ได้ลองทำเองและทำได้ เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ ภูมิใจว่าเขาก็ทำอะไรเองได้ เวลาที่เด็กทำเอง อาจจะลำบากกว่าผู้ใหญ่ทำให้บ้าง ช้ากว่าบ้าง แต่ก็ทำให้เด็กรู้จักเรียนรู้การพึ่งพาตัวเอง เวลามีปัญหา เพราะเรื่องจริงก็คือ ผู้ใหญ่คงช่วยเหลือแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ตลอดชีวิต

2.4 ลองให้คิดแก้ปัญหาเองในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อันตรายมากมาย ทักษะการแก้ปัญหา (Problem-solving skill) เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเอง

2.5 เวลาที่ให้เด็กฝึกแก้ปัญหาเล็กๆน้อยด้วยตัวเอง แม้จะทำได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ อย่างน้อยเขาก็ได้ลองทำ ทำให้มีประสบการณ์

2.6 พ่อแม่ควรชมเชยเขาที่แก้ปัญหาทำอะไรเอง โดยไม่ต้องมุ่งเน้นผลลัพธ์มาก ชมที่กระบวนการขั้นตอน เช่น “แม่เห็นเลยว่า หนูมีความพยายาม ตั้งใจ แม่ภูมิใจในตัวหนูนะลูก”


ทั้งนี้ผู้ใหญ่และพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเรียนรู้ด้วย เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการกระทำของผู้ใหญ่ที่เขารักและเคารพ ไม่ใช่จากคำพูดสอนว่าเขาต้องเป็นแบบไหนอย่างไร

หากพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจที่เข้มแข็ง พ่อแม่ก็ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นตัวอย่าง นั่นก็คือ เมื่อมีอุปสรรคต่างๆเข้ามาในชีวิต พ่อแม่สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม บางทีผลที่ออกมาอาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่พ่อแม่ก็ผ่านพ้นไปได้

ลูกก็จะเห็นและเรียนรู้ ในเวลาที่เขาต้องเจอกับเรื่องราวยากลำบาก เขาก็จะสามารถมีสติที่จะจัดการและพร้อมยอมรับผลที่ออกมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่เขาก็จะเข้าใจและยอมรับมันได้

สุดท้ายจิตใจที่เข้มแข็งและทักษะการจัดการปัญหาและอุปสรรคคงไม่สามารถสร้างได้ในวันสองวัน แต่ต้องใช้ความพยายามและตั้งใจ ความอดทนและเสียสละของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด ค่อยๆสร้างตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ จึงจะได้ผลดี

#หมอมินบานเย็น

https://www.facebook.com/share/17TjRKu9kL/
20/11/2025

https://www.facebook.com/share/17TjRKu9kL/

"การชมที่ดีจะส่งไปถึงหัวใจของลูก"
1. ชมด้วยความจริงใจ
เริ่มด้วย "ภาษากายที่จริงใจ"
-เดินเข้าไปหา
-ย่อตัวลง/นั่งเท่ากัน
-ตามองที่เขา
-พูดเอ่ยจากใจ
-กอดแน่นๆ ด้วยความภูมิใจ
"คำชมอย่างจริงใจ"
เมื่อเรามองเห็น
และรับรู้ว่าลูกทำสิ่งดีๆ /ทำได้ดี
เราจะพูดชมสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น
พ่อแม่จำเป็นต้องวางทุกอย่างลง
เพื่อมองให้เห็นลูกตรงหน้าเราก่อน
เมื่อเรามีเวลามอง
เราจึงเห็น
ขอให้เราชมสิ่งที่เห็น "ลูกทำอะไร"
เช่น "เห็นลูกช่วยเก็บจานด้วยตัวเอง"
จากนั้นชมสิ่งที่เรารับรู้/รู้สึกได้
"สิ่งที่ลูกทำ ทำให้เรารู้สึกอย่างไร"
เช่น "รู้สึกดีใจและขอบคุณที่ลูกเก็บจานให้"
*****
(2) แม้จะยังไม่สำเร็จวันนี้
แต่อย่าลืมชื่นชมที่ความตั้งใจ/พยายาม
เพราะสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญ
ที่จะทำให้เด็กพัฒนาเติบโตต่อไป
บางครั้งผลลัพธ์ไม่เป็นดังหวัง
แต่ลูกพยายามและตั้งใจอย่างเต็มที่แล้ว
คำชมคือการทำให้ลูกรับรู้ว่า
พ่อแม่มองเห็นความพยายามและความตั้งใจของเขา
ความพยายามที่ชัดเจน
-การเตรียมตัว ฝึกฝนสม่ำเสมอ
-การตามกติกา เคารพในกติกา
-การทำเต็มที่ ได้แก่ ทำจนหมดเวลา/ทำจนเสร็จ
คำชมที่เราสามารถมอบให้ลูกได้
เช่น
"ดีใจที่ลูกไม่ยอมแพ้"
"ขอบคุณที่ลูกทำเต็มที่"
"ลูกอดทนและเหนื่อยมาตลอด เยี่ยมมากเลยที่มาถึงวันนี้ได้"
*****
(3) แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องชมอะไร
เราชวนพูดคุยสะท้อนตัวเอง (Feedback)
บางครั้งลูกอาจจะยังไม่ได้พยายามเต็มที่
และความสำเร็จยังไม่เกิดขึ้น
จึงเป็นเรื่องยากที่จะชมอย่างจริงใจ
ดังนั้นสิ่งที่เราชวนลูกทำได้คือ
"พูดคุยสะท้อนตัวเอง (Feedback)"
ตัวอย่างคำถาม
-"เราตั้งใจจะทำอะไร/เราทำอะไรไปบ้าง"
-"เราพอใจกับสิ่งที่เราทำมาก/น้อยแค่ไหน เพราะอะไร"
-"ในมุมมองของพ่อแม่เห็นอย่างไรบ้าง"
เช่น เห็นว่าลูกกล้าคิดกล้าทำแล้ว แต่ขาดการฝึกฝน
หรือ เห็นว่าลูกตั้งใจดี แต่อาจจะต้องเปลี่ยนวิธี
การพูดคุยทำให้เราได้เรารู้จักลูก
และลูกได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ซึ่งจะทำให้เราได้ช่วยลูกเติมเต็มในส่วนที่เขาขาด
และลูกจะพัฒนาเติบโตต่อไปได้
**********
การชมไม่ได้ใช่เพียงแค่คำพูดที่ทำให้ลูกรับรู้ว่าเขาทำอะไรได้ดี
แต่คือคำที่ยืนยันว่า "พ่อแม่มองเห็นคุณค่าในตัวเขา"
และ "สิ่งที่เขาทำนั้นมีคุณค่าและควรทำต่อไป"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/p/17JRkWga8h/
19/11/2025

