18/09/2025
CTO as a Doctor save technical dept ได้มหาศาล เรียนรู้ได้ที่ Balavi Academy
หมอปอง
บัลวี Gen 2
Balavi
Balavi Academy
CTO as a Doctor
ตอนที่ 3 – มองหาให้ถูกว่า Start up, Enterprise หรือ Integrator
💡 ในขั้นตอนสำคัญหนึ่ง ของการทำ Wellness Set Up ก็คือการเลือก Software มาใช้ในการ Run ระบบการทำงานของ Business Unit นั้น เดี๋ยวนี้อาจกล่าวได้ว่า แทบไม่มี Business ไหนที่ไม่พึ่งพาระบบ IT
🧠 ทว่า ในมุม ของ เจ้าของเงินลงทุน มักมีความสับสนในการลงทุนกับผลิตภัณฑ์ของ Software House ว่า เราควรลงทุนกับเจ้าไหน อย่างไร
🔍 ตามประสบการณ์ของหมอ ที่เป็น Wellness Business Consultant มาตลอดนับสิบปี พบว่า Owner หรือเจ้าของเงินจะมีความสับสนในการตัดสินใจในประเด็นนี้มาก โดยเฉพาะเจ้าของโครงการใหญ่ๆ ที่มีหลาย Business Unit
คุณควรแบ่งบริษัท Software ได้คร่าวๆ 3 แบบ ก็คือ
1. Start up / Innovator
2. Big Tech Enterprise
3. System Integrator
🚀 เพราะธรรมชาติของ Start up จะมีคุณลักษณะที่สร้างผลิตภัณฑ์ ที่ต่างจาก Big Tech Enterprise ค่อนข้างมาก ถ้าคุณจำได้ในช่วง 5-6 ปีก่อน เราจะเห็น Start up เฟื่องฟู มีสินค้า และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ว้าวๆ ออกมามากมาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วง COVID ก็คือ Zoom เราจะพบว่า Zoom เป็น First mover ในการทำ Teleconference และประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะตรงกับความต้องการของธุรกิจต่างๆ ช่วง Lockdown พอดี Zoom จึงมีลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากบริษัท Start up ที่คล่องตัว สร้าง Point of Differentiate ในการขายอย่างโดดเด่น…
ทว่า เขาเป็นบริษัทที่มี Product line เพียง Product เดียว ในแง่การลงทุน ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนจะมุ่งหวังการ Exit เพื่อให้ได้กำไรในการซื้อขายหุ้นบริษัทประเภทนี้… จุดด้อยก็คือ ความเป็น Start up หากไม่สามารถใหญ่ขึ้นไปได้ถึงที่สุด อย่าง OpenAI หรือถูก Take over โดยบริษัทที่ใหญ่กว่า ก็อาจล้มหายตายจากไปพร้อมผลิตภัณฑ์ของตัวเองในที่สุด (และหายไปเป็นส่วนมากเสียด้วย)
🏢 แบบที่สอง คือ Big Tech Enterprise พวกนี้เป็นบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ อย่าง Google, Microsoft ที่อยู่มาอย่างยาวนาน เอาข้อดีก่อน คือเขาจะมุ่งเน้นการสร้าง Product ที่ Mass Market เช่น Microsoft Office, Google Suite
จะสังเกตว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเหล่านี้ จะไม่ได้มีลูกเล่นหวือหวาออกมาในเวลาที่เร็วเท่ากับพวก Start up เช่น Zoom ออกมาแล้ว ค่อยสักพัก Google Meet หรือ MS Teams ค่อยตามมา
⏱️ การออกตัวช้า มันมีข้อดีตรงที่ ผลิตภัณฑ์ Software ของ Big Tech Enterprise จะถูกทดสอบจนเสถียรกว่ามาก และมีทีม Tech Support ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง แต่ข้อเสียคือ เขามักไม่ทำ Feature ที่เป็นลูกเล่นเฉพาะให้เราเท่าไหร่
คือถ้าเปิดตัวออกมา คนที่เป็นลูกค้า ก็จะได้ Software ที่มีคุณลักษณะเหมือนๆ กันไปหมด ซึ่งนักการตลาดก็จะต้องมาคิดหาท่าอื่นในการสร้างจุดขายให้กับธุรกิจ Wellness มากกว่าที่จะต้องพึ่ง Feature ของ Software …
แต่ก็เป็นไปได้ว่า Big Tech อย่าง Google หรือ Facebook ก็อาจเลือกซื้อบริษัทและทีม Start up เจ๋งๆ เพื่อที่จะไปสร้าง Feature ใหม่ๆ ได้เช่นกัน
🛠️ ดังนั้น หากคุณเป็น CTO ที่ช่วย CEO ตัดสินใจซื้อหา Software บริหารจัดการ Wellness ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว Wellness World class ใหญ่ อาจใช้ระบบร่วมกันหลายๆ ระบบ 3-4 ระบบเลยทีเดียว เช่น
โรงแรมใช้ Oracle
Wellness Clinic ใช้ H.I.S. / Hospital Information System
บัญชีการเงินใช้ ERP
การตลาดใช้ CRM ฯลฯ
🧩 CTO จะต้องมีความชัดเจนว่า เราซื้อ Software แต่ละอันเข้ามาด้วยเหตุผลอะไร… ต้องการความเสถียรของระบบ และการทำงาน Routine อย่าง Hospital Information System อันนี้ ส่วนใหญ่จะได้จากบริษัทประเภท Enterprise
เขาไม่มาปรับเปลี่ยนอะไรให้คุณมากนักหรอก แต่มั่นใจได้ว่า Day-by-Day operation จะไม่สะดุด พูดง่ายๆ คือ แค่ IT Support ประคองระบบงาน Routine ให้เชื่อถือได้ ไม่รวนก็เต็มกลืนแล้ว
(ไม่เชื่อ คุณลองติดต่อแผนก IT ตัวเองในโรงพยาบาลดูก็ได้ ว่าขอปรับนั่น เพิ่มลูกเล่นนี่ ผ่านไปอีก 3 ปี อาจไม่ได้ก็เป็นได้)
🎯 ตรงกันข้ามกับแผนกการตลาด อาจอยากได้ Gadget คูลๆ มาเก็บสุขภาพคนไข้ เช่น ที่วัดคลื่นสมองให้คนไข้ลดเครียด… แต่ทำไม่ได้ เพราะมีแต่ Device แต่ไม่สามารถเชื่อมต่อระบบหลักได้
อันนี้ CTO จะต้องพิจารณาว่า มันเป็น Point of Differentiate หรือ Software ที่เอามาสร้างจุดขาย พวกนี้ คุณมักจะหาได้จากบริษัท Start up ซึ่ง CTO จะต้อง Balance ระหว่าง Start up asset กับ Enterprise software ให้ดี ธุรกิจ Wellness จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุน Tech
💢 Pain point มันอยู่กับพนักงานที่เป็น Service Provider หรือ Operator ก็คือ การใช้โปรแกรมเฉพาะทางหลายๆ ระบบ โดยไม่เชื่อมกันเลย
มันเท่ากับว่าพวกเขาต้องทำงานซ้ำซ้อน ทั้งงาน Paperwork และงานลงข้อมูลข้ามระบบกันไปมา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีบริษัท Software อีกกลุ่มหนึ่ง ที่เป็น “นักรวมระบบ” หรือ System Integrator ที่คอยปรับแต่ง Software จากหลากหลาย Vender ให้สามารถทำงานร่วมกันได้
🤷 จุดนี้แหละ ที่บอร์ดบริหารโดยเฉพาะคน Gen เก่า จะไม่เข้าใจ คือมักจะมองว่า “เออ…. ก็เรามี IT department อยู่แล้ว จะไปจ้างทีม System Integrator มาทำไม?” ก็ให้ CIO หรือ IT ประจำโรงพยาบาลไปทำสิ
ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายโดยแท้
🏗️ ใช่ครับ IT support แค่ทำงานประจำก็แย่แล้ว แต่การทำ System Integration มันเหมือนการวางผังเมือง และงาน Architect ที่จะต้องมีกระบวนการเตรียมงานอีกยุ่บยั่บ ที่เรียกว่า Enterprise Architecture, System Analysis, Documentation และอีกมากมาย
ซึ่งเรียกได้ว่า เป็นงาน Fulltime job เลยก็ว่าได้
💸 การไม่ลงทุนกับการทำ System Integration ก็เหมือนคนมีงบสร้างตึกหลายๆ ตึก แต่ไม่ทำผังเมือง ไม่วางแผนจะเชื่อมต่อแต่ละตึกอย่างเป็นระบบ…
ระยะยาวแล้วบอกได้เลยว่า คุณจะมี “หนี้” ที่เรียกว่า Technical debt เต็มไปหมด จะแก้อะไรที upgrade อะไรที ระบบจะรวนไปหมด กลายเป็นทุนแบบแฝงในระยะยาวที่สยดสยองมากกกกก
📌 ดังนั้น หากคุณเป็นหมอหรือนักบริหารโรงพยาบาล และ Wellness ที่ต้องการ Digital Transformation และลงทุนกับ Tech ใหม่ๆ คุณควรตอบตัวเองให้ได้ชัดเจนว่า
ถ้าต้องการระบบหลักสำหรับ Routine operation คุณอาจกำลังมองหา Big Tech Enterprise
ถ้าคุณต้องการจุดขายใหม่ๆ คุณอาจกำลังมองหา Start up
แต่ถ้าคุณมีระบบโปรแกรมหลายๆ ระบบมาทำงานร่วมกัน และคุณต้องการให้มันทำงานกันได้แบบ Seamless ยิ่งๆ ขึ้น คุณกำลังมองหา System Integrator ครับ
จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้เลย หากคุณต้องการธุรกิจ Wellness ที่เติบโตอย่างยั่งยืน
หมอปอง
CTO as a Doctor
Wellness Business Set up & Consultant
บัลวี Gen 2
Balavi
Balavi Academy