10/10/2025
วิธีโน้มน้าวคนใกล้ชิดพบจิตแพทย์ 😊
#วิธีโน้มน้าวคนใกล้ชิดไปพบจิตแพทย์
ทางหลังไมค์มีหลายคำถามขอคำแนะนำเกี่ยวกับการพาญาติมิตรมาหาหมอ หลายต่อหลายครั้งที่ผู้ที่มาขอคำปรึกษา คือ “ญาติ” ไม่ใช่ตัวผู้ที่กำลังประสบปัญหา (ซึ่งหลังจากนี้ หมอขออนุญาตเรียกสั้นๆว่า คนไข้ นะคะ) ญาติๆได้พยายามเต็มที่แล้วที่จะชักแม่น้ำทั้งห้า แต่ยังไง้ยังไงคนไข้ก็ไม่ยอมมาหาจิตแพทย์ ญาติเลยต้องมาซะเอง
หมอเข้าใจความยากในการเกลี้ยกล่อมคนในครอบครัว (ยิ่งถ้าเราเป็นลูกเป็นหลานด้วยแล้ว) หรือคนสนิทค่ะ จึงอยากแนะนำเทคนิคที่เป็นประโยชน์ดังนี้
1) พูดถึง ความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้น
ซึ่งอาจจะเป็นทางด้าน
- อารมณ์ เช่น หงุดหงิดฉุนเฉียวผิดปกติ, วิตกกังวลไปทุกเรื่อง, เบื่อไปหมดทุกอย่าง
- ร่างกาย เช่น ซูบผอมเพราะเบื่ออาหาร, ขอบตาคล้ำเพราะนอนไม่หลับ, มีอาการทางร่างกายมากมายแต่ตรวจมาแล้วกี่อย่าง ก็ยังไม่เคยเจอสาเหตุทางกายสักที
- พฤติกรรม เช่น ไม่ค่อยพูดคุยเหมือนแต่ก่อน, มีปากเสียงบ่อยขึ้น, ซึมเฉยเหม่อลอย, ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าเดิม, ไม่สนใจอยากทำงานอดิเรกที่เคยชอบทำ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้เป็นสิ่งที่ ใครๆก็เห็นได้ไม่ยาก – ทั้งตัวคนไข้และคนรอบข้าง
และเป็นความเปลี่ยนแปลง ในแง่ลบ ซึ่งตัวคนไข้เองก็รู้สึกเป็นทุกข์ (ที่หมอเจอบ่อยมากคือนอนไม่หลับ ซึม เบื่อหน่ายหงุดหงิด) แต่ที่เจ้าตัวไม่บอกใคร อาจเพราะกลัวว่าคนอื่นจะไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับ
2) แสดงความเป็นห่วง
ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว มักดำเนินมาค่อนข้างยาวนาน (อย่างน้อยก็นานกว่าที่คนส่วนใหญ่จะเป็น หากเจอสถานการณ์เดียวกัน) โดยไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น หนำซ้ำอาจมีแนวโน้มแย่ลงด้วย
เราควรแสดงออกถึงความเป็นห่วง ว่าเราอยากให้เขา ….. (นอนหลับ/ร่าเริงแจ่มใส/ไปเล่นกีฬา ฯลฯ) ‘เหมือนเดิม’ ซึ่งจะเป็นทั้งการสร้าง ‘ความหวัง’ และทำให้มองเห็น ‘เป้าหมาย’
บางครั้งคนไข้ก็จมอยู่ในความทุกข์จนลืมไปว่าตนเองเคยมีความสุขอย่างไรบ้าง
3) แสดงความเข้าใจและเห็นใจ
ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ แต่คนไข้ก็ไม่ใช่คนแรกและคนเดียวแน่นอนที่ประสบปัญหานี้ บางคนผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้ แต่บางคนก็ผ่านไปได้ยาก ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เขาเองก็คงพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเองมาระดับหนึ่งแล้ว
4) แนะนำให้ไปพบจิตแพทย์
ถ้าคนไข้ฟังคุณอย่างเรียบร้อยดีมาจนถึงขั้นนี้ หนทางก็สดใสไปแล้วกว่า 75% อย่างไรก็ตาม ทัศนคติเกี่ยวกับการไปพบจิตแพทย์ในประเทศไทยก็ยังไม่เป็นกลางเท่าในต่างประเทศ แม้ว่าจะดีขึ้นมาก เขาจึงอาจจะมีท่าทีต่อต้านขึ้นมาอยู่บ้างเมื่อได้ยินคำว่า “จิตแพทย์” เช่น “เค้าไม่ได้ผิดปกติซะหน่อย!” , “เค้าไม่ได้เป็นบ้านะ!”
ก็ให้รับฟังอย่างกลาง ๆ ไปค่ะ
โรคทางจิตเวชที่พบบ่อย คือ โรคทางอารมณ์ค่ะ เช่น โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล ส่วนโรคทางความคิด หรือที่คนทั่วไปมักเรียกกันว่า “บ้า” นั้น พบน้อยกว่ากันเยอะเลยค่ะ
5) ข้อควรระวัง
สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก มากพอๆหรืออาจจะมากกว่า “เนื้อหา” ใจความที่พูด ก็คือ
- กาลเทศะ : เวลา สถานที่ บรรยากาศในการพูดคุย ควรเลือกเวลาที่ทุกคนอารมณ์ดี ในที่ๆเป็นส่วนตัว
- ความจริง : จะไม่มีการโกหกใดๆทั้งสิ้นค่ะ เช่น หลอกว่าอีกคนเป็นคนเครียด ให้คนไข้ไปเป็นเพื่อนหน่อย หรือหลอกว่าจะพาไปหาหมอแผนกหนึ่ง แต่พอไปถึงโรงพยาบาลกลับพาไปแผนกจิตเวชแทน
เพราะคนไข้จะรู้สึกว่าถูกหักหลัง ผลที่ตามมาก็คือคนไข้จะไม่เชื่อใจญาติอีกเลย และจะไม่ร่วมมือในการพูดคุยกับจิตแพทย์ กลายเป็นว่าปิดโอกาสไปแทน
ลองคิดดูสิคะ การถูกหลอกเป็นเรื่องที่น่าโกรธน่าเสียใจอยู่แล้ว ยิ่งถ้าคนที่เรารักเป็นคนทำ แล้วเราจะไว้ใจใครได้อีก?
เราไม่จำเป็นต้องพูดความจริงทุกอย่าง แต่ทุกอย่างที่เราพูดต้องเป็นความจริงค่ะ
- ความหวังดี : ให้คนไข้รับรู้ถึงความเป็นห่วงและปรารถนาดีของเรา แต่ไม่ใช่การไปกล่าวโทษว่าการที่คนไข้เป็นแบบนี้ๆ ทำให้ญาติต้องเครียดตามไปด้วย เพื่อจะบีบให้คนไข้ไปหาหมอ การพูดเช่นนี้ไม่เกิดผลดีค่ะ และคนไข้ส่วนใหญ่ก็รู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองมีผลกระทบต่อคนที่รักเขา
- ความพอดี : แนะนำแต่เพียงพอ อย่าคะยั้นคะยอจนเกินไป ให้เวลาเขาได้ไตร่ตรองได้ตัดสินใจด้วย
เพราะ ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งยัดเยียดก็ยิ่งไม่อยากได้ ใจคนเรามันเป็นแบบนี้ค่ะ
หมอหวังว่าแนวทางนี้จะเป็นประโยชน์ในการเข้าถึงใจของคนที่เราเป็นห่วงนะคะ หลายคนฟังแล้วมั่นใจขึ้น แต่ก็อาจจะยังอดกังวลไม่ได้ว่า แล้วถ้าพูดแล้ว เค้าก็ไม่มาอยู่ดีล่ะ??
ถ้าอย่างนั้น…ก็แค่”เท่าทุน” ไหมคะ
พูดแล้วเค้ามาหาหมอ ก็กำไร
ไม่มา ก็แค่เหมือนเดิม
มีแต่ได้ลูกเดียวนะคะงานนี้
(อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน โรคแต่ละโรคก็แตกต่างกัน ดังนั้นถ้าหากญาติไม่สามารถเกลี้ยกล่อมคนไข้สำเร็จ ญาติก็ควรไปพบจิตแพทย์ เพื่อที่คุณหมอจะได้ซักถามและให้คำแนะนำเพิ่มเติม ซึ่งต้องดูเป็นรายๆไปค่ะ บางกรณีอาจจำเป็นต้องเรียกรถพยาบาลค่ะ)
Tips
* ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับคำว่าจิตแพทย์ ก็อาจใช้คำว่า หมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องนอนไม่หลับ , หมอผู้เชี่ยวชาญด้านอารมณ์ ก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องบอกว่าไปพบจิตแพทย์
* การยกตัวอย่างคนรู้จักที่เคยไปพบจิตแพทย์ จะทำให้คนไข้รู้สึกมากขึ้นว่า นี่เป็นเรื่องธรรมดา(เพราะมันก็ธรรมดาจริงๆ) และเห็นว่ามีคนที่หมอรักษาแล้วหายแล้ว ยิ่งถ้าเป็นประสบการณ์ของตัวผู้พูดเองจะยิ่งได้ผลมากค่ะ
รูปจาก http://www.keepcalm-o-matic.co.uk/p/keep-calm-and-see-a-psychiatrist/
#หมอมีฟ้า