https://www.facebook.com/share/p/17JRkWga8h/

‘เอ็ดดี้’ เด็กชายชั้น ป.4 ที่เรียนไม่ค่อยเก่ง แม้จะพยายาม แต่เวลาสอบก็ทำคะแนนได้ไม่ดีเท่าไหร่ ทำงานก็จะเสร็จช้ากว่าเพื่อน

เวลาครูถาม บางทีก็จะตอบคำถามไม่ทันเพื่อนคนอื่น ถึงบางทีเขาอยากจะลองตอบ แต่บางทีก็ไม่มั่นใจ กลัวผิด ทำให้ยิ่งช้ามากขึ้น

ยิ่งที่ผ่านมามีครูบางคนก็แซวเอ็ดดี้ ที่เขาอ้ำอึ้งตอบคำถามช้า เพื่อนๆ ก็จะล้อว่าเป็น ‘สล็อต ยังหลับไม่ตื่นหรือเอ็ดดี้’ ‘น้ำมันหมดเหรอ’ ‘ไอ้อืด’ ฯลฯ

เอ็ดดี้ทำเป็นไม่สนใจ แต่จริงๆ แล้วก็รู้สึกไม่ดี บางทีก็รู้สึกไม่อยากจะไปโรงเรียน


แต่หลังจากเปิดเทอม2 มีคุณครูคนใหม่มาสอนวิชาวิทยาศาสตร์

ครูคนนี้ต่างกับครูคนอื่น เพราะครูเปิดโอกาสให้เอ็ดดี้ตอบคำถาม

แม้ว่าจะยกมือไม่ทันเพื่อน แต่ครูจะเรียกเอ็ดดี้ตอบ นอกจากเอ็ดดี้ ครูก็สนใจเด็กคนอื่นๆ ที่เรียนไม่ค่อยทันเพื่อนด้วย

"ผมรู้สึกดีกับการเรียนขึ้น เพราะครูคนนี้ เขาให้โอกาสผมตอบคำถาม บางทีตอบผิด ครูก็ไม่ได้ดุ .. ครูผมทำให้เชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น ครูบางคนสนใจแต่เพื่อนที่เรียนเก่ง ตอบคำถามเร็ว"


เรื่องของเอ็ดดี้ทำให้เห็นว่า เรื่องของการยอมรับ เข้าใจ และการให้โอกาส เป็นสิ่งสำคัญ

ก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตไปเป็นคนที่ยอมรับและมองเห็นคุณค่า ให้โอกาสในตัวเองได้ ควรมีใครสักคนยอมรับและให้โอกาส เชื่อมั่นในตัวเขาก่อน

จริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกคนก็ต้องการการยอมรับและโอกาสทั้งนั้นแหละ


หมายเหตุ: เรื่องของเอ็ดดี้ เป็นชื่อสมมติของเด็กที่หมอได้คุยด้วย มีการดัดแปลงรายละเอียดบางอย่าง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับบุคคลที่สาม

#หมอมินบานเย็น
#ข้อคิดจากห้องตรวจจิตเวชเด็ก

03/11/2025
https://youtube.com/watch?v=dXCy6RU4AcQ&si=w6bcmQjBYh_7xc0P
19/10/2025

https://youtube.com/watch?v=dXCy6RU4AcQ&si=w6bcmQjBYh_7xc0P

โรคสมาธิสั้นเป็นโรคทางสมองสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ของคนที่เป็นโรคสมาธิสั้นทำงานได้น้อยกว่าปกติและมีเส้นใย...

ที่อยู่

หมู่บ้านสินธานี3 ซอย 8/2
Chiang Rai
57000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:30
อังคาร 09:00 - 18:30
พุธ 09:00 - 18:30
ศุกร์ 09:00 - 18:30
เสาร์ 09:00 - 18:30
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66846479812

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Kids Can Do Chiang Raiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Kids Can Do Chiang Rai:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram