K.O เค.โอ ดูแลระบบเลือด

K.O เค.โอ ดูแลระบบเลือด ผลิตภัณฑ์ดีท็อกซ์เลือด ลดคลอเรสเตอรอล ไขมัน ป้องกันไขมันอุดตันในหลอดเลือด

- ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด
- เพิ่มเม็ดเลือดแดงในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุลและเพิ่ม growth hormone
- ช่วยบำรุงเลือด
- กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและช่วยลดโคเลสเตอรอล, LDL-ไขมันไม่ดีเพิ่ม HDL-ไขมันดี
- เพิ่มพลังงานแก่ร่างกายเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
Selling point
- มีการใช้สารสกัดหลากหลายชนิด
- ช่วยบำรุงเลือดและบำรุงร่างกายไปในตัว
-ต้านอนุมูลอิสระ สาเหตุหน่ึงของการเกิดมะเร็ง
-ลดกา

รอักเสบของไข้ข้อ
-บำรุงสมองและระบบประสาท
-ป้องกันโรคความจา เสื่อม
-ยกกระชับผิวหนังและกล้ามเน้ือ
-ช่วยให้ระบบการตอบสนองของระบบภูมิต้านทานของร่างกายตอบสนองได้อย่างปกติ
-ส่งเสริมสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด
-ส่งเสริมการทา งานของสมองและสุขภาพของสมอง
-ส่งเสริมการทำงานการเคลื่อนไหวของข้อ
-ลดอาการของไขข้ออักเสบรูมาตอยด์
-ลดการปวดและอาการข้อติดขัด
-เพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องร่างกายจากรังสีUV ที่ทำให้ผิวหนังถูกทำลาย
-ส่งเสริมใหร้ะบบ DHA ในสมองปกติส่งเสริมสุขภาพจิตใจ

http://rugyim.com/1499
30/01/2018

http://rugyim.com/1499

เวลาอากาศหนาวๆ นาทีที่ยากที่สุดในแต่ละวัน ก็คือการดึงตัวเองขึ้นจากเตียงในตอนเช้า คนกรุงเทพอาจจะไม่เข้า...

หลายปีนี้...1. หลายปีนี้...เริ่มรู้สึกมีความเข้าใจว่า เมื่ออายุมากขึ้น ญาติสนิทมิตรสหายเริ่มทยอยจากเราไป รู้สึกถึงชีวิตล...
17/12/2017

หลายปีนี้...

1. หลายปีนี้...เริ่มรู้สึกมีความเข้าใจว่า เมื่ออายุมากขึ้น ญาติสนิทมิตรสหายเริ่มทยอยจากเราไป รู้สึกถึงชีวิตล้วนอนิจจัง

2. หลายปีนี้...เริ่มรู้สึกปล่อยวาง เริ่มเรียนรู้ถึงสิ่งที่ไม่ว่าจะเสียดายหรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นไปโดยวิถีแห่งธรรมชาติ

3. หลายปีนี้...ชีวิตสอนว่า ความสนิทชิดเชื้อระหว่างมนุษย์นอกเหนือจากความเกี่ยวพันทางสายเลือดแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือสัมพันธภาพทางจิตใจที่จริงใจต่อกัน

4. หลายปีนี้...ชีวิตสอนว่า สิ่งที่เคยใฝ่ฝันอยากได้ในอดีต แม้วันนี้จะได้มา ก็หาใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับเราอีกต่อไป

5. หลายปีนี้...เริ่มตื่นรู้ นอกจากเราต้องทำดีกับผู้อื่นแล้ว เราจะต้องทำสิ่งที่ดีงามให้กับคนที่ดีกับเราให้มากเท่าทวีคูณ

6. หลายปีนี้...เริ่มเรียนรู้ว่า เวลาหาได้บ่มเพาะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คน ตรงกันข้าม เวลากลับพิสูจน์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของผู้คน

7. หลายปีนี้...เริ่มรู้ซึ้ง นอกจากพ่อแม่แล้ว ไม่มีใครในโลกที่จะคอยอนุเคราะห์ โอบอุ้มและให้อภัยเราเหมือนเช่นที่ท่านให้กับเรา

8. หลายปีนี้...เริ่มรู้และเข้าใจว่าความประมาทอาจจะนำมาซึ่งอุบัติเหตุ การบาดเจ็บและความทุกข์ทรมานต่อร่างกายอย่างไม่คาดฝัน

9. หลายปีนี้...เราเปลี่ยนไป สามารถอดทนแบกรับความทุกข์ในหลากหลายรูปแบบ มีความแกร่งในชีวิต เหมือนต้นกระบองเพชร ที่สามารถจะอยู่รอดได้ในทุกสถานะ

10.หลายปีนี้...เริ่มสำนึก ไม่ดึงดันยึดมั่นถือมั่นอย่างที่เคย หลายสิ่งที่เคยยึดมั่นเริ่มคลายความถือมั่นอย่างที่เคยเป็น

11. หลายปีนี้...หลายสิ่งที่ขัดหูขัดตา ก็สามารถที่จะทำใจให้เป็นเหมือน "ฟังแต่ไม่ได้ยิน มองแต่ไม่ได้เห็น"

12. หลายปีนี้...ชีวิตสอนว่า ไม่ใช่คนทุกคนจะยินยอมเดินตามวิถีทางที่เราอยากให้เป็น

13. หลายปีนี้...ชีวิตสอนว่า สิ่งที่เป็นของเรา ย่อมต้องเป็นของเรา สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา จงอย่าได้ฝืนเอา

14. หลายปีนี้...ชีวิตสอนว่า อย่าได้อิจฉาชีวิตของผู้อื่น เพราะเราเองก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการให้เป็นได้

เวลาดุจสายน้ำ ไหลไปไม่หวนกลับ เรียนรู้กับชีวิต รู้ซึ้งถึงชีวิต หวงแหนทุกวันเวลาที่ผ่านไป ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เรียนรู้ชีวิตอย่างสงบต่อไป...

เราควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเช้าวันที่สดใสและเพื่อสุขภาพที่ดี เรามาดูกันค่ะว่ามี อะไรบ้างที่เราไม่ควรทำก่อนเข้า...
07/12/2017

เราควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเช้าวันที่สดใสและเพื่อสุขภาพที่ดี เรามาดูกันค่ะว่ามี อะไรบ้างที่เราไม่ควรทำก่อนเข้านอน......

ทำไมใครๆ ก็เป็นโรค "หลอดเลือดหัวใจตีบตัน"โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันจากไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก โดย...
31/10/2017

ทำไมใครๆ ก็เป็นโรค "หลอดเลือดหัวใจตีบตัน"
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

จากไลฟ์สไตล์ของคนในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ต้องเคร่งเครียดกับการทำงาน เวลาจะออกกำลังกายก็แทบจะไม่มี แถมยังสูบบุหรี่อีก อาหารที่รับประทานส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารประเภทจานด่วน เพราะมันรวดเร็วดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่ประกอบไปด้วยไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้โรคต่างๆ ถามหาได้ง่ายขึ้น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ ซึ่งเมื่อเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันขึ้นแล้วจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ต้องได้รับยาตลอดชีวิต

นายแพทย์นาวี ตันจรารักษ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สละเวลามาให้ความรู้เรื่องของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน พร้อมทั้งวิธีป้องกันเพื่อให้ห่างไกลจากโรคหัวใจตีบตันกัน

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันเกิดจากการมีไขมันและหินปูนไปพอกอยู่ภายในหลอดเลือดแดง จนเกิดการอุดตัน หรือเส้นเลือดเกิดการปริแตกขึ้น ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบตัน ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่ โรคประจำตัว (โรคเบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือดสูง)น้ำหนักตัว รวมถึงไลฟ์สไตล์ เช่น การรับประทานอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ รวมไปถึงความเครียด และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ อายุ เพศ และเชื้อชาติ

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง

โรคหลอดเลือดหัวใจชนิดเฉียบพลัน มีโอกาสทำให้เสียชีวิตสูงถ้าไม่รีบมาพบแพทย์ คนไข้อาจมีอาการเหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอกช่วงกึ่งกลางหน้าอก เป็นถี่ขึ้น รุนแรงมากขึ้นแม้ขณะไม่ได้ออกกำลัง อาจมีอาการใจสั่น เหงื่อออก หายใจไม่สะดวกร่วมด้วย เมื่อมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน อาจทำให้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงว่านานเท่าไหร่ ดังนั้น จะต้องรีบนำคนไข้มาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายในเวลา 6-12 ชั่วโมง หลังจากผู้ป่วยเริ่มมีอาการครั้งแรก เพื่อทำการเปิดหลอดเลือดหัวใจที่ตีบ โดยการให้ยาสลายลิ่มเลือด หรือทำบอลลูนขยายหลอดเลือด

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันชนิดเรื้อรัง จะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นๆ หายๆ ซึ่งอาการมักสัมพันธ์กับการออกกำลัง เช่น การเดิน การออกกำลังกาย หรือการขึ้นบันได อาจมีอาการเจ็บแน่นบริเวณกึ่งกลางหน้าอกแต่พอได้นั่งพักอาการก็จะหายไป และบางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปหัวไหล่ซ้ายขึ้นไปถึงกรามด้วย หากเกิดอาการเหล่านี้จะต้องรีบมาพบแพทย์

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ในกรณีที่เป็นไม่มาก การรักษาหลัก คือ การปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ร่วมกับการรับประทานยา ซึ่งเมื่อเป็นโรคนี้แล้วต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต เพื่อป้องกันการพอกตัวของไขมันเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย

ในกรณีที่มีอาการมาก คือ เส้นเลือดตีบมากทำให้การบีบตัวของหัวใจลดลง คนไข้ต้องได้รับการสวนหัวใจเพื่อขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูน การสวนหัวใจ คือ การฉีดสารทึบรังสีดูช่องทางเดินของหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ เพื่อช่วยให้แพทย์สามารถประเมินได้ว่า หลอดเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบ ตัน บ้างหรือไม่ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงเพียงใด ลิ้นหัวใจเปิดปิดได้ดีเพียงใด อีกทั้งยังสามารถวัดความดันภายในหัวใจและส่วนต่างๆ ของหัวใจได้ด้วย สามารถทำได้ 2 วิธีคือ การสวนหัวใจผ่านทางขาหนีบ (Femoral Artery) และสวนหัวใจผ่านทางข้อมือ (Radial Artery) โดยแต่ละวิธีขึ้นอยู่กับความชำนาญและความถนัดของแพทย์

เมื่อทำการสวนสีหัวใจดูแล้ว หากพบว่าหลอดเลือดตีบหรือตันตรงไหน ก็จะทำการรักษาโดยการทำบอลลูนเพื่อขยายหลอดเลือด การทำบอลลูน คือ การใส่ขดลวดเพื่อถ่างหรือดันไขมันสะสมที่มาขวางทางเดินของหลอดเลือดอยู่ ทำให้หลอดเลือดที่ตีบตันโล่งขึ้น เลือดสามารถไหลผ่านได้สะดวกยิ่งขึ้น

ส่วนในรายที่มีหลอดเลือดตีบหลายตำแหน่ง มักใช้วิธีการผ่าตัดทำบายพาส โดยแพทย์จะใช้เส้นเลือดแดงบริเวณแขนซ้ายหรือเส้นเลือดดำบริเวณขา ตั้งแต่ข้อเท้าด้านในจนถึงโคนขาด้านในมาเย็บต่อเส้นเลือดเพื่อนำเลือดแดงจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดโดยข้ามผ่านเส้นเลือดส่วนที่ตีบ

สำหรับบุคคลที่แพทย์สงสัยว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ ด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ Calcium Score CT ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อตรวจหาปริมาณแคลเซียมที่ผนังของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งแพทย์จะสามารถนำข้อมูลจากผลเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มาช่วยในการตัดสินใจ เพื่อวางแผนการรักษาแต่เนิ่นๆ ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายไปโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตแบบเฉียบพลันจากโรคหัวใจได้

กันไว้ดีกว่าแก้

ถึงแม้เทคโนโลยีทางการแพทย์ จะมีการพัฒนากันอย่างไม่หยุดยั้ง ช่วยให้สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ง่ายและดียิ่งขึ้น แต่การดูแลตัวเองคือสิ่งสำคัญเพื่อเป็นเกราะป้องกันให้เราห่างจากโรคภัย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรปฏิบัติ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าเป็นเนื้อสัตว์ ควรรับประทานอาหารประเภทปลา หรือเนื้อไก่ไม่ติดหนัง และอาหารที่มีเส้นใยสูง อย่างผักและผลไม้ ควรลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว เช่น อาหารประเภททอด และอาหารประเภทเนื้อแดง น้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหารควรใช้น้ำมันรำข้าว

และสิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรับประทานอาหาร คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งเน้นการทำงานของปอดและหัวใจ ควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที สำหรับพฤติกรรมที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดคือ การสูบบุหรี่ รวมถึงควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหาโอกาสมาตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำทุกปี เพียงเท่านี้ก็จะทำให้คุณห่างไกลจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

ในช่วงระยะ 10 กว่าปี ที่ผ่านมา คนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตด้วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะ “โรคหลอดเล...
31/10/2017

ในช่วงระยะ 10 กว่าปี ที่ผ่านมา คนไทยมีแนวโน้มการเสียชีวิตด้วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตัน” ที่ปัจจุบันเป็นสาเหตุของการตายอันดับต้นๆ ของเมืองไทย โดยพบว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ เนื่องจากการบริโภคของเราเปลี่ยนไป ด้วยอาหารที่มีไขมันและคาร์โบไฮเดตสูง ออกกำลังกายน้อยลงและมีความเครียดมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นโรคกรรมพันธุ์อีกด้วย

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ

ส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ แต่ในผู้ป่วยที่โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรืออุดตันค่อนข้างมากจะมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างมาก จนทนไม่ได้ เหมือนมีอะไรหนัก ๆ กดทับตรงกลางหน้าอก หรือการเจ็บจากหน้าอกขึ้นไปถึงคาง หรือเจ็บลงไปถึงแขนซ้าย
หายใจหอบ เหนื่อย
เหงื่อแตกใจสั่น
หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้น (Heart Attack)

ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งได้แก่

อายุ : โดยปกติแล้ว ความเสี่ยงของโรคหัวใจจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น
พันธุกรรม : ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
เพศ : ผู้ชายจะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิงก่อนวัยหมดประจำเดือน

ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือตันได้ ซึ่งได้แก่

โรคความดันโลหิตสูง : การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นเวลานาน ๆ จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดมาเลี้ยงร่างกาย กล้ามเนื้อหัวใจจะหนาขึ้น หัวใจจะโตขึ้น หลอดเลือดตีบแข็งและอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตาย และนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด
การสูบบุหรี่ : ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 2 – 4 เท่า เนื่องจากสารที่อยู่ภายในบุหรี่จะทำให้เซลล์ที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดเสื่อม ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน ซึ่งนำไปสู่สภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
ระดับไขมันในเลือด : ผู้ที่มีระดับไขมันแอลดีแอลโคเลสเตอรอลสูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจสูงขึ้น ไขมันดังกล่าวจะทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้น และหลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไหลเวียนน้อยลง ในที่สุดหลอดเลือดหัวใจก็อุดตันและเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย
โรคเบาหวาน : ทำให้ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น เบาหวานจะทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ เสื่อมลง
การขาดการออกกำลังกาย : ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายจะมีความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดและหัวใจสูงขึ้น การออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ และยังสามารถช่วยควบคุมปัจจัยความเสี่ยงอื่น ๆ เช่นความดันโลหิต ระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด เบาหวานและน้ำหนักที่มากเกิน หรืออ้วน
ความอ้วน : ผู้ที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 กก. / เมตร2 ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ โดยสามารถคำนวณดัชนีมวลกายได้จากน้ำหนักตัว(หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง(หน่วยเป็นเมตร) ยกกำลัง 2
อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย แม้มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กก. / เมตร2 ก็ถือว่ามีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือตันเกิดจาก

หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแข็งตัว หรือมีไขมันไปเกาะผนังของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง ปริมาณเลือดแดงผ่านได้น้อย เป็นผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และหากหลอดเลือดแดงตีบแคบมากจนอุดตัน จะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
โดยแพทย์จะใช้เส้นเลือดภายในทรวงอกด้านซ้าย และเส้นเลือดแดงบริเวณแขนซ้าย หรือเส้นเลือดดำบริเวณขา ตั้งแต่ข้อเท้าด้านในจนถึงโคนขาด้านใน มาเย็บต่อเส้นเลือดเพื่อนำเลือดแดงจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดโดยข้ามผ่านเส้นเลือดส่วนที่ตีบ

“กรณีแพทย์ตัดสินใจทำการผ่าตัด ส่วนใหญ่จะทำเมื่อเส้นเลือดตีบและอุดตันแล้วประมาณ 70% ขึ้นไป แต่หากมีไขมันมาเกาะโดยไม่มีหินปูน และมีอายุ 30-40 ปี อาจรักษาด้วยการทานยาอาจช่วยให้ไขมันลดลง หรือกรณีที่อุดตันเส้นเดียว ก็ทานยา หรือ ใส่ขดลวดบอลลูนได้”

สำหรับการทำผ่าตัดบายพาสโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันในปัจจุบัน มี 2 วิธี คือ

1. การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ โดยไม่ใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (Off-Pump CABG) หรือ แบบ “ไม่ต้องหยุดหัวใจ”

2. การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ แบบต้องใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (On Pump CABG) เพื่อ “หยุด” การทำงานของหัวใจทั้งหมด

นอกจากนี้ การผ่าตัดบายพาสแบบไม่หยุดหัวใจ ยังทำให้ใช้ปริมาณเลือดน้อยลง และลดระยะเวลาในการผ่าตัดและการดมยาสลบให้สั้นลง ตลอดจนระยะเวลาในการพักฟื้นในโรงพยาบาลก็สั้นกว่าแบบผ่าตัดบายพาสหยุดหัวใจ



คลิกดูรายละเอียด: แพคเกจผ่าตัดหัวใจ โดยไม่ต้องทำให้หัวใจหยุดเต้น (CABG)

สิ่งสำคัญที่โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มุ่งเน้นในการรักษาคือ

ความเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัด รักษาด้วยการดูแลด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สหสาขา ด้วยเครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน และทันสมัย
ความพร้อมทีมพยาบาล และทีมสนับสนุนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ที่จะช่วยให้มีความปลอดภัยในการพักฟื้น มีภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด
เน้นการให้บริการและการดูแลที่เอาใจใส่ เพื่อให้เกิดความพึงพอใจในการรับบริการ
24/7 Heart care emergency service

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน

1. รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และมาตรวจตามนัดทุกครั้ง
2. รับประทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร
3. รับประทานอาหารแต่พออิ่ม และควรพักหลังอาหารประมาณ 1/2-1 ชั่วโมง
4. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดีที่สุด คือการเดิน เริ่มโดยการเดินช้า ๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มระยะทาง แต่อย่าให้เกินกำลังตนเอง
5. ทำจิตใจให้สงบ หาโอกาสพักผ่อน และหาวิธีลดความเครียด หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้น เช่น การดูเกมการแข่งขันที่เร้าใจ
6. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและเค็มจัด
7. งดดื่มสุรา น้ำชา กาแฟ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
8. หลีกเลี่ยงงานหนัก งานรีบเร่ง และงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องนาน ๆ
9. เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก ให้หยุดกิจกรรมนั้น ๆ ทันที ให้รีบไปพบแพทย์ได้ทันที

คนป่วยต้องอ่าน !! แค่กินกล้วยในตอนเช้าช่วยให้หาย 8 โรคได้โดยไม่ต้องทานยา หลีกหนีจาก 8 โรคร้ายง่ายๆ เพียงแค่กินกล้วยในตอน...
15/10/2017

คนป่วยต้องอ่าน !! แค่กินกล้วยในตอนเช้าช่วยให้หาย 8 โรคได้โดยไม่ต้องทานยา

หลีกหนีจาก 8 โรคร้ายง่ายๆ เพียงแค่กินกล้วยในตอนเช้า ว้าวๆ มาดูกันเลย


1. โรคโลหิตจาง กล้วย เป็นผลไม้ที่มีธาตุเหล็กสูงมาก และธาตุเหล็กนี่แหล่ะที่จะไปกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ช่วยให้คนที่เป็นโรคโลหิตจางกลับมาแข็งแรงได้
2. โรคความดันโลหิตสูง กล้วยได้ขึ้นชื่อว่ามีโพแทสเซียมสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ด้วยกัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ดีมาก ถึงขนาดที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้โฆษณาให้ประชาชนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงหันมากินกล้วยกันให้มากๆ
3. โรคท้องผูก ในเนื้อกล้วย มีใยอาหารสูง เป็นตัวช่วยในการขับถ่ายได้ดีขึ้น
4. โรคซึมเศร้า อาการของโรคซึมเศร้ามักเกิดจากสารเคมีในสมองไม่สมดุลกัน แต่จากการวิจัยพบว่ากล้วยมีโปรตีน ไทรโพโตแฟน ที่จะช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ที่ทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลายออกมา จึงสามารถให้อารมณ์ดีขึ้น อาการซึมเศร้าก็ค่อยๆหายไป
5. อาการเมาค้าง การบรรเทาอาการเมาค้างที่ได้ผลที่สุดคือ กล้วยปั่น ผสมกับ นม และ น้ำผึ้ง เพราะคนเมาค้างกระเพาะจะปั่นป่วนกว่าปกติ กล้วยนี่แหล่ะ ที่จะทำให้กระเพาะเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนน้ำตาลจากน้ำผึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ส่วนนมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายให้สมดุล คนที่มีอาการเมาค้างจึงมีการดีขึ้นได้
6. โรคเสียดท้อง ในกล้วยมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่แล้ว หากคนที่มีอาการเสียดท้องเพราะมีกรดเกินในกระเพาะอาหาร เพียงแค่กินกล้วยในตอนเช้าวันละผล จะรู้สึกได้เลยว่าท้องไส้จะสงบลง ไม่ร้องครวญคราง หายเป็นปลิดทิ้งไปเลย
7. โรคลำไส้เป็นแผล แม้แต่แพทย์ก็ยังแนะนำให้คนป่วยโรคลำไส้เป็นแผล หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร เพราะเนื้อที่นุ่มนิ่มของกล้วย ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร และยังมีสรรพคุณช่วยเคลือบผนังลำไส้ ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นได้อีกด้วย
8. เส้นเลือดฝอยแตก การกินกล้วยเป็นประจำ (ในตอนเช้าดีที่สุด) จะช่วยลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%
รู้แบบนี้แล้ว รีบหากล้วยมาทานกันเป็นประจำเลยนะจ๊ะ จะได้หลีกไกลจากโรคร้าย เพื่อชีวิตที่มีความสุขยิ่งขึ้นจ้าาา

โรคภูมิแพ้ อาการแพ้ที่ควรระวัง ชะล่าใจอาจถึงชีวิตโรคภูมิแพ้ อาการที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน มาทำความรู้จักอาการ...
23/09/2017

โรคภูมิแพ้ อาการแพ้ที่ควรระวัง ชะล่าใจอาจถึงชีวิต
โรคภูมิแพ้ อาการที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน มาทำความรู้จักอาการโรคภูมิแพ้ให้ดียิ่งขึ้น

โรคภูมิแพ้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า allergy เป็นอาการที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุุ้มกันของร่างกาย แม้หลาย ๆ คนคิดว่าโรคนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยา แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรมองข้ามโรคภูมิแพ้เด็ดขาด เพราะความรุนแรงมีตั้งแต่เบาบางไปจนถึงขั้นร้ายแรงและทำให้เสียชีวิตได้ มาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้ให้มากขึ้นว่า โรคภูมิแพ้ มีสาเหตุมาจากอะไร อาการและวิธีรักษามีอย่างไรบ้าง รวมทั้งวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ต้องทำอย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที
โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้คือภาวะความผิดปกติที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ไว ต้องสิ่งกระตุ้น โดยอาการภูมิแพ้นี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสสารบางชนิด ซึ่งสสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้จะเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ และเมื่อร่างกายเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้แล้วก็จะหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) ออกมา จนทำให้ร่างกายเกิดอาการต่าง ๆ เช่น อาการคัน ไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก ลมพิษ เป็นต้น

โรคภูมิแพ้ สาเหตุเกิดจากอะไร

โรคภูมิแพ้เกิดได้จาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ ได้แก่ กรรมพันธุ์ที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

1. สาเหตุจากกรรมพันธุ์

โรคภูมิแพ้บางชนิดอาจเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งถ้าหากมีการซักประวัติแล้วพบว่าพ่อและแม่ของผู้ป่วยมีอาการแพ้ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสในการเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้เพียงคนเดียว ทั้งนี้โรคภูมิแพ้ที่มักเกิดจากกรรมพันธุ์ได้แก่ โรคหืด โรคแพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ในเด็ก

2. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุส่วนใที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนส่วนใหญ่ ซึ่งสิ่งแวดล้อมนี้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่างกายสามารถสัมผัสได้ ทั้งจากการหายใจ การทานอาหาร ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุดก็มีทั้งอาหาร เช่น อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม ถั่วชนิดต่าง ๆ หรือโปรตีนบางชนิด นอกจากนี้สสารที่อยู่ในอากาศซึ่งเรามองไม่เห็นก็สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น ไรฝุ่น ฝุ่นละออง เชื้อราในอากาศ เกสรดอกไม้ และขนสัตว์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถกระตุ้นให้อาการภูมิแพ้เกิดได้ง่ายขึ้น เช่น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อากาศที่เย็นจัด หรือมลพิษทางอากาศ อย่างเช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ควันบุหรี่ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกันค่ะ

โรคภูมิแพ้ อาการเป็นอย่างไร

อาการของโรคภูมิแพ้นั้นค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเนื่องจากสารฮีสตามีนที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดอาการแพ้จะไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย โดยอาการของโรคภูมิแพ้สามารถแบ่งได้ตามชนิดของโรคดังนี้

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

อาการของโรคนี้จะเกิดขึ้นในลักษณะของผิวหนังอักเสบโดยผู้ป่วยจะมีผิวแห้งหรือแห้งมาก และจะมีอาการคันเรื้อรัง ทั้งนี้หากมีอาการแพ้แบบเฉียบพลันก็จะมีรอยเห่อแดง และคัน อาจมีตุ่มน้ำใส ๆ เล็ก ๆ มีน้ำเหลืองซึมเยิ้มออกมาจากผิวตุ่มเหล่านั้น รวมทั้งอาจมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมด้วย นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นแบบเรื้อรังเป็นปื้นนูน ผิวหนังเป็นขุยแห้งหรือตกสะเก็ดซึ่งเกิดจากการเกาด้วย

ตำแหน่งที่เกิดโรคภูมิแพ้ผิวหนังส่วนใหญ่แล้ว หากเป็นเด็กทารกจะพบที่บริเวณแก้ม ด้านนอกของแขนขา ข้อมือและข้อเท้า ส่วนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่จะเกิดที่บริเวณข้อพับต่าง ๆ เช่น แขนและขาทั้ง 2 ข้าง หรือถ้าหากเป็นมากก็อาจจะลามไปทั่วร่างกายได้

โรคภูมิแพ้อากาศ หรือโรคภูมิแพ้จมูก (Atopic dermatitis)

โรคภูมิแพ้อากาศหรือโรคภูมิแพ้จมูก มีอีกชื่อหนึ่งว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุจมูก ซึ่งเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยจะไวต่อสิ่งเร้า อาทิ สภาพอากาศ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา ขนสัตว์ หรือแม้แต่กลิ่น และสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ โดยอาการที่สามารถสังเกตได้ก็คือ จะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก มีเสมหะในลำคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการคันตา น้ำตาไหล คันหู และหูอื้อร่วมด้วย

โรคหืด (Asthma)

โรคหืด ถือเป็นโรคภูมิแพ้อีกชนิดหนึ่ง เพราะอาการของโรคนี้สารก่อภูมิแพ้จะก่อให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้หลอดลมตีบตัน ซึ่งอาการมีหลายลักษณะ เช่น ไอ หอบไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หายใจสั้นและลำบาก อาการเหล่านี้จะรุนแรงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของปอด ทั้งนี้หากไม่ได้รับยาอย่างทันท่วงทีก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ

โรคภูมิแพ้ อาการแพ้ที่ควรระวัง ชะล่าใจอาจถึงชีวิต

87,060อ่าน
370
โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ อาการที่เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน มาทำความรู้จักอาการโรคภูมิแพ้ให้ดียิ่งขึ้น

โรคภูมิแพ้ ภาษาอังกฤษเรียกว่า allergy เป็นอาการที่พบได้บ่อย ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุุ้มกันของร่างกาย แม้หลาย ๆ คนคิดว่าโรคนี้สามารถบรรเทาได้ด้วยการใช้ยา แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรมองข้ามโรคภูมิแพ้เด็ดขาด เพราะความรุนแรงมีตั้งแต่เบาบางไปจนถึงขั้นร้ายแรงและทำให้เสียชีวิตได้ มาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้ให้มากขึ้นว่า โรคภูมิแพ้ มีสาเหตุมาจากอะไร อาการและวิธีรักษามีอย่างไรบ้าง รวมทั้งวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ต้องทำอย่างไร เพื่อที่เราจะสามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที
โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้คือภาวะความผิดปกติที่เกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่ไว ต้องสิ่งกระตุ้น โดยอาการภูมิแพ้นี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสสารบางชนิด ซึ่งสสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้จะเรียกว่า สารก่อภูมิแพ้ และเมื่อร่างกายเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้แล้วก็จะหลั่งสารฮีสตามีน (Histamine) ออกมา จนทำให้ร่างกายเกิดอาการต่าง ๆ เช่น อาการคัน ไอ มีเสมหะ หายใจไม่สะดวก ลมพิษ เป็นต้น

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ สาเหตุเกิดจากอะไร

โรคภูมิแพ้เกิดได้จาก 2 สาเหตุใหญ่ ๆ ได้แก่ กรรมพันธุ์ที่สืบทอดมาจากพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว

1. สาเหตุจากกรรมพันธุ์

โรคภูมิแพ้บางชนิดอาจเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งถ้าหากมีการซักประวัติแล้วพบว่าพ่อและแม่ของผู้ป่วยมีอาการแพ้ก็จะยิ่งทำให้มีโอกาสในการเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่าครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้เพียงคนเดียว ทั้งนี้โรคภูมิแพ้ที่มักเกิดจากกรรมพันธุ์ได้แก่ โรคหืด โรคแพ้อากาศ และผื่นภูมิแพ้ในเด็ก

2. สาเหตุจากสิ่งแวดล้อม

สิ่งแวดล้อมเป็นสาเหตุส่วนใที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนส่วนใหญ่ ซึ่งสิ่งแวดล้อมนี้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ร่างกายสามารถสัมผัสได้ ทั้งจากการหายใจ การทานอาหาร ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุดก็มีทั้งอาหาร เช่น อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์นม ถั่วชนิดต่าง ๆ หรือโปรตีนบางชนิด นอกจากนี้สสารที่อยู่ในอากาศซึ่งเรามองไม่เห็นก็สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น ไรฝุ่น ฝุ่นละออง เชื้อราในอากาศ เกสรดอกไม้ และขนสัตว์ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถกระตุ้นให้อาการภูมิแพ้เกิดได้ง่ายขึ้น เช่น สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อากาศที่เย็นจัด หรือมลพิษทางอากาศ อย่างเช่น ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ควันบุหรี่ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกันค่ะ

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ อาการเป็นอย่างไร

อาการของโรคภูมิแพ้นั้นค่อนข้างจะเห็นได้ชัดเนื่องจากสารฮีสตามีนที่หลั่งออกมาเมื่อเกิดอาการแพ้จะไปทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย โดยอาการของโรคภูมิแพ้สามารถแบ่งได้ตามชนิดของโรคดังนี้

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)

อาการของโรคนี้จะเกิดขึ้นในลักษณะของผิวหนังอักเสบโดยผู้ป่วยจะมีผิวแห้งหรือแห้งมาก และจะมีอาการคันเรื้อรัง ทั้งนี้หากมีอาการแพ้แบบเฉียบพลันก็จะมีรอยเห่อแดง และคัน อาจมีตุ่มน้ำใส ๆ เล็ก ๆ มีน้ำเหลืองซึมเยิ้มออกมาจากผิวตุ่มเหล่านั้น รวมทั้งอาจมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังร่วมด้วย นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นแบบเรื้อรังเป็นปื้นนูน ผิวหนังเป็นขุยแห้งหรือตกสะเก็ดซึ่งเกิดจากการเกาด้วย

ตำแหน่งที่เกิดโรคภูมิแพ้ผิวหนังส่วนใหญ่แล้ว หากเป็นเด็กทารกจะพบที่บริเวณแก้ม ด้านนอกของแขนขา ข้อมือและข้อเท้า ส่วนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่จะเกิดที่บริเวณข้อพับต่าง ๆ เช่น แขนและขาทั้ง 2 ข้าง หรือถ้าหากเป็นมากก็อาจจะลามไปทั่วร่างกายได้

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้อากาศ หรือโรคภูมิแพ้จมูก (Atopic dermatitis)

โรคภูมิแพ้อากาศหรือโรคภูมิแพ้จมูก มีอีกชื่อหนึ่งว่า โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เนื่องจากเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับเยื่อบุจมูก ซึ่งเยื่อบุจมูกของผู้ป่วยจะไวต่อสิ่งเร้า อาทิ สภาพอากาศ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ เชื้อรา ขนสัตว์ หรือแม้แต่กลิ่น และสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ โดยอาการที่สามารถสังเกตได้ก็คือ จะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก มีเสมหะในลำคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการคันตา น้ำตาไหล คันหู และหูอื้อร่วมด้วย

โรคหืด (Asthma)

โรคหืด ถือเป็นโรคภูมิแพ้อีกชนิดหนึ่ง เพราะอาการของโรคนี้สารก่อภูมิแพ้จะก่อให้เกิดภาวะหลอดลมอักเสบอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้หลอดลมตีบตัน ซึ่งอาการมีหลายลักษณะ เช่น ไอ หอบไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หายใจสั้นและลำบาก อาการเหล่านี้จะรุนแรงหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสมรรถภาพของปอด ทั้งนี้หากไม่ได้รับยาอย่างทันท่วงทีก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ

โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE)

โรคภูมิแพ้ตัวเอง หรือที่รู้จักกันในนามโรคพุ่มพวง เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่โดยปกติจะทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม แต่โรคนี้ร่างกายจะหลั่งสารแอนติบอดีออกมาต่อต้านร่างกายเสียเอง ทำให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆ หากเป็นรุนแรงมากขึ้นก็จะทำลายอวัยวะภายในจนทำให้เสียชีวิตได้ ทั้งนี้โรคดังกล่าวยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัดได้

อาการที่พบได้บ่อยของผู้ป่วยโรคนี้ได้แก่ มีไข้ มีผื่นขึ้นที่ใบหน้าและตามร่างกาย เกิดแผลในปาก ผมร่วง ปวดข้อ อ่อนเพลีย ปัสสาวะเป็นฟอง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการแทรกซ้อนอย่างเช่น ความดันโลหิตสูง ติดเชื้อง่าย เกล็ดเลือดต่ำ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ไตอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น

ทั้งนี้อาการของโรคภูมิแพ้ตัวเองนั้นจะไม่สามารรักษาให้หายได้ และทำได้เพียงควบคุมให้อาการสงบเท่านั้น

โรคภูมิแพ้ขึ้นตา (Eye Allergies)

อาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นตามักจะเกิดขึ้นร่วมกับอาการแพ้อื่น ๆ อาทิ แพ้อากาศ หรือแพ้อาหาร สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของดวงตา ไม่ว่าจะเปลือกตา หนังตา เยื่อบุตาขาว กระจกตา ท่อน้ำตาหรือต่อมน้ำตา ทั้งนี้อาการที่พบได้บ่อยได้แก่ คันตา ขี้ตาเยอะจนลืมตาไม่ขึ้น โดยขี้ตาจากอาการภูมิแพ้จะมีสีขาวขุ่น และเหลืองอ่อน ๆ แต่ถ้าหากมีภาวะติดเชื้อร่วมด้วยขี้ตาจะเป็นสีเขียว นอกจากนี้ยังมีอาการเยื่อบุตาแดง หรือมีอาการปวดตา หากอาการรุนแรงมาก ๆ อาจจะทำให้การมองเห็นแย่ลง เกิดกระจกตาเป็นแผล และถึงขั้นตาบอดได้

โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergies)

โรคภูมิแพ้อาหารเป็นโรคที่พบเห็นได้บ่อย ซึ่งมีอาการหลาย ๆ อย่างร่วมกัน ได้แก่ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้องบิด มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง ริมฝีปาก ลิ้นและช่องปากบวม หายใจลำบาก บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเกิดอาการช็อก ทั้งนี้อาการสามารถเกิดขึ้นได้อย่างเฉียบพลันหรือเกิดหลังจากรับประทานอาหารที่แพ้เข้าไปแล้วหลายชั่วโมงหรือเป็นวัน อาหารที่มักก่อให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ ไข่ นมวัว อาหารทะเล สารเคมีในอาหาร อาทิ สีผสมอาหาร สารกันบูด ผงชูรส และโปรตีนบางชนิด อย่างโปรตีนกลูเตน เป็นต้น

ภาวะภูมิแพ้อาหารแฝง (Food intolerance)

อาการของภาวะภูมิแพ้อาหารแฝงนั้นจะแตกต่างจากอาการแพ้ทั่วไปโดยสิ้นเชิง เพราะภูมิแพ้อาหารแฝงจะไม่แสดงอาการออกมาภายนอก แตกต่างจากการแพ้อาหารทั่วไปที่เมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ ร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทานอิมมูโนโกลบูลินชนิดอี (Immunoglobulin e - Ige) และสารชนิดนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้แมสต์เซลล์ (Mast Cell) ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการหลังสารอักเสบ และก่อให้เกิดอาการแพ้ในที่สุด

ทว่าภาวะภูมิแพ้อาหารแฝงนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทานอิมมูโนโกลบูลินชนิดจี (Immunoglobulin g - Igg) แทน ซึ่งเจ้าสารชนิดนี้จะไม่ไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ที่ภายนอก และเมื่อสารเหล่านี้สะสมในร่างกายมากเกินความสามารถของเม็ดเลือดขาวที่จะกำจัดได้ก็จะทำให้เซลล์เหล่านี้ไปกระตุ้นการอักเสบต่าง ๆ จนกลายเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว อาทิ โรคหวัดเรื้อรัง หูน้ำหนวกเรื้อรัง ไซนัสอักเสบเรื้องรัง ข้ออักเสบเรื้อรัง บางกรณีก็ก่อให้เกิดความผิดปกติทางอารมณ์ เช่น ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง เป็นต้น

ที่อยู่

242 ถ. สุวินทวงศ์ แขวงแสนแสบ
Min Buri
10510

เบอร์โทรศัพท์

0621936546

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ K.O เค.โอ ดูแลระบบเลือดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท