Balavi Academy Upskill reskill for Professional Wellness Provider

CTO as a Doctor save technical dept ได้มหาศาล เรียนรู้ได้ที่ Balavi Academyหมอปอง บัลวี Gen 2Balavi Balavi Academy
18/09/2025

CTO as a Doctor save technical dept ได้มหาศาล เรียนรู้ได้ที่ Balavi Academy

หมอปอง
บัลวี Gen 2
Balavi
Balavi Academy

CTO as a Doctor
ตอนที่ 3 – มองหาให้ถูกว่า Start up, Enterprise หรือ Integrator

💡 ในขั้นตอนสำคัญหนึ่ง ของการทำ Wellness Set Up ก็คือการเลือก Software มาใช้ในการ Run ระบบการทำงานของ Business Unit นั้น เดี๋ยวนี้อาจกล่าวได้ว่า แทบไม่มี Business ไหนที่ไม่พึ่งพาระบบ IT

🧠 ทว่า ในมุม ของ เจ้าของเงินลงทุน มักมีความสับสนในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ของ Software House ว่า เราควรลงทุนกับเจ้าไหน อย่างไร

🔍 ตามประสบการณ์ของหมอ ที่เป็น Wellness Business Consultant มาตลอดนับสิบปี พบว่า Owner หรือเจ้าของเงินจะมีความสับสนในการตัดสินใจในประเด็นนี้มาก โดยเฉพาะเจ้าของโครงการใหญ่ๆ ที่มีหลาย Business Unit

คุณควรแบ่งบริษัท Software ได้คร่าวๆ 3 แบบ ก็คือ

1. Start up / Innovator

2. Big Tech Enterprise

3. System Integrator

🚀 เพราะธรรมชาติของ Start up จะมีคุณลักษณะที่สร้างผลิตภัณฑ์ ที่ต่างจาก Big Tech Enterprise ค่อนข้างมาก ถ้าคุณจำได้ในช่วง 5-6 ปีก่อน เราจะเห็น Start up เฟื่องฟู มีสินค้า และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ว้าวๆ ออกมามากมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วง COVID ก็คือ Zoom เราจะพบว่า Zoom เป็น First mover ในการทำ Teleconference และประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะตรงกับความต้องการของธุรกิจต่างๆ ช่วง Lockdown พอดี Zoom จึงมีลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากบริษัท Start up ที่คล่องตัว สร้าง Point of Differentiate ในการขายอย่างโดดเด่น…

ทว่า เขาเป็นบริษัทที่มี Product line เพียง Product เดียว ในแง่การลงทุน ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนจะมุ่งหวังการ Exit เพื่อให้ได้กำไรในการซื้อขายหุ้นบริษัทประเภทนี้… จุดด้อยก็คือ ความเป็น Start up หากไม่สามารถใหญ่ขึ้นไปได้ถึงที่สุด อย่าง OpenAI หรือถูก Take over โดยบริษัทที่ใหญ่กว่า ก็อาจล้มหายตายจากไปพร้อมผลิตภัณฑ์ของตัวเองในที่สุด (และหายไปเป็นส่วนมากเสียด้วย)

🏢 แบบที่สอง คือ Big Tech Enterprise พวกนี้เป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อย่าง Google, Microsoft ที่อยู่มาอย่างยาวนาน เอาข้อดีก่อน คือเขาจะมุ่งเน้นการสร้าง Product ที่ Mass Market เช่น Microsoft Office, Google Suite

จะสังเกตว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้ จะไม่ได้มีลูกเล่นหวือหวาออกมาในเวลาที่เร็วเท่ากับพวก Start up เช่น Zoom ออกมาแล้ว ค่อยสักพัก Google Meet หรือ MS Teams ค่อยตามมา

⏱️ การออกตัวช้า มันมีข้อดีตรงที่ ผลิตภัณฑ์ Software ของ Big Tech Enterprise จะถูกทดสอบจนเสถียรกว่ามาก และมีทีม Tech Support ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่ข้อเสียคือ เขามักไม่ทำ Feature ที่เป็นลูกเล่นเฉพาะให้เราเท่าไหร่

คือถ้าเปิดตัวออกมา คนที่เป็นลูกค้า ก็จะได้ Software ที่มีคุณลักษณะเหมือนๆ กันไปหมด ซึ่งนักการตลาดก็จะต้องมาคิดหาท่าอื่นในการสร้างจุดขายให้กับธุรกิจ Wellness มากกว่าที่จะต้องพึ่ง Feature ของ Software …

แต่ก็เป็นไปได้ว่า Big Tech อย่าง Google หรือ Facebook ก็อาจเลือกซื้อบริษัทและทีม Start up เจ๋งๆ เพื่อที่จะไปสร้าง Feature ใหม่ๆ ได้เช่นกัน

🛠️ ดังนั้น หากคุณเป็น CTO ที่ช่วย CEO ตัดสินใจซื้อหา Software บริหารจัดการ Wellness ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว Wellness World class ใหญ่ อาจใช้ระบบร่วมกันหลายๆ ระบบ 3-4 ระบบเลยทีเดียว เช่น

โรงแรมใช้ Oracle

Wellness Clinic ใช้ H.I.S. / Hospital Information System

บัญชีการเงินใช้ ERP

การตลาดใช้ CRM ฯลฯ

🧩 CTO จะต้องมีความชัดเจนว่า เราซื้อ Software แต่ละอันเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร… ต้องการความเสถียรของระบบ และการทำงาน Routine อย่าง Hospital Information System อันนี้ ส่วนใหญ่จะได้จากบริษัทประเภท Enterprise

เขาไม่มาปรับเปลี่ยนอะไรให้คุณมากนักหรอก แต่มั่นใจได้ว่า Day-by-Day operation จะไม่สะดุด พูดง่ายๆ คือ แค่ IT Support ประคองระบบงาน Routine ให้เชื่อถือได้ ไม่รวนก็เต็มกลืนแล้ว

(ไม่เชื่อ คุณลองติดต่อแผนก IT ตัวเองในโรงพยาบาลดูก็ได้ ว่าขอปรับนั่น เพิ่มลูกเล่นนี่ ผ่านไปอีก 3 ปี อาจไม่ได้ก็เป็นได้)

🎯 ตรงกันข้ามกับแผนกการตลาด อาจอยากได้ Gadget คูลๆ มาเก็บสุขภาพคนไข้ เช่น ที่วัดคลื่นสมองให้คนไข้ลดเครียด… แต่ทำไม่ได้ เพราะมีแต่ Device แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อระบบหลักได้

อันนี้ CTO จะต้องพิจารณาว่า มันเป็น Point of Differentiate หรือ Software ที่เอามาสร้างจุดขาย พวกนี้ คุณมักจะหาได้จากบริษัท Start up ซึ่ง CTO จะต้อง Balance ระหว่าง Start up asset กับ Enterprise software ให้ดี ธุรกิจ Wellness จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน Tech

💢 Pain point มันอยู่กับพนักงานที่เป็น Service Provider หรือ Operator ก็คือ การใช้โปรแกรมเฉพาะทางหลายๆ ระบบ โดยไม่เชื่อมกันเลย

มันเท่ากับว่าพวกเขาต้องทำงานซ้ำซ้อน ทั้งงาน Paperwork และงานลงข้อมูลข้ามระบบกันไปมา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีบริษัท Software อีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็น “นักรวมระบบ” หรือ System Integrator ที่คอยปรับแต่ง Software จากหลากหลาย Vender ให้สามารถทำงานร่วมกันได้

🤷 จุดนี้แหละ ที่บอร์ดบริหารโดยเฉพาะคน Gen เก่า จะไม่เข้าใจ คือมักจะมองว่า “เออ…. ก็เรามี IT department อยู่แล้ว จะไปจ้างทีม System Integrator มาทำไม?” ก็ให้ CIO หรือ IT ประจำโรงพยาบาลไปทำสิ

ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายโดยแท้

🏗️ ใช่ครับ IT support แค่ทำงานประจำก็แย่แล้ว แต่การทำ System Integration มันเหมือนการวางผังเมือง และงาน Architect ที่จะต้องมีกระบวนการเตรียมงานอีกยุ่บยั่บ ที่เรียกว่า Enterprise Architecture, System Analysis, Documentation และอีกมากมาย

ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นงาน Fulltime job เลยก็ว่าได้

💸 การไม่ลงทุนกับการทำ System Integration ก็เหมือนคนมีงบสร้างตึกหลายๆ ตึก แต่ไม่ทำผังเมือง ไม่วางแผนจะเชื่อมต่อแต่ละตึกอย่างเป็นระบบ…

ระยะยาวแล้วบอกได้เลยว่า คุณจะมี “หนี้” ที่เรียกว่า Technical debt เต็มไปหมด จะแก้อะไรที upgrade อะไรที ระบบจะรวนไปหมด กลายเป็นทุนแบบแฝงในระยะยาวที่สยดสยองมากกกกก

📌 ดังนั้น หากคุณเป็นหมอหรือนักบริหารโรงพยาบาล และ Wellness ที่ต้องการ Digital Transformation และลงทุนกับ Tech ใหม่ๆ คุณควรตอบตัวเองให้ได้ชัดเจนว่า

ถ้าต้องการระบบหลักสำหรับ Routine operation คุณอาจกำลังมองหา Big Tech Enterprise

ถ้าคุณต้องการจุดขายใหม่ๆ คุณอาจกำลังมองหา Start up

แต่ถ้าคุณมีระบบโปรแกรมหลายๆ ระบบมาทำงานร่วมกัน และคุณต้องการให้มันทำงานกันได้แบบ Seamless ยิ่งๆ ขึ้น คุณกำลังมองหา System Integrator ครับ

จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้เลย หากคุณต้องการธุรกิจ Wellness ที่เติบโตอย่างยั่งยืน

หมอปอง
CTO as a Doctor
Wellness Business Set up & Consultant
บัลวี Gen 2
Balavi
Balavi Academy

Top 10 FAQ กับ Wellness และ Longevity medicine1. 🌱 Longevity ไม่ใช่ Geriatric Medicine ?ความเข้าใจผิดของนักลงทุน ที่อยาก...
16/09/2025

Top 10 FAQ กับ Wellness และ Longevity medicine

1. 🌱 Longevity ไม่ใช่ Geriatric Medicine ?

ความเข้าใจผิดของนักลงทุน ที่อยากมาลงทุน Longevity ก็คือ มองตลาดผิด… มองว่าฉันดูแลคนแก่ อายุ 70-80 ปี คือฉันกำลังทำ Longevity …คำตอบคือไม่ใช่ และคุณอาจขาดทุนมหาศาล เพราะ เมื่อ 10 ปีก่อน ทีมหมออยู่ในทีม โรงพยาบาลที่จะสร้างคอนโดให้ผู้สูงอายุ Gen Boomer มาอยู่ แต่โครงการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะคน Gen Boomer ติดบ้านเก่าที่อยู่มา 30 ปี และไม่มีกำลังจะย้ายมาซื้อคอนโดใหม่บั้นปลาย กลายเป็นว่าโครงการต้องรอจน Gen X เริ่มวางแผนมีบ้านบั้นปลาย ค่อยเป็นกลุ่มหลักที่มองหาอสังหาประเภทนี้

2. 🧠 Longevity ไม่ใช่ตลาดคนสูงวัย ?

อันนี้เข้าใจผิดกันมากๆ เพราะ Longevity ไม่ใช่การมารอแก้ปัญหาตอนแก่และมีโรคเรื้อรังยุ่บยั่บแล้วค่อยมามองหา Longevity treatment … ตรงกันข้าม มันเป็นตลาดของคนวัยทำงาน ที่เริ่มมีกำลังจับจ่าย และตั้งเป้าว่าตัวเองจะไม่แก่เร็ว หรือแก่อย่างมีคุณภาพ ดังนั้นวัยที่พร้อมจะมองหา Longevity clinic คือคนวัยทำงาน ที่เป็นระดับ Top tier หรือ Young successor มากกว่า

3. 🧬 Longevity ไม่ใช่ Standard medicine แต่เป็น Cutting-edge biotechnology ที่คน Early adopter มองหา ?

ดังนั้น มันจึงเหมาะกับคนที่ไปเห็นโลกกว้าง เห็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ยังอาจเข้ามาไม่ถึงเมืองไทย หรือต้องรออีกหลายปี กว่าที่ Clinical Practice Guideline ของแพทย์ส่วนใหญ่จะค่อยๆ Update ดังนั้นข้อแนะนำของหมอ เวลาใครอยากหาบริการ Longevity มักจะแนะนำให้อ่าน หรือทำ Research ด้วยตัวเองเยอะๆ เดี๋ยวนี้มี A.I. ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องรู้ไว้ว่า หากอ่านแต่ Research ยังต้องปรึกษาแพทย์ที่อยู่ในวง และมีประสบการณ์การดูแลแบบ Longevity จริง

4. 🔬 Longevity เป็น Advance Personalized Medicine ?

แน่นอนว่า คำแนะนำการวางแผน Longevity ของผู้มารับการปรึกษาแต่ละท่าน จึงต้องอาศัยประสบการณ์ และการตรวจทาง Gene, Epigenomics, Metabolomics, Microbiome, Lifestyle analysis ผ่าน Gadget ต่างๆ ที่มากกว่าปกติ เพื่อมองปัญหาทั้ง อดีต (พันธุกรรม), ปัจจุบัน (พฤติกรรม และวิถีชีวิต) และอนาคต (Biomarkers) ให้ได้ยาวไกล และป้องกันแต่เนิ่นๆ

5. 💸 Longevity ต้องใช้เงิน ?

ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จะว่าไป Longevity เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำว่า Wellness ที่เป็นเรื่องของการ “เป็น” หรือ Being

เหมือนร่างกายเป็นรถคันหนึ่ง คุณอาจเลือกที่จะใช้มันแบบสมบุกสมบัน ไม่ดูแล… เมื่อถึงตอนรถพัง หรือป่วย คุณจะไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากการจ่ายค่าซ่อมรถ แต่หากคุณเลือกที่จะดูแลรถ เติมลมยาง ชาร์จไฟอย่างเหมาะสม การ Maintenance และยืดอายุการใช้งานก็จะถูกและดีกว่ามาก

6. 😰 Longevity คือ “เครียด” ?

หากคุณมีมุมมองของชีวิตแบบเป็นไปตามตัวชี้วัดเป๊ะๆ ในทุกวันของชีวิต ไม่ว่าคุณจะใช้บริการ Longevity Medicine หรือไม่ คุณก็จะ “เครียด” ความเครียดเป็นเรื่องของ Mindset หากคุณไม่เปลี่ยน Mindset และยังหมกมุ่นอยู่กับตัวเลข ที่บังเอิญว่า วงการ Longevity สมัยนี้มันสามารถออกแบบตัวชี้วัดได้มากมาย… คุณก็เครียดได้แน่นอน

7. 🌟 Longevity = Advance Wellness ?

ตรงข้าม เพราะ Wellness ไม่ได้มี Wellness ธรรมดา หรือ Advance Scientific Wellness หรอก… มันเป็นองค์รวมของชีวิต

Longevity มุ่งเน้นที่การยอมรับการใช้ Advance Biotechnology เพื่อดูแลร่างกายแบบลงลึกสุดๆ จะว่าไป คุณจะสนุกมากๆ กับการ Update technique ทาง Longevity ใหม่ๆ แทบทุกปี แต่ๆๆ อย่าลืมว่า Mental Wellness ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

8. 🤯 Longevity ต้องเติมเงิน ?

คำถามนี้จะเปลี่ยนไป หากระบบประกันสุขภาพ ระบบประกันสังคม เปลี่ยนมา Support การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ความตลกของเรื่องนี้ก็คือ พอระบบประกันสุขภาพมัวแต่จ่ายกับ Sick care คือรอป่วยจนร่างพังค่อยให้เบิกจ่าย ซึ่งจะไม่มีวันพอ และเกิดการเรียกร้องระบบ Co-payment ขึ้น นั่นหมายความว่า เราอาจออกแบบระบบสาธารณสุขให้คนป่วย แต่ไม่มีระบบสาธารณสุขสำหรับคนไม่อยากป่วย ที่ต้อง Self-pay ตลอดเวลา

9. 🔁 Longevity ไปเรื่อยๆ = คำตอบสุดท้าย ?

อันนี้ต้องถามกลับ…. ว่าคุณคิดว่าตัวเองอยากอยู่สัก 100 ปีไหม

ในเงื่อนไขที่ว่า คุณแข็งแรง แต่คนรู้จักตายหมด คุณอาจขี้ลืม และจำเรื่องใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ และคุณอาจต้องทำงานเล็กน้อย เพื่อเติมเงินให้ตัวคุณอยู่ต่อไปได้ หมอว่าคำถามนี้ หลายคนส่ายหน้ารีบตอบว่า “ไม่เอา” เพราะตายก่อนเงินหมด กับเงินหมดก่อนตาย ชีวิตมันต่างกันเยอะมาก ญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เห็นคนแก่ขโมยของที่ร้านสะดวกซื้อ เพื่อที่จะได้ไปกินนอนในคุก ดีกว่านอนข้างถนน

10. 🧘‍♂️ Spiritual Wellness … ขั้นกว่า ที่คุณรู้จักแล้วหรือยัง ?

จากข้อ 9. ถ้าคุณฉุกคิดได้ คำตอบว่าจะใช้ Longevity Medicine แค่ไหน อาจไม่สำคัญว่า อายุขวบปีที่เพิ่มขึ้นจาก Longevity เราจะอยู่อย่างมีคุณค่าได้อย่างไร ผมมีโอกาสได้เจอครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายองค์ ถามว่าท่านเจ็บป่วยทางกายไหม ก็มีโรคตามอายุไข แต่ท่านว่า “โรคทางกาย รักษาก็ป่วยช้า ไม่รักษาก็ป่วย หรืออายุเยอะๆ ถ้ามันจะป่วยรักษายังไงกายก็ป่วย” “แต่โรคทางใจป่วยกันทุกคน… กายป่วย อย่าให้ใจป่วย” หากต้อง Longevity จนเคร่งเครียดไปตลอดจนอายุ 120 ปีนั่นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่หากอายุยืนแล้วจิตใจผ่องใส ไม่ทุรนทุรายได้ด้วย Longevity และจะเป็นคำศัพท์ใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้านั่นคือ Aging Gracefully ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะทำ เส้นแบ่งนี้ มีแต่คุณเท่านั้นที่กำหนดให้ตัวเองได้

หมอปอง
Wellness Business Consultant & Set up
บัลวี Gen 2
Balavi
Balavi Academy

Top 10 FAQ กับ Wellness และ Longevity medicine

1. 🌱 Longevity ไม่ใช่ Geriatric Medicine ?

ความเข้าใจผิดของนักลงทุน ที่อยากมาลงทุน Longevity ก็คือ มองตลาดผิด… มองว่าฉันดูแลคนแก่ อายุ 70-80 ปี คือฉันกำลังทำ Longevity …คำตอบคือไม่ใช่ และคุณอาจขาดทุนมหาศาล เพราะ เมื่อ 10 ปีก่อน ทีมหมออยู่ในทีม โรงพยาบาลที่จะสร้างคอนโดให้ผู้สูงอายุ Gen Boomer มาอยู่ แต่โครงการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก เพราะคน Gen Boomer ติดบ้านเก่าที่อยู่มา 30 ปี และไม่มีกำลังจะย้ายมาซื้อคอนโดใหม่บั้นปลาย กลายเป็นว่าโครงการต้องรอจน Gen X เริ่มวางแผนมีบ้านบั้นปลาย ค่อยเป็นกลุ่มหลักที่มองหาอสังหาประเภทนี้

2. 🧠 Longevity ไม่ใช่ตลาดคนสูงวัย ?

อันนี้เข้าใจผิดกันมากๆ เพราะ Longevity ไม่ใช่การมารอแก้ปัญหาตอนแก่และมีโรคเรื้อรังยุ่บยั่บแล้วค่อยมามองหา Longevity treatment … ตรงกันข้าม มันเป็นตลาดของคนวัยทำงาน ที่เริ่มมีกำลังจับจ่าย และตั้งเป้าว่าตัวเองจะไม่แก่เร็ว หรือแก่อย่างมีคุณภาพ ดังนั้นวัยที่พร้อมจะมองหา Longevity clinic คือคนวัยทำงาน ที่เป็นระดับ Top tier หรือ Young successor มากกว่า

3. 🧬 Longevity ไม่ใช่ Standard medicine แต่เป็น Cutting-edge biotechnology ที่คน Early adopter มองหา ?

ดังนั้น มันจึงเหมาะกับคนที่ไปเห็นโลกกว้าง เห็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ยังอาจเข้ามาไม่ถึงเมืองไทย หรือต้องรออีกหลายปี กว่าที่ Clinical Practice Guideline ของแพทย์ส่วนใหญ่จะค่อยๆ Update ดังนั้นข้อแนะนำของหมอ เวลาใครอยากหาบริการ Longevity มักจะแนะนำให้อ่าน หรือทำ Research ด้วยตัวเองเยอะๆ เดี๋ยวนี้มี A.I. ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ต้องรู้ไว้ว่า หากอ่านแต่ Research ยังต้องปรึกษาแพทย์ที่อยู่ในวง และมีประสบการณ์การดูแลแบบ Longevity จริง

4. 🔬 Longevity เป็น Advance Personalized Medicine ?

แน่นอนว่า คำแนะนำการวางแผน Longevity ของผู้มารับการปรึกษาแต่ละท่าน จึงต้องอาศัยประสบการณ์ และการตรวจทาง Gene, Epigenomics, Metabolomics, Microbiome, Lifestyle analysis ผ่าน Gadget ต่างๆ ที่มากกว่าปกติ เพื่อมองปัญหาทั้ง อดีต (พันธุกรรม), ปัจจุบัน (พฤติกรรม และวิถีชีวิต) และอนาคต (Biomarkers) ให้ได้ยาวไกล และป้องกันแต่เนิ่นๆ

5. 💸 Longevity ต้องใช้เงิน ?

ใช่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด จะว่าไป Longevity เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำว่า Wellness ที่เป็นเรื่องของการ “เป็น” หรือ Being

เหมือนร่างกายเป็นรถคันหนึ่ง คุณอาจเลือกที่จะใช้มันแบบสมบุกสมบัน ไม่ดูแล… เมื่อถึงตอนรถพัง หรือป่วย คุณจะไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากการจ่ายค่าซ่อมรถ แต่หากคุณเลือกที่จะดูแลรถ เติมลมยาง ชาร์จไฟอย่างเหมาะสม การ Maintenance และยืดอายุการใช้งานก็จะถูกและดีกว่ามาก

6. 😰 Longevity คือ “เครียด” ?

หากคุณมีมุมมองของชีวิตแบบเป็นไปตามตัวชี้วัดเป๊ะๆ ในทุกวันของชีวิต ไม่ว่าคุณจะใช้บริการ Longevity Medicine หรือไม่ คุณก็จะ “เครียด” ความเครียดเป็นเรื่องของ Mindset หากคุณไม่เปลี่ยน Mindset และยังหมกมุ่นอยู่กับตัวเลข ที่บังเอิญว่า วงการ Longevity สมัยนี้มันสามารถออกแบบตัวชี้วัดได้มากมาย… คุณก็เครียดได้แน่นอน

7. 🌟 Longevity = Advance Wellness ?

ตรงข้าม เพราะ Wellness ไม่ได้มี Wellness ธรรมดา หรือ Advance Scientific Wellness หรอก… มันเป็นองค์รวมของชีวิต

Longevity มุ่งเน้นที่การยอมรับการใช้ Advance Biotechnology เพื่อดูแลร่างกายแบบลงลึกสุดๆ จะว่าไป คุณจะสนุกมากๆ กับการ Update technique ทาง Longevity ใหม่ๆ แทบทุกปี แต่ๆๆ อย่าลืมว่า Mental Wellness ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

8. 🤯 Longevity ต้องเติมเงิน ?

คำถามนี้จะเปลี่ยนไป หากระบบประกันสุขภาพ ระบบประกันสังคม เปลี่ยนมา Support การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ความตลกของเรื่องนี้ก็คือ พอระบบประกันสุขภาพมัวแต่จ่ายกับ Sick care คือรอป่วยจนร่างพังค่อยให้เบิกจ่าย ซึ่งจะไม่มีวันพอ และเกิดการเรียกร้องระบบ Co-payment ขึ้น นั่นหมายความว่า เราอาจออกแบบระบบสาธารณสุขให้คนป่วย แต่ไม่มีระบบสาธารณสุขสำหรับคนไม่อยากป่วย ที่ต้อง Self-pay ตลอดเวลา

9. 🔁 Longevity ไปเรื่อยๆ = คำตอบสุดท้าย ?

อันนี้ต้องถามกลับ…. ว่าคุณคิดว่าตัวเองอยากอยู่สัก 100 ปีไหม

ในเงื่อนไขที่ว่า คุณแข็งแรง แต่คนรู้จักตายหมด คุณอาจขี้ลืม และจำเรื่องใหม่ๆ ไม่ค่อยได้ และคุณอาจต้องทำงานเล็กน้อย เพื่อเติมเงินให้ตัวคุณอยู่ต่อไปได้ หมอว่าคำถามนี้ หลายคนส่ายหน้ารีบตอบว่า “ไม่เอา” เพราะตายก่อนเงินหมด กับเงินหมดก่อนตาย ชีวิตมันต่างกันเยอะมาก ญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เห็นคนแก่ขโมยของที่ร้านสะดวกซื้อ เพื่อที่จะได้ไปกินนอนในคุก ดีกว่านอนข้างถนน

10. 🧘‍♂️ Spiritual Wellness … ขั้นกว่า ที่คุณรู้จักแล้วหรือยัง ?

จากข้อ 9. ถ้าคุณฉุกคิดได้ คำตอบว่าจะใช้ Longevity Medicine แค่ไหน อาจไม่สำคัญว่า อายุขวบปีที่เพิ่มขึ้นจาก Longevity เราจะอยู่อย่างมีคุณค่าได้อย่างไร ผมมีโอกาสได้เจอครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหลายองค์ ถามว่าท่านเจ็บป่วยทางกายไหม ก็มีโรคตามอายุไข แต่ท่านว่า “โรคทางกาย รักษาก็ป่วยช้า ไม่รักษาก็ป่วย หรืออายุเยอะๆ ถ้ามันจะป่วยรักษายังไงกายก็ป่วย” “แต่โรคทางใจป่วยกันทุกคน… กายป่วย อย่าให้ใจป่วย” หากต้อง Longevity จนเคร่งเครียดไปตลอดจนอายุ 120 ปีนั่นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า แต่หากอายุยืนแล้วจิตใจผ่องใส ไม่ทุรนทุรายได้ด้วย Longevity และจะเป็นคำศัพท์ใหม่ในอีก 10 ปีข้างหน้านั่นคือ Aging Gracefully ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะทำ เส้นแบ่งนี้ มีแต่คุณเท่านั้นที่กำหนดให้ตัวเองได้

หมอปอง
Wellness Business Consultant & Set up
บัลวี Gen 2
Balavikas paraspet
Balavi Academy

 &Pการเรียน Anatomy & Physiology คือการ “อ่านคู่มือร่างกายมนุษย์” → เมื่อเข้าใจ เราจึงดูแล ป้องกัน ฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างถ...
04/09/2025

&P
การเรียน Anatomy & Physiology คือการ “อ่านคู่มือร่างกายมนุษย์” → เมื่อเข้าใจ เราจึงดูแล ป้องกัน ฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างถูกต้อง นำไปใช้ได้จริงตามแนวทาง Wellness ทั้งในชีวิตประจำวันและการทำงานด้านสุขภาพ
#บัลวีอะคาเดมี 02-886 540 274
#หมอปอง #หมออ้อม
#ธรรมชาติบำบัดในมือแพทย์

Balavi Academy is a place to reskill, upskill, and explore new skills.  #หมอปอง  #หมออ้อม   academy    #แม่ฟ้าหลวง
02/09/2025

Balavi Academy is a place to reskill, upskill, and explore new skills. #หมอปอง #หมออ้อม academy #แม่ฟ้าหลวง

Balavi Academy (โรงเรียนบัลวี อะคาเดมี)แหล่งบ่มเพาะนักธรรมชาติบำบัดรุ่นใหม่ ที่จะนำศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปสร้างแ...
02/09/2025

Balavi Academy (โรงเรียนบัลวี อะคาเดมี)
แหล่งบ่มเพาะนักธรรมชาติบำบัดรุ่นใหม่ ที่จะนำศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมไปสร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อสุขภาวะที่ดีสู่สังคม

หมอปอง – นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุลสืบต่อปณิธานของหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุล(บิดา) ผู้บุกเบิกการแพทย์ธรรมชาติบำบัดในไทยก่อตั้...
02/09/2025

หมอปอง – นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล
สืบต่อปณิธานของหมอบรรจบ ชุณหสวัสดิกุล(บิดา) ผู้บุกเบิกการแพทย์ธรรมชาติบำบัดในไทย
ก่อตั้ง Academy (โรงเรียนบัลวี อะคาเดมี)
แหล่งบ่มเพาะนักธรรมชาติบำบัดรุ่นใหม่ ที่จะนำศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
ไปสร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อสุขภาวะที่ดีสู่สังคม #หมอปอง #ธรรมชาติบำบัด #บัลวีอะคาเดมี #แม่ฟ้าหลวง

balaviacademy เราพร้อมพาคุณเปิดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง ทั้งเทคนิคการนวดมืออาชีพ และ ศาสตร์เสริมสุขภาวะแบบอง...
28/08/2025

balaviacademy เราพร้อมพาคุณเปิดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง ทั้งเทคนิคการนวดมืออาชีพ และ ศาสตร์เสริมสุขภาวะแบบองค์รวม (Holistic Wellness)

เรียนกับ #หมอปอง #หมออ้อม ผู้เชี่ยวชาญสายสุขภาพที่ถ่ายทอดความรู้และเคล็ดลับอย่างเข้มข้น สอนสนุก เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริงทันที ✨

📌 ไม่ว่าคุณจะอยากพัฒนาทักษะเพื่อต่อยอดอาชีพ
📌 หรืออยากเรียนเพื่อตัวเองและคนที่คุณรัก
ที่นี่…คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางสุขภาพดีที่จับต้องได้ 💆‍♀️💖 #แม่ฟ้าหลวง #อโศก-มนตรี

ที่อยู่

36/87088, 23th Floor PS Tower, Asok Montri Road , Watana, Bangkok
Klong Toey
10110

เวลาทำการ

ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Balavi Academyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram