สมุนไพรจีน เองเกฮึ้งโอสถ1929

สมุนไพรจีน เองเกฮึ้งโอสถ1929 สมุนไพรจีน เองเกฮึ้งโอสถ1929
สูตรอาเห?

เจียวกู่หลานสมุนไพรจีนที่ปลูกในไทย            ในประเทศไทยเรานั้นนอกจากมีการปลูกพืชสมุนไพรไทยที่เป็นที่นิยมกันในท้องตลาดแ...
17/07/2022

เจียวกู่หลานสมุนไพรจีนที่ปลูกในไทย

ในประเทศไทยเรานั้นนอกจากมีการปลูกพืชสมุนไพรไทยที่เป็นที่นิยมกันในท้องตลาดแล้ว ยังมีการปลูกสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งสมุนไพรต่างประเทศที่กล่าวมานั้นย่อมมีสมุนไพรของจีนอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน ด้วยเหตุว่าสมุนไพรจีนมักจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณและคุณประโยชน์มากมายสามารถใช้รักษาและบำบัดโรคได้หลายโรค รวมถึงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงร่างกาย และใช้เป็นยาอายุวัฒนะตั้งแต่ในอดีตมาแล้ว โดยในประเทศไทยของเรานั้นมีการนำสมุนไพรจีนหลายชนิดมาทำการเพาะพันธุ์และทำการปลูกขยายพันธุ์เพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ทั้งการขายในรูปแบบสมุนไพรสด,สมุนไพรอบแห้ง,หรือใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ตังกุย(โกศเชียง) , กันเฉ่า (ชะเอมเทศ) , แปะก๊วย ฯลฯ แต่ชนิดที่เห็นจะได้ผลผลิตมากที่สุดก็คือ เจียวกู่หลานนั่นเอง โดยเจียวกู่หลานนั้นในประเทศไทยมีการปลูกกันมากที่เชียงใหม่ ,เชียงราย , พะเยา เพราะมีสภาพพื้นที่รวมถึงสภาพอากาศเหมาะสมกับการปลูก โดยเจียวกู่หลานนั้นเจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มและชอบดินร่วนปนทรายที่เป็นกรดอ่อนมีค่า PHอยู่ในช่วง 5.5 – 6.5 สามารถระบายน้ำได้ดีหน้าดินอุ้มน้ำ และอยู่ในระดับความสูง 300 เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไป จนถึง 3200 เมตร (แต่จะชอบพื้นที่ตามภูเขา หุบเหว รวมถึงสองฟากตลิ่งลำห้วยในหุบเขา) และอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับเจียวกู่หลาน คือ 16 – 28 องศาเซลเซียส ปริมาณแสง ร้อยละ 40 – 80 และมีความชื้นสัมพันธ์มากกว่าร้อยละ 80 ในปัจจุบันนั้น เจียวกู่หลานในไทยมีการปลูกกันนั้นมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ เจียวกู่หลานพันธุ์อ่างขาง (เป็นพันธุ์ที่โครงการหลวงมีการนำมาวิจัยและขยายพันธุ์ที่โครงการหลวงอ่างขาง)และเจียวกู่หลานของประเทศจีนที่มีผู้ที่นำเข้ามาปลูกเพื่อจำหน่าย สำหรับขั้นตอนและวิธีการปลูกเจียวกู่หลานนั้นต้องเริ่มจากการเตรียมต้นพันธุ์ก่อน ซึ่งการเพาะพันธุ์เจียวกู่หลานนั้นสามารถทำได้ 3 วิธี 1.การเพาะเมล็ดโดยการเพาะเมล็ดนี้ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์จากผลเจียวกู่หลานที่สมบูรณ์และแก่จัด ประมาณเดือน กันยายน – พฤศจิกายน แล้วนำไปทำให้แห้ง แล้วนำเมล็ดออกมา จากนั้นหว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะ(ใช้ทรายละเอียด)ประมาณ 2 อาทิตย์รากจะเริ่มงอก เมื่อมีใบจริงออกมาประมาณ 2 – 3 ใบ จึงทำการย้ายต้นกล้าไปปลูกในหลุม 2.การปักชำ โดยการใช้เถาเจียวกู่หลานที่เจริญเติบโตเต็มที่ตัดเป็นท่อนให้มี 3 – 4 ข้อ โดยริบใบ 2 ข้อล่างออกให้หมด แล้วนำไปปักลงดินให้เอียง 450 องศาให้ส่วนเอนไปทางทิศตะวันตก ลึก 1 – 2 ข้อ เมื่อมีรากงอก(ประมาณ 1 อาทิตย์ หรือมียอดยาว 15 เซนติเมตรให้ย้ายลงแปลงปลูก 3.ใช้ลำต้นใต้ดินโดยการขุดลำต้นส่วนที่อยู่ใต้ดินออกมาตัดเป็นท่อนแต่ละท่อนให้มี 2 ข้อ ยาว 5 เซนติเมตร แล้วนำไปปลูกในแปลงได้เลย ส่วนขั้นตอนต่อมาเมื่อได้ต้นพันธุ์เจียวกู่หลานที่พร้อมจะทำการปลูกแล้วต่อไปต้องมีการเตรียมดิน คือ ทำการไถพรวน 2 รอบ โดยไถดะเพื่อกำจัดวัชพืชจากนั้นตากดินไว้ 7 วัน แล้วไถแปรเพื่อทำให้ดินร่วนซุยและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ จากนั้น 1 – 2 วัน ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสม ระหว่าง 6 – 8 จากนั้นขึ้นแปลงยกร่องสูงจากพื้นดิน 30 เซนติเมตรขนาดแปลงกว้าง 1 เมตร ระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 5 0 เซนติเมตร สุดท้ายขั้นตอนการปลูก คือ ควรทำการปลูกในฤดูฝน โดยหากเป็นต้นกล้าจากการเพาะเมล็ด ให้นำต้นกล้าลงไปแล้วกลบดินโดยให้มีระยะปลูก 30 x 30 เซนติเมตร หากเป็นต้นกล้าจากการปักชำให้นำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะให้ปลูกแบบวิธีแรกแต่ให้ระยะห่างอยู่ที่ 15 x 30 เซนติเมตร หรือ 15 x 15 เซนติเมตร(แล้วแต่สภาพพื้นที่) ส่วนการปลูกโดยใช้ลำต้นใต้ดินนั้น ให้ขุดหลุมเป็นแนวใช้ 1 ท่อนพันธุ์ ต่อ 1 หลุม โดยใช้ระยะปลูก 30 x 50 เซนติเมตร โดยการปลูกทั้ง 3 วิธีนี้หากใช้ระยะปลูกที่ชิดกันมากเกินไปจะทำให้เกิดปัญหาการระบาดของโรคหรือมีปัญหาแมลงได้

ข้อมูลจาก : disthai.com
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

ยาดองสมุนไพรเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่น้าสมุนไพรมาดองในน ้าสุราเพื่อช่วยในสารสกัดสาระส้าคัญ ผนวกกับสรรพคุณที่เสริมใ...
16/07/2022

ยาดองสมุนไพร

เป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่น้าสมุนไพรมาดองในน ้าสุรา
เพื่อช่วยในสารสกัดสาระส้าคัญ ผนวกกับสรรพคุณที่เสริมให้พืชสมุนไพร
ออกฤทธิ์ในร่างกายได้อย่างรวดเร็วและช่วยในการเก็บรักษาสมุนไพร
ให้ได้นานขึ น ยาดองสมุนไพรมักใช้พืชวัตถุที่มีสรรพคุณด้านการบ้ารุงก้าลัง
แก้ปวดเมื่อย ปวดหลัง ปวดเอว บางต้ารับมีสรรพคุณที่ใช้บ้ารุงโลหิต
สามารถใช้บ้ารุงก้าหนัดแก้ปัญหาหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

วิธีการใช้ยาดองสมุนไพรเพื่อสุขภาพ
1. น้าสุรามาใช้ในการช่วยสกัดสารส้าคัญสมุนไพร โดยการน้ามาดองตามสูตรยาที่ก้าหนด
2. บริโภคครั งละไม่เกิน 30 มิลลิลิตร จ้านวนไม่เกินวันละ 2 ครั ง
3. สมุนไพรที่ใช้สุราดอง สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานประมาณ 1 – 2 ปี

กรรมวิธีการดองเหล้า
เตรียมสมุนไพรให้ครบตามต้ารับ ถ้าเป็นสมุนไพรสดก่อนเอามาดองต้องท้าให้แห้งโดยการ
ล้างให้สะอาด เอาไปอบหรือตากให้แห้งสับให้ได้ขนาดตามโหลที่ใส่แล้วเติมสุราตามสูตรที่ก้าหนด
เก็บไว้ประมาณ 15-30 วัน ค่อยน้ามาใช้ ส้าหรับต้ารับโบราณจะใส่สุราแค่ท่วมยา หมั่นคนทุกวัน
ถ้าตัวยาพองตัวท้าให้สุราแห้งหรือพร่องไปก็เติมสุราให้ท่วมยาอยู่เสมอ ใช้เวลาตั งแต่ 15 วัน – 1 เดือน

ข้อห้ามส้าหรับการใช้ยาดองสมุนไพร
1. การบริโภคยาดองสมุนไพรในปริมาณที่มากเกินส่งผลเสียต่อสุขภาพท้าให้เป็นโรคตับแข็งพิษสุราเรื อรังได้
2. ยาดองสมุนไพรไม่เหมาะส้าหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคตับ หญิงมีครรภ์ คนที่แพ้
แอลกอฮอล์
3. ส้าหรับหญิงหลังคลอดบุตร หากยังอยู่ในระยะให้นมบุตรการใช้สุราดองสมุนไพรอาจส่งผลกระทบ
ต่อเด็กทารกได้
ข้อมูลจาก : ittm.dtam.moph.go.th
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

วิธีต้มสมุนไพรจีนสำหรับการต้มยาจีนด้วยตัวเองอย่างถูกวิธีนั้น แบ่งขั้นตอนการต้มออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก คือ แช่ยา ต้มยา และเ...
15/07/2022

วิธีต้มสมุนไพรจีน

สำหรับการต้มยาจีนด้วยตัวเองอย่างถูกวิธีนั้น แบ่งขั้นตอน
การต้มออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก คือ แช่ยา ต้มยา และเทยา

เริ่มจากการเลือกภาชนะและน้ำที่จะนำมาใช้ในการต้มยา ภาชนะที่ใช้ในการต้มยาสมุนไพรจีน ได้แก่ หม้อดิน หม้อสแตนเลส น้ำที่ใช้จะต้องเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ควรเป็นน้ำดื่มที่ ไม่มีสารเคมีเจือปน

จุดเด่นของสมุนไพรจีนคือการสั่งยาให้คนไข้เฉพาะราย ซึ่งเป็นยาที่เหมาะสมตามการจำแนกกลุ่มอาการในศาสตร์การแพทย์แผนจีน ในตำรับยาจะประกอบไปด้วยตัวยาหลัก ตัวยารอง ตัวยาเสริม ตัวยาช่วย และ ตัวยานำพา ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนิดจะมีวิธีการต้มที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่เหมาะสม

เมื่อเปิดห่อสมุนไพรออก จะมีสมุนไพรบางชนิดที่ถูกห่อแยกไว้ ได้แก่ ยาต้มก่อน ยาต้มหลัง ยาผงชงละลาย หรือ ยาที่ใส่ถุงผ้า

1. ในกรณีที่มียาต้มก่อน ให้นำสมุนไพรจีนต้มก่อนใส่ลงหม้อต้ม
สมุนไพรจำพวกนี้เป็นสมุนไพรมีลักษณะแข็งหรือเป็นแร่ธาตุ ซึ่งสารออกฤทธิ์ละลายได้ยากและช้า จึงต้องใช้เวลาในการต้มนาน
เมื่อเริ่มต้มเติมน้ำให้ท่วมยา ให้ใช้ไฟแรงก่อน ปิดฝาต้มจนน้ำเดือด แล้วใช้ไฟอ่อนต้มต่อไปอย่างน้อย 30 นาที และหมั่นคอยเติมน้ำไม่ให้แห้ง

ในระหว่างที่ต้มสมุนไพรต้มก่อน ให้แช่สมุนไพรจีนที่อยู่ในห่อใหญ่ทั้งหมด หากมียาที่ใส่ถุงผ้าให้แช่รวมกัน หากได้รับขิงสดแนบมาด้วย ให้นำมาแบ่งตามจำนวนวันของยาให้เป็นท่อนเท่าๆกัน แล้วนำ 1 ท่อนมาซอยเป็นแผ่นบางใส่ลงไปแช่พร้อมกัน

สมุนไพรที่ใส่ถุงผ้ามักจะมีลักษณะเป็นผงหรือเป็นขน มีลักษณะเหนียวหรือเป็นยางซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่สะดวกขณะต้มและทำให้เกิดอาการคันคอได้

เติมน้ำอุณหภูมิห้องจนท่วมสมุนไพรประมาณ 1 ข้อนิ้วมือ แช่ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้น้ำซึมเข้าเนื้อสมุนไพร ให้ลองหักสมุนไพรดูข้างใน ถ้าน้ำซึมเข้าไปทั่วแล้วถือว่าเหมาะสม พร้อมที่จะขึ้นตั้งไฟ

2. เมื่อต้มสมุนไพรต้มก่อนเสร็จแล้ว ให้นำยาจีนที่แช่รอไว้มาเทรวมกัน เริ่มต้มโดยใช้ไฟแรงจนน้ำเดือด แล้วใช้ไฟอ่อนต้มต่อไป 20 – 30 นาที หรือตามที่แพทย์สั่ง

หากมีสมุนไพรต้มหลัง ให้ใส่ก่อนยกหม้อลง 3-5 นาทีและคนให้โดนน้ำทั่วกัน สมุนไพรจำพวกนี้ ได้แก่ สมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์เป็นน้ำมันหอมระเหยซึ่งไม่ทนต่อความร้อน จึงต้องใส่ต้มภายหลังตัวยาอื่น

จากนั้นยกหม้อลงจากเตาและกรองเอาแต่น้ำยา

สำหรับห่อยาที่ไม่มีสมุนไพรต้มก่อนหรือต้มหลัง สามารถแช่ยาเป็นเวลา 30 นาที และต้มได้ตามขั้นตอนการต้มปกติ

3. สมุนไพร 1 ห่อ สามารถต้มได้ 2 ครั้ง สำหรับการต้มครั้งที่สองให้ใช้กากยาจากครั้งแรก เติมน้ำให้ท่วมพอดีกับกากยา แล้วต้มต่ออีก 1 ครั้ง แล้วกรองเอาแต่น้ำ หลังจากนั้นเทยาต้มที่ได้จากการต้มทั้งสองครั้งผสมเข้าด้วยกัน แบ่งออกเป็นสองส่วน เพื่อให้ความเข้มข้นเท่ากัน ยาในส่วนที่ยังไม่ได้รับประทานให้ใส่ในภาชนะปิดมิดชิด แล้วแช่ในตู้เย็นช่องปกติ และนำอุ่นดื่มในมื้อถัดไป

หลังจากที่ต้มยาจีนได้ถูกต้องตามวิธีข้างต้นแล้ว การรับประทานยาจีนให้ถูกวิธีนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ควรรับประทานในขณะที่ยายังอุ่นอยู่ หากมียาชง ให้ชงละลายกับยาต้มในขณะที่ยังร้อน แล้วรับประทานตามที่แพทย์สั่ง ควรเก็บยาต้มไว้ในตู้เย็นช่องปกติ ทั้งนี้ให้สังเกต กลิ่น สี และรสชาติ ซึ่งไม่ควรเปลี่ยนจากเดิมมากนัก

เวลาที่เหมาะสมในการรับประทานยาจีน ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกาย โรค และตำรับยาที่ใช้ ควรรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์ โดยทั่วไปจะแนะนำให้รับประทานหลังอาหาร 30 นาที เช้าและเย็น หากผู้ป่วยลืมรับประทานยาจีนตามเวลาที่แพทย์กำหนด ไม่ควรดื่มยาด้วยการเพิ่มจำนวนยาเป็นสองเท่าในมื้อถัดไป

หากท่านได้รับยาใช้ภายนอก เป็นยาสำหรับล้างหรืออาบ ให้แช่ยา 20 นาที ต้มยาด้วยไฟแรง หลังจากน้ำเดือดให้ต้มต่อ 10 นาที หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจาก : huachiewtcm.com
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย

❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

เองเกฮึ้งโอสถ ร้านจำหน่ายสมุนไพรจีนต้นตำรับโบราณ ยาวนานกว่า 70 ปีจำหน่ายสมุนไพรหลายร้อยชนิดที่คัดสรรค์มาเป็นอย่างดีที่สุ...
12/07/2022

เองเกฮึ้งโอสถ ร้านจำหน่ายสมุนไพรจีน
ต้นตำรับโบราณ ยาวนานกว่า 70 ปี
จำหน่ายสมุนไพรหลายร้อยชนิด
ที่คัดสรรค์มาเป็นอย่างดีที่สุด
เพื่อให้ลูกค้านำไปใช้ประโยชน์สูงสุด
ทุกสูตรคิดค้นโดยอาเหล่ากง
ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรจีนมายาวนาน
ทางร้านกราบขอบพระคุณลูกค้าทุกท่าน
ที่สนับสนุนทางร้านมายาวนานรุ่นสู่รุ่น
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

ประโยชน์ และ สรรพคุณสมุนไพรจีน1. เห็ดหลินจือในปี 2003 การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology ยืนยันว่าเห็ดหลินจือโ...
11/07/2022

ประโยชน์ และ สรรพคุณสมุนไพรจีน
1. เห็ดหลินจือ
ในปี 2003 การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology ยืนยันว่าเห็ดหลินจือโดดเด่นในสรรพคุณของสารต้านอนุมูลอิสระ ผู้ป่วยเอดส์และมะเร็งบางรายจึงใช้เห็ดหลินจือในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเร่งการผลิตเม็ดเลือดขาว บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้ชาย และอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายของเนื้องอกในร่างกาย อย่างไรก็ดีเห็ดหลินจืดมีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น อาจทำให้คลื่นเหียน คัน และหากกินมากเกินไปอาจกระตุ้นอาการบ้านหมุนก็ได้

2. เก๋ากี้
มีชื่ออินเตอร์ว่า “โกจิเบอร์รี่” (แต่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับชื่อภาษาจีนมากกว่า) เห็นเล็ก ๆ อย่างนี้ แต่ก็เต็มไปด้วยสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ใยอาหาร แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม วิตามินบี 2 วิตามิน และยังมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อีกด้วย แม้โดยรวมจะไม่มีการพิสูจน์ทางคลินิกแต่ก็เชื่อกันว่าเก๋ากี้มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ

3. เกาลัดจีน
เกาลัดต่างจากถั่วหรือเมล็ดพืชอื่น ๆ ตรงที่มันมีไขมันน้อยมาก แต่กลับเป็นถั่วชนิดเดียวที่มีวิตามินซีเทียบเท่ากับมะนาว แน่นอนว่ามันเป็นพืชจึงไม่มีคอเลสเตอรอล เกาลัดจีนมีสารอาหารคล้ายข้าวกล้อง จึงมีคำกล่าวว่ามันคือ “ธัญพืชที่เกิดบนต้นไม้” ด้วยความที่มันมีกรดโฟลิก วิตามินซี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มันจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายได้ดีที่สุด นอกจากนี้ชาวจีนโบราณยังเชื่อว่าเกาลัดจะช่วยให้ลมหายใจหวานสดชื่นอีกด้วย

4. เก๊กฮวย
ชาเก๊กฮวยถูกใช้เป็นยาพื้นบ้านมานานในฐานะยาลดไข้โดยมีสารอาหารทั้งวิตามินเอ วิตามินบี1 กรดอะมิโน ฟลาวานอยด์ เชื่อกันว่ามันจะช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล “เลว” และบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology ก็ยังเปิดเผยว่ามันมีสรรพคุณช่วยปกป้องระบบประสาทจากความแก่ชราหรืออาการบาดเจ็บต่าง ๆ ดังนั้น เป็นหนุ่มสาวก็ดื่มได้ประโยชน์ดีเช่นกัน
Tip : เปลี่ยนจากชาฝรั่งมาดื่มชาเก๊กฮวยกันบ้าง โดยนำดอกเก๊กฮวยแห้งแช่ในน้ำร้อนประมาณ 5 นาที ก็จะได้ชาเก๊กฮวยสีเหลืองที่หอมกลิ่นดอกไม้

5. แปะก๊วย
เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหับสุภาพสตรีที่กำลังเข้าสู่วัยทอง เนื่องจากมันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อไฟโตเอสโตรเจนซึ่งอาจช่วยทำหน้าที่แทนฮอร์โมนที่ไม่สมดุลได้ นักวิจัยจึงเชื่อว่ามันมีสรรพคุณบรรเทาอาการของวัยของหลายอย่าง ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคนอนไม่หลับ อัลไซเมอร์ และโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม การกินแปะก๊วยก็อาจให้ผลข้างเคียง อย่างเช่น ท้องร่วง ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้อาเจียน เลือดไหลหรือผิวช้ำผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าวก็ให้รีบไปพบแพทย์เสีย

6. เห็ดหอม
อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินซี โปรตีน และใยอาหาร เห็ดหอมอยู่ในตำรับยาจีนมานานกว่า 6 พ้นปี โดยเชื่อว่ามันสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้เพราะมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Letinan คอยต่อสู้กับเชื้อไวรัสต่าง ๆ มันอัดแน่นไปด้วย L-Ergothioneine สารต้านอนุมูลอิสระ และดีต่อหัวใจ เนื่องจากมันช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในเห็ดหอมมีสาร Purines หากกินมากเกินไปแล้วอาจทำให้มีการสะสมกรดยูริกจนเสี่ยงต่อโรคเกาต์และนิ่วในไตอย่างมาก คนที่มีปัญหาไตหรือเกาต์จึงไม่ควรกินเห็ดหอม

7. เมล็ดบัว
เป็นแหล่งโปรตีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส รวมถึงเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า L-lsoaspartyl Methyltransferase ซึ่งช่วยซ่อมแซมโปรตีนที่ถูกทำลาย นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าเมล็ดบัวเป็นอาหารที่ช่วยชะลอความแก่ชราได้ในตำรับจีนเชื่อว่า รสหวานโดยธรรมชาติของเมล็ดบัวจะช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงและช่วยกล่อมเกลาจิตใจทำให้นอนหลับสบาย ส่วนแกนของเมล็ดนั้นมีรสขมและมีฤทธิ์เย็นจึงดีต่อหัวใจโดยการช่วยขยายหลอดเลือดและลดความดันโลหิต อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยมีสรรพคุณรักษาอาการท้องร่วงคนที่ท้องผูกจึงควรหลีกเลี่ยงเมล็ดบัวโดยเด็ดขาด

8. โสม
หากพูดกันถึงสมุนไพรจีนคงขาดโสมไปไม่ได้โสมแดงของจีนนั้นถูกใช้ในทางการแพทย์มาหลายศตวรรษและในปัจจุบันก็ยังมีการใช้อย่างแพร่หลาย ในสมัยโบราณเชื่อว่าโสมเป็นยาอายุวัฒนะส่งเสริมปัญญาและความแข็งแรง แม้ว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมแต่การศึกษาจาก University of Maryland ก็ชี้ว่าโสมสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้จริงช่วยลดคอเลสเตอรอลเลวและช่วยให้กระปรี้กระเปร่า อย่างไรก็ดีโสมไม่เหมาะกับคนที่เป็นความดันโลหิตสูงคนที่เป็นเบาหวาน สตรีมีครรภ์ และหญิงสาวที่กำลังให้นมบุตร

9. รากชะเอม
นอกจากใช้ในตำรับจีนแล้วยังสาวต้นตอไปได้ถึงสมัยโรมันซึ่งมีการต้มรากชะเอมเพื่อบรรเทาอาการไอ หอบ เจ็บคอ โรคปอดอื่น ๆ และเชื่อว่ามันจะช่วยชะล้างภายในลำไส้ได้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้หญิงวัยทองเนื่องจากมันมีไฟโตเอสโตรเจนด้วย อย่างไรก็ตามการกินรากชะเอมมาก ๆ ก็อาจทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงไม่ควรกินพร้อมกับยาขับปัสสาวะ เช่นเดียวกับที่คนเป็นโรคเบาหวานกับโรคตับควรจะหลีกเลี่ยงรากชะเอมเหมือนกัน

10. เฉาก๊วย
ด้วยเหตุที่มันดำ แวววาว และเด้งดึ๋ง เป็นที่สุด คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนึกถึงเฉาก๊วยในแง่ของสมุนไพรหรืออาหารเพื่อสุขภาพ เฉาก๊วยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Black Jelly หรือ Grass Jelly ซึ่งตัวมันเองเป็นอาหารที่มีธาตุหยินหรือเป็นอาหารเย็นนั่นเอง ทำให้เหมาะจะกินในหน้าร้อนและบรรเทาอาการปวดท้อง คลื่นเหียน อาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ยังมีใยอาหารชนิดละลายในน้ำ ซึ่งอาจจับเอาน้ำตาลและไขมันออกมาได้ มันจึงช่วยป้องกันเบาหวานและโรคหัวใจได้อีกทางหนึ่ง (ตราบใดที่คุณไม่ใส่น้ำเชื่อมเยอะมากเกินไปละก็นะ)

ขอบคุณข้อมูลจาก gigail.com
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

วิธีเก็บรักษาสมุนไพรจีนการอนุรักษ์สมุนไพรต่างๆ ในการใช้ปรุงยาให้มีอายุยืนยาว และมีคุณสมบัติใช้ปรุงยามีสรรพคุณในการรักษาโ...
10/07/2022

วิธีเก็บรักษาสมุนไพรจีน
การอนุรักษ์สมุนไพรต่างๆ ในการใช้ปรุงยาให้มีอายุยืนยาว และมีคุณสมบัติใช้ปรุงยามีสรรพคุณในการรักษาโรคแน่นอน การอนุรักษ์สมุนไพรเพื่อใช้ปรุงยารักษาโรคต่างๆ นั้น เราจำจะต้องศึกษาธรรมชาติของสมุนไพรเหล่านี้เสียก่อนว่า สมุนไพรเหล่านี้มีลักษณะอย่างไร ควรจะเก็บรักษาไว้เป็นเวลานานเท่าใดจึงจะเสื่อมคุณภาพ และควรเก็บด้วยภาชนะชนิดใดจึงจะไม่เกิดปฏิกิริยากับสมุนไพรเหล่านี้ และควรเก็บอย่างไร กลิ่น รส ของสมุนไพรเหล่านี้จึงจะเสื่อมไป การอนุรักษ์สมุนไพร ดังกล่าวพอจะกล่าวโดยสังเขปได้ดังต่อไปนี้ คือ

๑. การอนุรักษ์สมุนไพรประเภทที่มีกลิ่นหอม เช่นอบเชย กฤษณา กะลำพัก พิมเสน การบูน ชมดเชียง ฯลฯ ควรเก็บในขวดแก้ว หรือ ขวดพลาสติคที่มีฝาจุกอัดอากาศให้แน่นสนิทอย่าให้อากาศเข้าได้และควรเช็ดให้แห้งสนิทก่อนที่จะนำมาใช้เก็บสมุนไพรเหล่านี้ ทั้งนี้ เพื่อเก็บกลิ่นของสมุนไพรเหล่านี้ไว้ให้อยู่ตลอดไปให้นานที่สุด เมื่อเราจะนำมาปรุงยาเมื่อใด สมุนไพรเหล่านี้ก็ยังมีสรรพคุณดีอยู่เสมอ หากใช้ภาชนะในการเก็บรักษาสมุนไพรเหล่านี้ผิด เช่น ใช้ภาชนะที่ทำด้วยเหล็ก หรือ ทองเหลืองเก็บสมุนไพรเหล่านี้ภาชนะเหล่านั้นอาจเกิดสนิม และสนิมเหล่านี้จะทำลายคุณภาพของสมุนไพรให้เสื่อมไปจนใช้การไม่ได้ และหากใช้จุกปิดฝาภาชนะเหล่านี้ปิดไม่สนิทอากาศเข้าได้ สมุนไพรเหล่านี้ก็จะหมดกลิ่นและเสื่อมคุณภาพไม่สามารถจะนำไปใช้ทำยาได้อีกต่อไป

๒. ส่วนสมุนไพรบางชนิดต้องไม่เก็บไว้ในภาชนะที่ทำด้วยโลหะบางชนิดเช่นอาลูมิเนียม เช่นดีเกลือ ดินปะสิว จุลสี เกลือสินเธา สารส้ม กำมะถัน น้ำส้มสายชู ฯลฯ ทั้งนี้เพราะสารต่างๆ ในสมุนไพรเหล่านี้เมื่อสลายตัวออกมาแล้ว จะเกิดปฏิกิริยากับภาชนะที่ใช้เก็บ อาจจะเกิดเป็นกรดอย่างแรงชนิดต่างๆ ซึ่งจะมีอันตรายเมื่อนำสมุนไพรเหล่านี้ไปใช้ปรุงยาให้แก่คนไข้

๓. สมุนไพรที่เป็นพืชบางชนิด หรือเป็นสัตว์วัตถุควรใช้ภาชนะที่ทำด้วยสังกะสี หรือทองเหลืองเป็นรูปปี๊บขนาดปี๊บน้ำมันก๊าด และตอนบนควรจะทำเป็นฝาปิดรูปทรงกระบอก แบบฝาถ้ำชาเพื่ออัดอากาศให้แน่นเวลาใช้เก็บสมุนไพรเหล่านี้ ก่อนเก็บสมุนไพรควรล้างภาชนะให้สอาดและตากแดดให้แห้งสนิท รวมทั้งสมุนไพรที่จะนำมาเก็บด้วย ต้องตากแดดให้แห้งสนิท ก่อนจะนำมาเก็บในภาชนะเหล่านี้แล้วปิดฝาให้แน่นอย่าให้อากาศและความชื้นในอากาศเข้าได้ เราก็จะรักษาคุณสมบัติของสมุนไพรเหล่านี้ให้มีอายุยืนนานถึง ๑ ปี หรือกว่านั้น

๔. สมุนไพรประเภทมีลักษณะเป็นน้ำ หรือน้ำมันเช่นน้ำผึ้ง น้ำมันต่างๆ ควรเก็บไว้ในขวดแก้ว ส่วนยาดองเหล้า หรือมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรื ยาดองอื่นๆ ควรใช้ขวดแก้วเป็นภาชนะเก็บรักษาจะปลอดภัยกว่า หากจะเก็บยาเหล่านี้เป็นเวลานาน แม้แต่ยาต้มแล้ว ใส่ยากันบูดเช่นโซเดียมเบ็นโซเอ็ด ยาประเภทนี้หากมีความจำเป็นต้องเก็บไว้นานก็ควรเก็บไว้ในขวดแก้วจะปลอดภัยกว่า ไม่ควรเก็บไว้ในขวดพล๊าสติค หรือขวดอาลูมิเนียมในระยะยาวนาน ทั้งนี้เพราะขวดพล๊าสติคและขวดอาลูมิเนียมมีสารบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยากับยาเหล่านี้ในทางที่เป็นพิษแก่คนไข้ที่ใช้รักษา

๕. สมุนไพรประเภทเกษร หรือประเภทผงคต่างๆ ควรเก็บไว้ในขวดแกว หรือขวดพล๊าสติคอัดอากาศให้แน่น สมุนไพรเหล่านี้ย่อมจะมีคุณสมบัติอยู่ได้ในระยะอันยาวนาน

๖. การอนุรักษ์สมุนไพรที่เราต้องการหยิบมาปรุงยาต่างๆ ควรจัดแบ่งประเภทออกเป็นหมวดหมู่ แล้วสับ หรือหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่กล่องสังกะสีมีฝาปิดแล้วเขียนป้ายชื่อสมุนไพรเหล่านั้นให้ชัดเจนแล้วทำชั้น หรือลิ้นชักบรรจุกล่องสังกะสีเหล่านี้ไว้เป็นช่องๆ เวลาจะหยิบ สมุนไพรเหล่านี้มาปรุงยาเพียงเหลือบตาคูก็จะรู้ว่าสมุนไพรชนิดไหนอยู่ที่ไหน เราก็สามารถจะนำสมุนไพรเหล่านี้มาปรุงยาได้สะดวกเมื่อเราต้องการ และการที่แนะนำให้ทำกล่องสังกะสีใส่สมุนไพร แยกประเภทไว้เป็นชนิดๆ และใช้ฝาปิดให้สนิทเมื่อหลังจากใช้แล้ว ก็เพื่อป้องกันความชื้นและเชื้อราในอากาศไม่ให้เข้าไปทำลายสมุนไพรเหล่านั้นให้เสื่อมคุณภาพ หากเก็บไว้ในลิ้นชักเฉยๆ หรือวางไว้บนหิ้งโดยไมมีภาชนะบรรจุอีกชั้นหนึ่ง สมุนไพรเหล่านี้อาจเกิดรา หรือเสื่อมคุณภาพ เร็วเกินควร

๗. สมุนไพรประเภทเป็นกรด เช่นดินปะสิว น้ำประสานทอง จุลสีควรเก็บไว้ในภาชนะที่ทำด้วยแก้วรวมทั้งปรอทด้วย ส่วนดีเกลือ เกลือสินเธาจะใช้ภาชนะที่ทำด้วยดิน หรือแก้วเก็บก็ได้ แต่ยาดำ มหาหิงษ์จะใช้ภาชนะที่ทำด้วยสังกะสีเป็นที่เก็บรักษาก็ได้

๘. การเก็บสมุนไพรในโกดังเก็บของขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่นั้น ควรสร้างเป็นชั้นขึ้นแล้วแบ่งสมุนไพรออกเป็นประเภท และ หมวดหมู่โดยละเอียด เพื่อสะดวกในการที่เราจะหยิบใช้สมุนไพรเหล่านี้

๙. สมุนไพรบางชนิดเป็นใบไม้ซึ่งสามารถจะดูดความชื้นในอากาศได้ และพวกสัตว์ต่างๆ จะเข้าไปทำรังอยู่เช่นหนูและแมลงสาบ จิ้งจกตุ๊กแก หรือสัตว์เลื้อยคลานอื่นๆ ย่อมจะเข้าไปทำลายสมุนไพรเหล่านี้ให้เสื่อมคุณภาพ และนำสิ่งสกปรกโสโครกเข้าไปปะปนให้สมุน ไพรเหล่านี้ จึงเก็บสมุนไพรเหล่านี้ไว้ในกระสอบพล๊าสติคอย่างหนาขนาดใหญ่เท่ากระสอบข้าวสาร และมัดปากให้แน่นเพื่อป้องกันความชื้นของอากาศ และชั้นที่จะเก็บสมุนไพรเหล่านี้ ควรใช้ลวดตาข่ายอย่างตาถี่ปิดกั้นให้แข็งแรงแน่นหนาเพื่อป้องกันหนูและแมลงต่างๆ ไม่ให้เข้าไปทำลายได้ สมุนไพรเหล่านี้ก็จะมีอายุอยู่ได้นานกว่าที่เราจะเก็บแบบตามบุญตามกรรม

๑๐. สมุนไพรประเภทเขี้ยวงาสัตว์ต่างๆ จะเก็บในภาชนะชนิดใดก็ได้แต่อย่าใช้ภาชนะที่อาจเกิดสนิมขึ้นในภายหลังเป็นใช้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรประเภท หนอแรด หรือเขากุยนั้นควรเก็บในตู้นิรภัยจะปลอดภัยกว่าเก็บไว้ไนภาชนะอื่นๆ เพราะนอแรดนอหนึ่ง ปัจจุบันราคาหลายหมื่นบาท บางอันนออาจถึงแสนบาทก็เป็นได้ ส่วนเขากุยนั้นเขาหนึ่งราคาพันกว่าบาทขึ้นไป จึงควรเก็บไว้ในที่ปลอดภัยจะเหมาะกว่า
ขอบคุณที่มา Cr.พ.ต.อ. ชลอ อุทกภาชน์ ธบ. นบ.ท. ภบ.
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

" ต้นกำเนิดสมุนไพรจีน "ประวัติความเป็นมาของสมุนไพรจีนในประวัติศาสตร์จีน มีนิทานพื้นเมืองเล่าว่า ”นายเสินหนงรองกินสมุนไพร...
09/07/2022

" ต้นกำเนิดสมุนไพรจีน "
ประวัติความเป็นมาของสมุนไพรจีน
ในประวัติศาสตร์จีน มีนิทานพื้นเมืองเล่าว่า ”นายเสินหนงรองกินสมุนไพรร้อยชนิด ... วันหนึ่งถูกพิษถึง 70 ชนิด” สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการที่ยากลำบากในการแสวงหาและค้นพบยาสมุนไพร ซึ่งเป็นการสะสมประสบการณ์ในการต่อสู้กับธรรมชาติและโรคภัยใข้เจ็บของชาวจีนโบราณ และก็แสดงให้เห็นว่า ยาจีนได้มากจากการใช้แรงงานที่แท้จริง
ตั้งแต่สมัยราชวงศ์เซี่ย ซาง โจว(ประมาณปลายศตวรรษที่ 22 ก่อนคริสต์ศักราช--ปี256ก่อนคริสต์ศักราช) จีนก็มีเหล้ายาและน้ำยาเกิดขึ้นแล้ว “คัมภีร์ซือจิง”ของราชวงศ์ซีโจว(ประมาณศตวรรษที่ 11 ก่อนคริสต์ศักราช --ปี771ก่อนคริสต์ศักราช)เป็นหนังสือที่มีบันทึก เกี่ยวกับยาฉบับเก่าแก่ที่สุดที่จีนรักษาไว้ในปัจจุบัน ส่วน“คัมภีร์เน่ยจิง” ซึ่งเป็นตำราแพทย์แผนจีนเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เสนอทฤษฎี ต่างๆเกี่ยวกับการรักษาเช่น”ให้อุ่นตัวผู้หนาวเย็น และให้ผู้ร้อนตัวเย็นลง” “อู่เว่ยสั่วรู่(ความสัมพันธ์ระหว่างรสชาติทั้ง 5 คือเปรี้ยว เผ็ด ขม เค็ม หวานกับอวัยวะทั้ง 5 ในร่างกายคือตับ ปอด หัวใจ ตับ ม้าม)”และ”การบำรุงและระบายอวัยวะทั้ง 5 ”เป็นต้น ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานทางกทฤษฎีให้กับยาจีน
“คัมภีร์สมุนไพรเสินหนง”ของราชวงศ์ฉินและฮั่น(ปี 221 ก่อนคริสต์ศักราช-ปีค.ศ.220)เป็นตำราเภสัชวิทยาเก่าแก่ที่สุดที่จีนมีอยู่ในปัจจุบัน ได้รวบรวมและสรุปข้อมูลทางเภสัชวิทยา จากนายแพทย์จำนวนมาก หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกยา 365 ชนิด ซึ่งยังใช้ในการรักษาพยาบาลในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้เป็นสัญญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า เภสัชวิทยายาจีนได้ก่อรูปขึ้นในขั้นต้นแล้ว
สมัยราชวงศ์ถึง(ปีค.ศ.618-ค.ศ.907) เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง มีส่วนส่งเสริมการพัฒนาของยาจีน รัฐบาลถังได้บรรลุความสำเร็จในการเรียบเรียง”ถังเปิ่นฉ่าว”ซึ่งเป็นตำรายาสมุนไพรฉบับแรกในโลก หนังสือเล่มนี้ได้บันทึกตัวยาไว้ 850 ชนิด และได้เพิ่มภาพวาดของยาชนิดต่างๆไว้ด้วย นับว่าได้ปรับปรุงยาสมุนไพรจีนให้มีความเป็นวิทนาศาสตร์ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อถึงราชวงศ์หมิง(ปีค.ศ.1368-ค.ศ.1644) นายหลี่ สือเจิน นักเภสัชศาสตร์ได้ใช้เวลา 27 ปีในการแต่ง
”โครงร่างและรายละเอียดของตำรายาสมุนไพร”(เปิ่น ฉ่าว กาง มู่)ที่ได้บันทึกตัวยาไว้ 1,892 ชนิด ถือเป็นตำราที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติยาสมุนไพรของจีน
นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้นเมื่อปีค.ศ.1949 เป็นต้นมา จีนได้ดำเนินงานวิจัยและศึกษาเกี่ยวกับยาจีนในหลายด้าน ซึ่งรวมทั้งพฤกษศาสตร์ วิชาวิเคราะห์จำแนก วิชาเคมี เภสัชศาสตร์ และแพทยศาสตร์ในด้านการรักษาพยาบาลเป็นต้น ได้เสนอรากฐานทางวิทยาศาสตร์ให้กับการกำหนดแหล่งที่มาของยา การพิสูจน์จำแนกยาสมุนไพร ตลอดจนการอธิบายสรรพคุญของตัวยา บนพื้นฐานการสำรวจแหล่งที่มาของยาสมุนไพรทั่วประเทศ ปีค.ศ.1961 ได้มีการเรียบเรียงหนังสือเรื่อง”อักขรานุกรมยาจีน” ฉบับทั่วประเทศและฉบับท้องถิ่นขึ้น และปีค.ศ.1977 ได้ตีพิมพ์จำหน่าย”พจนานุกรมยาจีน”ซึ่งได้บันทึกตัวยาจีนไว้มากถึง 5,767 ชนิด พร้อมกันนี้ หนังสือคู่มือเกี่ยวกับยาจีน บทประพันธ์ด้านยาจีนในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศ และหนังสือพิมพ์ นิตยาสารที่เกี่ยวข้องกับยาจีนมากมายหลายอย่างก็ปรากฎขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้มีการก่อตั้งองค์กรวิจัย ศึกษา สอนและผลิตเกี่ยวกับยาจีนต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทรัพยากรยาจีน
จีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีภูมิประเทศสลับซับซ้อน และมีหลายฤดูกาล ทำให้จีนมีภาวะนิเวศที่แตกต่างกันหลายแบบซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับการเติบโตของยาสมุนไพรที่มีมากมายหลายชนิด ปัจจุบัน จีนได้ลบุกเบิกและใช้ยาสมุนไพรกว่า 8,000 ชนิด ในนี้มี 600 กว่าชนิดเป็นยาที่นิยมใช้กัน ไม่ว่าชนิดหรือปริมาณ ต่างก็จัดอยู่ในอันดับแรกของโลก ยาจีนนอกจากจะสอดคล้องกับความต้องการ ภายในประเทศแล้ว ปัจจุบัน ยาจีนยังได้ส่งออกไปยัง 80 กว่าประเทศและเขตแคว้นมีชื่อเสียงอย่างมากในโลก
การประยุกต์ใช้ยาจีน
การใช้ยาจีนมีประวัติมายาวนาน และก็มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและเจริญเติบโตของประชาชาติจีน จนถึงปัจจุบัน ยาจีนก็ยังมีฐานะสำคัญในการรักษาดูแลสุขภาพของประชาชน ทฤษฎีและประสบการณ์ในการใช้ยาสมุนไพรจีนนั้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของวัฒนธรรมจีน ยาจีนส่วนใหญ่ได้มาจากยาธรรมชาติ มีผลข้างเคียงน้อย และยาชนิดหนึ่งจะรวมสารหลายชนิด นำไปใช้ในการรักษาโรคได้หลายอย่าง และยาจีนมักจะใช้ยาหลายชนิดผสมเข้าด้วยกัน ด้วยการผสมยาที่สมเหตุสมผล ทำให้สามารถใช้รักษาโรคที่รักษายากและให้ได้ผลมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถลดผลข้างเคียงให้น้อยลงด้วย
การประยุกต์ใช้ยาจีนถือทฤษฎีแพทย์แผนโบราณจีนเป็นพื้นฐาน และถือผลที่ได้มาจากการรักษาโรคด้วยยาชนิดต่างๆเป็นหลักฐาน ผลการรักษาด้วยยาจีนกำหนดโดยสรรพคุณหรือลักษณะของตัวยา สรรพคุณของยาจีนที่สำคัญมีลมปราณ(ชี่) 4 และกลิ่น 5 (หนาว ร้อน อุ่น เย็นและเปรี้ยว ขม หวาน เผ็ดเค็ม) การเพิ่มขึ้นลดลง การลอยสู่ผิวการจมลงลึก การคืนพลังและความเป็นพิษ เพื่อใช้ยาจีนอย่างมีผลและปลอดภัย ต้องเข้าใจรับรู้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการผสม ข้อต้องห้าม ปริมาณที่ใช้ วิธีรับประทานและการปรับยาของยาจีน การผสมยาคือการเลือกใช้ยาหลายชนิด ผสมเข้าด้วยกันตามสภาวะโรคและสรรพคุณของยาที่แตกต่างกัน ข้อต้องห้ามคือ ข้อต้องห้ามในด้านการผสมยา ข้อต้องห้ามในช่วงตั้งครรภ์ ข้อต้องห้ามในอาหารการกินและข้อต้องห้ามเกี่ยวกับอาการโรค ผริมาณที่ใช้คือบริมาณของตัวยาที่ใช้ในการรักษาพยาบาล ซึ่งรวมทั้ง ยาชนิดเดียวและบริมาณของยาสำเร็จรูปสำหรับผู้ใหญ่รับประทานต่อวันและก็รวมทั้งสัดส่วนของยาชนิดต่างๆในยาแต่ละชุด
วิวัฒนการของยาจีน
ทิศทางแห่งการวิจัยยาจีนในอนาคตคือ การผลิตยาจีน ในขณะเดียวที่สืบทอดประสบการณ์การผลิตที่มีมาแต่ดั้งเดิม ก็จะต้องลงแรงในการคัดเลือกพันธ์ที่ดี เช่นงานวิจัยทางด้านการ ใช้รังสีไอโซโทป(isotope)ในการเพาะพันธ์และวิศวกรรมชีวภาพเป็นต้น เพิ่มการนำเข้าและเพาะปลูกสมุนไพรชนิดที่มีความต้องการทางบริมาณมาก เช่นชะเอม หวางฉินและไฉหูเป็นต้น ตลอดจนยาสมุนไพรป่านำเข้ากว่า 20 ชนิดโดยเฉพาะงานวิจัยเพื่อป้องกันเมล็ดพันธุเสื่อมถอยและเสริมงานสำรวจและบุกเบิกพัฒนาแหล่งทรัพยากรใหม่
ขอบคุณที่มา Cr.oknation.net
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

สูตรดองสมุนไพรจีน "สำหรับท่านชาย"สมุนไพรบำรุงร่างกาย ต้นตำรับเองเกฮึ้งโอสถ สามารถดองได้ทั้งน้ำสีขาวและน้ำผึ้ง วิธีการดอง...
08/07/2022

สูตรดองสมุนไพรจีน "สำหรับท่านชาย"
สมุนไพรบำรุงร่างกาย ต้นตำรับเองเกฮึ้งโอสถ สามารถดองได้ทั้งน้ำสีขาวและน้ำผึ้ง วิธีการดองด้วยน้ำผึ้งสำหรับผู้ที่ไม่ทานน้ำสีขาว จะใช้เวลาในการดอง 1.5 -2 เดือนถึงจะเริ่มทานได้ แล้วทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะหลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน หรือจะตัดทานเลยหรือผสมน้ำอุ่นแล้วทานก็ได้
สูตรดองสมุนไพรจีนสำหรับท่านชายนี้ เป็นสูตรต้นตำหรับอาเหล่ากง ซึงคัดเลือกตัวสมุนไพรที่ดีที่สุด คัดพิเศษจึงแนะนำให้ลองทานตัวนี้
☯️ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯️
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤️ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

ประโยชน์ และ สรรพคุณสมุนไพรจีนสมุนไพรจีนนั้นมีมาช้านานมากแล้วในเมืองไทยและวันนี้เราจึงของนำความรู้ในเรื่องประโยชน์ของสมุ...
06/07/2022

ประโยชน์ และ สรรพคุณสมุนไพรจีน
สมุนไพรจีนนั้นมีมาช้านานมากแล้วในเมืองไทยและวันนี้เราจึงของนำความรู้ในเรื่องประโยชน์ของสมุนไพรจีนและสรรพคุณสมุนไพรจีนรวมถึงโทษของสมุนไพรจีนหากว่าบริโภคมากเกินไป ใครที่ชอบรับประทานสมุนไพรจีนจึงต้องควรศึกษาถึง สรรพคุณสมุนไพรจีน กันสักหน่อย
1. เห็ดหลินจือ
ในปี 2003 การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology ยืนยันว่าเห็ดหลินจือโดดเด่นในสรรพคุณของสารต้านอนุมูลอิสระ ผู้ป่วยเอดส์และมะเร็งบางรายจึงใช้เห็ดหลินจือในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันเร่งการผลิตเม็ดเลือดขาว บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบในผู้ชาย และอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายของเนื้องอกในร่างกาย อย่างไรก็ดีเห็ดหลินจืดมีผลข้างเคียงที่ต้องระวัง เช่น อาจทำให้คลื่นเหียน คัน และหากกินมากเกินไปอาจกระตุ้นอาการบ้านหมุนก็ได้

2. เก๋ากี้
มีชื่ออินเตอร์ว่า “โกจิเบอร์รี่” (แต่คนไทยอาจจะคุ้นเคยกับชื่อภาษาจีนมากกว่า) เห็นเล็ก ๆ อย่างนี้ แต่ก็เต็มไปด้วยสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ใยอาหาร แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม วิตามินบี 2 วิตามิน และยังมีกรดไขมันโอเมก้า-3 อีกด้วย แม้โดยรวมจะไม่มีการพิสูจน์ทางคลินิกแต่ก็เชื่อกันว่าเก๋ากี้มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะชั้นเลิศ

3. เกาลัดจีน
เกาลัดต่างจากถั่วหรือเมล็ดพืชอื่น ๆ ตรงที่มันมีไขมันน้อยมาก แต่กลับเป็นถั่วชนิดเดียวที่มีวิตามินซีเทียบเท่ากับมะนาว แน่นอนว่ามันเป็นพืชจึงไม่มีคอเลสเตอรอล เกาลัดจีนมีสารอาหารคล้ายข้าวกล้อง จึงมีคำกล่าวว่ามันคือ “ธัญพืชที่เกิดบนต้นไม้” ด้วยความที่มันมีกรดโฟลิก วิตามินซี และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มันจึงเป็นหนึ่งในอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกายได้ดีที่สุด นอกจากนี้ชาวจีนโบราณยังเชื่อว่าเกาลัดจะช่วยให้ลมหายใจหวานสดชื่นอีกด้วย

4. เก๊กฮวย
ชาเก๊กฮวยถูกใช้เป็นยาพื้นบ้านมานานในฐานะยาลดไข้โดยมีสารอาหารทั้งวิตามินเอ วิตามินบี1 กรดอะมิโน ฟลาวานอยด์ เชื่อกันว่ามันจะช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดคอเลสเตอรอล “เลว” และบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก นอกจากนี้การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology ก็ยังเปิดเผยว่ามันมีสรรพคุณช่วยปกป้องระบบประสาทจากความแก่ชราหรืออาการบาดเจ็บต่าง ๆ ดังนั้น เป็นหนุ่มสาวก็ดื่มได้ประโยชน์ดีเช่นกัน
Tip : เปลี่ยนจากชาฝรั่งมาดื่มชาเก๊กฮวยกันบ้าง โดยนำดอกเก๊กฮวยแห้งแช่ในน้ำร้อนประมาณ 5 นาที ก็จะได้ชาเก๊กฮวยสีเหลืองที่หอมกลิ่นดอกไม้

5. แปะก๊วย
เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหับสุภาพสตรีที่กำลังเข้าสู่วัยทอง เนื่องจากมันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อไฟโตเอสโตรเจนซึ่งอาจช่วยทำหน้าที่แทนฮอร์โมนที่ไม่สมดุลได้ นักวิจัยจึงเชื่อว่ามันมีสรรพคุณบรรเทาอาการของวัยของหลายอย่าง ได้แก่ โรคกระดูกพรุน โรคนอนไม่หลับ อัลไซเมอร์ และโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิต อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม การกินแปะก๊วยก็อาจให้ผลข้างเคียง อย่างเช่น ท้องร่วง ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง คลื่นไส้อาเจียน เลือดไหลหรือผิวช้ำผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าวก็ให้รีบไปพบแพทย์เสีย

6. เห็ดหอม
อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก วิตามินซี โปรตีน และใยอาหาร เห็ดหอมอยู่ในตำรับยาจีนมานานกว่า 6 พ้นปี โดยเชื่อว่ามันสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้เพราะมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Letinan คอยต่อสู้กับเชื้อไวรัสต่าง ๆ มันอัดแน่นไปด้วย L-Ergothioneine สารต้านอนุมูลอิสระ และดีต่อหัวใจ เนื่องจากมันช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากในเห็ดหอมมีสาร Purines หากกินมากเกินไปแล้วอาจทำให้มีการสะสมกรดยูริกจนเสี่ยงต่อโรคเกาต์และนิ่วในไตอย่างมาก คนที่มีปัญหาไตหรือเกาต์จึงไม่ควรกินเห็ดหอม

7. เมล็ดบัว
เป็นแหล่งโปรตีน แมกนีเซียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส รวมถึงเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า L-lsoaspartyl Methyltransferase ซึ่งช่วยซ่อมแซมโปรตีนที่ถูกทำลาย นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าเมล็ดบัวเป็นอาหารที่ช่วยชะลอความแก่ชราได้ในตำรับจีนเชื่อว่า รสหวานโดยธรรมชาติของเมล็ดบัวจะช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงและช่วยกล่อมเกลาจิตใจทำให้นอนหลับสบาย ส่วนแกนของเมล็ดนั้นมีรสขมและมีฤทธิ์เย็นจึงดีต่อหัวใจโดยการช่วยขยายหลอดเลือดและลดความดันโลหิต อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยมีสรรพคุณรักษาอาการท้องร่วงคนที่ท้องผูกจึงควรหลีกเลี่ยงเมล็ดบัวโดยเด็ดขาด

8. โสม
หากพูดกันถึงสมุนไพรจีนคงขาดโสมไปไม่ได้โสมแดงของจีนนั้นถูกใช้ในทางการแพทย์มาหลายศตวรรษและในปัจจุบันก็ยังมีการใช้อย่างแพร่หลาย ในสมัยโบราณเชื่อว่าโสมเป็นยาอายุวัฒนะส่งเสริมปัญญาและความแข็งแรง แม้ว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมแต่การศึกษาจาก University of Maryland ก็ชี้ว่าโสมสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้จริงช่วยลดคอเลสเตอรอลเลวและช่วยให้กระปรี้กระเปร่า อย่างไรก็ดีโสมไม่เหมาะกับคนที่เป็นความดันโลหิตสูงคนที่เป็นเบาหวาน สตรีมีครรภ์ และหญิงสาวที่กำลังให้นมบุตร

9. รากชะเอม
นอกจากใช้ในตำรับจีนแล้วยังสาวต้นตอไปได้ถึงสมัยโรมันซึ่งมีการต้มรากชะเอมเพื่อบรรเทาอาการไอ หอบ เจ็บคอ โรคปอดอื่น ๆ และเชื่อว่ามันจะช่วยชะล้างภายในลำไส้ได้ นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้หญิงวัยทองเนื่องจากมันมีไฟโตเอสโตรเจนด้วย อย่างไรก็ตามการกินรากชะเอมมาก ๆ ก็อาจทำให้เป็นโรคความดันโลหิตสูงไม่ควรกินพร้อมกับยาขับปัสสาวะ เช่นเดียวกับที่คนเป็นโรคเบาหวานกับโรคตับควรจะหลีกเลี่ยงรากชะเอมเหมือนกัน

10. เฉาก๊วย
ด้วยเหตุที่มันดำ แวววาว และเด้งดึ๋ง เป็นที่สุด คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยนึกถึงเฉาก๊วยในแง่ของสมุนไพรหรืออาหารเพื่อสุขภาพ เฉาก๊วยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Black Jelly หรือ Grass Jelly ซึ่งตัวมันเองเป็นอาหารที่มีธาตุหยินหรือเป็นอาหารเย็นนั่นเอง ทำให้เหมาะจะกินในหน้าร้อนและบรรเทาอาการปวดท้อง คลื่นเหียน อาหารไม่ย่อย นอกจากนี้ยังมีใยอาหารชนิดละลายในน้ำ ซึ่งอาจจับเอาน้ำตาลและไขมันออกมาได้ มันจึงช่วยป้องกันเบาหวานและโรคหัวใจได้อีกทางหนึ่ง (ตราบใดที่คุณไม่ใส่น้ำเชื่อมเยอะมากเกินไปละก็นะ)
ขอบคุณข้อมูลจาก gigail.com
☯ เองเกฮึ้งโอสถ1929 ☯
เลขที่ 400 ถนน ศรีจันทร์, ในเมือง, ขอนแก่น 40000, ประเทศไทย
❤ติดต่อร้านเองเกฮึ้งโอสถ สาขา เทศบาลนครขอนแก่น💚
🆔 (มีแอด)
📲088-979-5199 , 082-097-1708
#สมุนไพรจีน #เองเกฮึ้งโอสถ1929 #ร้านขายสมุนไพรจีนโบราณ

ที่อยู่

400 ถนนศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
Khon Kaen
40000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สมุนไพรจีน เองเกฮึ้งโอสถ1929ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์