Kids Can Do Chiang Rai

Kids Can Do Chiang Rai autism, autistic, occupation therapy, special education, special child, ออทิสติก, ?

ให้บริการกระตุ้นพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ พัฒนาการช้า ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเรียนรู้ CP ฯลฯ และให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครอง โดยนักกิจกรรมบำบัด และครูการศึกษาพิเศษที่มีประสบการณ์ด้านเด็กโดยตรง

ยาที่ใช้รักษา โรคสมาธิสั้น (ADHD)ซึ่งส่วนใหญ่คือ  เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) เช่น Ritalin, Concerta, Rubifen ในมุมมอ...
22/01/2026

ยาที่ใช้รักษา โรคสมาธิสั้น (ADHD)ซึ่งส่วนใหญ่คือ เมทิลเฟนิเดต (Methylphenidate) เช่น Ritalin, Concerta, Rubifen ในมุมมองของคุณครู ค่ะ

มุมครู ป.1 ที่ควรรู้
เด็กที่กินยา อาจ สมาธิดีขึ้นเฉพาะช่วงยาออกฤทธิ์
บางช่วง (ก่อนยาออกฤทธิ์/ยาหมดฤทธิ์) เด็กอาจซนมากขึ้น
เด็กไม่ใช่ “เลือกจะซน” แต่สมองเขาคุมยากจริงๆ
อ่านต่อใต้เมนต์👇

21/01/2026

"It is easier to build strong children
than to repair broken adults."
"การสร้างเด็กที่แข็งแรง
ง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่พังไปแล้ว"
-Frederick Douglass-
ดอกเบี้ยของการซ่อมแซมนั้นแพงมหาศาล
หากเทียบกับการลงทุนลงแรงสร้างเพียง 6 ปีแรก
ในชีวิตของเด็กคนหนึ่ง
เพราะการซ่อมผู้ใหญ่ที่พังแล้วนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย
และบางครั้งถึงแม้จะซ่อมแล้วก็อาจจะไม่ดีดังเดิม
**********
สำหรับพ่อแม่ที่ยังมีลูกวัย 0-6 ปี
คุณพ่อคุณแม่ยังมีเวลาสร้าง
"สายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูก"
ซึ่งสายสัมพันธ์นี้จะหล่อหลอม
ให้เราเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง
และลูกมีภูมิคุ้มกันทางใจในวันที่เขาเติบโต...
**********
แนวทางในการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแรงกับลูก
และเลี้ยงลูกให้เติบโตแข็งแรงทั้งกายใจ
❤️ (1) เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง
การเป็นพ่อแม่ที่ทำงานด้วย เลี้ยงลูกเองด้วยนั้น
ต้องใช้คำว่า "เหนื่อยแสนสาหัส"
เวลาส่วนตัวไม่มีอยู่จริงหลังจากลูกเกิดมา
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเป็นไปไม่ได้
ทุกวันไม่ต้องดีเลิศเลอสมบูรณ์แบบ
ผิดพลาดบ้าง เละเทะบ้าง ก็ไม่เป็นไร
เหนื่อยก็พัก ไหวก็ไปต่อ
ปัญหามีทุกวัน
เราโฟกัสทีละอย่าง
ทำทีละนิด สอนทีละเรื่อง
ปล่อยวางบางสิ่งที่ไม่จำเป็นตอนนี้
การเลี้ยงลูก คือการวิ่งมาราธอน
ไม่ต้องรีบวิ่งไปถึงเส้นชัยวันนี้
เราไปเรื่อยๆ ไปยาวๆ ไปด้วยกัน
ไม่ต้องเร่งจนหมดแรง
"บางบ้านงานทำความสะอาดหรืองานภายนอกอื่นๆ
ให้แม่บ้านและคนอื่นๆ ช่วยเหลือเราได้
แต่เรื่องของลูก การสอนเขา เล่นกับเขา
ให้เป็นหน้าที่ของเราพ่อแม่"
เพราะในทางกลับกัน
หากเราให้คนอื่นเลี้ยงลูกแทนเรา
เมื่อเกิดปัญหา ผู้ที่ต้องแก้ปัญหาไม่ใช่ใครอื่น
แต่คือเราพ่อแม่นี่แหละที่ต้องตามแก้
หากปราศจากซึ่งสายสัมพันธ์ที่ดีแล้ว
ลูกไม่รู้สึกผูกพันกับเรา พ่อแม่ไม่มีอยู่จริง
อยากให้เขาฟังเรา เราเองที่ฝันไป
"ความฉลาดและการเรียนรู้ของเด็ก
จะพัฒนาอิงตามคนเลี้ยงที่เลี้ยงดูเขา
ดังนั้นหากพ่อแม่เลี้ยงลูกเอง
ลูกจะพัฒนาการเรียนรู้ได้ดีกว่าเมื่ออยู่กับเรา"
*****
❤️ (2) ใช้เวลาคุณภาพกับลูก
อ่านนิทาน
เล่นกับลูก
นอนกอด
ทำงานบ้าน
สอนเขาช่วยเหลือตัวเอง
และอื่นๆ อีกมากมาย
"ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า
และสร้างช่วงเวลาแห่งความสุขกับลูก
ในวัยที่เขาต้องการเรามากที่สุด"
0-6 ปีคือโอกาสทอง
7-12 ปีคือโอกาสสุดท้าย
ก่อนที่ลูกจะเข้าสู่สังคมเพื่อนตามวัยของวัยรุ่น
ลูกไม่ได้เป็นเด็กตลอดกาล เขาโตเร็วกว่าที่เราคิดนัก
เพราะ 13 ปีขึ้นไปเขาจะเข้าหาเราเอง ถ้าเขาสบายใจ
25 ปีขึ้นไปเขาได้เรียนรู้โลก แล้วจะกลับบ้านเอง
"น้อยนิด แต่มหาศาล"
"คุณภาพ สำคัญกว่า ปริมาณ"
แม้จะเวลาจะน้อยนิด แต่ถ้าสม่ำเสมอ
เวลานั้นมีคุณค่ามหาศาล
ถ้าจำเป็นต้องทำงาน ก็สามารถรีบกลับบ้าน
มาใช้เวลากับลูกช่วงเย็นหรือส่งเขาเข้านอน
ถ้าทำงานทุกวัน กลับบ้านได้แค่เสาร์ อาทิตย์
เราควรวางมือถือ มอบเวลาให้กับลูกในช่วงวันที่มีให้เขา
หรือสุดท้ายต้องอยู่ห่างไกลกัน
เทคโนโลยีช่วยเราได้ วีดีโอคอลหาลูกทุกวัน
เวลาเดิม+สม่ำเสมอ ช่วยเชื่อมสายใยได้
⏳ ถ้าเลือกได้สองช่วงเวลาให้เลือก
"ตื่นนอน" และ "ก่อนนอน"
เพราะลูกเริ่มต้นวันที่มีเรา และจบวันกับเรา
⏳ ถ้าเลือกได้ช่วงเวลาเดียวให้เลือก
"ก่อนนอนของลูก"
เพราะอย่างน้อย ลูกผ่านอะไรมาทั้งวัน
จบวันเขายังมีเราเสมอ
ไม่รู้จะคุยอะไรกับลูก
อ่านนิทาน เล่าเรื่องสมัยเราเป็นเด็ก
กอดกัน เกาหลัง ร้องเพลงให้ลูกฟัง
บางทีลูกจะเล่าอะไรให้ฟังเอง
เรามีหน้าที่ฟังลูกคุย
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราสามารถทำได้
*****
❤️ (3) ใจดี แต่ไม่ใจอ่อน
พ่อแม่ให้ความรักและความสนใจกับลูก
แต่ไม่ใช่ตามใจลูก...
พ่อแม่ให้อิสระภายใต้ขอบเขต
ได้แก่ กฎ 3 ข้อที่ทุกบ้านควรมี
1. ไม่ทำร้ายตนเอง
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
3. ไม่ทำลายข้าวของ

เมื่อลูกทำผิด พ่อแม่ให้การสอนว่า
สิ่งที่ควรทำ/ไม่ควรทำ และต้องทำเช่นไร
ที่สำคัญให้ลูกได้รับผิดชอบต่อการกระทำเสมอ
เก็บกวาด ชดเชย และทำสิ่งที่ทำได้ตามวัย
พ่อแม่สอน "วินัย"
ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดี
วินัยที่สำคัญในชีวิต
ได้แก่
🛁 1. การช่วยเหลือตัวเองตามวัย
เช่น กินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว และอื่น ๆ
🧹 2. การรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมายตามวัย
เช่น งานบ้าน การบ้าน และงานส่วนรวม
💪🏻 3. การออกกำลังกายดูแลสุขภาพกายใจ
เพราะเด็กที่ออกกำลังกาย เขาจะมีร่างกายที่ดี
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องยาก
และเขาจะทำเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
คนที่ร่างกายดี จิตใจก็จะดีตาม
สุขภาพจิตจะไม่เสี่ยงต่อโรค
การสอนวินัยให้กับลูก ในวันที่เขายังฟังเรา
เพราะในตอนนี้ อย่างมากที่สุด
เมื่อลูกไม่อยากทำอะไร
เขาอาจจะร้องไห้อย่างหนัก ตีอกชกลม
แต่พ่อแม่ยังสามารถสอนเขาได้อยู่
เรายังพาเขาทำได้ อุ้มเขาไป พาเขาไป
เมื่อเด็กเรียนรู้วินัยแล้ว
เขาจะเรียนรู้สิ่งนั้นตลอดไป
"พ่อแม่ที่มีวินัย ลูกจะมีวินัย”
ดังนั้นพ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างให้กับลูก
อย่าสอนเพียงพูดบอก
พ่อแม่ต้องทำให้เขาดูด้วย
และทำไปกับเขา
*****
❤️ (4) ถ้าทำผิดพลาด
ขอโทษและรับผิดชอบให้ดีที่สุด
ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะให้อภัยตัวเอง
พ่อแม่ก็ยังเป็นคนธรรมดา
เราทำผิด ทำพลาด อยู่บ่อยครั้ง
เวลาพ่อแม่ทำผิดพลาดต่อลูก
เราควรพูดขอโทษลูก
เหมือนที่เราสอนลูกเวลาที่เขาทำผิด
ให้อภัยตัวเองและลูกเวลาในวันที่ผิดพลาด
ทุกการทะเลาะกัน
ไม่ควรให้ความสำคัญกับ
การหาผู้กระทำผิด หรือ การเอาชนะอีกฝ่าย
เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ
"ทำอย่างไรดีเพื่อให้เรากลับมาเข้าใจกัน"
และรักกันมากกว่าเดิม
*****
❤️ (5) ชื่นชมทุกๆ สิ่งระหว่างการเติบโต
แม้จะสิ่งนั้นจะธรรมดา
และสิ่งนั้นจะเล็กแค่ไหนก็ตาม
แต่สิ่งเหล่านั้นคือหลักฐานของการเติบโตของทั้งเราและลูก
ขอบคุณทุกๆ วันที่เรามีกันและกัน
"เราโชคดีที่ได้เป็นพ่อแม่
และลูกโชคดีที่มีเราเป็นพ่อแม่”
ที่สำคัญพ่อแม่อย่างเราต้องไม่ลืมที่จะใจดีกับตัวเองบ้าง
เช่น
พ่อแม่ผลัดกันเลี้ยงลูก
หรือ ขอให้คนในครอบครัวคนอื่นๆ ช่วยเราได้บ้าง
เพื่อหาเวลาพักในการทำสิ่งที่ชอบและดูแลตัวเองบ้าง
เพราะการเป็นพ่อแม่ไม่ได้หมายความว่า
เราต้องเสียสละความสุขของตัวเองไป
เราสามารถพักและปล่อยวางได้บ้าง
"ลูกไม่ได้ต้องการพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ
ลูกต้องการพ่อแม่ที่มีความสุข"
**********
🌱
สุดท้าย "การเลี้ยงลูกคือการลงทุน"
เวลาที่เราไม่ให้เขาในวัยเยาว์
ดอกเบี้ยราคาแพงคือค่าซ่อมแซมผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เสียหาย ซึ่งบางครั้งซ่อมแล้ว ก็อาจจะไม่ดีดังเดิม
และอาจจะซ่อมกันทั้งชีวิตของคนๆ หนึ่ง
พ่อแม่บางคนบอกว่า
"เรารักลูกจึงเลือกทำงานหาเงินมาเลี้ยงเขา"
แม้ลูกจะเข้าใจและทำใจยอมรับได้
แต่เขายังต้องการเรามากกว่าที่เราคิดนัก
"วัยเยาว์ของลูก พ่อแม่คือโลกทั้งใบของเขา"
ยิ่งสำหรับลูกที่ยังเป็นเด็กเล็กๆ แล้ว
เขาเข้าใจความรักผ่านสิ่งที่สัมผัสได้จริง
ดังนั้น "ตัวเราที่อยู่ตรงนั้นกับลูก
มีเวลาคุณภาพที่มีให้เขา
ทำให้ลูกรับรู้ว่าพ่อแม่รักเขา
และตัวเขาสำคัญสำหรับพ่อแม่มากเพียงใด"
หลายๆ คนคงเคยได้ยินประโยค
"ถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งใด
เราจะมีเวลาให้กับสิ่งนั้นได้เสมอ"
เช่นเดียวกัน เมื่อลูกสำคัญสำหรับเรา
เราจะหาทางและหาเวลาในการอยู่ตรงนั้นกับเขาจนได้
การลงทุนเรื่องเวลากับลูก
ถือเป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่คุ้มค่า
ให้เวลาวันละนิด แต่ทุกวันสม่ำเสมอ
ดอกผลนั้นงดงามแน่นอน
🌸
แค่เพียงพริบตาเดียว
ลูกก็เดินไปตามทางของเขาแล้ว
ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ ครอบครัว
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

18/01/2026

🫘➜🌱➜🌳
👶🏻
เด็กทุกคนมีจังหวะในการก้าวเดินของตัวเอง
ทำให้เด็กแต่ละคนเติบโตเร็วช้าต่างกัน
เร็วไปก็ไม่ได้แปลว่า ดี เสมอไป
ช้าไปก็ไม่ได้แปลว่า แย่ เช่นกัน
เด็กบางคนเดินได้ก่อนพูด
บางคนพูดได้ก่อนเดิน
เด็กบางคนพูดได้เร็วกว่าวัยของเขา
บางคนพูดได้ช้ากว่าเพื่อน
เด็กบางคนยังไม่ยอมเดินและไม่ยอมพูด
สิ่งเหล่านี้สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้เป็นพ่อแม่เป็นอย่างมาก เพราะ สัญญาณเหล่านี้อาจจะบ่งบอกถึง "ความล่าช้า" และ "อาการของโรคบางอย่าง"
อย่างไรก็ตามความวิตกที่มากจนเกินเหตุ
และการตำหนิตัวเองและลูกจนมากเกินไป
ไม่นำมาซึ่งสิ่งใด ยกเว้นเสียแต่ความทุกข์ใจ
และความผิดหวังที่บั่นทอนกำลังใจตัวเองและลูก
**********
❤️ ✉️
จึงอยากฝากถึงพ่อแม่และผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็กๆ ทุกคน
ถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้
🌱 ประการที่ 1 "ล่าช้า" ไม่ได้แปลว่า "ล่าถอย"
บางทีเขาอาจจะแค่ช้ากว่าค่าเฉลี่ย
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
เขาไม่สามารถเรียนรู้หรือไม่สามารถพัฒนาได้
อย่าหมดหวังในตัวเขา
ขอให้เราเชื่อมั่นสอนเขาต่อไป
ทำไปด้วยกันต่อไป
ทำไม่ได้
ทำใหม่
สอนใหม่
ย้ำๆ ซ้ำๆ สม่ำเสมอ
เพราะถ้าเราหยุดสอนและหมดหวัง
จากแค่ "ล่าช้า" อาจจะกลายเป็น "ล่าถอย" ถดถอยจากเดิมได้
*****
🌱 ประการที่ 2 "ลำดับขั้นพัฒนาการ"
มาจากค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่
ลำดับขั้นพัฒนาการมีไว้เพื่อให้เราทราบว่า
ลูกของเราอยู่ในจุดไหนของขั้นพัฒนาการ
ดังนั้นการที่ลูกไม่ตรงตามเกณฑ์
ไม่ได้หมายความว่า "ลูกไม่สามารถพัฒนาได้"
และลำดับขั้นพัฒนาการไม่ได้เป็นตัววัดว่า "เขาจะไม่มีความสุขในชีวิต"
อย่าให้ตัวเลขเป็นตัววัดคุณค่าในตัวเด็กและค่าความสุขของเรากับลูก
เมื่อเรารู้ว่าลูกเราอยู่ตรงจุดไหนของพัฒนาการ
ขอแค่มองว่า ลูกเราอยู่ตรงขั้นบันไดที่เท่าไหร่
แล้วดูว่าการที่ก้าวขึ้นไปที่ขั้นต่อไปต้องทำอะไรบ้าง
จากนั้นค่อยๆ สอนและพัฒนาเขาไปด้วยกัน
อย่านำขั้นบันไดนั้นมาบั่นทอนกำลังใจเรากับลูก
นอกจากนี้ความสุขของเด็กทุกคน
(ไม่ว่าจะพัฒนาการช้าหรือเร็ว)
คือการที่พ่อแม่รักเขา
มีเวลาและให้เขาได้เป็นเด็ก
อย่าบังคับให้เขาเรียนทุกอย่าง
เพื่อให้เขามีมากกว่าใคร
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ
(1) "พัฒนาให้ตรงตามวัย"
ให้เด็กๆ ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองตามวัย
กิจวัตร งานบ้าน และอื่นๆ
(2) "สอนวินัย"
เพราะเรียนเยอะ ไม่ได้การันตีคุณภาพ
แต่เด็กที่มีวันัย เขาจะพัฒนาและเติบโตต่อไปได้เอง

(3) ให้เขามี "เวลาเล่น"
นั่นคือสิ่งที่เด็กทุกคนควรได้รับ
*****
🌱 ประการที่ 3 ในวันที่ลูกได้รับคำวินิจฉัย
พ่อแม่และผู้ใหญ่อย่าหมดหวังในตัวเขา
ความเชื่อในตัวลูกของพ่อแม่มีผลต่อลูกมากกว่าคำวินิจฉัยมากนัก
ลูกของคุณแม่ท่านหนึ่งถูกวินิจฉัยว่าเป็น LD
(Learning Disorder: บกพร่องทางการเรียนรู้)
แต่แม่ท่านนี้บอกลูกว่า "ลูกแค่เข้าใจวิธีที่โรงเรียนสอนไม่ได้"
เธอสอนลูกด้วยวิธีที่ลูกสามารถเข้าใจได้
ทุกวันนี้ลูกของเธอกำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยในด้านที่เขาชอบแล้ว
"ได้โปรดอย่าหมดหวังในตัวเขา"
*****
🌱 ประการที่ 4 พัฒนาการที่ล้ำหน้าไม่สำคัญเท่ากับ
การมองเห็นคุณค่าในตัวเองและตัวผู้อื่น
เด็กที่เก่ง ที่มีพัฒนาการไวกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน
นอกจากความยินดีที่มีต่อตัวเขาแล้ว
ความรัก และความเมตตา คือสิ่งที่เราควรสอนเขา
ทุกวันนี้สังคมต้องการคนเก่งที่แบ่งปันสิ่งที่เขารู้ให้กับผู้อื่นบ้าง
ที่สำคัญคนเก่งที่มีความสุขสำคัญกว่าคนเก่งที่สุดที่ไม่มีความสุข
*****
🌱 ประการที่ 5 บกพร่องทางการเรียนรู้
หรือ ขาดเรื่องบางเรื่องไป
ไม่ได้แปลว่าชีวิตเขาบกพร่อง
ขอให้พ่อแม่และผู้ใหญ่มองเห็นจุดดีของเด็กๆ และ
ช่วยพัฒนาในส่วนที่เขามี เราพัฒนาให้สุด
ส่วนที่บกพร่องก็เช่นกัน เราพัฒนาต่อไป
เพราะเด็กบางคนไม่ได้เก่งวิชาการ
แต่เขาอาจจะเก่งบางเรื่องมากกว่าเด็กคนอื่นเสียอีก
อย่าลดคุณค่าในตัวเขาด้วยการเปรียบเทียบเขาจากเรื่องๆ เดียว
ปลาบางตัวว่ายน้ำในบ่อบางบ่อไม่ได้ดี
แต่น้ำบ่ออื่นอาจจะเหมาะกับปลาตัวนั้น
สิ่งสำคัญอย่าทำลายความมั่นใจในตัวเขา
เพราะ ถ้าหากทำลายสิ่งนี้ไปแล้ว
ต่อให้เปลี่ยนบ่อ ก็อาจจะไม่ยอมว่ายอีกเลย
*****
🌱 ประการที่ 6 ข้อนี้สำคัญมาก
"พ่อแม่" คือรากฐานทางใจของเด็กทุกคน
พ่อแม่และผู้ใหญ่มอบความรัก
ผ่านการให้เวลาคุณภาพ
ให้การสอนสั่ง
ให้ความเชื่อมั่น
คือสิ่งที่ทำให้เด็กทุกคน
ไม่ว่าจะมีพัฒนาการช้าหรือเร็ว
เติบโตได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อลูกวางใจในตัวพ่อแม่
และรู้ว่าพ่อแม่เชื่อมั่นในตัวเขา
เขาจะวางใจต่อสภาพแวดล้อม
และกล้าออกไปเรียนรู้ด้วยจังหวะชีวิตของตัวเอง
วันใดที่เขาล้ม เขาจะหันกลับมามองเรา
เพื่อลุกขึ้นยืน และก้าวต่อไป
**********
สุดท้ายในวันที่เราเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ใช่ว่าคนที่เดินเร็วกว่าจะมีความสุขและประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะตัวชี้วัดที่แท้จริงไม่ได้มากจากค่าเฉลี่ยอีกต่อไป
"ตัวเราเอง" ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดความสุข
และความสำเร็จของตัวเราเอง
ดังนั้นอย่าเปรียบเทียบตัวเราหรือลูกกับใคร
เด็กทุกคนมีจังหวะในการก้าวเดินของตัวเอง
ถึงจะช้าไปบ้าง หรือ เร็วไปบ้าง
แต่ผู้ใหญ่มีหน้าที่เชื่อมั่นใจตัวเขาต่อไป
ได้โปรดอย่าหมดหวังในตัวเขา
หากผิดพลาดไปแล้ว หรือ ยังไม่ได้เริ่มก้าวเท้าไปไหน
ต่อจากนี้ก้าวใหม่ไปพร้อมกันกับลูก
กอดเขาและจับมือเขาให้แน่นๆ
บอกกันและกันว่า "เราทำได้"
และ "เราจะทำไปด้วยกัน"
เพราะความเชื่อมั่นของพ่อแม่มีผลกับลูกเหนือสิ่งอื่นใด
"พ่อแม่จะเติบโตไปพร้อมกับลูก"
🌳
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/p/1FTtEitGp6/
07/01/2026

https://www.facebook.com/share/p/1FTtEitGp6/

✍🏻บันทึกระหว่างทาง:
ขณะเลือกซื้อของสดในห้าง
ก็ได้ยินเสียงเล็กๆ จากข้างหลัง
"ขอโทษครับ ขอหยิบเนื้อหน่อยครับ"
เด็กชายตัวน้อยขอทางมาหยิบแพ็คเนื้อวัวใส่ตะกร้าใบใหญ่
"แม่ครับเอา 4 แพ็คใช่ไหมครับ"
เด็กชายหันไปถามแม่ที่เดินตามมาทีหลัง
"ใช่ครับ หยิบได้ไหม"
แม่ของเด็กชายมองห่างๆ
"ได้ครับ"
เด็กชายจัดเรียงแพ็คเนื้อทั้ง 4 ลงในตระกร้า
"ถือตามแม่มาไหวนะ"
แม่มองเด็กชายอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข็นรถนำไปที่จุดจ่ายเงิน
"ไหวครับ"
มือเล็กๆ กำแน่นที่หูหิ้ว แล้วเดินตามแม่ไป
แม่ชมเด็กชายเมื่อเดินมาถึงว่า
"ลูกใจดีจัง วันนี้ช่วยแม่ได้เยอะเลย ขอบคุณครับ"
ภาพตรงหน้าที่เห็นเด็กชายที่ช่วยแม่อย่างแข็งขัน
แม้ขนาดตัวนั้นไม่ได้ใหญ่ไปกว่าตระกร้า
แต่หัวใจของเด็กชายใหญ่กว่าตัวของเขานัก
เห็นแล้วก็รู้สึกใจฟูไปกับคุณแม่ของเด็กชาย
เด็กอยากช่วย
เมื่อผู้ใหญ่เปิดโอกาสให้ทำ
คุณค่าภายในและหัวใจของเขาจึงเติบโต
**********
❤️🌱
"ความใจดี มีเมตตา"
สิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กๆ เติบโต
ความใจดีของเด็กๆ
เริ่มจาก "อยากทำ" และ "อยากช่วย"
เด็กๆ ทำสิ่งเล็กๆ ด้วยตัวเอง
บางสิ่งที่ธรรมดาๆ
หรือ
บางสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำอาจจะง่ายกว่าและเร็วกว่า
แต่เด็กๆ ต้องใช้ความพยายามและความอดทน
เมื่อเด็กๆ ทำได้สำเร็จ
คุณค่าภายในตัวเขาแผ่ขยายสู่ภายนอก
เด็กๆ รู้สึกภูมิใจในตัวเอง
ที่ได้ทำสิ่งที่มีเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น
พวกเขาได้รับรู้การเป็นส่วนหนึ่ง
ในครอบครัวและในสังคมนั้นๆ
ในขณะเดียวกัน
การได้ช่วยเหลือคนอื่น
ทำให้เด็กๆ เรียนรู้ "การใจดี มีเมตตา"
การใจดีทำให้เด็กๆ
อ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ทั้งนี้การใจดีของเด็กๆ ต้องไม่ทำให้ตัวเองหรือใครเดือดร้อน
เด็กๆ ที่เติบโตเป็นคนที่ใจดีมีเมตตา
พวกเขาจะสามารถพัฒนาการใจดีต่อตัวเอง
พวกเขารักตัวเองเป็น
ซึ่งนำไปสู่การรักผู้อื่นเป็น
❤️🌳
"ขอผู้ใหญ่เชื่อมั่น และให้เด็กๆ ช่วย"
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

30/12/2025
https://www.facebook.com/share/p/1Gi27Puptr/
26/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1Gi27Puptr/

เวลาที่เกิดอารมณ์โกรธ พ่อแม่มักหลุดคำพูดบางอย่าง ที่จริงๆ แล้วก็อาจไม่ได้ตั้งใจ แต่มันเกิดขึ้นเพราะความโกรธ โดยเฉพาะคำพูดประชดประชัน

ขึ้นชื่อว่าคำพูดเมื่อหลุดปากออกไปแล้วไม่สามารถกลับคำได้ บางครั้งก็สร้างบาดแผลและกลายเป็นเรื่องบานปลายทะเลาะเบาะแว้งที่ รุนแรงมากขึ้น

แล้วคำพูดประชดประชันไม่ดีอย่างไร หมออยากจะเล่าอะไรให้ฟัง

พอจะคุ้นๆ กันไหม กับคำพูดประมาณนี้...

"สอบได้คะแนนเท่านี้ ไม่ต้องรงไม่ต้องเรียนมันแล้ว พรุ่งนี้จะพาไปลาออก"

"ทำไมบอกแล้วไม่จำ แม่เบื่อจะแย่แล้ว ยกให้เป็นลูกคนอื่นดีมั้ย"

"ถ้ารู้แบบนี้นะ พ่อกับแม่อยู่กันสองคนไม่ต้องมีลูกก็คงสบายกว่า"

"ไม่ต้องมาเป็นพ่อเป็นลูกกันดีมั้ย ต่างคนต่างอยู่"


คำพูดประชดประชันแบบนี้ มักหลุดออกมาเวลาที่เราโกรธ โมโห

ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ใครก็ตาม เจอคำพูดประชดแดกดัน คงไม่มีใครชอบ

ยิ่งเป็นคำพูดจากคนที่รัก นอกจากไม่ชอบก็ทำให้เสียความรู้สึก

ลองคิดถึงตัวเอง ถ้าเราไม่ชอบ คนอื่นก็คงไม่แตกต่าง เพราะงั้น ก็ไม่ควรไปพูดกับใคร ถึงแม้จะโกรธ พูดไปแล้วอาจจะได้ระบายความโกรธ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มักจะทำให้รู้สึกไม่ดีมากขึ้น

ยิ่งเป็นพ่อแม่ ยิ่งไม่ควรใช้คำพูดแบบนี้กับลูก

เพราะอะไร

พ่อแม่บางคน บอกหมอว่า คิดว่าคำพูดแรงๆ จะทำให้ลูกเข็ดหลาบ ทำให้จำไม่ลืม และทำตัวดีขึ้น

เป็นแบบนั้นจริงไหม

อาจจะจริงที่ทำให้เด็กจำไม่ลืม(เพราะส่วนใหญ่ เหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกแย่ๆจากคนที่เรารัก มักจะลืมได้ยาก) แม้จะไม่ลืม แต่อาจจะไม่ได้ทำให้ทำตัวดีขึ้น หมอพบว่า เด็กๆส่วนใหญ่ที่พ่อแม่ชอบใช้คำพูดแนวประชดประชัน เมื่อได้ยินก็จะเสียใจ น้อยใจ กลายเป็น โกรธ ไม่เข้าใจความต้องการจริงๆของพ่อแม่ รับรู้แต่การประชด เด็กๆคิดไม่ทันหรอกว่า พ่อแม่เป็นห่วง ถึงพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่เด็กจะประชดตอบ ต่อต้านมากขึ้น

ถ้าสมมติว่า เป็นห่วงที่ลูกสอบได้คะแนนไม่ดี อยากให้ลูกปรับปรุง

แทนที่จะพูดว่า "สอบได้แค่นี้ ไม่ต้องรงไม่ต้องเรียนมันแล้ว พรุ่งนี้จะพาไปลาออก"

ซึ่งอาจจะทำให้ลูกตอบโต้ว่า "เออดี ลาออกก็ดี หนูก็ไม่อยากเรียนมันแล้ว"

หมอคิดว่าพ่อแม่ก็คงไม่อยากให้ลูกบอกแบบนั้น

การพูดตรงๆกับลูกว่า "แม่ไม่สบายใจที่เห็นลูกสอบได้คะแนนไม่ดี แม่เป็นห่วง แม่อยากให้หนูตั้งใจเรียน อ่านหนังสือมากขึ้น" แบบนี้น่าจะสร้างความเข้าใจร่วมกันมากกว่า

เปลี่ยนคำพูดสักนิด อะไรๆน่าจะราบรื่น คุยกันอย่างเข้าใจมากขึ้น ลองดูนะคะ

#หมอมินบานเย็น

https://www.facebook.com/share/p/17MzGtskFp/
22/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/17MzGtskFp/

"เด็กจะเติบโต เมื่อเขาลงมือทำมากที่สุด"
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ
- กินข้าวเอง
- อาบน้ำเอง
- ใส่เสื้อผ้าเอง
- ใส่รองเท้าเอง
- ถือของเอง
ไปจนถึงเรื่องที่ยากขึ้น
- ช่วยทำงานบ้าน
- สั่งอาหารเอง
- ไปซื้อของเอง
- ทำการบ้านเอง
ขอแค่โอกาสให้ลูกทำด้วยตัวเองก่อน
แต่สิ่งนั้นต้องไม่ผิดกฎ 3 ข้อ ได้แก่
1. ไม่ทำร้ายตัวเอง
2. ไม่ทำร้ายผู้อื่น
3. ไม่ทำลายข้าวของ
สิ่งไหนทำได้เอง ให้ลูกทำเอง
สิ่งไหนทำไม่ได้ เราสอนและให้เขาทำไปกับเรา
สิ่งไหนทำไม่ดี เราสอนให้เขาแก้ไขและทำใหม่
ถ้ายังไม่มั่นใจที่จะทำ เราพาทำ เคียงข้าง จนลูกมั่นใจ เราจึงปล่อยมือ
เราสอนผ่านการ...
ขั้นที่ 1 "ทำให้ดู"
เด็กซึมซับตัวอย่างจากเรา
ขั้นที่ 2 "พาเขาทำ จับมือทำ"
เพื่อให้เขาจดจำการเคลื่อนไหวและน้ำหนักมือ
ขั้นที่ 3 "ทำด้วยกัน"
เพื่อเคียงข้าง ให้มั่นใจ
ขั้นที่ 4 "ให้เขาทำเอง"
เราเฝ้าดู ให้อุ่นใจ
ขั้นที่ 5 "ทำเองได้ แม้ไม่มีเรา"
นั่นคือเป้าหมายสูงสุด
**********
ในวันที่ลูกไม่อยากทำเอง
แต่เรายังยืนหยัดไม่ใจอ่อน
เราสามารถเจอครึ่งทาง
-ย่อยงานให้ง่ายขึ้น
- สอนเขาทีละขั้น
เคียงข้าง แต่ไม่ทำให้
"วินัยจึงเกิดขึ้น เมื่อเราอดทน"
- ทำซ้ำๆ ทำสม่ำเสมอ
- ไม่ว่าจะชอบ ไม่ชอบ
- สนุก ไม่สนุก
- เบื่อแสนเบื่อ
- แต่เราจะทำไปกับลูก
เมื่อเกิดเป็นวินัย
อารมณ์ของลูกจะลดลง
การต่อต้านจะน้อยลง
และเรื่องที่เคยยากก็จะค่อยๆ ง่ายขึ้น
ไม่ใช่เพราะลูกชอบทำสิ่งเหล่านั้นเอง
แต่เพราะเขามั่นใจว่าเขาทำได้
และเขาทำมามากพอจนกลายเป็นประสบกาณณ์ในตัวเขา
เด็กแต่ละคนเรียนรู้ช้าเร็วต่างกัน
แต่เด็กทุกคนเรียนรู้และทำได้
หากได้รับโอกาสมากพอ
**********
อนาคต...
แม้ไม่มีเราอยู่ตรงนั้นกับเขาแล้ว
ลูกจะใช้ชีวิตต่อไปได้ด้วยตัวเองได้
ในวันที่ลูกโตพอ
สิ่งสุดท้ายที่เราทำคือ "กล้าปล่อยมือ"
อ่านบทความ "5 ข้อที่พ่อแม่ควรทำเพื่อให้ลูกเติบโตและมีวุฒิภาวะตามวัย" https://kids.thaipbs.or.th/contents/68e5e55c082d9cedd3629de6?utm_source=thaip.bs&utm_medium=urlshortener
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/1AH3i61MjC/
19/12/2025

https://www.facebook.com/share/1AH3i61MjC/

ช่วงที่ผ่านมามีคุณพ่อคุณแม่มาปรึกษาหมอด้วยปัญหานี้พอสมควร ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เช่น ปัญหาการเรียน สติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ ปัญหาทักษะทางสังคม ภาวะออทิสติก ฯลฯ

วันนี้เลยอยากเขียนบทความที่พูดถึงในเรื่องนี้ค่ะ


แนวทางการแก้ไขปัญหาเด็กถูกกีดกันออกจากกลุ่ม ทำอย่างไรดี? (สำหรับครูและพ่อแม่)

1. สร้างความเข้าใจเรื่อง “ความหลากหลายของเด็ก”

เด็กแต่ละคนมีบุคลิก ความสามารถ และทักษะทางสังคมไม่เหมือนกัน ครูและพ่อแม่ควรเข้าใจว่า เด็กบางคนเข้าหากลุ่มยาก หรือไม่กล้าแสดงออก

2. สังเกตพฤติกรรมเด็กในห้องเรียน/ที่บ้าน

ครูควรหมั่นสังเกตว่าเด็กคนไหนมักถูกเพื่อนกีดกัน/หมางเมิน หรือไม่มีใครเลือกเข้ากลุ่ม พ่อแม่ควรถามลูกเป็นระยะๆ ว่า รู้สึกอย่างไรกับการทำงานกลุ่ม มีเพื่อนทำงานด้วยกันไหม

3.ใช้ระบบ “สุ่ม” หรือ “หมุนเวียนกลุ่ม” ในห้องเรียน

ให้โอกาสเด็กได้ทำงานกับเพื่อนหลากหลายคน

4.ส่งเสริมทักษะทางสังคมและความเข้าใจผู้อื่น

จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม/สร้างTeamwork ที่ฝึก empathy

5. เปิดพื้นที่ให้เด็ก “ระบายความรู้สึก”

เด็กที่ถูกกีดกันออกอาจไม่กล้าบอก
ครูอาจมีกล่องรับฟังความเห็น หรือเปิดโอกาสพูดคุยส่วนตัว

6. สร้างบรรยากาศ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการไม่แบ่งแยก ไม่กีดกัน ยกย่องเด็กที่มีน้ำใจในการชวนเพื่อนเข้ากลุ่ม

7. พ่อแม่สอนทักษะเข้าสังคมที่บ้าน

ฝึกให้ลูกกล้าพูด กล้าชวนเพื่อน และรู้วิธีรับมือเมื่อรู้สึกโดนปฏิเสธ ให้ลูกเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่โรงเรียนเพื่อสังเกตความรู้สึกของเขา

8. ครูช่วยจับคู่หรือมอบหมาย “Buddy”

หากเด็กบางคนถูกรังเกียจหรือไม่มีเพื่อนเลย ครูอาจช่วยจับคู่กับเพื่อนที่เข้าใจ มีความเป็นผู้ใหญ่ เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี

9. เด็กบางคนอาจต้องได้รับการช่วยเหลือ

เด็กที่ถูกกีดกันอาจมีปัญหาทางอารมณ์พฤติกรรมบางอย่างที่ต้องการการแก้ไข ช่วยเหลือ เช่น ปัญหาการเรียน สมาธิสั้น ก็ควรแนะนำไปพบผู้เชี่ยวชาญ


หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์นะคะ

#หมอมินบานเย็น

https://www.facebook.com/share/1Ckwoxk3Rb/
14/12/2025

https://www.facebook.com/share/1Ckwoxk3Rb/

"กาลเทศะ"
วินัยทางสังคมที่ทำให้
สังคมอยู่ร่วมกันได้
ด้วยความเคารพ
และความเข้าใจกัน
🌱
หากผู้ใหญ่ไม่ยอมเปลี่ยน
และไม่เริ่มทำตั้งแต่วันนี้...
วันที่เด็กน้อยเรียนรู้ได้ดีที่สุด
คงยากที่จะเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในสังคม
**********
"3 มารยาทสำคัญ"
ที่ควรสอนเด็กๆ
ก่อนก้าวออกจากบ้าน
เพื่อให้เด็กเรียนรู้
"กาลเทศะ"
❤️(1) สอนการเคารพตัวเองและผู้อื่น
ผ่าน "กฎเหล็ก 3 ข้อ"
ได้แก่
1. "ไม่ทำร้ายตัวเอง"
และไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
เช่น
-ไม่ยอมนั่งที่ตัวเอง
(Car seat หรือ ไม่คาดเข็มขัด)
-วิ่งขณะถืออาหารร้อน
-เดินไปไหนเองโดยไม่บอกผู้ใหญ่
2. "ไม่ทำร้ายคนอื่น"
และไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เช่น
-ส่งเสียงดัง*
-วิ่งเล่นในร้าน
3. "ไม่ทำลายข้าวของ"
รวมถึงการไม่หยิบของคนอื่น
โดยไม่ขออนุญาตก่อนและ
การใช้ของผิดประเภท
เช่น
-ปีนเก้าอี้/โต๊ะอาหาร
-แกะขนมกินก่อนจ่ายเงิน
หากเด็กๆ ทำผิดกฎ 3 ข้อนี้
ผู้ใหญ่จำเป็นเข้าไปแทรกแซง
และสอนทันที
ถ้าเด็กไม่หยุด
เข้าไปจับตัว จับมือ
พาออกมาสอนก่อน
ถ้าสอนแล้วเข้าใจ
ยอมรับกติกาและ
พร้อมทำตามข้อตกลง
ค่อยพากลับเข้าไปได้
ที่สำคัญถ้าทำผิด
ต้องเข้าไปรับผิดชอบด้วย
"ขอโทษ" พร้อมเรา
"เก็บกวาด" ในสิ่งที่ทำเลอะ
และอื่นๆ ที่ควรทำเพื่อสอน
ให้เด็กๆ รู้ว่าเราไม่ปล่อยปละ
และรับผิดชอบต่อการกระทำเสมอ
ถ้าอาละวาดไม่ฟัง
ทางเลือกคือ "การกลับบ้าน" ทันที
👂🏻*นอกจากนี้ "การใช้เสียง"
-ไม่ควรเปิดเสียงจากลำโพงรบกวนผู้อื่น 🔇
ถ้าจำเป็นควรใช้หูฟังเท่านั้น
แต่สำหรับเด็กๆ แล้วไม่จำเป็นเลย
เพราะเขาควรใช้โอกาสนี้ที่ออกจากบ้าน
นั่งคุยกับเรา ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
-ไม่ควรส่งเสียงดัง 🗣️
กรี๊ด ตะโกน ร้องเพลง และอื่นๆ
ในโรงหนัง ในร้านอาหาร ในคาเฟ่
แต่ควรพูดคุยด้วยระดับเสียงปกติ
เพราะพื้นที่ส่วนรวม
เราควรเคารพกันและกัน
เด็กๆ อาจจะไม่รู้ว่า
ตัวเองเสียงดังเกินไป
เราสอนระดับเสียงให้ลูกได้
ผ่านการสอนในบทความนี้
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=557355698390522&id=199345480858214&set=a.199391690853593&locale=th_TH
*****
❤️(2) สอนการอดทนรอคอย
การเตรียมความพร้อมสำคัญ
เด็กๆ เรียนรู้การรอคอยจาก
"การช่วยเหลือตัวเอง" ก่อน
"การช่วยเหลือตัวเอง"
ช่วยสอนให้เด็กพยายาม
และฝึกแก้ปัญหาตามวัย
ด้วยตัวเอง เพื่อตัวเอง
เช่น
-กินอาหารเอง
เขาต้องเป่าอาหารร้อนๆ ให้เย็น
-ใส่เสื้อผ้าเอง
เขาต้องค่อยๆ ติดกระดุมทีละเม็ดจนครบ
จากการช่วยเหลือตัวเองเรื่องง่ายๆ
ที่ตัวเองเป็นฝ่ายควบคุมเวลา
ค่อยๆ กระเถิบไปสู่การเข้าใจคนอื่น
รอคอยคนในบ้าน
เช่น
-รออาหารที่แม่ทำให้
-รอพ่อแม่เข้าห้องน้ำ
ขั้นสุดท้ายจึงนำไปสู่การรอคอยคนอื่น
ที่เขาไม่สามารถควบคุมเวลา
หรือควบคุมใครได้
ดังนั้นทางบ้านตกลงกับเด็กๆ
ก่อนออกจากบ้านเสมอว่า...
-ถ้ามีคิว เราต้องรอคิว
-ทุกคนเข้าแถว เราต้องเข้าแถว
-ถ้าอยากกิน ต้องรอได้
ที่สำคัญในกรณี "เข้าห้องน้ำ"
ให้เด็กๆ เข้าก่อนออกจากบ้าน
และเมื่อถึงที่หมายให้ไปเข้าก่อนทันที
ไม่ต้องรอจวนเจียน
เราสอนให้เด็กๆ บอกก่อนจะปวดสุดๆ ได้
แต่เด็กๆ ต้องเจอประสบการณ์มากพอ
จึงจะเข้าใจว่าควรกะเวลาบอกเราเมื่อไหร่
⏳ "ระหว่างรอ"
เด็กๆ สามารถหาอะไรทำแก้เบื่อ
ที่ไม่เป็นการรบกวนผู้อื่นได้
(Self entertaining)
เช่น
-วาดรูป
-อ่านหนังสือนิทาน
-คุยกับพ่อแม่
-สังเกตสิ่งรอบตัว
ซึ่งเด็กวัยต่างๆ จะรอคอยได้ต่างกัน
👶🏻 เด็กอายุ 3-5 ปี
รอได้ประมาณ 5-15 นาที
👦🏻 เด็กอายุ 6-8 ปี
รอได้ประมาณ 15-20 นาที
ทั้งนี้เด็กๆ จะรอคอยได้มาก-น้อย
ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนจากที่บ้าน
และประสบการณ์ที่จะเพิ่มขึ้น
เมื่อได้เจอการรอบ่อยขึ้น
ถ้าเด็กๆ รอไม่ได้
"ร้องไห้งอแง"
"อาละวาด"
"ป่วนคนอื่น"
ให้เราพาเขาออกมาเดินเล่น
แต่ถ้ายังอาละวาดหนัก
"ทิ้งตัว"
ให้เราอุ้มพาออกมาก่อน
หาที่ปลอดภัย โล่งกว้าง
และไม่รบกวนคนอื่น
⏳ "รอสงบ"
แล้วคุยกับเขา
แต่ถ้าไม่ยอม
ให้เราเลือก
"พากลับบ้าน"
เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า
เขาทำแบบนั้นไม่ได้
และเราไม่ยอมให้ทำแบบนั้น
*มารยาทระหว่างรออาหาร
หรือรอพ่อแม่กินอิ่ม
การกินที่ดี เริ่มต้นที่บ้าน
สอนเด็กๆ กินด้วยตัวเอง
ทุกคนกินด้วยกัน
- ไม่มีหน้าจอ
- ไม่มีของเล่น
⏳ เริ่มจาก 20-30 นาที
อิ่มแล้วค่อยลุก
ลุกแล้ว ยังไม่อิ่ม
ให้รอมื้อถัดไป
🫳🏻🍚
ถ้าเล่นอาหาร
ขยำเล่น แต่ไม่กิน
เทน้ำเล่น แต่ไม่ดื่ม
ให้เตือนก่อน "ไม่เล่นของกิน"
ถ้าเตือนไม่หยุด จับมือหยุดทันที
และนำอาหารออกจากตรงนั้น
หรือ พาเด็กๆ ออกจากตรงนั้น
เด็กเริ่มโตสื่อสารได้ให้ช่วยเก็บกวาด
และสอนเขาว่า "เราไม่เล่นของกิน
ถ้าอยากเล่นทำอาหาร
ครั้งหน้ามาทำด้วยกันที่บ้าน"
*****
❤️(3) สอนการทักทายและสื่อสารกับผู้อื่น
🙏🏻"สวัสดี"
เมื่อเจอใครๆ
เริ่มต้นจากเราทำให้ดู
พาเขาทำ จับมือ พูด "สวัสดี"
เราสามารถเล่นบทบาทสมมติ
และสอนเขาสวัสดีตุ๊กตา
และคนในบ้านก่อนได้
เมื่อทำทุกวัน ทำจนคุ้นเคย
เด็กๆ จะทำได้อย่างไม่เก้อเขิน
การสวัสดี
ทำให้เกิดบทสนทนาทต่อๆ ไป
การถาม-ตอบ
และการขอความช่วยเหลือ
เมื่อจำเป็นจะทำได้ง่ายขึ้น
🙏🏻"ขอบคุณ"
ทุกครั้งที่มีให้ทำอะไรให้
และทุกครั้งที่มีคนชื่นชม
พ่อแม่ "ขอบคุณ" เมื่อเขาทำอะไรให้เรา
เพื่อให้เด็กรู้ว่าการขอบคุณทำได้กับทุกคน
เมื่อเด็กอยู่นอกบ้าน
มีคนให้ของเขา
สอนเขาให้ขอบคุณได้ทันที
โดยเราพูดไปกับเขาด้วย
เมื่อเด็กๆ เริ่มมั่นใจ
เราค่อยๆ ลดการช่วยเหลือ
โดยให้เด็กๆ พูดเองได้เลย
🙏🏻"ขอโทษ"
เมื่อทำผิด หรือ
ทำไม่เหมาะสม
คำนี้พูดยากกว่าสองสิ่งแรก
เพราะเด็กต้องยอมรับว่าตัวเองทำผิด
คนที่บ้านต้อง "ขอโทษ" กันได้
เพื่อให้เด็กๆ รู้ว่าการขอโทษเป็นสิ่งจำเป็น
และควรทำ เพราะเราให้ความสำคัญ
ถ้าเด็กทำผิดไม่กล้าขอโทษ
ให้เราทำไปพร้อมเขา
และเขาพูดไปกับเรา
ถ้าเด็กทำผิดแต่ไม่อยากขอโทษ
ให้เขารู้ว่า "เรารอได้"
เขาควรขอโทษก่อนไปทำอย่างอื่น
ถ้าเด็กโกรธไม่พร้อมขอโทษ
⏳ "รอสงบ"
แต่ "ไม่ปล่อยให้ไปไหนก่อน"
มาขอโทษไปด้วยกัน
จับมือ พูดขอโทษแทนลูกก่อน
กลับบ้านไป เราสอนเขาอีกครั้ง
เราปลูกฝังความคิดให้เด็กๆ ว่า
"ขั้นแรกของการทำให้ถูกต้อง
คือการยอมรับผิดได้
การขอโทษคือความกล้าหาญ"
"การขอโทษ" ก่อน
ไม่ได้แปลว่าเราเป็นฝ่ายแพ้
เป็นฝ่ายที่อ่อนแอ
กลับตรงกันข้าม
เราต่างหากที่เข้มแข็ง
เพราะอยากทำในสิ่งที่ถูกต้อง
เรายืนหยัดเพื่อคุณค่าในตัวเราได้
การขอโทษใช้เวลาสอนยาวนาน
แต่ถ้าสอนตั้งแต่เล็กๆ
เด็กๆ จะค่อยๆ เรียนรู้
และทำได้ง่ายขึ้น
หัวใจสำคัญคือคนที่บ้าน
"ขอโทษ" กันได้เมื่อทำผิดต่อกัน
เมื่อขอโทษแล้ว
ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำด้วย
เก็บกวาดสิ่งต่างๆ ที่เราทำ
ชดเชยความรู้สึกของอีกฝ่าย
ด้วยการช่วยงาน
ทำสิ่งดีๆ ให้
**********
❤️"ใจดี แต่ไม่ใจอ่อน"
วันนี้ที่ลูกงอแง
เราพากลับบ้าน
แม้ลูกจะไม่พอใจ
แต่ลูกได้เรียนรู้
และเรียนรู้จากเรา
ไม่ใช่จากใครอื่น
ความหวังดีที่แท้จริง
และความใจดี
ไม่เท่ากับตามใจลูก
และปล่อยให้เขาได้
ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
แต่คือการสอน
ให้เขาเคารพตัวเอง
และผู้อื่นอย่างอย่างเหมาะสม
**********
❤️"ลูกจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
เมื่อเขาเคารพตัวเอง
และเคารพผู้อื่น"
การสอนเรื่อง "กาลเทศะ"
จึงเป็นมากกว่าการสอน
"มารยาททางสังคม"
แต่เป็นการสอนให้เด็กคนหนึ่ง
เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มี
"วินัยทางสังคม"
- มีความรับผิดชอบ
ต่อตนเองและผู้อื่น
- เป็นที่ยอมรับของสังคม
- มองเห็นคุณค่าและ
ยอมรับตนเองได้ด้วย
คนรอบตัวเด็กคือหัวใจสำคัญ
ในการสอนเรื่องนี้ให้กับเขา
เพราะ "กาลเทศะ"
เป็นทักษะทางสังคมอย่างหนึ่ง
ดังนั้นเด็กๆ จำเป็นต้องเรียนรู้
คนใกล้ชิด พ่อแม่
และผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก
ทั้งนี้ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาแล้วรู้ว่า
เวลาไหนควรทำอะไร
และอะไรควรไม่ควร
เขาเรียนรู้จากการสภาพแวดล้อม
และการสอนอย่างสม่ำเสมอ
จากพ่อแม่และผู้ใหญ่รอบตัวเขานั่นเอง
ด้วยรักจากใจ
เม
เพจตามใจนักจิตวิทยา

https://www.facebook.com/share/p/1DEQ2NCosx/
07/12/2025

https://www.facebook.com/share/p/1DEQ2NCosx/

"ลูกไม่ฟังแม่เลย บอกอะไรก็ไม่ทำ เอาแค่ไอแพดออกจากมือยังไม่ยอมเลย ทำอย่างไรดีคะ" - คุณแม่ท่านหนึ่ง

