ดููแลไทรอยด์ โดยมั่นฟ้า

ดููแลไทรอยด์ โดยมั่นฟ้า ให้คำปรึกษา การบำรุง ฟื้นฟู สุขภาพด้วยสารอาหารแบบองค์รวม
โทร. 098 632661 มั่นฟ้า

อันตรายแจ้งเตือนภัยถึงผู้บริโภคหากท่านซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจาก 2 เว็ปไซต์ดังและเว็ปไซต์ย่อย ที่ผู้จำหน่าย อ้างว่า 1.ขอ...
31/10/2019

อันตรายแจ้งเตือนภัยถึงผู้บริโภคหากท่านซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจาก 2 เว็ปไซต์ดังและเว็ปไซต์ย่อย ที่ผู้จำหน่าย อ้างว่า
1.ของแท้ 100 % ตัดโค๊ด
2.ตัดเลขล๊อตการผลิต

บริษัทขอประกาศแจ้งเตือนว่า สินค้าดังกล่าวไม่ใช่ของบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ซึ่งตัวแทนจัดจำหน่ายของแท้ จะต้องได้รับการแต่งตั้งและมีใบอนุญาตจากบริษัท

เหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้สำหรับคนรักสุขภาพ!!! เทรนด์ยอดฮิตท...
30/04/2019

เหลือเชื่อ! แค่เอาเท้าไปแช่ลงในเกลือ ผลที่ได้แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถอธิบายได้

สำหรับคนรักสุขภาพ!!! เทรนด์ยอดฮิตที่กำลังมาแรงในตอนนี้นอกจากการออกกำลังกายแล้วนั้นคือ “แช่เท้าด้วยเกลือ” ที่ใครก็สามารถทำได้แบบไม่ต้องเสียเงินเข้าสปาเลย แถมได้ประโยชน์มากมายเกิดคาด!!

“เท้า” เป็นอวัยวะที่เราใช้งานหนักมาก เพราะไหนจะต้องแบกรับน้ำหนักเราที่มีหลายสิบโลแล้ว เรายังต้องอาศัยเท้าในการเดินหรือทำกิจกรรมอีกมากมายในแต่ละวัน แน่นอนว่าต้องมความเหมื่อยล้าบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบสวมใส่รองเท้าที่มีส้นสูงๆ

วันนี้เราจึงขอหยิบยกวิธีการดูแลสุขภาพเท้ามาฝาก นั้นคือ การแช่เท้าด้วยเกลือ ที่สำคัญไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แถมไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อไปทำสปารเท้า การแช่เท้าในน้ำเกลือกลายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่คนไทยกำลังพูดถึง และให้ความสนใจกันเป็นจำนวนมากในขณะนี้ ว่าแต่ทำแล้วจะช่วยอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไรนั้นไปชมกันเลย!!!

ประโยชน์ของการแช่เท้าด้วยเกลือ

1. ช่วยดึงสิ่งที่ตกค้างในร่างกายออก

2. ช่วยดึงพลังงานลบที่เกิดจากอารมณ์ออก

3. ช่วยดึงประจุพลังงานลบ ซึ่งเป็นพลังงานไม่ดี ออกจากร่างกาย

4. หลังจากที่ดึงพลังงานลบออกจากร่างกายแล้วเราก็ใช้วิธีการรักษาได้ตามปกติ ทั้งนี้วิธีการนี้จะเป็นการช่วยดึงพลังงานลบออกจากร่างกาย ก่อนการรักษา ทำให้รักษาได้ง่ายขึ้น

5. เมื่อแช่เท้าด้วยเกลือ บ่อยๆ ร่างกายจึงไม่มีพลังงานลบที่ก่อโรคหลงเหลืออยู่อีก และนี่เองจึงทำให้สุขภาพของเราดีขึ้น

วิธีการแช่เท้าด้วยเกลือ

1. นำกะละมังขนาดที่สามารถวางเท้าแช่ได้-ใส่น้ำลงไปให้ท่วมตาตุ่มจะเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาก็ได้

2. ใส่เกลือทะเล (ที่เป็นเกลือแบบเม็ด) ลงไปประมาณ 1 กำมือ

3. เอาเท้าเหยียบเกลือที่ยังไม่ละลาย

4. ทำจิตใจให้สงบ หรือเปิดเพลงบรรเลงเบาๆ นั่งอยู่ประมาณ 15-20 นาที

5. หลังจากนั้นให้ล้างเท้าด้วยน้ำเปล่า

การแช่เท้าด้วยเกลือนั้นคนปกติ สามารถทำได้ทำอาทิตย์ละครั้ง ส่วนคนป่วย ทำได้ทุกวันก่อนนอน หากผู้ใดที่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล มีอาการหนาว สั่น ให้ใช้น้ำอุ่นในการแช่เท้า สำหรับคนที่ร้อนก็ให้ใช้น้ำเย็นแช่ค่ะ

การแช่เท้าเป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกถ่ายทอดกันมาอย่างยาวนาน ตามหลักทฤษฎีการแพทย์ทางเลือกสาขา Reflexology โดยมีความเชื่อกันว่าเท้า มีจุดสัมผัส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทั่วทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้นวิธีกรการผ่อนคลาย ด้วยการแช่เท้าลงในน้ำร้อน จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่จะช่วยกระตุ้นจุดสัมผัสเหล่านี้ด้วยพลังงานความร้อน

ทางด้างผลงานการวิจัยของ นายแพทย์ วิลเลียม วินเทอร์วิตซ์ จากประเทศออสเตรีย มีความคิดเห็นว่า ประสาทรับสัมผัสที่ผิวหนังจะมีวงจรประสาทเชื่อมต่อกัน กับกล้ามเนื้อ รวมถึงอวัยวะต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย และเมื่อความร้อน มาสัมผัสกับผิวหนัง มันก็จะส่งสัญญาณไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะที่อยู่ห่างไกลได้

ทั้งนี้การแช่เท้า ไม่ว่าจะเป็นน้ำเกลือหรือน้ำอุ่นหรือไม่ก็ตาม ยังมีข้อดีอีกหลายอย่างดังนี้!

1. ลดอาการปวดบวมที่เท้าแล้ว
2. ลดอาการปวดท้อง
3. กระตุ้นความต้านทานของร่างกาย
4. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
5. ป้องกันอาการมือเท้าเย็นโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
6. ลดอาการอักเสบของจมูกและลำคอ
7. ช่วยให้อาการปวดหัวหรือปวดประจำเดือนลดลง
8. ลดอาการคั่งของเลือดที่ส่วนอื่นๆ
9. ทำให้นอนหลับง่ายตลอดคืน เป็นต้น

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : เบ็ดเตล็ดไอเดีย
ชื่นชอบข่าวนี้ อยากแชร์ต่อให้เพื่อนๆ

{อาการของไทรอยด์เป็นพิษ}อาการไทรอยด์เป็นพิษค่อนข้างคลุมเครือและคล้ายกับอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ทั้งนี้ถ้าหากผู้ป่วยมีภาวะไทร...
12/04/2019

{อาการของไทรอยด์เป็นพิษ}

อาการไทรอยด์เป็นพิษค่อนข้างคลุมเครือและคล้ายกับอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ทั้งนี้ถ้าหากผู้ป่วยมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่รุนแรงมากนัก ก็อาจไม่มีอาการใด ๆ แสดงออกมา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาการมักไม่ค่อยแสดงออกอย่างชัดเจนมากนัก อย่างไรก็ตามอาการต่อมไทยรอยด์เป็นพิษก็ถือเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

>>> อาการที่พบได้มากที่สุดในคนที่มีอาการไทรอยด์เป็นพิษก็คือ อาการคอพอก ซึ่งเป็นอาการที่ต่อมไทรอยด์โตขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกหรือเห็นก้อนขนาดใหญ่ที่บริเวณคอ ซึ่งบางครั้งแพทย์ก็อาจสามารถตรวจพบอาการคอพอกได้ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากโรคไทรอยด์เป็นพิษได้ เช่น

- อารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ
- คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว
- นอนหลับยาก
- มีปัญหาสายตา เช่น ตาโปน เห็นภาพซ้อน เป็นต้น
- สุขภาพผมเปลี่ยนไป ผมเปราะบางขาดง่าย และมีอาการ
ผมร่วง
- ผู้หญิงมีรอบเดือนผิดปกติ ประจำเดือนมีสีจางและมาไม่
สม่ำเสมอ
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะบริเวณต้นขาและต้นแขน
- เล็บยาวเร็วผิดปกติ
- หัวใจเต้นเร็วมากกว่า 100 ครั้ง/นาที โดยเฉพาะในผู้สูง
อายุ
- มือสั่นตลอดเวลา
- มีอาการคัน
- เหงื่อออกมาก
- ผิวหนังบาง
- น้ำหนักลด แต่มีความอยากอาหารมากขึ้น
- อาจพบเต้านมมีขนาดใหญ่ขึ้นในเพศชาย

ทั้งนี้หากเริ่มมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณสำคัญของปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือเกิดจากเนื้องงอกที่บริเวณต่อมหมวกไตได้ หากปล่อยไว้จะยิ่งรักษาได้ยากมากขึ้น

☎️:081 891 5278
สอบถาม👇👇👇
https://line.me/R/ti/p/%40cqt7994y

ทำไมการเเกว่งเเขน และการว่ายน้ำจึงสำคัญนัก🔸เเกว่งเเขน เเบบตำราเเพทย์เเผนจีนที่ใช้กันมานับพันปี🔸ใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักเ...
09/03/2019

ทำไมการเเกว่งเเขน และการว่ายน้ำ
จึงสำคัญนัก
🔸เเกว่งเเขน
เเบบตำราเเพทย์
เเผนจีนที่ใช้กันมา
นับพันปี
🔸ใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักเเร้นั้นคือชุมทางของต่อมน้ำเหลืองเบ้อเริ่ม
บริเวณขาหนีบนั่นก็ชุมทางของต่อมน้ำเหลืองขนาดใหญ่🌾🌺🌾
🔸การขยับหัวไหล่เเละรักเเร้
🔹การเเกว่งเเขนก็ดี
🔹การว่ายน้ำที่ขยับทั้งหัวไหล่เเละขาหนีบก็ดี
🔹ล้วนเเล้วเเต่เป็นการออกกำลังให้ต่อมน้ำเหลืองขยับเพิ่มการไหลเวียนน้ำเหลือง
🔹จึงไม่ใช่ของเล่นธรรมดาๆ
👉ลองอ่านงานเขียนของ Dr. Kimberly Kaye ต่อไปนี้ดูเองก็จะร้องอ่อ ว่าอย่างนี้นี่เอง...
🔹รู้งี้ทำไปตั้งนานเเล้ว...
🔹รู้งี้ว่ายน้ำจนเป็นเเชมป์ไปเเล้ว...
🔹รู้งี้เเขนฉันก็ไม่มีเซลลูไลท์หรอกนะเนี่ย ...🌾🌸🌾🌺
🔸คำว่าระบบน้ำเหลืองนั้นหมายรวมถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ต่อมน้ำเหลืองต่างๆ น้ำเหลือง ท่อน้ำเหลือง นับเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด ชำระล้างของร่างกาย อันจำเป็นต่อ การรักษาสุขภาพให้เเข็งเเรง เยียวยาความเจ็บป่วย🍁🌸🍁
🔸เพราะระบบน้ำเหลืองมีหน้าที่ขนถ่ายของเสีย พิษที่สะสมในร่างกาย เศษของเซลล์ที่ตายเเล้ว ออกไปกำจัดยังอวัยวะที่รับผิดชอบเเละขับออกไปจากร่างกาย
นอกจากนี้ยังมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดขาว เเอนตี้บอดี้ ของระบบภูมิคุ้มกัน ตลอดระยะทางของท่อน้ำเหลืองจะมีต่อมน้ำเหลืองอยู่เป็นระยะๆเพื่อช่วยกรองสารเเปลกปลอม เชื้อโรค ที่มีอันตราย🌿🌻🌿
🔸ตับเป็นอวัยวะที่ทำงานควบคู่ไปกับระบบน้ำเหลือง โดยตับมีหน้าที่สร้างน้ำเหลืองเป็นส่วนมาก เเละตับก็อาศัยน้ำเหลืองนี่เองขนส่งสารอาหารที่ย่อยเเล้วจากตับเเละลำไส้เล็กไปส่งต่อให้กับเซลล์เเละอวัยวะต่างๆ 🌿🌺🌿🌸🌿
🔸ม้ามเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดของระบบน้ำเหลือง มีหน้าที่กรอง เเละกำจัดเซลล์เม็ดเลือดเเดงที่หมดอายุ เเละเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย🌾🌺🌾🌸🌾
🔸ใครก็ตามที่ผ่าตัดเอาม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัสออกไป จะติดเชื้อได้ง่ายขาดภูมิต้านทาน🌾🌺🌾
🔸หากการไหลเวียนของน้ำเหลืองติดขัด จะทำให้ต่อมน้ำเหลืองบวม อักเสบ 🌿🌺🌾🌸🌿
🔸บริเวณที่น้ำเหลืองไหลเวียนเเละสังเกตได้ชัดเจนได้เเก่ ลำคอ หลังใบหู ท้ายทอย หน้าอก รักเเร้ใต้หัวไหล่ ท้องเเขน หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ บริเวณขาหนีบ🌺
🔸เนื่องจากน้ำเหลืองไม่มีปั้มเหมือนระบบเลือดที่มีหัวใจเป็นปั้ม ดังนั้นการกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้นจึงต้องพึ่งพิงการออกกำลังกายเเละการหายใจให้ลึกๆเป็นหลัก เพื่อเขย่ากระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลืองด้วยการขยับกล้ามเนื้อ เเละกระบังลม🌿🌺🌾🌸🌿
🔸การเต้นกระโดดบน trampoline ดูจะเป็นวิธีการที่กระตุ้นน้ำเหลืองได้ทั่วร่างกาย หากเต้นไม่ได้ก็อาจใช้วิธี กัวช่า (Gua Sha) การนวดด้วยน้ำมัน การ นวดเเผนไทย🌾🌸🌿🌺🌾
🔸ใครก็ตามที่มักมีอาการ ผิวซีด ซูบซีด หลงๆลืมๆ ติดเชื้อบ่อยๆ เป็นหวัดเจ็บคอ. เสมอๆ เริ่มมีเซลลูไลท์เพิ่มมากขึ้น ให้สงสัยระบบน้ำเหลืองติดขัด ไหลเวียนไม่ดี ทั้งนี้ก็เข้าใจได้ไม่ยากนักเพราะของเสีย ขยะมีพิษ ตกค้างสะสมนั่นเอง🌿🌺
🔸อย่าละเลยอาการน้ำเหลืองติดขัด โดยไม่ได้รักษาเพราะ นานวันเข้าพิษร้ายอาจทำให้ล้มหมอนนอนเสื่อด้วยมะเร็งในต่อมน้ำเหลือง

🌿🌺🌾🌸🌿🌺🌾
👉เขียนโดย Dr. Kimberly Kaye Castaneda
🌾👍🌾🌺🌿👍🌿
พยายามแกว่งทุกวันๆละ10นาที ช่วยรักษาโรคต่างๆหายได้อย่างไม่น่าเชื่อเป็นร้อยชนิด ไม่ต้องหาหมอ ไม่ต้องทานยา
https://youtu.be/DE8jbtrHAEY

01/01/2019

。*☆∴。 。∴☆*。
。★*゚゚*★∵★*゚゚*★。
☆゚   ゚☆゚   ゚☆
★* 💕Happy💕 *★
゚☆。♥New Year♥。☆゚
 *★。. ♡2019♡ 。★*
  ∵☆。   。☆∵
    ゚*★。 。★*゚
    ゚*☆

ปี 2019 ขอให้มีความสุข คิดอะไรก็สมหวังดังปราถนา และขอให้มีร่างกายสุขภาพที่แข็งแรง ^____^.......
ขอให้ปี 2019 เป็นปีแห่งชัยชนะ
และปีแห่งความสุขที่สมบูรณ์
┏┓┏┓。・゚゚・。
┃┗┛ appy☆
┃┏┓┃ New☆
┗┛┗┛  Year*☆ 2019

🌟。❤。😉。🍀
。🎁 。🎉。🌟
✨。\|/。🌺
Happy New Year
2019
💜。/|\。💎
。🍀。 🌹。🎉。
🌟。 😍。 🎶 💗

30/12/2018
✔แก้ความดัน✔ลดเบาหวาน✔ต้านมะเร็งพร้อมส่ง!!! กินแล้วแข็งแรง 💪💪💪❤1 เม็ดตกถึงท้อง..รับรองเห็นผล!!👉KOREGINS-D(โกเรจินส์ ดี)ผ...
13/12/2018

✔แก้ความดัน
✔ลดเบาหวาน✔ต้านมะเร็ง
พร้อมส่ง!!! กินแล้วแข็งแรง 💪💪💪
❤1 เม็ดตกถึงท้อง..รับรองเห็นผล!!
👉KOREGINS-D(โกเรจินส์ ดี)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงทั้งสุภาพบุรุษ-สุภาพสตรี
✔✔คุณสมบัติที่ 1:บำรุงผิวพรรณ
1: บำรุงผิวพรรณ
ทำให้ผิวหน้าขาวสวยใส เรียบ เนียน เปล่งปลั่ง รวมถึงผิวพรรณทั่วร่างกาย
2. ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้สิว กระ ฝ้า และจุดด่างดำจางหายเร็ว
3. เสริมสร้างการทำงานของกลูต้าไธโอน และคอลลาเจน
4. ทำให้เนื้อตัวกระชับ เหมาะกับผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย
5. ทำให้รูขุมขนบนใบหน้าเล็กลง ปรับสมดุลให้กับผิว เหมาะกับผู้มีปัญญาผิวพรรณ

✔✔คุณสมบัติ 2 : บำรุงสุขภาพ
1. ช่วยให้นอนหลับสนิท คลายความเครียด
2. เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง ช่วยเพิ่มสมาธิและความจำ
3. ลดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะไมเกรน
4. ให้สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง
5. ลดการเสื่อมทำลายของอวัยวะต่างๆ และช่วยชะลดการแก่ก่อนวัย
6. ลดอนุมูลอิสระ ขับล้างสารพิษออกจากร่างกาย
7. ควบคุมน้ำหนัก ช่วยในการเผาผลาญ ปรับสมดุลให้กับร่างกาย
8.ทำให้การเผาผลาญแป้งเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
9. ช่วยในการสลายตัวของไขมันในเลือด ลดคลอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์
10. เสริมสร้างภูมิต้านทาน เพิ่มเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายแข็งแรงต่อสู้กับโรคได้
11. ช่วยขยายหลอดเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด
12. ปรับความดันสูงหรือต่ำให้เป็นปกติ ป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก
13. ป้องกันระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการภูมิแพ้และโรคผิวหนัง ช่วยตับและไต
14. ส่งเสริมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ป้องกันโรคหัวใจ

📌ส่วนผสมของ โกเรจินส์ ใน 1 เม็ด ประกอบด้วย📌
1. สารสกัดมาตรฐานโสม 150 มิลลิกรัม
2. สารสกัดจากถั่งเฉ่า 100 มิลลิกรัม
3. นมผึ้ง (Royal Jelly) 100 มิลลิกรัม
4. สารสกัดจากเห็ดหลินจือ (Lingzhi Extract) 150 มิลลิกรัม
5. เบต้ากลูแคนจากยีส 85% 100 มิลลิกรัม
6. สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (Grape Seed Extract) 30 มิลลิกรัม
7. สารสกัดจากเปลือกสน 30 มิลลิกรัม
8. แอล-ซิสเตอีน (L-Cysteine) 100 มิลลิกรัม
9. แคลเซี่ยม แอสคอร์เบต 60 มิลลิกรัม

📍ทานวันละ 1-2 เม็ดก่อนนอน
คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลง(สุขภาพที่ดีขึ้น) และ ความขาว(ผิวหน้าและร่างกายที่ขาวขึ้น) จริง ด้วยส่วนผสมที่เป็นสมุนไพรแท้(ธรรมชาติ 100%) ที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์แล้ว
รับประกันความพอใจ 100%

✔เลขทะเบียน อย. เลขที่ 10-1-06045-1-0038
✔มีฮาลาลรับรอง

ของแท้จากบริษัทโดยตรง 100%
ขนาดบรรจุ 1 กล่อง 30 เม็ด

สอบถามข้อมูล
☎️:0818915278
หรือคลิก@👇👇👇
https://line.me/R/ti/p/%40cqt7994y

สาเหตุไทรอยด์เป็นพิษ ไทรอยด์เป็นพิษหรือไฮเปอร์ไทรอยด์ คือ การที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ จึงผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามา...
26/11/2018

สาเหตุไทรอยด์เป็นพิษ

ไทรอยด์เป็นพิษหรือไฮเปอร์ไทรอยด์ คือ การที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าปกติ
จึงผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากเกินความควบคุมของร่างกาย
มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 9-10 เท่า โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20-40 ปี โดยสาเหตุของไทรอยด์เป็นพิษที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของต่อมไทรอยด์
อาจเกิดจากหลายสาเหตุดังนี้

😪 ไทรอยด์เป็นพิษชนิด Graves’ disease
เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำงานผิดปกติ (autoimmune disease)
ทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานต่อมไทรอยด์มากผิดปกติ

😣 เนื้องอกของไทรอยด์ที่สามารถสร้างฮอร์โมนได้
อาจเป็นทั้งชนิดก้อนเดี่ยว (toxic nodular goiter)
หรือหลายก้อน (toxic multi nodular goiter)

😥 การอักเสบของต่อมไทรอยด์ (thyroiditis)
ซึ่งอาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย หรือจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานผิดปกติ


😑อาการ

ปกติฮอร์โมนไทรอยด์จะทำงานในหลายระบบ
ทั้งระบบประสาท
ระบบประสาทอัตโนมัติ กล้ามเนื้อ ระบบหัวใจ ทางเดินอาหาร และระบบสืบพันธุ์
ดังนั้น อาการ
และอาการแสดงของไทรอยด์เป็นพิษจึงมักมีอาการมากกว่า 1 ระบบร่วมกัน
😰ส่วนความรุนแรงของอาการมักสัมพันธ์กับระยะเวลาที่เริ่มเป็นโรค
และอายุของผู้ป่วย ซึ่งอาการที่พบบ่อย ได้แก่

• เหนื่อยง่าย ใจสั่น อ่อนเพลีย

• รับประทานอาหารจุ แต่น้ำหนักตัวลด

• ขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย หงุดหงิดง่าย

• กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน ต้นขาอ่อนแรง

• มือสั่น

• คอโตมากกว่าปกติ

• ในผู้หญิงอาจพบประจำเดือนมาน้อยกว่าปกติได้

• ในบางรายอาจมีตาโปนโตกว่าปกติ


🎋ผู้ป่วยที่มีอาการไทรอยด์เป็นพิษเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
💔อาจจะส่งผลให้มีหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจโต 💔
หรือเกิดโรคกระดูกพรุนได้มากกว่าคนปกติ

สนใจสอบถาม/ราคา/สั่งซื้อ
☎️:0818915278มั่นฟ้า

https://line.me/R/ti/p/%40cqt7994y

"เจ็บหน้าอก" สัญญาณอันตรายของหลายโรคร้ายอาการ เจ็บหน้าอก เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพิกเฉยด้วยประการทั้งปวง หลายคนมักคิดว่า อาการ...
12/11/2018

"เจ็บหน้าอก" สัญญาณอันตรายของหลายโรคร้าย

อาการ เจ็บหน้าอก เป็นสิ่งที่ไม่ควรเพิกเฉยด้วยประการทั้งปวง หลายคนมักคิดว่า อาการเจ็บหน้าอกเป็นอาการของโรคหัวใจ แต่อาการนี้อาจบ่งชี้ถึงอาการโรคอื่นๆ ที่รุนแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น โรคเกี่ยวกับปอด หลอดอาหาร ซี่โครง เส้นประสาท ล้วนนำไปสู่อาการเจ็บหน้าอกได้ บทความนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บหน้าอก เพื่อที่คุณจะสามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาได้ทันท่วงที

อาการ เจ็บหน้าอก คืออะไร
อาการเจ็บหน้าอกอาจเกิดขึ้นได้บริเวณตั้งแต่ลำคอ เรื่อยไปจนถึงหน้าท้องส่วนบน ขึ้นอยู่กับสาเหตุของอาการ ความรุนแรงของอาการเจ็บหน้าอกมีหลายระดับ คุณอาจรู้สึกเจ็บแปลบ ปวดตื้อๆ แสบร้อน ปวดหรือเจ็บเหมือนถูกแทง นอกจากนี้ คุณอาจมีความรู้สึกแน่นหน้าอก หรือมีความรู้สึกเหมือนถูกบีบที่กลางอก คุณควรเข้าพบหมอ หากเกิดอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่สามารถอธิบายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเกิดอาการเฉียบพลัน และอาการไม่หายไป แม้จะใช้ยาระงับอาการหรือปรับพฤติกรรมแล้วก็ตาม ในกรณีที่อาการเจ็บหน้าอกเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ ดังต่อไปนี้ ควรรีบโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินทันที

เกิดอาการแน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนถูกบีบบริเวณใต้กระดูกหน้าอก
เกิดปัญหาที่กราม แขนข้างซ้าย หรือหลังจากอาการเจ็บหน้าอก
เกิดอาการเจ็บแปลบที่หน้าอกพร้อมกับหายใจถี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นระยะเวลานาน
เจ็บหน้าอกพร้อมกับอาการคลื่นไส้ อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นหรือหายใจถี่ มึนงง หน้าซีด เหงื่อออกมากผิดปกติ
ความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง หรืออัตราการเต้นของหัวใจต่ำมาก

สาเหตุของอาการเจ็บหน้าอก

โรคหัวใจ
โรคที่เกี่ยวกับหัวใจหลายโรคเป็นสาเหตุที่พบกันบ่อยของอาการเจ็บหน้าอก โรคหลอดเลือดหัวใจ สามารถทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกแบบปวดเค้น อาการเจ็บหน้าอกประเภทนี้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหัวใจได้รับเลือดไม่เพียงพอ อาจกระจายไปสู่การเจ็บแขน ไหล่ กราม หรือหลังได้ ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการหัวใจวาย เมื่ออายุมากขึ้น นอกจากนี้ อาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเหตุขาดเลือด (Myocardial Infarction) ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดอาการเจ็บหน้าอก แต่อาการจะรุนแรงกว่าอาการที่เกิดจากอาการปวดเค้นหัวใจ เนื่องจากการเจ็บเค้นมักเกิดขึ้นบริเวณตรงกลาง หรือด้านซ้ายของหน้าอก และไม่ทุเลาลงแม้จะนอนพักก็ตาม โรคเกี่ยวกับหัวใจอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ได้แก่ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis) ภาวะเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis) โรคกล้ามเนื้อหัวใจโต (Hypertrophic Cardiomyopathy) ลิ้นหัวใจยาว (Mitral Valve Prolapse) และหลอดเลือดหัวใจฉีก (Coronary artery Dissection)

โรคปอด
อาการเจ็บหน้าอกหลายอย่าง อาจเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับปอด ผู้ป่วยเยื่อหุ้มปอดอักเสบ หรือมีการอักเสบเกิดขึ้นบริเวณเยื่อหุ้มปอดและหน้าอก จะรู้สึกเจ็บแปลบขณะหายใจ ไอ หรือจาม โรคทางปอดอีกหนึ่งชนิดที่ทำให้เเกิดอาการเจ็บหน้าอกคือ โรคปอดบวม หรือฝีในปอด การติดเชื้อทางปอดเหล่านี้ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกที่แตกต่างกันออกไป เช่น เจ็บปวดแบบลึกๆ หรือทำให้เกิดอาการเยื่อหุ้มปอดอักเสบ โรคทางปอดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก ได้แก่ โรคลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอด (Pulmonary embolism) ภาวะปอดรั่ว (Pneumothorax) ภาวะความดันหลอดเลือดแดงปอดสูง (Pulmonary hypertension) และ หอบหืด

โรคเกี่ยวกับกระดูก กล้ามเนื้อ และประสาท
อาการเจ็บที่เกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อและกระดูกบริเวณหน้าอก อาจมีสาเหตุมากจากการออกกำลังกายที่หักโหม หรือมากเกินไป หรือจากการหกล้ม หรืออุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่หน้าอก การปวดบริเวณข้อต่อกระดูกหน้าอก เจ็บซี่โครง กล้ามเนื้อฉีกขาด และโรคงูสวัด เป็นปัญหาที่นำไปสู่อาการเจ็บหน้าอกได้

โรคระบบทางเดินอาหาร
ภาวะไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหาร เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือภายในลำคอ ที่รู้จักกันดีในชื่อ กรดไหลย้อน โรคระบบทางเดินอาหารอื่นๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแสบร้อนกลางอก ได้แก่ อาการกลืนอาหารลำบาก ภาวะหลอดอาหารมีความไวเกินต่อสิ่งกระตุ้น หลอดอาหารทะลุหรือลำไส้ทะลุ แผลในทางเดินอาหาร โรคไส้เลื่อนกระบังลม และโรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี

ขอขอบคุณข้อมูล :ฤทธิศักดิ์ วงศ์วุฒิพงษ์

ตามมาจดด่วนๆ! 9 เคล็ดลับ อาหารต้านมะเร็ง ที่คุณต้องรู้ไว้โรคมะเร็ง เป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้อย...
07/11/2018

ตามมาจดด่วนๆ! 9 เคล็ดลับ อาหารต้านมะเร็ง ที่คุณต้องรู้ไว้

โรคมะเร็ง เป็นอีกโรคหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน เราจะต้องรู้จักเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ก่อน วันนี้ Health Mthai จะมาบอกให้ฟังว่า 9 เคล็ดลับของ อาหารต้านมะเร็ง นั้น มีอะไรบ้าง

1. กินผักหลากสีทุกวัน

สีสันของผักนอกจากจะดูสวยงามสะดุดตาแล้ว ผักแต่ละสี แต่ละชนิดยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย และให้คุณค่าที่
แตกต่างกันไป ดังนั้นการรับประทานผักหลากหลาย หรือรับประทานให้ครบทั้ง 5 สี จะเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ
ตัวอย่างของผักและสารสีต่างๆ ได้แก่

สารสีแดง ได้แก่ มะเขือเทศ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า ไลโคปีน (Lycopene) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งปอด
สารสีเหลือง/ส้ม ได้แก่ ฟักทอง แครอท มีสารแคโรทีนอยด์ (β-Carotene) และอุดมไปด้วยวิตามินเอ
สารสีเขียวได้แก่ คะน้า บล็อคโคลี่ อุดมไปด้วยวิตามินซี รวมถึงผักบุ้ง กวางตุ้ง ตำลึง ที่มีวิตามินเอและพิกเมนต์
สารสีม่วง ได้แก่ กะหล่ำสีม่วง ชมพู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง สีม่วงในดอกอัญชัน พืชผักเหล่านี้มีสาร Anthocyanin ที่สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
สารสีขาวได้แก่ มะเขือขาวเปราะ ผักกาดขาว ดอกแค โดยเฉพาะยอดแคมีเบตาแคโรทีนสูง

2. ผลไม้อย่าให้ขาด

ผลไม้ประกอบไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายชนิดที่เป็นประโยชน์รวมทั้งยังมีเส้นใยอาหาร ที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร และระบบการขับถ่ายทำงานได้อย่างปกติ ตัวอย่างเช่น ส้ม สับปะรด มะละกอ มะม่วง ที่มีทั้งวิตามินเอ ซี สารเบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ผลไม้ยังมีเส้นใยที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างปกติ

3. ทำอาหารธัญพืชและเส้นใย

ธัญพืชเต็มเมล็ด คือ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด ทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น ใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ไฟโตนิวเตรียนท์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ ตัวอย่างของธัญพืช ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย นอกจากนี้ไฟเบอร์ หรือใยอาหารในธัญพืช ยังทำหน้าที่สำคัญในการพาสารต่างๆ ที่เป็นโทษต่อร่างกาย ซึ่งเกาะติดบริเวณลำไส้ให้ขับถ่ายออกไป จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในทางเดินอาหารและมะเร็งในลำไส้ใหญ่

4. เสริมรสชาติด้วยเครื่องเทศ

เครื่องเทศ หมายถึง ส่วนต่างๆ ของพืชที่นำมาใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหาร หรือเพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอม
สารประกอบอินทรีย์ที่เป็นกลิ่นหอมของเครื่องเทศนั้น มาจากส่วนที่เป็นน้ำมัน (Fixed oil) และน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ส่วนรสชาติที่เผ็ดร้อนนั้นมาจากส่วนที่เป็นยาง (Resins) นอกจากนี้ยังมีสารอื่นๆ อีกเช่น แป้ง น้ำตาล แร่ธาตุ และวิตามินบางชนิด เป็นต้น นอกจากนี้เครื่องเทศยังประกอบไปด้วยสารหลายชนิดซึ่งมีสรรพคุณลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง รวมถึงการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้

5. เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ

ชาเขียว (Green Tea)

ใบชาเขียวได้มาจากการนำยอดใบชาสด มาผ่านกระบวนการอบ เพื่อลดความชื้นโดยไม่ผ่านการหมัก ชาเขียวมีสาร Catechins ที่ชื่อ epigallo-catechin-3-gallate (EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ สารดังกล่าว สามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับ

หมายเหตุ ควรดื่มชาเขียว ทันทีหลังจากชงชาเสร็จ เนื่องจากหากทิ้งไว้ชาเขียวจะทำปฎิกิริยากับออกซิเจนในอากาศทำให้สูญเสียคุณค่าไป

น้ำ (Water)

น้ำดื่มที่สะอาดและบริสุทธิ์ มีความสำคัญ และจำเป็นสำหรับมนุษย์การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน จะทำให้ร่างกายเราได้รับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้มีสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้น้ำยังเป็นสารตัวกลางสำคัญของร่างกายที่ใช้ในขบวนการต่างๆ ของเซลล์ เช่น ควบคุมสมดุลกรด-ด่าง และยังนำพาสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่เซลล์ ตลอดจนนำของเสียหรือสารพิษออกจากเซลล์

6. ปรุงอาหารอย่างถูกวิธี

วิธีการปรุงอาหารที่ถูกต้องถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ ได้แก่

ไม่ปิ้งย่างอาหารประเภทเนื้อสัตว์จนไหม้เกรียม
ไม่รับประทานอาหารแบบสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด
ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง
7. หลีกเลี่ยงอาหารไขมัน

ไขมันในอาหารมีทั้งไขมันดี และไขมันเลว หากร่างกายมีไขมันเลวปริมาณมากอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้
ไขมันเลว ได้แก่ คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์ LDL ไขมันอิ่มตัว ซึ่งจะพบมากในพวก นม เนย ชีส กะทิ ไขมันสัตว์ น้ำมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน และน้ำมันทอดซ้ำ เป็นต้น

ไขมันดี ได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัว เลซิติน HDL พบมากใน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย
น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวัน และในปลา เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาจาระเม็ด เป็นต้น

8. ลดบริโภคเนื้อแดง

เราควรจำกัดการรับประทานเนื้อแดงให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 500 กรัม เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ ผู้ที่บริโภคเนื้อแดงมากกว่า 160 กรัมต่อวัน อาจมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น

9. อาหารหมักดองต้องน้อยลง

เราควรบริโภคเกลือ (salt) ไม่เกิน วันละ 6 กรัม ซึ่งมีโซเดียม (sodium) อยู่ประมาณ 2,300 มิลลิกรัม การบริโภคเกลือในปริมาณสูงจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปหรืออาหารประเภทหมักดองโดยเฉพาะที่มีการถนอมอาหาร หรือปรุงแต่งสีด้วยดินประสิว เช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม ไส้กรอก กุนเชียง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม เนื่องจากอาหารเหล่านี้อาจมีสารก่อมะเร็งไนโตรซามีน และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดงผิดจากธรรมชาติ

ที่มา : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ส่งด่วนส่งไวจร้า☎️:0818915278​มั่นฟ้า
22/10/2018

ส่งด่วนส่งไวจร้า
☎️:0818915278​
มั่นฟ้า

ที่อยู่

Min Buri
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66818915278

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ดููแลไทรอยด์ โดยมั่นฟ้าผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ดููแลไทรอยด์ โดยมั่นฟ้า:

แชร์

เรื่องราวของเรา

ให้คำปรึกษา การบำรุง ฟื้นฟู สุขภาพด้วยสารอาหารแบบองค์รวม โทร. 0818915278 มั่นฟ้า