Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บ

Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจเลือดสมัครงาน ตรวจสารก่อภูมิแพ้ ตรวจสารบ่งบอกมะเร็ง

 #เวลคั่ม  #ทูซัมเมออออร์ #ต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังมา #ใครสายหวาน  #ใครสายมันส์  #ใครสายปาร์ตี้  #ใครสายไม่เคยตรวจอะไรเลย....
27/02/2026

#เวลคั่ม #ทูซัมเมออออร์
#ต้อนรับฤดูร้อนที่กำลังมา
#ใครสายหวาน #ใครสายมันส์ #ใครสายปาร์ตี้ #ใครสายไม่เคยตรวจอะไรเลย
... 🔥มาพบกัน กับโปรแกรมฤดูร้อน ☀️🌞...👫🧑‍🍼 โปรฮักครอบครัว ราคาเริ่มต้นที่ 399 บาท (สุขภาพทั่วไป 5 รายการ)( จากราคาปกติ 500 บาท)
...🩺📢โปรสุขภาพประจำปี (สามารถตรวจได้ทุกๆ 2-3 เดือน) ด้วยราคาสบายๆ เริ่มต้น 600 บาท (รายการตรวจ 9 อย่าง)(จากราคาปกติ 900 บาท)
...💞🔬 โปรสุขภาพชุดพิเศษ (สามารถตรวจได้ปีละครั้ง) ด้วยราคา คงเดิม 900 บาท (รายการตรวจ 12 อย่าง)(จากราคาปกติ 1,200 บาท)
.. 🌡️🤧โปรแกรมตรวจหาความจำเพาะต่อสารก่อภูมิเเพ้ จากราคาปกติ 3,300 บาท เฉพาะซัมเมอร์นี้ เพียง 2,999 บาท ( 40รายการ โดยตรวจจากเลือดเท่านั้น )🌟💥
..🎉🎉ตั้งเเต่วันนี้ ถึง 31 มีนาคม 2569🎉🎉
...🚨🚨พบกันที่ Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บ ถนนธนาลัย สวนตุงเเละโคมเชียงราย ถนนคนเดินเชียงราย🚨🚨
...🏥 🎊เปิดทำการ ทุกวัน 7.00-13.00 น.
... 📱📱โทรศัพท์ หรือเเอดไลน์สอบถามที่ เชียงรายเเล็บคลินิก โทรศัพท์ 053-740548, 099-2354114

27/02/2026

รู้ไหมครับว่าในร่างกายเรามีการอักเสบเรื้อรังอยู่ครับ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหลายโรค ทั้งเบาหวาน หัวใจ ไขมันสูง ไปจนถึง มะเร็ง หลายชนิด แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าความอักเสบเหล่านี้ค่อย ๆ สะสมจากพฤติกรรมเดิม ๆ ทุกวัน แบบไม่รู้ตัว วันนี้ผมเลยจะมาแนะนำ 5 เคล็ดลับ ลดอักเสบง่าย ๆ ที่ทำได้จริง ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาวครับ

1. เลือกกินอาหารลดอักเสบให้มากขึ้น
อาหารคือสิ่งที่ควบคุมการอักเสบได้ดีที่สุด ให้เน้นผักผลไม้สีเข้ม ปลา ชาเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี และสมุนไพรไทยอย่างขมิ้น กระเทียม ข่า ตะไคร้ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบลึกในระดับเซลล์ ลดโอกาสเกิด DNA เสียหาย ซึ่งเป็นต้นเหตุของมะเร็งหลายชนิด กินต่อเนื่องทุกวันช่วยลดความเสี่ยงระยะยาวได้จริงครับ
2. ลดน้ำตาล–ของทอด–อาหารแปรรูป
น้ำตาลสูง ๆ ของหวานทอด ๆ และอาหารแปรรูปเป็นตัวจุดไฟให้ร่างกายอักเสบเรื้อรังแบบเงียบ ๆ โดยเฉพาะน้ำมันที่ผ่านความร้อนซ้ำและเนื้อแปรรูป ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อมะเร็งลำไส้และมะเร็งตับ ควรลดให้เหลือน้อยที่สุด เลือกทำอาหารเอง ใช้น้ำมันใหม่ทุกครั้ง และเลี่ยงน้ำตาลแฝงจากน้ำหวาน-ขนมอบครับ
3. นอนหลับลึกอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง
การนอนคือช่วงที่ร่างกาย “ปิดระบบอักเสบ” และซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ ถ้านอนดึก นอนหลับไม่สนิท หรือหลับไม่พอ ฮอร์โมนคอร์ติซอลจะสูง ทำให้การอักเสบพุ่งขึ้นทันทีและเพิ่มโอกาสเกิดมะเร็งในระยะยาว พยายามเข้านอนก่อน 5 ทุ่ม ลดแสงฟ้า 1 ชม. ก่อนนอน และชงน้ำอุ่นจิบเล็กน้อยช่วยให้หลับง่ายขึ้นครับ
4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดอักเสบได้จริง
การออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวัน ไม่ว่าจะเดินเร็ว โยคะ ปั่นจักรยาน หรือเวทเบา ๆ จะช่วยลดสารก่ออักเสบในเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกัน และช่วยควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งทุกชนิด นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายกำจัดของเสียได้ดีขึ้น เลือดไหลเวียนดี และลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ได้ด้วยครับ
5. เติมสารอาหารลดอักเสบให้เพียงพอทุกวัน
สารอาหารพวกนี้จะช่วยลดการอักเสบในระดับเซลล์ และสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน มาดูกันว่ามีตัวไหนที่ช่วยลดอักเสบยังไงได้บ้างครับ
• โอเมก้า-3 ลดการสร้างสารก่ออักเสบ ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน เหมาะกับคนอักเสบง่าย ปวดข้อ หลอดเลือดเริ่มแข็งตัว
• แอสตาแซนธิน ตัวนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระแรงมากครับ ช่วยลดการอักเสบของตา ผิว หลอดเลือด ลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระที่เกี่ยวกับมะเร็งด้วยนะครับ
• วิตามินซี ช่วยซ่อมแซมเซลล์ ลดการอักเสบจากความเครียด ออกซิเดชัน เสริมคอลลาเจนให้หลอดเลือดแข็งแรง
• วิตามินอี ช่วยลดอักเสบระดับหลอดเลือด ลดความเสี่ยงไขมันอุดตัน ช่วยให้ผิวฟื้นตัวดีขึ้น
• แมกนีเซียม อันนี้ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดการหดเกร็งของหลอดเลือด ลดอาการปวดเรื้อรัง นอนดีขึ้น ลดฮอร์โมนความเครียด (ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นอักเสบ)
• โพรไบโอติก ปรับสมดุลลำไส้ ลดการอักเสบจากลำไส้รั่ว เสริมภูมิคุ้มกันทางเดินอาหาร ช่วยลดโอกาสอักเสบเรื้อรังทั้งระบบครับ

การป้องกันมะเร็งไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัวเลยครับ แค่เริ่มจากลดอักเสบง่าย ๆ จากที่เราทำในชีวิตประจำวัน ก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคใหญ่ได้จริงในระยะยาวแล้วครับ แค่เราเลือกกินให้ถูก นอนให้พอ ลดน้ำตาล ออกกำลังกาย และเติมสารต้านอักเสบทุกวัน แล้วหลอดเลือดเราจะดีขึ้น ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้นครับ สำหรับที่อยากปรึกษาปัญหาการอักเสบเรื้อรัง หรือสนใจตัวช่วยลดการอักเสบ พิมพ์ "11" มาได้เลยครับ

25/02/2026

ปลัดสธ.สั่งตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยง หลังพบ ‘สารหนู’ ในร่างกายคนริมน้ำกก สสจ.เชียงรายตรวจร่างกายซ้ำ-รักษาต่อ

#สารหนู #แม่น้ำกก

22/02/2026

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ คุณแม็ค-รชต ไตรโลกวิชัย นักแสดงหนุ่มผู้ล่วงลับ ซึ่งนับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงและครอบครัวครับ ข่าวนี้ทำให้หลายคนเริ่มหันมาสนใจและตื่นตัวกับชื่อของ "มะเร็ง GIST" มากขึ้น เพราะถือเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก
เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจและรู้จักวิธีสังเกตตัวเอง ผมสรุปข้อมูลสำคัญของโรคนี้มาให้ 5 หัวข้อหลัก ดังนี้ครับ

1. มะเร็ง GIST คือมะเร็งระบบไหน

GIST (Gastrointestinal Stromal Tumor) หรือชื่อภาษาไทยคือ "เนื้องอกเนื้อเยื่ออ่อนในระบบทางเดินอาหาร" เป็นมะเร็งชนิดที่พบได้ยาก (Rare Cancer) ครับ ความแตกต่างของมันกับมะเร็งกระเพาะอาหารหรือมะเร็งลำไส้ทั่วไปคือ "จุดกำเนิด"
โดยปกติมะเร็งทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะเกิดที่ผนังด้านในสุด (เยื่อบุลำไส้) แต่ GIST เกิดจากเซลล์พิเศษที่ชื่อว่า Interstitial Cells of Cajal ซึ่งฝังตัวอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อของผนังทางเดินอาหาร เซลล์เหล่านี้เปรียบเสมือน "เครื่องคุมจังหวะ" (Pacemaker) ที่คอยส่งสัญญาณไฟฟ้าสั่งให้ลำไส้บีบตัวเพื่อเคลื่อนย้ายอาหาร เมื่อเซลล์กลุ่มนี้เกิดการกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ จึงกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยพบได้บ่อยที่สุดที่ กระเพาะอาหาร (60%) และ ลำไส้เล็ก (30%) ครับ

2. อาการเตือนที่ต้องรีบเช็ก

ความน่ากลัวของ GIST คือในระยะแรกก้อนเนื้ออาจมีขนาดเล็กมากจนไม่แสดงอาการใดๆ เลยครับ ผู้ป่วยมักจะรู้ตัวเมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นจนไปเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือเริ่มมีเลือดออก สัญญาณเตือนที่คนทั่วไปควรสังเกตมีดังนี้

• มีเลือดออกในทางเดินอาหาร: สังเกตได้จากอุจจาระที่มีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย หรือมีเลือดปน เนื่องจากก้อนเนื้อไปทำลายเส้นเลือดที่ผนังลำไส้

• ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง: มักรู้สึกอึดอัดบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครง แม้จะกินอาหารเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอิ่มไวผิดปกติ หรือบางคนที่ผอมมากอาจจะคลำได้ก้อนในท้อง

• คลำพบก้อนแข็ง: หากก้อนเนื้อโตมากพอ เราอาจสัมผัสได้ถึงก้อนแข็งๆ บริเวณหน้าท้อง

• อ่อนเพลีย ซีด: เกิดจากภาวะโลหิตจางจากการที่มีเลือดออกภายในทีละน้อยสะสมเป็นเวลานาน

• คลื่นไส้ อาเจียน อาจเจอได้น้อยเนื่องจากว่าก้อนไม่ได้เข้ามา ในทางเดินอาหาร

3. ทำไมถึงพบในคนอายุน้อย

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมคุณแม็คที่ดูสุขภาพดีและอายุยังน้อยถึงเป็นโรคนี้ได้
โดยส่วนใหญ่แล้ว GIST มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ความจริงคือมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัยครับ
ที่สำคัญคือ มะเร็งชนิดนี้ "ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับไลฟ์สไตล์" เหมือนมะเร็งปอดที่เกิดจากการสูบบุหรี่ หรือมะเร็งตับที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ครับ

แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนในระดับโมเลกุล
ซึ่งส่งสัญญาณให้เซลล์โตไม่หยุด ปัจจัยนี้จึงเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก และไม่ใช่ความผิดของการใช้ชีวิต แต่เป็นการตรวจพบให้ไวที่สุดคือหัวใจสำคัญครับ

4. "ยามุ่งเป้า" ความหวังที่ต่างจากเคมีบำบัด

ข่าวดีในความโชคร้ายคือ การรักษา GIST ในปัจจุบันก้าวหน้าไปมากครับ มะเร็งชนิดนี้มีลักษณะพิเศษคือ "มักไม่ตอบสนองต่อยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสง"

แต่จะตอบสนองได้ดีเยี่ยมกับ ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)

• การผ่าตัด: หากตรวจพบในระยะที่ก้อนเนื้อยังไม่แพร่กระจาย การผ่าตัดเอาก้อนเนื้อออกให้หมดคือวิธีหลักที่มีโอกาสหายขาดสูง

• ยามุ่งเป้า ตัวยาจะเข้าไป "บล็อก" สัญญาณการเติบโตของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้ก้อนเนื้อฝ่อลงหรือหยุดการโต ช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีอายุนานขึ้นอย่างมากแม้จะเป็นระยะที่แพร่กระจายแล้วก็ตาม ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการรักษาแบบแม่นยำ (Precision Medicine)

5. คำแนะนำสำหรับคนทั่วไป

เราสามารถถอดบทเรียนจากการสูญเสียครั้งนี้มาใช้ดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้ครับ แม้ GIST จะพบได้ยาก แต่การ "ช่างสังเกต" คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

1. สังเกตระบบขับถ่าย: หากสีอุจจาระเปลี่ยนไปเป็นสีดำเข้มหรือมีเลือด ต้องรีบพบแพทย์ทันที

2. ตรวจสุขภาพประจำปี: การตรวจช่องท้องด้วยอัลตราซาวด์ (Ultrasound Upper Abdomen) หรือหากมีอาการผิดปกติเรื้อรัง การส่องกล้องทางเดินอาหารจะช่วยให้เห็นความผิดปกติที่ผนังทางเดินอาหารได้ชัดเจน

3. หากเหนื่อยง่ายผิดปกติ ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่าปล่อยไว้เพราะคิดว่าเป็นแค่โรคกระเพาะธรรมดาครับ เพราะสุดท้ายแล้วอาจเป็นมะเร็ง

หมอเจด...เจตนาดี

#หมอเจด #มะเร็งป้องกันได้ไม่ควรเป็น
#มะเร็งรักษาได้ไม่ควรตาย
#หมอเจดสุขภาพ #สุขภาพ
#สุขภาพดี #สุขภาพดีกับหมอเจด
#เบาหวานหายได้ #อ้วนได้ก็ผอมได้

 #โปรสุขภาพ  #โปรแกรมสุดคุ้มค่า  #สำหรับงบไม่จำกัด #ให้ความครบวงจร...🔬🩺โปรแกรมสุขภาพชุดใหญ่ สุดคุ้มค่าตลอดปี 2568✅สำหรับ...
22/02/2026

#โปรสุขภาพ
#โปรแกรมสุดคุ้มค่า
#สำหรับงบไม่จำกัด
#ให้ความครบวงจร
...🔬🩺โปรแกรมสุขภาพชุดใหญ่ สุดคุ้มค่าตลอดปี 2568
✅สำหรับผู้ที่ไม่เคยตรวจสุขภาพ
✅ต้องการตรวจทุกรายการ
✅ตรวจเพียงปีละครั้ง
✅งบไม่จำกัด
..💟💟โปรเเกรมสูงวัย 55+ ใส่ใจสุขภาพเพศชาย เพศหญิง ราคาเริ่มต้นที่ 5,999 บาท(จากราคาปกติ 7,000บาท) (22 รายการ)💟💟
📌📌(ยอดนิยมตลอดกาล)📌📌
..🩵🩵โปรแกรมสุขภาพครบวงจร head to toe 9,999 บาท (จากราคาปกติ 13,000 บาท)(28 รายการ)🩵🩵
🔥🔥(กำลังได้รับความนิยม)🔥🔥
..🏥🕦เมื่อคุณพร้อม เราพร้อม พบกันที่ Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บ ถนนธนาลัย สี่เเยกศาล ถนนคนเดิน สวนตุงเเละโคมเชียงราย
..🔬📣 เปิดทุกวัน 7.00 - 13.00 น📣.

📱📱โทรศัพท์ 053-740548, 099-2354114

22/02/2026
21/02/2026

💔 เครียดรุนแรง ส่งผลถึงหัวใจจริง ติดสตั๊น หัวใจบีบเบาลงชั่วคราว ล้มเหลว จนน้ำท่วมปอดได้ ดังนั้นใช้คำว่าตรอมใจตๅย คงไม่เกินจริง ดั่งเคสนี้ค่ะ


หญิงอายุ 63 ปี หมดประจำเดือนมาหลายปี ไม่มีโรคประจำตัวชัดเจน
เช้าวันหนึ่งระหว่างเก็บของในบ้าน เธอเริ่ม แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น แบบที่ “ไม่เคยเป็นมาก่อน”

ญาติสังเกตว่าเธอหน้าซีด เหงื่อออก มือเย็น
เลยรีบพามาห้องฉุกเฉินทันที


ที่ ER แพทย์เจอคำว่า “แน่นหน้าอก” ก็แน่นอนค่ะ
คิดถึงกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (MI) ก่อนเสมอ

เลยรีบทำคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
ผลออกมาก็ตามคาด

📌 คลื่นไฟฟ้าหัวใจแสดงการขาดเลือดรุนแรง (STE V1-V4)

🧪 ผลเลือดค่า Troponin สูง
สารนี้ควรจะอยู่ในกล้ามเนื้อหัวใจ
พอมันสูง แปลว่า “กล้ามเนื้อหัวใจกำลังบาดเจ็บ” จริง


ทีมแพทย์จึงทำตามขั้นตอนมาตรฐาน
รีบปรึกษาหมอหัวใจ และเข็นเข้าห้องสวนหัวใจเพื่อทำ PCI

แต่พอฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ

อ้าวเวรกรรม ไม่มีอุดตันพอที่จะ
อธิบายอาการและคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติได้เลย


คำถามคือ
ถ้าหลอดเลือดหัวใจไม่ตัน แล้วหัวใจกำลังเจ็บจากอะไร?

แพทย์จึงทำ Echo เพื่อดูการบีบตัวของหัวใจ
และนี่คือจุดเฉลย

ภาพหัวใจบอกว่า
▪️ ส่วนยอดหัวใจ (apex) บีบแทบไม่ขยับ
▪️ แต่ ฐานหัวใจยังบีบแรงอยู่

ผลคือเวลาเต้นฐานเหมือน “รัดคอ” แต่ยอดกลับ “โป่งออก”
เกิดภาพคลาสสิกที่เรียกกันว่า apical ballooning
รูปร่างคล้าย “ไหดักปลาหมึกญี่ปุ่น” หรือ Takotsubo


ตรงนี้แปลว่า หัวใจไม่ได้ตายเพราะหลอดเลือดอุดตัน
แต่เหมือนโดน “ฮอร์โมนความเครียด” สาดใส่แบบหนักมาก

📌 catecholamine surge (เช่น adrenaline)
ทำให้หลอดเลือดหัวใจหดเกร็ง + ทำร้ายกล้ามเนื้อหัวใจโดยตรง
และมักเล่นงานเด่นที่ “ยอดหัวใจ”


พอแพทย์ซักประวัติเพิ่มแบบละเอียด
ญาติถึงค่อยเล่าประโยคที่ทำให้ทุกอย่างต่อกันพอดี

“อาทิตย์ก่อน เพิ่งมีคนสำคัญเสียไป ตอนนี้ยังทำใจไม่ได้
กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องไห้ทุกวัน ทรมานเหมือนเจียนตๅย”


หลัง admit คืนแรก
อาการไม่ได้จบแค่แน่นหน้าอก

หัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวอ่อนลงชัด
เริ่มมีภาวะน้ำท่วมปอด หายใจเหนื่อยมากขึ้น

🧪 ค่าที่บอกว่าหัวใจถูกยืดและเครียด (เช่น NT-proBNP) สูงขึ้น
แพทย์ให้การรักษาประคับประคองแบบหัวใจล้มเหลวอย่างใกล้ชิด
ดูแลออกซิเจน ยาลดภาระหัวใจ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน

และค่อย ๆ ดีขึ้น


สุดท้ายอาการแน่นหน้าอกและเหนื่อยค่อย ๆ ถอย
หัวใจกลับมาบีบได้ดีขึ้นตามธรรมชาติของโรคนี้




🧠 สรุปคนร้ายของเคสนี้

นี่คือ Takotsubo cardiomyopathy
หรือที่หลายคนเรียกว่า Broken heart syndrome

มัน “เหมือนหัวใจขาดเลือดมาก” ทั้งอาการ คลื่นไฟฟ้า และ troponin
แต่จุดต่างคือ
✅ สวนหัวใจแล้วหลอดเลือดไม่ตัน
✅ Echo มีภาพ apical ballooning แบบจำเพาะ

และที่พบบ่อยมากคือ ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน
เพราะการป้องกันของฮอร์โมนเพศหญิงลดลง ทำให้หัวใจไวต่อ catecholamine มากขึ้น


🧾 สิ่งที่อยากฝาก

▪️ แน่นหน้าอกแบบเฉียบพลัน = ไป รพ. ก่อนเสมอ อย่ารอดูเอง
▪️ ความเครียดไม่ใช่เรื่องเล็ก มันมีผลถึงระดับ “กล้ามเนื้อหัวใจ” ได้จริง
▪️ โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน อย่าชินกับคำว่า “คงเครียดแหละ” แล้วปล่อยผ่านค่ะ

 #วัยรุ่น  #ปัญหาสิว  #สำหรับเจนซี   #สิวฮอร์โมน #สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) มักเป็นสิวอักเสบ สิวอุดตัน ขึ้นซ้ำๆ บริเวณ ...
19/02/2026

#วัยรุ่น #ปัญหาสิว #สำหรับเจนซี
#สิวฮอร์โมน

#สิวฮอร์โมน (Hormonal Acne) มักเป็นสิวอักเสบ สิวอุดตัน ขึ้นซ้ำๆ บริเวณ T-Zone คาง กราม และกรอบหน้า 🥺🥺

#สาเหตุของสิวฮอร์โมน💟..🔥ช่วงมีประจำเดือน: ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงและแอนโดรเจนสูงขึ้น ส่งผลให้ต่อมไขมันทำงานหนัก..🔥ความเครียด: ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลมากเกินไป ซึ่งกระตุ้นการผลิตน้ำมัน..🔥วัยรุ่น/วัยผู้ใหญ่: การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในช่วงวัยรุ่น หรือภาวะ PCOS ในผู้หญิง

🕦📌ลักษณะและตำแหน่งสิว
🥲🥲ลักษณะ: สิวอักเสบแดง สิวหัวหนอง หรือสิวอุดตันที่ขึ้นเรื้อรัง
ตำแหน่ง: บริเวณรอบปาก คาง กราม และกรอบหน้า

🌝🌚แนวทางการรักษาสิวฮอร์โมน🌝🌚
✅การปรับพฤติกรรมและอาหาร: ลดอาหารหวาน นมวัว และไขมันสูง
✅ออกกำลังกายเพื่อลดความเครียด และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อฟื้นฟูผิว
✅การใช้ยา (ควรปรึกษาแพทย์):
🩺ยาทา: ยาในกลุ่มวิตามินเอ (Retinoids), Benzoyl Peroxide หรือ Azelaic acid
🩺ยาคุมกำเนิด: ชนิดที่มีฮอร์โมนช่วยปรับสมดุลแอนโดรเจน
🩺ยาปรับสมดุลฮอร์โมน: เช่น Spironolactone เพื่อยับยั้งฮอร์โมนเพศชาย
🔬🩷การดูแลผิว: ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ลดการอุดตัน และไม่บีบแกะสิว

🥺🥲หากสิวฮอร์โมนมีอาการอักเสบรุนแรงหรือรักษาเองไม่หาย ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อการรักษาที่ตรงจุด

#ปรึกษาปัญหาการตรวจสุขภาพ #แบบไหนที่ควรตรวจ #สอบถามได้นะคะ

✅✅ Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บ
ถนนธนาลัย สี่แยกศาล สวนตุงเเละโคมเชียงราย
📱📱 053-740548
🕦🏥 7.00-13.00 น.ทุกวันค่ะ

17/02/2026

สงครามสองสมรภูมิ: เมื่อ "น้ำตาล" สั่งฆ่าล่าล้างเมือง (Macro vs Micro)

ในนครหลวงแห่งร่างกายที่เคยรุ่งเรือง มีระบบขนส่งโลหิตที่เปรียบเสมือนถนนหนทาง เชื่อมต่อทุกอวัยวะเข้าด้วยกัน แต่เมื่อ "ราชาหวาน" (Hyperglycemia) ขึ้นครองอำนาจ เขาไม่ได้แค่ปกครอง... เขาทำลายล้าง

คำสั่งฆ่าถูกส่งออกไป 2 รูปแบบ แยกตามขนาดของถนน:

📕สมรภูมิที่ 1: วินาศกรรมบนทางด่วน (Macrovascular Complications)

เป้าหมาย: ถนนสายหลัก, ท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่
กลไกสังหาร: Atherosclerosis (การแข็งตัวของหลอดเลือด)

บนถนนไฮเวย์ขนาดใหญ่ที่เลือดสูบฉีดแรง (หลอดเลือดแดงใหญ่) น้ำตาลส่วนเกินทำตัวเป็นเหมือน "เศษแก้ว" ที่ลอยไปกรีดผนังถนน (Endothelium) ให้เกิดรอยแผล
เมื่อถนนเป็นแผล ร่างกายพยายามซ่อมแซมด้วยการส่ง "ปูนซีเมนต์" (ไขมัน LDL และเกล็ดเลือด) ไปอุด แต่น้ำตาลทำให้ปูนพวกนี้เสื่อมสภาพ กลายเป็นคราบตะกรันหนา (Plaque) ที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนถนนแคบลง... แคบลง...

และนี่คือ 3 จุดยุทธศาสตร์ที่มักถูกระเบิดทำลาย:

❤️ การล่มสลายของโรงไฟฟ้า (Coronary Artery Disease): เมื่อทางด่วนที่ส่งเสบียงไป "หัวใจ" ถูกปิดตาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดตายเฉียบพลัน (Heart Attack) ไฟดับวูบทั่วเมือง

🧠ศูนย์บัญชาการไร้สัญญาณ (Cerebrovascular Disease): ตะกรันไขมันหลุดลอยไปอุดตันทางด่วนที่วิ่งขึ้น "สมอง" (Stroke) คำสั่งการถูกตัดขาด อัมพฤกษ์ อัมพาต เข้ายึดครองพื้นที่

🦵เส้นทางชายแดนถูกตัดขาด (Peripheral Arterial Disease): ถนนสายไกลที่วิ่งลงสู่ "ขา" ตีบตัน เลือดไปเลี้ยงไม่พอ เกิดแผลเรื้อรังที่ไม่มีวันหาย และจบลงด้วยการทิ้งดินแดนนั้นไป (Amputation/ตัดขา)

📕สมรภูมิที่ 2: การลอบสังหารในตรอกมืด (Microvascular Complications)

เป้าหมาย: ซอยเล็กๆ, ท่อประปาตามบ้าน
กลไกสังหาร: Basement Membrane Thickening & Pericyte Loss (ผนังหนาตัวและการสูญเสียเซลล์พี่เลี้ยง)

ในขณะที่ถนนใหญ่กำลังระเบิด ในตรอกซอกซอยเล็กๆ ระดับไมครอน (หลอดเลือดฝอย) กลับเงียบเชียบ... แต่น่ากลัวกว่า

น้ำตาลโมเลกุลเล็กแทรกซึมเข้าไปในซอยแคบๆ เหล่านี้ และทำปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนโครงสร้างผนังซอยให้ "หนาแต่เปราะ" (Thickening) เหมือนท่อเก่าที่กรอบแตกง่าย มันบีบให้เซลล์พี่เลี้ยง (Pericytes) ที่คอยดูแลความแข็งแรงตายลง เลือดเริ่มรั่วซึม...

3 หมู่บ้านที่ถูกเชือดนิ่มๆ ในสมรภูมินี้:

👁️ หอคอยตาบอด (Retinopathy): หลอดเลือดฝอยในตาเปราะแตก เลือดออกในจอประสาทตา ภาพที่เคยชัดเจนถูกแทนที่ด้วยสีแดงฉานและความมืดมิด

🚰โรงกรองน้ำวินาศ (Nephropathy): หน่วยกรองของเสียในไต (Glomerulus) คือกลุ่มเส้นเลือดฝอยที่ละเอียดอ่อนที่สุด เมื่อมันถูกน้ำตาลเคลือบจนแข็ง มันกรองของเสียไม่ได้ แต่กลับปล่อยให้โปรตีนดีๆ รั่วออกไป สุดท้ายกลายเป็นไตวาย

🦵 สายโทรศัพท์มรณะ (Neuropathy): เส้นเลือดฝอยที่ส่งอาหารไปเลี้ยง "เส้นประสาท" ถูกทำลาย เส้นประสาทขาดอาหารจนตาย เริ่มจากความชา (ส่งสัญญาณไม่ได้) ไปจนถึงความเจ็บปวดทรมานเหมือนไฟช็อต

📕 The Dark Science (ไขรหัสลับคดี)

ทำไมน้ำตาลถึงทำลายหลอดเลือด 2 ขนาดนี้ต่างกัน?

Macrovascular (หลอดเลือดใหญ่): หัวใจหลักคือ "ไขมัน + การอักเสบ" น้ำตาลเร่งปฏิกิริยา Oxidation ของ LDL ทำให้เม็ดเลือดขาว (Macrophage) มากินไขมันแล้วกลายเป็น Foam cell ฝังตัวใต้ผนังหลอดเลือด เกิดเป็น Plaque ที่รอวันระเบิด

Microvascular (หลอดเลือดเล็ก): หัวใจหลักคือ "ความดันภายใน + โครงสร้างเปลี่ยน" น้ำตาลกระตุ้น Polyol Pathway และ PKC ทำให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติ (Hemodynamic changes) แรงดันในหลอดเลือดฝอยสูงขึ้น จนดันให้ผนังรั่ว (Leakage) หรือตีบตัน (Occlusion)

อ่านมาถึงตรงนี้ อย่าเพิ่งถอดใจนะคะ แม้เรื่องราวของ Macro และ Microvascular จะดูเหมือนหนังสยองขวัญ แต่ข่าวดีที่สุดคือ "คุณคือผู้กำกับ"

หลอดเลือดใหญ่อาจเริ่มมีคราบตะกรัน หลอดเลือดเล็กอาจเริ่มเปราะบาง แต่ร่างกายมนุษย์มหัศจรรย์กว่านั้น หากคุณหยุดเติมเชื้อเพลิง (น้ำตาล) และเริ่มซ่อมแซมเมือง (คุมอาหาร/ออกกำลังกาย) ตั้งแต่วันนี้...

"ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้"

การชะลอความเสื่อม คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เริ่มแค่วันละนิด... ลดหวานลง เดินให้มากขึ้นอีกหน่อย เพื่อรักษา "ถนนสายชีวิต" เส้นนี้ ให้พาคุณไปถึงวัยชราได้อย่างแข็งแรงและมีความสุขค่ะ

"เพราะสุขภาพดี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของความตั้งใจ"

📚 เอกสารอ้างอิง
1. Fowler, M. J. (2008). Microvascular and Macrovascular Complications of Diabetes. Clinical Diabetes, 26(2), 77–82.
2. Orasanu, G., & Plutzky, J. (2009). The pathologic continuum of diabetic vascular disease. Journal of the American College of Cardiology, 53(5 Suppl), S35–S42.
3. Cade, W. T. (2008). Diabetes-related microvascular and macrovascular diseases in the physical therapy setting. Physical Therapy, 88(11), 1322–1335.

#เบาหวาน #โรคแทรกซ้อนเบาหวาน #หลอดเลือดหัวใจ #โรคไตเรื้อรัง #เบาหวานขึ้นตา #นักเทคนิคการแพทย์ #หมอแล็บ #ความรู้สุขภาพ

15/02/2026

❓ ทำไมทั้งไทรอยด์สูง และไทรอยด์ต่ำ
ทำให้ความดันสูงทั้งคู่เลย ควรจะตรงข้ามกันรึเปล่า?


เป็นเรื่องที่ชวนสงสัยตั้งแต่ระดับนักศึกษาแพทย์ ยันคนไข้ที่นั่งตรวจ คนไข้ที่เป็นไทรอยด์สูงกับต่ำ คุยกันก็งงกันทำไมความดันสูงทั้งคู่เลย มันควรจะตรงข้ามกันไม่ใช่เหรอ?​

คำตอบคือ แม้ทั้งสองภาวะจะมีความดันสูงทั้งคู่
แต่รายละเอียดความดันต่างกันมากฮะ


⚡ ไทรอยด์สูง (Hyperthyroidism)


🧪 ตัวอย่างโรค: Graves’ disease (แอนติบอดีเล่นงานตัวรับ TSH), Toxic nodular goiter (เนื้องอกหลั่งไทรอยด์)

🫀 ผลต่อความดัน: ฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงผิดปกติ จะสั่งให้

▪️ หัวใจ: เพิ่มการทำงานโปรตีนที่ให้ใยกล้ามเนื้อเกี่ยว (Myosin ATPase) และเพิ่มการตอบสนองต่อระบบประสาทซิมพาเทติก (β1 receptor)
→ บีบรุนแรงขึ้น
→ เลือดออกจากหัวใจไปกระแทกผนังแรง
→ ความดันพุ่งขึ้นไว
→ ความดันตัวบนเลยสูงขึ้น

▪️ หลอดเลือด: สั่งให้อวัยวะต่าง ๆ เพิ่มเมตาบอลิซึมมากขึ้น จึงทำให้เซลล์ปลดปล่อยสารจากเมตาบอลิซึมมาเยอะขึ้น (เช่น Lactate, Adenosine)
→ สารพวกนี้สั่งให้สร้างก๊าซ nitric oxide จำนวนมาก
→ ขยายหลอดเลือดรุนแรง
→ ช่วงหัวใจคลายตัว เลือดจึงวิ่งสู่อวัยวะต่าง ๆ เร็วเกินไป
→ ความดันลดฮวบเร็วมาก
→ ความดันตัวล่างเลยต่ำลง

📌 ดังนั้นลักษณะการไหลของเลือดในคนไทรอยด์เป็นพิษคือ พุ่งแรงกระแทกผนังแรง แต่ก็ไหลไปข้างไวเกิน จนความดันฮวบลงไว

➡️ ความดันจึงมีค่าลักษณะ ตัวบนสูง ตัวล่างต่ำ


🧊 ไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism)


🧪 ตัวอย่างโรค: Hashimoto thyroiditis (แอนติบอดีเล่นงานทั้งต่อมจนพัง)

🫀 ผลต่อความดัน: ฮอร์โมนไทรอยด์ที่ต่ำผิดปกติ จะทำให้

▪️ หลอดเลือด: ตีบมากขึ้นได้หลายกลไก ทำให้ความดันตัวล่างสูงขึ้น
1. เมตาบอลิซึมที่ลด → เซลล์ปลดปล่อยสารมากระตุ้นก๊าซ nitric oxide น้อยลง จึงขาดตัวขยายหลอดเลือด
2. เมตาบอลิซึมการทำลายเส้นใยรอบหลอดเลือด (Glycosaminoglycan) ช้าลง → เส้นใยสะสมจนหลอดเลือดแข็ง คลายตัวยาก
3. ระบบเคลียร์ LDL แย่ลง → เพิ่ม LDL แทรกผนังหลอดเลือด → พอกผนังไวขึ้น จนรูแคบลง

▪️ หัวใจ: เกิดผลตรงข้ามคือบีบเบาลง
→ เลือดออกจากหัวใจไปกระแทกผนังเบา
→ ความดันเพิ่มขึ้นช้า แต่ก็ไหลไปสู่หลอดเลือดส่วนปลายช้าเช่นกัน (เพราะตีบอยู่)
→ ความดันตัวบนเลยมักจะปกติ หรือออกไปทางต่ำ ๆ นิด ๆ

📌 ดังนั้นลักษณะการไหลของเลือดในคนไทรอยด์ต่ำคือ ออกจากหัวใจก็ช้า แต่ก็ไหลไปข้างหน้าช้าเช่นกัน

➡️ ความดันจึงมีลักษณะ ตัวบนปกติ แต่ตัวล่างสูง (Diastolic hypertension)


✅ แต่ถ้าคุมฮอร์โมนได้ดี จากการรักษาแล้ว
ค่าจะกลับมาปกติได้ฮะ

 #มีบุตรยาก  #ตรวจอะไรดีค่ะ  #วันนี้มีสาระความรู้ #มาแนะนำ  #สำหรับผู้ที่สนใจมีบุตร 🩵📢การตรวจอสุจิ (Semen Analysis) คือก...
13/02/2026

#มีบุตรยาก #ตรวจอะไรดีค่ะ
#วันนี้มีสาระความรู้
#มาแนะนำ #สำหรับผู้ที่สนใจมีบุตร

🩵📢การตรวจอสุจิ (Semen Analysis) คือการประเมินคุณภาพและปริมาณน้ำเชื้อ เพื่อวิเคราะห์ภาวะเจริญพันธุ์หรือสาเหตุของการมีบุตรยากในฝ่ายชาย💞..🩺🔬 โดยตรวจจำนวน, การเคลื่อนไหว, และรูปร่าง ต้องงดการหลั่งน้ำอสุจิ 3-7 วันก่อนตรวจ เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุดตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO)

🏥✅การเตรียมตัวและข้อควรปฏิบัติ
📌งดหลั่งอสุจิ: งดมีเพศสัมพันธ์หรือช่วยตัวเองอย่างน้อย 3-7 วัน (แต่ไม่ควรเกิน 7 วัน เพราะอาจทำให้เชื้อตายมากขึ้น)
📣🕦การเก็บตัวอย่าง: เก็บตัวอย่างโดยการช่วยตัวเอง (Self-masturbation) ลงในภาชนะที่สะอาดและแห้งที่โรงพยาบาลจัดเตรียมให้เท่านั้น
🫂💟การทำความสะอาด: ล้างมือและอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนเก็บตัวอย่าง

#ข้อควรระวัง:❎ ไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือสารหล่อลื่น เพราะอาจทำลายตัวอสุจิ

#การส่งตรวจ: 🕦ต้องนำส่งห้องปฏิบัติการภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากเก็บ และระวังไม่ให้ตัวอย่างโดนความร้อนหรือความเย็นจัด

#ค่าปกติของอสุจิ (ตามเกณฑ์ WHO)
🩺ปริมาณ (Volume): 1.5-5.0 มิลลิลิตร
🩺จำนวน (Concentration): อย่างน้อย 15 ล้านตัว ต่อมิลลิลิตร
🩺การเคลื่อนไหว (Motility): >40%
🩷เคลื่อนไหวได้ (เคลื่อนที่ไปข้างหน้า)>32%
🩷รูปร่าง (Morphology): มีรูปร่างปกติ >4%
🩷ความเป็นกรด-ด่าง (pH): >7.2

🕦🕦ระยะเวลาในการรู้ผล
โดยปกติจะทราบผลภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากการเก็บตัวอย่าง

💟🔬ประโยชน์ของการตรวจ
💟📣ประเมินภาวะมีบุตรยาก: ตรวจสอบหาสาเหตุในฝ่ายชาย
💟🩺ตรวจสอบหลังทำหมัน: เพื่อยืนยันว่าไม่มีเชื้ออสุจิเหลืออยู่ในท่อนำอสุจิแล้ว
🩷🕦ตรวจสุขภาพทั่วไป: เช็คความแข็งแรงของระบบสืบพันธุ์
🏥🔬หากผลตรวจพบความผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยากเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม

📢📢สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
✅Line official : เชียงรายแล็บคลินิก
Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บ

🏥🕦เปิดทุกวัน 7.00-13.00 น.
🙏📱โทรศัพท์ 053-740548,099-2354114

ที่อยู่

ถนนธนาลัย
Chiang Rai
57000

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 13:00
อังคาร 07:00 - 13:00
พุธ 07:00 - 13:00
พฤหัสบดี 07:00 - 13:00
ศุกร์ 07:00 - 13:00
เสาร์ 07:00 - 13:00
อาทิตย์ 07:00 - 13:00

เบอร์โทรศัพท์

+6653740548

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Chiang Rai Laboratory - เชียงรายแล็บ:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram

ประเภท