ปัญหาเดิม คำถามเดิม แต่เปลี่ยนผู้ถามไปเรื่อย ๆ และเมื่อตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา หลายครั้งก็ถูกกรอกตาใส่ และเบะปากใส่ (แม้สวมแมสก์อยู่ก็ตาม แต่สัมผัสได้ถึงปากรูปสระอิในนั้น 555) เพราะพ่อหมอก็ตอบคำถามนี้เสมอว่า

"เบื้องต้น ... ก็แค่เอาไอแพดออกจากมือลูกให้ได้"

ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ... ประเด็นก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมากกว่าที่ พ่อแม่เองรับมือไม่ได้จึงไม่เอาหน้าจอออกจากมือลูก ทั้งเสียงกรีดร้อง ทั้งเสียงตัดพ้อ และแขนขาที่อาจขยับไปมารวดเร็วอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจของลูกน้อย ... เมื่อพ่อแม่รับมือไม่ได้ ทางเลือกของพ่อแม่ก็คือ ไม่เอาหน้าจอออกจากมือลูก ก็เท่านั้นเอง

แต่จงคิดให้ดีว่าถ้าแค่จัดการเรื่อง "หน้าจอ" ของลูกยังไม่ได้ ... อนาคตเรื่องที่ใหญ่กว่านี้คงยากที่จะให้เขาทำตาม ...

คำว่า "ปฏิบัติตาม" มิได้หมายความว่าแม่ต้องเป็น "พัศดี" คุม "นักโทษ" หรือ "หัวหน้าครูฝึกทหาร" คุม "ทหารใหม่" ที่จะสั่งซ่อม สั่งทำโทษให้เหนื่อยให้หลาบจำ หรือแย่กว่านั้นคือ "การตี" เพื่อลงโทษที่ไม่ทำตามเพื่อ "คุม" พฤติกรรมให้ทำตามด้วย "กลัว" หรือ "ทำไปทั้งที่ในใจต่อต้าน" แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการทำตามไปก่อน เพราะไม่มีทางเลือก ปีกยังไม่กล้า ขายังไม่แข็ง ประตูห้องยังปิดเองไม่ได้ ...

เหมือนที่พ่อหมอเคยเขียนไว้ในหนังสือ 'อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน' ว่า ... ความร่วมมือของลูก เริ่มต้นที่ "การสอน" ... สอนให้รู้ สอนให้ลงมือทำจริง ด้วยการพูดให้รู้ ดูที่ (พ่อแม่) ทำ และจับมือสอนให้ทำเป็น ... เรียงลำดับให้ชัดเจน

ในตอนแรก เราอาจจำเป็นต้องคุมด้วยมือของเราเอง (อ๊ะ อ๊ะ มิใช่การฟาดลูกนะ) คือ ปิด ดึงออก หยุดการใช้ด้วยตัวของเราก่อน โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เพราะเขายังไม่รู้คำว่า เวลา พอแล้ว และยังคุมตัวเองไม่ได้ดี ... แต่เมื่อเวลาผ่านไป กติกาชัดเจนขึ้น ลูกคุมตัวเองได้ดีขึ้น เราก็สามารถทำข้อตกลงได้ แล้วให้เขาหยุดด้วยตัวเอง ...

แน่นอนว่ามันจะมีการต่อรอง มีการขบถ มีการไม่ทำตามข้อตกลง ... เราให้ค่าที่การต่อรอง เพราะกล้าพูดก็น่าจะกล้าให้แต่ก็ต้องมีลิมิต เพราะบางที แหม อีก 3 นาทีจบตอน จะหยวนให้จบตอนก่อนก็คงไม่แย่อะไร ถ้าเราดูซีรี่เกาฯ อยู่แล้วอีก 3 นาที พระเอกจะจุ๊บแล้ว แม่ แต่มีคนมาปิดหน้าจอ อันนี้มีมวยนะ 555 ล้อเล่น ๆ (แต่ไม่ใช่เหลืออีก 15 นาทีจบ หรือ ครึ่ง ชม จบ อันนั้นก็ต้องปิดนะ)

อยากให้ลูกคุมตัวเองในการดูหน้าจอ ... เริ่มต้นที่ พ่อแม่ ... คุมตัวเองในการดูหน้าจอก่อน พูดให้รู้เงื่อนไขของแต่ละบ้าน เช่น "บนโต๊ะอาหารไม่มีการดูมือถือหรือไอแพดครับ" จบง่าย ๆ แบบนั้นตั้งแต่แรกเริ่มที่ลูกรู้จักไอแพด พ่อแม่ต้องทำด้วย และถ้าเขาไม่ทำ มันจะไปยากอะไร ... ไม่ต้องด่า ไม่ต้องทำโทษ แค่ไม่ให้ดูเพราะมันดูไม่ได้ ทุกคนในบ้านจะกินข้าว แค่นั้น ...

มันจะมีอีกหลายร้อยหลายพันเรื่องที่ลูกจะไม่เชื่อฟังและไม่ทำตามคุณตามมาอีกมากมาย ถ้าไม่ได้ตั้งแต่ตอนนี้ การเดินทางที่อีกยาวไกลนี้คงยากขึ้นทุกที ... และความร่วมมือไม่ได้เริ่มต้นที่การทำโทษ แต่มันเริ่มต้นที่ "กฎ" และ "ค่าของกฎ" ที่พ่อแม่ใช้ในครอบครัวนี้ มันไม่ต้องลงโทษหรือดุ ก็แค่ไม่ให้ทำตอนนี้ หรือทำอย่างมีขอบเขต ถ้าแค่นี้ยังสอนให้ลูกอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ ... ก็ไม่ต้องไปทำอะไรต่อแล้วจ้ะ ... คุณจะได้ลูกหูทวนลมเก่งขึ้น ๆ ในทุก ๆ วันที่เติบโตแน่นอน

นะน้องนะ

#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ

หนังสือเลี้ยงลูกเชิงบวก "อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน"
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/71368488

หนังสือ The Parent's Guide to The First Year เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ คู่มือที่พ่อแม่มือใหม่ควรได้อ่านเพื่อการเลี้ยงลูกที่ดีและชีวิตการเป็นพ่อแม่ที่ไม่เหนื่อยเกินไป
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/79401740

หนังสือ "เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก" ฉบับปรับปรุงใหม่
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/79401750

หนังสือ "สู่วิถีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่" Survival Guide to Breastfeeding
https://tamjaimorbooks.page365.net/products/79141903

สั่งหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพเด็กและการเลี้ยงลูกของหมอวินทั้ง 4 เล่ม
รวมถึง นิทานชุด ‘เด็กชายช่างสงสัย’ ได้ที่

อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
และ https://tamjaimorbooks.page365.net/

A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก * NEW ฉบับปรับปรุง 2568
(ปลูกฝังพฤติกรรมการกินที่ดี แก้ปัญหากินยาก)
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. The Parent's Guide to The First Year
เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ * NEW
D. สู่วิถีเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ฉบับชีวิตจริง * NEW
Survival Guide to Breastfeeding
E. นิทานชุด มิน เด็กชายช่างสงสัย (3 เล่ม - เสียงอะไรน่ะ, แปรงฟัน แปรงฟัน, ก็ผมไม่อยากนอนนี่นา)

29/11/2025

ในชีวิตจริงของเด็กคนหนึ่งที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่จะพบแต่เรื่องดีๆ แน่นอนต้องมีปัญหา อุปสรรคเข้ามา มีทั้งคนที่ประสงค์ดีหรือร้าย มากบ้างน้อยบ้าง

ผู้ใหญ่คงไม่สามารถปกป้องเด็กๆ ได้ตลอด สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เด็กรู้จักดูแลพึ่งพาตัวเอง และอยู่รอดได้

มี 2 ทักษะสำคัญที่อยากพูดถึงคือ 1. ทักษะความเข้มแข็งทางจิตใจ 2. ทักษะการแก้ไขปัญหา


1. ความเข้มแข็งทางจิตใจ

เป็นพื้นฐานสำคัญ เหมือนเสาเข็มของบ้าน ที่จะทำให้มนุษย์มีความเชื่อมั่น กล้าหาญ มุ่งมั่นที่จะฝ่าฟันปัญหา หรืออุปสรรคต่างๆ ที่เปรียบเหมือนพายุฝน หรือแผ่นดินไหวไปได้ ซึ่งสร้างและปลูกฝังได้โดย

1.1 ความรักความเอาใจใส่ที่ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดมีให้เด็ก ให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคุณค่า เป็นที่รัก

1.2 บ้านที่มีบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย จิตใจที่เข้มแข็งต้องมีพื้นฐานจากจิตใจที่รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน พ่อแม่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทะเลาะและขัดแย้งกันได้แต่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งทางคำพูดและทางกาย

1.3 การมีเวลาคุณภาพที่มีให้กันและกัน เวลาคุณภาพ คือเวลาที่พร้อมจะรับฟังเด็กและรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเด็ก เด็กเข้าใจว่าผู้ใหญ่พร้อมจะรับฟังและอยู่ตรงนี้เพื่อเขา ทำให้เด็กมีความรู้สึกไว้วางใจ เสริมสร้างความรู้สึกอบอุ่นมั่นคง

1.4 ปลูกฝังในเรื่องระเบียบวินัย ให้เด็กรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่ตามใจเด็กไปทุกเรื่อง

1.5 ให้รู้จักที่จะอดทนและรอคอยให้เป็น เด็กที่อยากได้ก็ได้มาตลอด ไม่เคยต้องรอคอยอะไร เด็กจะมีความอดทนทางอารมณ์ต่ำ ถ้ามีอะไรที่ขัดใจหรือไม่เป็นไปอย่างที่คิด เด็กจะหงุดหงิดไม่พอใจมาก บางคนก็ติดไปจนเป็นผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจ มีปัญหาเวลาอยู่กับคนรอบข้าง

1.6 ชมเชยให้กำลังใจอย่างเหมาะสม เวลาที่เด็กทำอะไรได้ การที่มีคนบอกว่าสิ่งที่เขาทำทำให้เกิดอะไรดีๆ เช่น "แม่ชื่นใจจังที่ลูกช่วยแม่เช็ดโต๊ทำให้แม่เหนื่อยน้อยลง" จะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ มีกำลังใจ และรู้สึกคุณค่าของตัวเอง

1.7 สอนให้เด็กรู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆนั้น เป็นเรื่องธรรมดา การรู้จักและรับรู้อารมณ์ความรู้สึกตัวเองเป็นเรื่องจำเป็น และเด็กควรต้องยอมรับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ว่าเป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติ ที่คนปกติอาจจะมีได้ ทั้งดีใจ โกรธ เสียใจ ผิดหวัง ฯลฯ เพราะเมื่อยอมรับได้ การจัดการอารมณ์ก็จะเป็นไปอย่างเหมาะสมมากขึ้น

1.8 การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกให้เหมาะสม เช่น เมื่อโกรธรับรู้ว่าตัวเองโกรธ โกรธมากเลยแต่ก็ไม่อาละวาด ก็ไปทำอะไรให้รู้สึกสบายใจขึ้น เช่น บ่นระบายให้แม่ฟัง เขียนลงสมุด วาดรูป ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรืออยากจะชกใครสักคน แต่ไม่ไปชกคน ไปชกกระสอบทรายแทน

1.9 ผู้ใหญ่ควรให้เด็กรู้จักความผิดหวังบ้าง เช่น เวลาที่อยากได้ของเล่น แต่พ่อแม่ไม่ซื้อให้เพราะไม่มีเหตุผลสมควร และควรให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดหวัง บางทีเด็กอาจจะมีน้ำตา ร้องไห้ พ่อแม่บางคนทนไม่ได้กับน้ำตาของเด็ก จึงไม่ยอมให้เด็กต้องผิดหวัง ทำให้ยอมไปหมด ทีหลังเด็กโดตขึ้นต้องผิดหวังเรื่องอื่นๆ ก็อาจจะรับได้ยาก

1.10 ให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบผลจากการกระทำ บางทีผู้ใหญ่เห็นเด็กทำผิดแต่ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือน เพราะเห็นใจและสงสาร จริงๆ แล้ว การให้อภัยสามารถทำควบคู่ไปกับการสอนให้เด็กได้เรียนรู้ได้ เช่น สมมติว่าเด็กคนหนึ่งโกรธพ่อและขว้างของเล่นพัง เด็กเข้ามาขอโทษ พ่อก็ควรชมเชยที่เด็กสำนึกผิด แต่หลังจากนั้น เด็กควรรับผิดชอบ ด้วยการเก็บกวาด และอาจจะต้องหักค่าขนมสมทบเป็นราคาของที่เสียหาย หรือทำงานบ้านชดเชย

1.11 ยอมรับในตัวตนและให้โอกาสเด็ก ตามข้อที่ผ่านมา เมื่อทำผิดก็ต้องให้เด็กได้เรียนรู้ แต่ผู้ใหญ่ก็ควรให้โอกาสเด็กแก้ตัว ปรับปรุง เด็กจะเข้าใจได้ว่า ทุกปัญหามีโอกาสและทางออก เช่นเดียวกับอุปสรรคที่เขาเจอในชีวิต

1.12 ผู้ใหญ่ต้องไม่ใช้คำพูดหรือการกระทำที่ทำลายคุณค่าในตัวตนของเด็ก เช่น คำพูดรุนแรงที่มาจากอารมณ์ เช่น ตีตรา ประชด เปรียบเทียบ ดูถูก การกระทำที่รุนแรง เช่น การทำโทษรุนแรง เช่น การตบตี หากทำต่อเนื่องนานๆ ไปเด็กจะรู้สึกสูญเสียคุณค่า รู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่ภาคภูมิใจในตัวเองได้


2. ทักษะการแก้ปัญหาอุปสรรคในชีวิต

2.1 เริ่มจากสร้างความเข้มแข็งทางใจด้วยการทำตามที่เขียนมาในข้อ1 ให้ครบก่อน

2.2 ให้เด็กช่วยเหลือและทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ใช่อ้างว่าเพราะความรักจึงช่วยเหลือเด็กไปหมดทุกเรื่อง การช่วยไปหมดทุกเรื่องจะทำให้เด็กติดสบาย ถ้าเป็นเด็กเล็กบางครั้งทำให้พัฒนาการล่าช้าได้ เพราะไม่เคยได้ฝึกฝน ส่วนเด็กโตก็จะมีแนวโน้มไม่มั่นใจในตัวเองเวลาต้องทำอะไรเอง เพราะติดว่ามีคนช่วยตลอด

2.3 เด็กที่ได้ลองทำเองและทำได้ เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ ภูมิใจว่าเขาก็ทำอะไรเองได้ เวลาที่เด็กทำเอง อาจจะลำบากกว่าผู้ใหญ่ทำให้บ้าง ช้ากว่าบ้าง แต่ก็ทำให้เด็กรู้จักเรียนรู้การพึ่งพาตัวเอง เวลามีปัญหา เพราะเรื่องจริงก็คือ ผู้ใหญ่คงช่วยเหลือแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ตลอดชีวิต

2.4 ลองให้คิดแก้ปัญหาเองในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อันตรายมากมาย ทักษะการแก้ปัญหา (Problem-solving skill) เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเอง

2.5 เวลาที่ให้เด็กฝึกแก้ปัญหาเล็กๆน้อยด้วยตัวเอง แม้จะทำได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ อย่างน้อยเขาก็ได้ลองทำ ทำให้มีประสบการณ์

2.6 พ่อแม่ควรชมเชยเขาที่แก้ปัญหาทำอะไรเอง โดยไม่ต้องมุ่งเน้นผลลัพธ์มาก ชมที่กระบวนการขั้นตอน เช่น “แม่เห็นเลยว่า หนูมีความพยายาม ตั้งใจ แม่ภูมิใจในตัวหนูนะลูก”


ทั้งนี้ผู้ใหญ่และพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กเรียนรู้ด้วย เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากการกระทำของผู้ใหญ่ที่เขารักและเคารพ ไม่ใช่จากคำพูดสอนว่าเขาต้องเป็นแบบไหนอย่างไร

หากพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจที่เข้มแข็ง พ่อแม่ก็ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นตัวอย่าง นั่นก็คือ เมื่อมีอุปสรรคต่างๆเข้ามาในชีวิต พ่อแม่สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม บางทีผลที่ออกมาอาจจะดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่พ่อแม่ก็ผ่านพ้นไปได้

ลูกก็จะเห็นและเรียนรู้ ในเวลาที่เขาต้องเจอกับเรื่องราวยากลำบาก เขาก็จะสามารถมีสติที่จะจัดการและพร้อมยอมรับผลที่ออกมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่เขาก็จะเข้าใจและยอมรับมันได้

สุดท้ายจิตใจที่เข้มแข็งและทักษะการจัดการปัญหาและอุปสรรคคงไม่สามารถสร้างได้ในวันสองวัน แต่ต้องใช้ความพยายามและตั้งใจ ความอดทนและเสียสละของพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด ค่อยๆสร้างตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ จึงจะได้ผลดี

#หมอมินบานเย็น

ที่อยู่

หมู่บ้านสินธานี3 ซอย 8/2
Chiang Rai
57000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 18:30
อังคาร 09:00 - 18:30
พุธ 09:00 - 18:30
ศุกร์ 09:00 - 18:30
เสาร์ 09:00 - 18:30
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66846479812

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Kids Can Do Chiang Raiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Kids Can Do Chiang Rai:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram