ร้านยาณลินเภสัช - Nalin Pharmacy

ร้านยาณลินเภสัช - Nalin Pharmacy ร้านขายยา วิตามิน อาหารเสริม อุปกรณ์ปฐมพยาบาล เครื่องมือแพทย์ โดยเภสัชกร ราคาย่อมเยา จ.กระบี่ มีบริการส่งสินค้าทั่วประเทศ Line ID :

ร้านณลินเภสัชเข้าร่วม🔷“โครงการคนละครึ่ง พลัส”🔷ด้วยน้าาา29 ต.ค. - 31 ธ.ค. 68 มาใช้สิทธิ์กันได้น้าา
28/10/2025

ร้านณลินเภสัชเข้าร่วม
🔷“โครงการคนละครึ่ง พลัส”🔷
ด้วยน้าาา
29 ต.ค. - 31 ธ.ค. 68
มาใช้สิทธิ์กันได้น้าา

เปิดรับสมัคร พนักงานแพ็คสินค้าและทำความสะอาดเพศหญิง อายุ 25-40 ปี วุฒิ ม.3 ขึ้นไป ขยัน ซื่อสัตย์ รอบคอบ อ่านชื่อสินค้าภา...
29/04/2025

เปิดรับสมัคร พนักงานแพ็คสินค้าและทำความสะอาด
เพศหญิง อายุ 25-40 ปี วุฒิ ม.3 ขึ้นไป ขยัน ซื่อสัตย์ รอบคอบ อ่านชื่อสินค้าภาษาอังกฤษได้
เงินเดือนเริ่มต้น 10,700 - 12,000 บาท
-----------------------------------------
ติดต่อสอบถาม
** โทร. 096-415-2415 (โทรในช่วงเวลา 10.00 - 18.00 น.)
*** มายื่นใบสมัครที่ ร้านยาณลินเภสัช ตั้งอยู่ถัดจากสำนักงานประปากระบี่ ถ.กระบี่ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00 - 18.00 น.
เอกสารที่ต้องนำมายื่นสมัคร
1. สำเนาบัตรประชาชน 1 ฉบับ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ฉบับ
3. สำเนาวุฒิการศึกษา 1 ฉบับ
4. รูปถ่าย 1 รูป

"อาการท้องเสียที่สัมพันธ์กับการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics-associated Diarrhea)"สาเหตุ- เนื่องจากยาปฏิชีวนะที่ร่างกายได้ร...
19/10/2024

"อาการท้องเสียที่สัมพันธ์กับการใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics-associated Diarrhea)"
สาเหตุ
- เนื่องจากยาปฏิชีวนะที่ร่างกายได้รับจะเข้าไปรบกวนหรือเปลี่ยนแปลงสมดุลของแบคทีเรียธรรมชาติที่อาศัยอยู่ในลำไส้ ส่งผลให้ปริมาณเชื้อแบคทีเรียธรรมชาติในลำไส้ลดลง ทำให้เชื้อก่อโรคเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น สร้างและหลั่งสารพิษทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมคาร์โบไฮเดรต หรือไม่สามารถย่อยสลายน้ำดีได้ รวมถึงยาปฏิชีวนะบางชนิดจะกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเชื้อที่พบว่าเป็นสาเหตุประมาณ 1 ใน 3 คือ เชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล์ (C. difficile)
อาการ
- อาการไม่รุนแรง จะมีอาการท้องเสีย หรือถ่ายเป็นน้ำอย่างน้อย 3 ครั้ง ภายใน 24 ชั่วโมง
- อาการรุนแรง จะมีอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ มีเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้อง
อุบัติการณ์
- พบได้ร้อยละ 5- 25 ของผู้ป่วยที่ได้รับยาปฏิชีวนะ โดยอาจเกิดได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการได้รับยาจนถึงภายหลังหยุดยาไปแล้วประมาณ 2 เดือน
ปัจจัยเสี่ยง
1. ชนิดของยาปฏิชีวนะที่ผู้ป่วยได้รับ โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง
2. ผู้ป่วยสูงอายุ (มากกว่า 65 ปี)
3. ผู้ป่วยที่มีประวัตินอนโรงพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤติ หรือนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานมากกว่า 4 สัปดาห์
4. ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
5. ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือยาเคมีบำบัด
6. ผู้ที่ใส่สายยางให้อาหารทางจมูก หรือได้รับการทำหัตถการของระบบทางเดินอาหาร
7. ผู้ที่มีประวัติเคยติดเชื้อคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล์ (C. difficile)
8. ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาลดกรด
ยาปฏิชีวนะที่พบว่ามีอุบัติการณ์บ่อย
1. ยากลุ่มเพนนิซิลลิน (Penicillins) เช่น แอมพิซิลลิน (Ampicillin), อะม็อกซิซิลลิน (Amoxicillin), อะม็อกซิซิลลิน/คลาวูลานิก แอซิด (Amoxicillin/Clavulanic Acid) เป็นต้น
2. ยาคลินดาไมซิน (Clindamycin)
3. ยากลุ่มเซฟาโลสปอริน (Cephalosporins) เช่น เซฟิซิม (Cefixime), เซฟดิเนียร์ (Cefdinir) เป็นต้น
4. ยากลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (Fluoroquinolones) เช่น ซิโพรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin), ลีโวฟล็อกซาซิน (Levofloxacin), ม็อกซิฟล็อกซาซิน (Moxifloxacin) เป็นต้น
การรักษาและป้องกัน
- การรักษา: ส่วนใหญ่มักดีขึ้นและหายได้เองหลังหยุดใช้ยาปฏิชีวนะ แต่หากพบว่ามีอาการรุนแรง จะพิจารณาให้สารน้ำทดแทนและให้การรักษาที่เหมาะสมทันที
- การป้องกัน: ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง หากใช้ยาปฏิชีวนะแล้วพบอาการท้องเสีย ควรรีบปรึกษาเภสัชกรเพื่อประเมินการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

“ยาคุมฉุกเฉิน” กินบ่อยไม่ใช่เรื่องดี ?การกินยาคุมฉุกเฉินบ่อย ๆ และต่อเนื่องเป็นเวลานานนั้นอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเชิงลบ...
28/09/2024

“ยาคุมฉุกเฉิน” กินบ่อยไม่ใช่เรื่องดี ?
การกินยาคุมฉุกเฉินบ่อย ๆ และต่อเนื่องเป็นเวลานานนั้นอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเชิงลบได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว
1. กินยาคุมฉุกเฉินอย่างไร? ที่ไม่ให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย
- ถ้าจะพูดว่ากินยาคุมฉุกเฉินแล้วอันตราย ก็อาจจะยังไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้ากินแบบถูกต้องตามหลักของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข คือ กินเม็ดแรก ภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ และกินเม็ดที่สองเมื่อครบ 12 ชั่วโมง หลังจากกินยาเม็ดแรก รวมทั้งกินเฉพาะในกรณีฉุกเฉิน เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ใช่กินเพื่อคุมกำเนิดระยะยาว เพียงเท่านี้ยาคุมฉุกเฉินก็จะไม่ใช่สิ่งอันตรายอย่างที่เข้าใจกัน
2. มีเลือดออกหลังกินยาคุมฉุกเฉิน อันตรายหรือไม่?
- การที่ฮอร์โมนถูกกระตุ้นแบบฉับพลันย่อมส่งผลข้างเคียง โดยหลังการกินยาคุมฉุกเฉินมักจะพบว่า มีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง มีเลือดออกกะปริบกะปรอย ประจำเดือนมาเร็วหรือช้ากว่าปกติ ซึ่งนับว่าเป็นอาการปกติ ไม่อันตราย แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวันหรือเกินสัปดาห์ ควรไปพบเภสัชกรหรือแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
3. กินยาคุมฉุกเฉินหลังมีเพศสัมพันธ์ ทำให้ “ไม่ท้อง” ได้จริงหรือ?
- หลายคนมักเข้าใจแบบเหมารวมว่า “ยาคุมฉุกเฉิน” จะทำให้ไม่ท้องเหมือนกับยาคุมแบบปกติ แต่จริงๆ แล้ว ยาคุมฉุกเฉินมีหน้าที่รบกวนกระบวนการตกไข่และการเคลื่อนไหวของอสุจิ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูก เพื่อให้การฝังตัวของไข่ทำได้ยาก หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ ยาคุมฉุกเฉินมีส่วนช่วย “ลดโอกาส” ในการตั้งครรภ์ลงจากเดิมเท่านั้น
4. กินยาคุมฉุกเฉิน ไม่ได้ช่วยให้แท้งจริงหรือไม่?
- นอกจากจะเข้าใจกันว่าการกินยาคุมฉุกเฉินจะทำให้ไม่ท้องแล้ว หลายคนยังเข้าใจว่า “สามารถทำให้เกิดการแท้ง” ได้อีกด้วย ซึ่งอย่างที่บอกไปว่ายาคุมฉุกเฉินเป็นตัวช่วยลดประสิทธิภาพในการทำงานของไข่และอสุจิ ดังนั้น หากไข่ที่ผสมอสุจิได้ทำการฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกแล้ว หรือเกิดการตั้งครรภ์แล้ว การกินยาคุมฉุกเฉินก็เท่ากับสูญเปล่า
5. รู้หรือไม่? กินยาคุมฉุกเฉินบ่อยๆ กินติดต่อกันมานาน ยิ่งเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์
- ยาคุมฉุกเฉินไม่ได้มีไว้เพื่อการคุมกำเนิดระยะยาว และเมื่อกินบ่อยครั้งหรือกินติดต่อกันนาน ๆ ยังส่งผลให้ยาคุมฉุกเฉินมีประสิทธิภาพลดลง หรือทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้สูงขึ้น รวมถึงปริมาณฮอร์โมนเพศหญิงในยาคุมฉุกเฉินที่สูงกว่ายาคุมกำเนิดแบบปกติถึง 2 เท่า ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ได้ เช่น เพิ่มโอกาสเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกหรือมะเร็งเต้านม เป็นต้น
*** สรุป “ยาคุมฉุกเฉิน” ถูกผลิตขึ้นเพื่อช่วยลดโอกาสในการตั้งครรภ์ กรณีที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ตั้งใจ การถูกข่มขืน หรือเกิดการฉีกขาดของถุงยางอนามัย เท่านั้น ดังนั้น หากต้องการคุมกำเนิดแบบระยะยาว สามารถปรึกษาเภสัชกรเพื่อเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมและปลอดภัยจะดีกว่าค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

" โพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ ต่างกันอย่างไร? "โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คืออะไร ?- Probiotics เป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กซึ่...
27/09/2024

" โพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ ต่างกันอย่างไร? "
โพรไบโอติกส์ (Probiotics) คืออะไร ?
- Probiotics เป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กซึ่งจัดเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ชนิดดี สามารถพบได้ในอาหาร เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต กิมจิ มิโสะ เป็นต้น
- มีคุณสมบัติทนต่อกรดและด่าง สามารถจับที่บริเวณผิวของเยื่อบุลำไส้แล้วผลิตสารต่อต้านหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นๆ รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพได้
.
พรีไบโอติกส์ (Prebiotics) คืออะไร ?
- Prebiotics คือ อาหารชนิดหนึ่งซึ่งร่างกายไม่สามารถย่อยและดูดซึมได้ที่ลำไส้เล็ก อาหารเหล่านี้จึงสามารถเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ได้ในรูปไม่เปลี่ยนแปลง และจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรีย Probiotics ทำให้กระตุ้นการเจริญเติบโตและการทำงานของแบคทีเรีย พบได้ในหัวหอม กระเทียม ถั่วเหลือง ถั่วแดง ไฟเบอร์ในผักและผลไม้ต่าง ๆ เป็นต้น
*** กล่าวง่ายๆ ก็คือ Prebiotics เป็นอาหารของ Probiotics นั่นเอง ดังนั้นหากรับประทานอาหาร Prebiotics ก็จะช่วยส่งเสริมฤทธิ์ Probiotics ได้ดียิ่งขึ้น
ทำไมเราถึงควรได้รับ Probiotics เสริม?
- Probiotics จัดเป็นจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ประจำถิ่น (normal flora) อย่างหนึ่งในทางเดินอาหาร หากร่างกายมีสุขภาพดีก็จะมีการรักษาสมดุลจุลินทรีย์ให้เป็นปกติ แต่ถ้าหากมีอะไรไปรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกา จุลินทรีย์ประจำถิ่นในลำไส้ถูกรุกราน อาจเกิดผลกระทบตามมาได้
- หากร่างกายได้รับยาปฏิชีวนะเป็นระยะเวลานาน ยาเหล่านี้ส่งผลให้จุลินทรีย์ในร่างกายมีจำนวนลดลง เมื่อร่างกายมีการรับเชื้ออื่นซึ่งอาจก่อโรคเข้ามา อาจมีโอกาสสูญเสียจุลินทรีย์ดีในร่างกายได้ ดังนั้นการสร้างสภาวะความสมดุลระหว่าง normal flora และร่างกายนั้นจึงมีความสำคัญ ซึ่งการรับประทาน Probiotics จึงเป็นทางเลือกอย่างหนึ่งในการเสริมจุลินทรีย์ชนิดดีและรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกาย
- ในปัจจุบัน Probiotics ที่เราพบเห็นกันได้ในท้องตลาดมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบผง (Powders), แคปซูล (Capsules), ยาเม็ดเคี้ยว (Chewable tablets), สารละลาย (Solution drops) หรือยาเหน็บช่องคลอด (Vaginal Tablets) โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีวิธีการเก็บรักษาและประกอบไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ที่แตกต่างกันไป
บทบาทของ Probiotics ในร่างกายมีอะไรบ้าง?
1. ป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคจับที่ผิวเยื่อบุลำไส้ โดยการสร้างเกราะป้องกันบริเวณเยื่อบุลำไส้
2. ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อฉวยโอกาสในร่างกาย
3. กระตุ้นระบบการย่อยอาหารโดยการสร้างเอนไซม์หลากหลายชนิด
4. ช่วยรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในร่างกายที่เสียไป
5. เหนี่ยวนำการกระตุ้นการตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน ทำให้มีการสร้างสารป้องกันและกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เข้าสู่ภาวะสมดุลได้
อาการข้างเคียงที่อาจพบได้หลังจากรับประทาน Probiotics ?
- ส่วนใหญ่มักพบเมื่อมีการรับประทานในขนาดที่สูงเกินไป โดยอาจจะทำให้เกิดภาวะลมในท้องเพิ่มขึ้น เกิดท้องอืดหรือแน่นท้องได้
ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

" รู้ทัน...โรคอ้วน โรคอันตรายที่เป็นประตูสู่โรคเรื้อรัง ! "โรคอ้วน (Obesity) คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าป...
26/09/2024

" รู้ทัน...โรคอ้วน โรคอันตรายที่เป็นประตูสู่โรคเรื้อรัง ! "
โรคอ้วน (Obesity) คือ ภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันมากกว่าปกติ อาจเนื่องมาจากร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่ต้องการ จึงทำให้มีการสะสมพลังงานที่เหลือเอาไว้ในรูปของไขมันตามอวัยวะต่าง ๆ และเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs
โรคอ้วนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. อ้วนทั้งตัว: ไขมันทั้งร่างกายมีมากกว่าปกติ
2. อ้วนลงพุง: มีไขมันของอวัยวะภายในช่องท้องมากกว่าปกติ
ปัจจัยเสี่ยงโรคอ้วน
- พันธุกรรม
- Life style การใช้ชีวิต
- อายุ
- ยาที่ใช้ประจำบางชนิด
- โรคประจำตัวบางชนิด
รู้ได้อย่างไรว่าอ้วนแล้ว?
1. วัดจากดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) เพื่อการวินิจฉัยโรคอ้วนทั้งตัว
- ค่า BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (m²) (kg/m²) โดยหลังจากคำนวณ BMI แล้ว สามารถบอกกลุ่มเสี่ยงและผู้เป็นโรคอ้วนทั้งตัวได้ ดังนี้
1) BMI 23.0-24.9 kg/m² คือ ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะพัฒนาให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหลอดเลือดหัวใจ จึงควรลดน้ำหนักที่เกินด้วยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
2) BMI > 25 kg/m² คือ ผู้ที่เป็นโรคอ้วน ร่วมกับการมีโรคเรื้อรังมากกว่า 2 โรค และมีเส้นรอบเอวมากกว่าปกติ กลุ่มนี้ควรเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้ชำนาญการร่วมกับการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
2. วัดจากรอบเอว เพื่อวินิจฉัยโรคอ้วนลงพุง
- ตำแหน่งที่วัดเส้นรอบเอว คือ จุดกึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงและขอบบนของกระดูกเชิงกราน หรือตรงกับสะดือพอดี
- ควรวัดในท่ายืนตรง ขณะหายใจออก ควรวัดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร
- พันสายวัดให้แนบกับลำตัว ระวังอย่าให้สายบิด ไม่รัดแน่นเกินไปและสายวัดต้องขนานกับพื้น
- เกณฑ์การตัดสินอ้วนลงพุงในผู้ใหญ่โดยใช้เส้นรอบเอว
1) ผู้ชาย: เส้นรอบเอว ≥90 เซนติเมตร
2) ผู้หญิง: เส้นรอบเอว ≥80 เซนติเมตร
สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน
1. ปัจจัยทางสรีรวิทยา: ปัจจัยจากความผิดปกติทางพันธุกรรม, การตั้งครรภ์, โรคทางระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ภาวะที่มีไทรอยด์ฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ โรคถุงน้ำรังไข่ กลุ่มอาการคุชชิ่ง เป็นต้น, การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาคุมกำเนิด ยาแก้อาการซึมเศร้า ฮอร์โมนสเตียรอยด์ เป็นต้น
2. ปัจจัยทางพฤติกรรม: เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างพลังงานที่ร่างกายได้รับจากการบริโภคและพลังงานที่ใช้ในกิจกรรมประจำวัน ทำให้เกิดไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นโรคอ้วน
การดูแลตัวเองสำหรับคนเป็นโรคอ้วน
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือถั่วต่าง ๆ ลดอาหารแปรรูป อาหารทอด อาหารที่มีน้ำตาลสูง ไม่รับประทานจุกจิก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเต้นแอโรบิก อย่างน้อยวันละ 30 นาที รวมถึงการเล่นเวทเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ที่จะช่วยให้การเผาผลาญร่างกายดีขึ้น
แนวทางการรักษาสำหรับคนเป็นโรคอ้วน
1. ใช้ยาควบคุมน้ำหนัก ในคนที่มีค่า BMI≥27 ควบคู่กับการคุมอาหาร ปรับพฤติกรรมในการดูแลตัวเอง
2. ผ่าตัดกระเพาะ เหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐานมากเกินไปและไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยวิธีปกติ
3. ใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ตัวเลือกลดน้ำหนักโดยไม่ต้องผ่าตัด ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญ
ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์เบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลวิมุต
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

" กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคสุดแสบของชาวออฟฟิศ!! "กระเพาะปัสสาวะมีหน้าที่ทำอะไร?- กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้า...
25/09/2024

" กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคสุดแสบของชาวออฟฟิศ!! "
กระเพาะปัสสาวะมีหน้าที่ทำอะไร?
- กระเพาะปัสสาวะเป็นอวัยวะที่มีรูปร่างคล้ายบอลลูน อยู่หลังกระดูกหัวหน่าวภายในอุ้งเชิงกรานด้านหน้ามดลูกของผู้หญิง และจะอยู่ด้านหน้าต่อทวารหนักของผู้ชาย มีหน้าที่กักเก็บปัสสาวะได้ประมาณ 350-500 มล.
- ผนังกระเพาะปัสสาวะส่วนใหญ่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบ เมื่อมีปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ผนังกระเพาะปัสสาวะจะเริ่มบีบตัวเพื่อขับปัสสาวะให้ ไหลออกมาทางหลอดปัสสาวะ โดยไม่มีอาการปวดหรือแสบใด ๆ
กระเพาะปัสสาวะอักเสบเกิดจากอะไร?
- โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis) ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ มักพบได้บ่อยในเพศหญิงเนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย จึงทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมเข้าไปข้างในได้ง่ายกว่า แต่ในบางรายอาจเกิดจากการกลั้นปัสสาวะบ่อย ระบบโครงสร้างของระบบปัสสาวะผิดปกติ หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องนิ่ว เป็นต้น
อาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
1. ปวดปัสสาวะบ่อยมากกว่า 10 ครั้งต่อวัน แบบกะปริบกะปรอย โดยเฉพาะต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยมากขึ้นในเวลากลางคืน
2. ปัสสาวะแสบขัด
3. เมื่อปัสสาวะสุด อาจมีเจ็บหรือแสบบริเวณปลายหลอดปัสสาวะ
4. ในบางรายอาจมีปัสสาวะปนเลือด
แนวทางการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
- โดยทั่วไปจะให้รับประทานยาปฏิชีวนะประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าผู้ป่วยมีอาการรุนแรงอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะนาน 7-10 วัน
วิธีการป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
1. หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะนาน ๆ โดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้แบคทีเรียในปัสสาวะที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี
2. ควรดื่มน้ำประมาณวันละ 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น
3. ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังปัสสาวะและอุจจาระเสร็จ โดยเฉพาะผู้หญิงควรทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ เพื่อลดการนำเชื้อโรคจากรูทวารและช่องคลอดเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ
4. ควรทำความสะอาดร่างกายและปัสสาวะทิ้งทันทีหลังการมีเพศสัมพันธ์
ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

“แพ้ยา ร้ายแรงแค่ไหน ทำไมต้องระวัง? "อาการแพ้ยา เป็นปฏิกริยาตอบสนองที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านยาที่ได้รับเข้า...
24/09/2024

“แพ้ยา ร้ายแรงแค่ไหน ทำไมต้องระวัง? "
อาการแพ้ยา เป็นปฏิกริยาตอบสนองที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านยาที่ได้รับเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการกิน ฉีด ทา หรือดม คล้ายการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม
อาการแพ้ยาสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันที่เป็นอันตรายต่อชีวิต และแบบไม่เฉียบพลัน ซึ่งอาการแพ้แบบรุนแรง มักแสดงอาการหลายระบบร่วมกัน ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้
1. อาการต่อไปนี้ชวนสงสัยได้ว่า อาจแพ้ยาแบบ "เฉียบพลันรุนแรง"
- ผื่นลมพิษทั่วตัว
- ตาบวม ปากบวม
- หอบเหนื่อยขึ้นทันที กรณีอาการรุนแรงมากอาจมีเสียงวี้ด (Wheezing)
- ความดันโลหิตต่ำอย่างมีนัยสำคัญ
2. อาการต่อไปนี้ชวนสงสัยได้ว่า อาจแพ้ยาแบบ "ไม่เฉียบพลันแต่รุนแรง"
- ผื่นที่ผิวหนังรุนแรง เกิดตุ่มพอง ผิวหนังลอก
- แผลในปาก เจ็บแสบตา ตาแดง
- ไข้สูง ตาเหลือง
ทำอย่างไรหากสงสัยว่าเราแพ้ยา?
1. หากสงสัยว่าตนเองมีอาการแพ้ยา ควรหยุดการใช้ยาโดยทันที
2. นำยาที่ใช้ทั้งหมด พร้อมฉลาก และชื่อยามาพบเภสัชกรหรือแพทย์ผู้เขี่ยวชาญ
3. ถ่ายภาพอาการที่เกิดขึ้นเพื่อประกอบการวินิจฉัย และป้องกันภาวะแพ้ยาซ้ำ ที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรวดเร็ว และรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
4. หากมีอาการแพ้ดังกล่าวและมีอาการรุนแรง ควรโทร. 1669 เรียกรถพยาบาล เพื่อเข้ารับการรักษาทันที
ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

" 9 ข้อสำรวจเข้าข่ายโรคซึมเศร้า "การสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถตรวจจากข้อสำรวจง่ายๆ 9 ...
23/09/2024

" 9 ข้อสำรวจเข้าข่ายโรคซึมเศร้า "
การสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถตรวจจากข้อสำรวจง่ายๆ 9 ข้อนี้
1. รู้สึกเศร้า เบื่อ ท้อแท้ หรือหงุดหงิดง่ายอย่างต่อเนื่อง
2. เลิกสนใจสิ่งที่เคยชอบมาก ๆ หรือไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบทำ
3. พฤติกรรมการกินเปลี่ยนไป กินมากไป กินน้อยไป จนทำให้น้ำหนักขึ้นหรือลงผิดปกติ
4. จากที่เคยหลับง่ายก็หลับยากขึ้น หรือไม่ก็นอนมากเกินไป
5. มีอาการกระวนกระวายหรือเฉื่อยชาที่แสดงออกให้เห็นชัด
6. รู้สึกหมดเรี่ยวแรง ไม่มีพลัง ไม่อยากลุกขึ้นมาทำอะไรเลย
7. รู้สึกไร้ค่าหรือรู้สึกผิด โทษตัวเองในทุก ๆ เรื่อง
8. ไม่มีสมาธิในการทำสิ่งต่าง ๆ มีปัญหาเรื่องการคิดหรือตัดสินใจ
9. คิดถึงความตายหรืออยากตาย หรืออยากฆ่าตัวตายบ่อย ๆ
เกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า หากมีอาการ 5 ข้อขึ้นไป โดยต้องมีข้อ 1. และ/หรือ ข้อ 2. อยู่ด้วย ติดต่อกัน เกินกว่า 2 สัปดาห์ ก็เข้าข่ายเสี่ยง ควรปรึกษาจิตแพทย์ เพื่อวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไขหรือรักษาต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลพญาไท 1
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

⚠️วายร้าย ฤดูฝน⚠️แมลงก้นกระดก หรือ แมลงเฟรชชี่ - เป็นแมลงขนาดเล็ก 7-8 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีดำสลับส้มเป็นปล้องๆนิสัยชอบเข้า...
21/09/2024

⚠️วายร้าย ฤดูฝน⚠️
แมลงก้นกระดก หรือ แมลงเฟรชชี่
- เป็นแมลงขนาดเล็ก 7-8 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีดำสลับส้มเป็นปล้องๆ
นิสัยชอบเข้ามาเล่นแสงไฟในบ้านเรือน ทำให้ผู้คนอาจบังเอิญสัมผัสแมลงก้นกระดกได้ แมลงชนิดนี้ยังชอบอยู่บริเวณโพรงหญ้าที่มีความชื้น เป็นเหตุผลที่มักพบแมลงเหล่านี้มากขึ้นในช่วงฤดูฝน
‼️ เจอแมลงก้นกระดก อย่าจับ อย่าบี้ ‼️
- สารพิษของแมลงก้นกระดก เป็นกรดที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้เป็นผื่นคันหรือแผลพุพอง ผิวหนังไหม้แดง ปวดแสบปวดร้อน มีไข้ และถ้าถูกพิษบริเวณดวงตา อาจทำให้ตาบอดได้!
✅การรักษา
1. ให้รีบล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลล้างทันที
2. หากเกิดตุ่มน้ำและรอยแดงขึ้นแล้ว สามารถทายา เพื่อรักษารอยแดง ซึ่งจะหายไปเองประมาณ 2-3 วัน
3. รอยดำที่เกิดขึ้นจะค่อย ๆ จางและหายไปเองไม่เป็นแผลเป็น
4. หากมีอาการรุนแรงเนื่องจากแพ้พิษให้รีบพบแพทย์
✅วิธีป้องกัน
1. หากพบแมลงก้นกระดกหามสัมผัสโดยการปัดหรือบดขยี้ ควรใช้วิธีเป้าหรือสะบัดออก
2. ปิดหน้าต่างและประตูให้สนิท
3. ตรวจเช็คบริวณที่นอนเสมอว่าไม่มีแมลงอยู่
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

" เจ็บหน้าอกโรคหัวใจ หรือ เจ็บหน้าอกโรคกรดไหลย้อน กันแน่? "บางครั้งผู้ป่วยมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก แต่อาการแบบไห...
20/09/2024

" เจ็บหน้าอกโรคหัวใจ หรือ เจ็บหน้าอกโรคกรดไหลย้อน กันแน่? "
บางครั้งผู้ป่วยมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก แต่อาการแบบไหนที่เข้าข่ายเสี่ยงเป็น โรคหัวใจ หรือ โรคกรดไหลย้อน ซึ่งทั้ง 2 โรคนั้น จะมีลักษณะของการเจ็บหน้าอกที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ดังนี้
1. อาการของโรคหัวใจ หรือภาวะหัวใจขาดเลือด
- เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอกเหมือนถูกบีบรัด หรือกดทับ
- เจ็บหน้าอกปวดร้าวไปกราม สะบักหลัง แขนซ้าย หัวไหล่
- เจ็บหน้าอกมากขึ้น เมื่อมีการออกแรง หรือ ออกกำลังกาย
- เหงื่อออก จะเป็นลม หน้าซีด
- ใจสั่น หอบเหนื่อย คลื่นไส้
- อาจมีอาการจุกบริเวณคอหอย ซึ่งบางรายอาจมีอาการจุกบริเวณใต้ลิ้นปี่
2. อาการของโรคกรดไหลย้อน
- เจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึกๆ หรือไอ แต่ไม่ร้าวไปบริเวณขากรรไกร ไหล่ หรือแขน
- มีอาการมากขึ้นหลังมื้ออาหาร แล้วโน้มตัวลงนอน
- แสบร้อนบริเวณทรวงอก คอ มีอาการปวด จุกเสียด แน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่
- เรอเปรี้ยว เรอบ่อย คลื่นไส้ คล้ายมีอาหารไหลย้อยขึ้นมา มีรสขมขึ้นคอและปาก
- ไอเรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ เจ็บคอเรื้อรัง มีกลิ่นปาก
- กลืนอาหารลำบาก จุกที่คอ คล้ายมีอะไรติดขวางลำคอ
***สรุปจุดสังเกต***
- อาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจ จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกเจ็บร้าวไปที่ลำคอ ขากรรไกร ไหล่และแขนซ้าย เจ็บเมื่อออกแรง
- สำหรับโรคกรดไหลย้อน เจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึกๆ หรือไอ แต่ไม่ร้าวไปบริเวณขากรรไกร ไหล่ หรือแขน มีอาการมากขึ้นหลังมื้ออาหาร
หากมีอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นๆ หายๆ หรือ เป็นพร้อมมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย อย่านิ่งนอนใจ สามารถเข้ามาปรึกษาเภสัชกรได้ที่ร้านยา เพราะหากเป็นอาการของโรคหัวใจ จะได้รีบรักษาได้ทันท่วงทีค่ะ😊
ขอบคุณข้อมูลจากศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลนครธน
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

" 6 ความผิดปกติของการนอนหลับ "1. ภาวะหายใจผิดปกติขณะหลับ (Sleep Related Breathing Disorders) เช่น ภาวะนอนกรน หรือโรคหยุด...
19/09/2024

" 6 ความผิดปกติของการนอนหลับ "
1. ภาวะหายใจผิดปกติขณะหลับ (Sleep Related Breathing Disorders) เช่น ภาวะนอนกรน หรือโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น
- สาเหตุ/ปัจจัย: การตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนบนที่มากกว่าปกติ
- อาการเตือน: นอนกรนเสียงดัง (แม้ปิดประตูห้องก็อาจยังได้ยิน) และมักเสียงดังแบบไม่สม่ำเสมอ
2. ภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia)
- สาเหตุ/ปัจจัย: ความเครียด พฤติกรรมการนอนไม่เป็นเวลา การเล่นโทรศัพท์ดูหน้าจอนาน ๆ ก่อนเข้านอน รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
- อาการเตือน: หลับยาก ตื่นกลางดึก ไม่สดชื่นไม่กระปรี้กระเปร่า งัวเงียระหว่างวัน รู้สึกหดหู่ วิตกกังวล และมักขาดสมาธิจดจ่อกับงาน หรือมีอาการหลงลืม
3. ภาวะง่วงนอนมากในเวลากลางวัน (Central Disorders of Hypersomnolence) เช่น โรคลมหลับ
- สาเหตุ/ปัจจัย: ยังไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากสารสื่อประสาทไฮโปคริติน (Hypocretin) ในสมองลดน้อยลง
- อาการเตือน: ง่วงนอนอย่างมาก พร้อมนอนได้ทุกสถานการณ์ มักเผลอหลับโดยไม่รู้ตัว หรือหลับแบบฉับพลัน โดยเป็นติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
4. ภาวะนาฬิกาชีวิตแปรปรวน (Circadian Rhythm Sleep-Wake Disorders) เช่น Jet Lag, กลุ่มอาชีพ Shift Work
- สาเหตุ/ปัจจัย: อายุที่มากขึ้น การใช้ชีวิตที่ไม่สามารถจัดการเวลาการทำงานและการนอนได้ จนกระทบต่อนาฬิกาชีวภาพ หรือนาฬิการ่างกาย
- อาการเตือน: นอนหลับยาก อาจใช้เวลานานกว่า 30 นาทีกว่าจะหลับ หลับไม่สนิทหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก
5. การเคลื่อนไหวผิดปกติระหว่างนอนหลับ (Sleep Related Movement Disorders) เช่น นอนกัดฟัน ภาวะนอนขากระตุก ภาวะขาอยู่ไม่สุขขณะหลับ
- สาเหตุ/ปัจจัย: อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในร่างกาย หรือมีโรคอื่นร่วม เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับ หรือโรคทางระบบประสาทและสมอง
- อาการเตือน: ขากระตุกขณะหลับ ปวดบริเวณใบหูหลังตื่นนอน หรือรู้สึกไม่สบายที่ขา และจะดีขึ้นเมื่อเขย่าขา ยืดขา หรือเดินไปมา เป็นต้น
6. โรคนอนละเมอ (Parasomnia) เช่น นอนขยับแขนขาผิดปกติ ละเมอเดินขณะนอนหลับ ละเมอพูด
- สาเหตุ/ปัจจัย: ความเจ็บป่วยทางกาย ความเครียด หรือการใช้ยาบางชนิด ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าแบบกระทันหันในขณะที่เราหลับลึก
- อาการเตือน: เหงื่อแตก ใจสั่น ละเมอพูด ละเมอร้อง หรือถึงขั้นละเมอลุกเดิน
เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ สามารถเข้ามาปรึกษาเภสัชกรก่อนที่ปัญหาจะลุกลามหรือเรื้อรังไปมากกว่านี้นะคะ 😊
ขอบคุณข้อมูลจากคลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลพญาไท 3
---------------------------------------------------
ร้านยาณลินเภสัช จ.กระบี่
🏥เปิดทำการ: จันทร์ - เสาร์ เวลา 9.00 - 19.00 น.
📍 พิกัด: ตั้งอยู่ที่ ถ.กระบี่ อาคารสีน้ำเงิน อยู่ถัดจากสำนักงานประปาจังหวัดกระบี่
📞Line ID:

ที่อยู่

95/1 ถนนกระบี่ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่
Krabi
81000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66964152415

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านยาณลินเภสัช - Nalin Pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์