D Boon ดีบูน ฟื้นฟูกระดูกและไขข้อ

D Boon ดีบูน ฟื้นฟูกระดูกและไขข้อ ดีบูน นวัตกรรมในการดูแลกระดูกจากสารสกัดธรรมชาติ เสริมสร้างกระดูกและไขข้อ

ดีบูน แคปซูล DBoon Capsule อาหารเสริมบำรุงกระดูกและข้อ เหมาะสำหรับ

ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน
นิ้วล็อค โรคฮิตของคนทำงาน
บรรเทาอาการปวดตามข้อ
สตรีวัยหมดประจำเดือน ขาดแคลเซียม
ผู้ที่ต้องการเพิ่มความสูง
นักกีฬา หรือ ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
ผู้ที่มีอาชีพที่ต้องยืนเป็นเวลานานๆ
ผู้ที่มีปัญหาโรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ กระดูกพรุน
ป้องกันการเกิดโรคข้อเสื่อม
ป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบ

อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง พิชิตสุขภาพดีของแม่และลูกได้แบบเต็มคำ !อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง เป็นอาหารที่แ...
15/10/2017

อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง พิชิตสุขภาพดีของแม่และลูกได้แบบเต็มคำ !
อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง เป็นอาหารที่แม่ท้องทุกคนควรให้ความใส่ใจอย่างยิ่ง
เพราะช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่คุณแม่ต้องเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษ
เนื่องจากการบำรุงครรภ์ด้วยสารอาหารที่จำเป็น ย่อมทำให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนเพียงพอ
ทำให้มีพัฒนาการสมวัย ซึ่งสารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่ควรละเลย ก็คือ แคลเซียม
ที่จะช่วยบำรุงกระดูกและฟันทารกที่อยู่ในครรภ์ให้เจริญเติบโตแข็งแรงสมวัย ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากชวนคุณแม่ตั้งครรภ์
มาใส่ใจกินอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่างเหมาะสมเพียงพอ ซึ่ง อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้องมีอะไรบ้าง?
เราจะมาแนะนำให้ทราบ แต่ก่อนอื่น มาดูกันก่อนดีกว่าว่า แคลเซียมมีความสำคัญต่อสุขภาพแม่ท้องอย่างไรบ้าง?
แคลเซียมสำคัญอย่างไร?
โดยปกติแล้ว ร่างกายคนเราจะมีความต้องการแคลเซียมในทุกช่วงวัยอยู่แล้ว แต่สำหรับคนท้องจำเป็นต้องได้รับแร่ธาตุชนิดนี้ในปริมาณที่พอเหมาะ
ทั้งในขณะตั้งท้อง หลังคลอดจนถึงช่วงให้นมลูก เพราะแคลเซียมนั้นมีบทบาทสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการโครงสร้างกระดูกของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์
ช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูกเอาไว้ แถมยังช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกของตัวคุณแม่เอง ทำให้กระดูกแข็งแรง
ลดภาวะความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ในช่วงตั้งครรภ์นี้คนท้องควรได้รับปริมาณแคลเซียมอย่างเพียงพอ
เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะความดันสูง ทั้งยังสามารถช่วยป้องกันตะคริวได้อีกด้วย โดยปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนท้องคือวันละ 1,000 มิลลิกรัม
อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง มีอะไรบ้าง?
หลังจากที่เรารู้กันไปแล้วว่า แคลเซียม เป็นสารอาหารสำคัญสำหรับคนท้อง เพราะนอกจากจะดีต่อสุขภาพคุณแม่แล้ว
ยังมีผลดีต่อสุขภาพทารก ดังนั้น เรามาดูกันค่ะว่า อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง มีอะไรบ้าง?
1.นมถั่วเหลือง
น้ำนมถั่วเหลือง เป็นอาหารที่ปราศจากแลคโตส มีปริมาณของแคลเซียมสูงมากเท่ากับน้ำนมที่พบในนมวัว

สำหรับผู้ที่รับประทานนมถั่วเหลืองคู่กับซีเรียลด้วย จะยิ่งทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น

ทำให้ร่างกายสามารถได้รับแคลเซียมได้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน ดังนั้น การดื่มนมถั่วเหลืองจึงเป็น อาหารที่มีแคลเซียมสูง ซึ่งเหมาะสำหรับคนท้องอย่างยิ่ง
2.ปลาแซลมอน

อีกหนึ่งเมนูที่ดีต่อสุขภาพและหัวใจ เป็นอาหารที่มีโปรตีนที่ดีจากธรรมชาติ นอกจากนี้ปลาแซลมอนด์ ยังเป็นแหล่งแคลเซียมที่อย่างหนึ่ง

สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู สามารถหาซื้อได้ง่ายและสะดวก ในปัจจุบันสามารถหาซื้อในรูปแบบกระป๋อง

นอกจากนี้ ในปลาแซลมอนด์ยังอุดมไปด้วยไขมันโอเมก้า 3 จึงส่งผลดีต่อสุขภาพของทารกในครรภ์ได้เป็นอย่างมากทีเดียว
3.เมล็ดงา

งา อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง ซึ่งเป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เปี่ยมด้วยแคลเซียมสูงมากทีเดียว

ดังนั้น ดังนั้นการรับประทานเมล็ดงาอยู่เป็นประจำ ก็เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมมากขึ้น

นอกจากนี้ เมล็ดงายังช่วยลดความดัน ช่วยลดการอักเสบ และลดความเสี่ยงต่อการโรคมะเร็งได้อย่างดี

ดังนั้น งาจึงเป็นอาหารอย่างหนึ่ง ที่ควรรับประทานเพื่อช่วยเสริมแคลเซียมในช่วงตั้งครรภ์ได้อย่างที่ไม่ควรมองข้าม
4.เต้าหู้

เต้าหู้ จัดว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพชนิดหนึ่ง ที่อุดมไปด้วยโปรตีนและสารอาหารอีกหลายชนิด เต้าหู้เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ

ในเต้าหู้นั้นเต็มไปด้วยแคลเซียมในปริมาณสูง โดยมีปริมาณแคลเซียมสูงกว่านมอยู่หลายเท่านั่นเอง

ดังนั้น สำหรับคนท้องที่อยากเพิ่มแคลเซียมบำรุงครรภ์แล้วล่ะก็ แนะนำให้ทานเต้าหู้เป็นประจำจะดีมากค่ะ
5.เมล็ดอัลมอนด์

ธัญพืชชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นอาหารทานเล่น แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

เพราะในอัลมอนด์นั้นประกอบไปด้วย ธาตุเหล็ก วิตามินอี โพแทสเซียม และยังอุดมไปด้วยแคลเซียม

หากอยากบำรุงทารกในครรภ์ให้แข็งแรงแล้วละก็ อย่าลืมหาเมล็ดอัลมอนด์มาติดบ้านไว้ด้วยนะคะ เพียงทานเล่นๆ วันละ 1 กำมือ

ก็นับว่าเพียงพอแล้ว แถมยังช่วยลดอาการหิวจุบจิบ เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยควบคุมน้ำหนักตัวของคุณแม่ได้เป็นอย่างดี
6.น้ำส้ม

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าน้ำส้มนั้นมีวิตามินซีสูง นอกจากปริมาณวิตามินซีที่สูงแล้ว ยังมีปริมาณแคลเซียมสูง

จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ โดยคุณสามารถเสริมแคลเซียมให้ร่างกายได้อย่างง่าย ๆ ด้วยการดื่มน้ำส้มเป็นประจำ

ร่วมกับการทานอาหารประเภทอื่นที่มีแคลเซียมสูง ก็จะทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการได้แล้ว
7.ปลาซาร์ดีน

เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่ดีต่อสุขภาพ เพราะปลาซาร์ดีนนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารอย่าง ไขมันโอเมก้า 3 วิตามินดี แคลเซียม

เราสามารถหาปลาซาร์ดีนได้อย่างง่ายดาย เพราะปลาซาร์ดีนถูกนำมาผลิตเป็นปลากระป๋อง หาซื้อมาทานได้ไม่ยาก

แต่ไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป อย่างไรก็ดี นี่ก็ถือเป็นหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนท้องที่อยากเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายเช่นกัน
8.ถั่วแระ

ถั่วแระเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง การทานถั่วแระ 1 ถ้วยตวง จะทำให้ร่างกายได้รีบแคลเซียม 30 เปอร์เซ็นต์ของแคลเซียม

ที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน แต่ต้องเป็นถั่วแระที่ผ่านการต้มแล้วเท่านั้น กินเพลินๆ ในมื้ออาหารว่าง รับรองอิ่มท้องนาน ไม่มีหิวจุบจิบแน่นอน
ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าปกติสองเท่า เพื่อบำรุงลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ให้สมบูรณ์แข็งแรง

หนึ่งในสารอาหารที่มีที่มีความจำเป็นคือ อาหารที่มีแคลเซียม ซึ่งจะช่วยในเรื่องเสริมความแข็งแรงของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ดังนั้นว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย อย่าลืมทาน อาหารที่มีแคลเซียมสูงสำหรับคนท้อง เหล่านี้เป็นประจำ
เพื่อเสริมแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย รับรองจะมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ทั้งคุณแม่และลูกน้อยอย่างแน่นอน
Cr. mahosot

แคลเซียมจากอาหารสุดเฮลท์ตี้แคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในร่างกาย เพราะแคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรงและช่วย...
14/10/2017

แคลเซียมจากอาหารสุดเฮลท์ตี้
แคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในร่างกาย เพราะแคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรงและช่วยให้เส้นประสาททำงานได้อย่างเต็มที่ในการส่งข้อมูลไปยังกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ในร่างกาย ในวัยผู้ใหญ่ต้องการปริมาณแคลเซียมสูงถึง 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนผู้หญิงในวัยเกิน 50 ปีและผู้ชายวัย 70 ปีต้องใช้แคลเซียมมากเป็นปริมาณ 12000 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากนี้วัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ต้องการแคลเซียมมากสุด 13000 มิลลิกรัมต่อวัน
เมื่อร่างกายต้องการแคลเซียมมากถึงขนาดนี้ ให้กินนมอย่างเดียวก็คงจะเบื่อเสียก่อน แต่ยังมีอาหารอีกตั้ง 8 อย่างที่มีแคลเซียมสูง แถมยังเฮลท์ตี้อีกด้วย!
1.ผักคะน้า
ผักคะน้าใบเขียวนี้ให้แคลเซียมเยอะจนน่าแปลกใจ โดยหากเป็นผักคะน้าที่ปรุงสุกแล้วจะให้ปริมาณแคลเซียมถึง 357 มิลลิกรัม แต่ถ้าใครไม่ชอบรับประทานผักคะน้า ผักขมหรือผักกวางตุ้งจีนก็ทานได้ อร่อยเหมือนกันแถมแคลเซียมเยอะ
2.เต้าหู้
นอกจากเต้าหู้จะให้สารต้านอนุมูลอิสระอย่างเต็มเหนี่ยวแล้ว ยังให้แคลเซียมอีกด้วย โดยในน้ำเต้าหู้1/2ถ้วยตวงให้แคลเซียมถึง 253 มิลลิกรัมเชียวแนะ
3.น้ำแร่
ใครว่าน้ำไม่มีแคลเซียม น้ำมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้วแต่จะยิ่งมีมากในน้ำแร่นะจ้ะ น้ำแร่ 1 ถ้วยตวงให้แคลเซียมตั้ง 33 มิลลิกรัมเชียว ในขณะที่น้ำธรรมดาก็มีแคลเซียมสูสีกัน 24 มิลลิกรัมต่อหนึ่งถ้วย ใครไม่ชอบดื่มนมก็ดื่มน้ำแทนนะ ได้แคลเซียมเหมือนกันแถมไม่อ้วนด้วย
4.ซีเรียลสูตรเพิ่มแคลเซียม
ซีเรียลตามท้องตลาดนั้นส่วนใหญ่จะมีการปรุงรสและเพิ่มสารอาหารบางชนิดลงไป หากเป็นชนิดที่เพิ่มแคลเซียมจะมีแคลเซียมมากถึง 1000 มิลลิกรัมแถมยังได้แคลเซียมเพิ่มจากนมอีก
5.รูบาร์บ (rhubarb)
อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูหรือคุ้นตากันซะเท่าไหร่นะ แต่ผักชนิดนี้ที่ชื่อว่า รูบาร์บ เป็นผักที่มีก้านสีแดงม่วง รสออกเปรี้ยวให้แคลเซียมมากถึง 266 มิลลิกรัมต่อถ้วยเชียวแนะ ลองเลยแล้วจะติดใจ
6.ใบกะเพรา
อันนี้ทุกคนต้องประหลาดใจแน่นอน เพราะใบกะเพราก็มีแคลเซียมนะจะบอกให้ ไม่ว่าจะนำมาผัดเป็นกะเพราหมูสับไข่ดาวก็ได้แคลเซียมทั้งนั้นโดยใบกะเพราแบบแห้ง 1 ช้อนชา และแบบสด 2 ช้อนชามีแคลเซียมตั้ง 10 มิลลิกรัม แต่เวลากินไม่ต้องนับน้ำหนักหรอก กินไปเลยได้แคลเซียมทุกใบแน่นอน
7.พิซซ่า
พิซซ่าทำจากแป้งและชีสเป็นหลัก ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพิซซ่าถึงติดโผกับเขาด้วย โดยพิซซ่า 1 ชิ้นให้แคลเซียมถึง 182 มิลลิกรัมเชียวแนะ แถมถ้าเป็นชีสมอสซาเรล่าด้วยแล้ว แคลเซียมขึ้นพรวดเพราะมีตั้ง 269มิลลิกรัมใน 1 ออนซ์ แต่อย่ากินเยอะละ อาจจะได้แคลเซียมเพิ่มจริง แต่น้ำหนักตัวอาจเพิ่มขึ้นตามด้วย
8.ปลาแซลมอนอัดกระป๋อง
ปลาแซลมอนในกระป๋องนั้นไม่ได้มีแค่เนื้อปลาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกระดูกของมันอัดแน่นลงไปด้วย ดังนั้นอย่าเขี่ยทิ้งเพราะกระดูกเหล่านั้นสามารถกินได้ และกินง่ายด้วย ไม่แข็งอย่างที่คิดแถมยังมีแคลเซียมสูงถึง 212 มิลลิกรัมต่อแซลมอนอัดกระป๋อง 3 ออนซ์ ถ้าไม่อยากเสียของต้องกินให้หมด ยกซดเลย!
Cr. ryoiireview

“แคลเซียม” กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์แคลเซียม เป็นสิ่งที่ถูกถามกันมากว่าจำเป็นไหมที่เราต้องหาซื้อมารับประทานเพื่อเสริมสร้า...
13/10/2017

“แคลเซียม” กินอย่างไรให้ได้ประโยชน์
แคลเซียม เป็นสิ่งที่ถูกถามกันมากว่าจำเป็นไหมที่เราต้องหาซื้อมารับประทานเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก และต้องรับประทานอย่างไรเพื่อให้ได้ร่างกายได้รับประโยชน์มากที่สุด
รศ.นพ.พงศ์ศักดิ์ ยุกตะนันทน์ ภาควิชาออโธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า แคลเซียมเป็นแร่ธาตุเสริมที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับสุภาพสตรีที่กลัวภาวะกระดูกพรุน หน่วยงานวิชาการส่วนใหญ่แนะนำให้ผู้สูงอายุได้รับแคลเซียมเสริมอย่างน้อยวันละ 1,000 - 1,200 มก. ต่อวัน ทั้งนี้นับรวมถึงอาหารที่เรารับประทานต่อวันด้วย

อาหารที่เรารับประทานมีแคลเซียมอยู่วันละประมาณ 360 กรัม ดังนั้นความต้องการแคลเซียมเสริมส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 600- 800 มก. ต่อวัน แคลเซียมที่หาได้ทั่วไปและราคาถูกอยู่ในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมชนิดนี้มีปริมาณแคลเซียมอยู่ประมาณ 40% แต่อัตราการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายค่อนข้างต่ำและต้องการภาวะกรดของกระเพาะอาหารในการแตกตัวและดูดซึม แคลเซียมคาร์บอนเนต อาจทำให้มีอาการท้องอืด ไม่สบายท้อง บางรายจะมีอาการท้องผูกมาก แคลเซียมที่ดูดซึมง่ายกว่าและไม่ต้องการภาวะกรดในกระเพาะอาหารในการแตกตัวเพื่อการดูดซึม คือ แคลเซียมซิเทรท
แคลเซียมซิเทรทอาจรับประทานในขณะที่ท้องว่างได้ ข้อเสียคือราคาสูงกว่าและมีปริมาณแคลเซียมต่ำกว่าแคลเซียมคาร์บอเนต อย่างไรก็ตามการดูดซึมแคลเซียมซิเทรทดีกว่าแคลเซียมคาร์บอนเนตมากทำให้สามารถชดเชยกันได้ แคลเซียมที่นิยมมากอีกชนิดหนึ่ง คือ แคลเซียมเม็ดฟู่ที่ต้องนำไปละลายน้ำก่อนดื่ม มักมีการปรุงรสให้น่ารับประทานหรือผสมวิตามินซีเพื่อให้รสชาติดีขึ้น
แคลเซียมเม็ดฟู่มักมีองค์ประกอบของแคลเซียมคาร์บอนเนตเพื่อให้มีปริมาณแคลเซียมมากๆและผสมแคลเซียมแลคโตกลูโคเนตช่วยการดูดซึม แคลเซียมชนิดนี้มีราคาแพงกว่าแคลเซียมคาร์บอนเนต แต่อาจทำให้มีอาการท้องอืดได้เช่นกันเนื่องจากมีส่วนผสมของแคลเซียมคาร์บอนเนตด้วย แคลเซียมที่ดูดซึมดีอีกชนิดหนึ่ง คือ คลอรอลแคลเซียมซึ่งทำมาจากปะการัง มีปริมาณแคลเซียมมาก ดูดซึมดี แต่มีราคาแพง
แคลเซียมทุกชนิดไม่ควรทานพร้อมยาประเภทอื่นเพราะทำให้การดูดซึมยานั้นๆน้อยลง และไม่ควรทานหลังอาหารที่มีผักมากๆ เนื่องจากทำให้การดูดซึมน้อยลงและอาจจับกับผักทำให้อืดแน่นท้อง เมื่อทานแคลเซียมควรรับประทานอาหารที่มีความสมดุลย์ของโปรตีนเพื่อลดความเสี่ยงในการก่อให้เกิดภาวะนิ่วในทางเดินปัสสาวะ การดูดซึมแคลเซียมยังขึ้นกับภาวะความปกติของระดับวิตามินดีในร่างกาย ถ้ามีภาวะขาดวิตามินดี ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมได้น้อย เมื่อดูดซึมแล้วร่างกายก็ไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างกระดูกได้ดี

จากการศึกษาพบว่าคนไทยขาดวิตามินดีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นควรออกกำลังกายในที่ที่มีแสงแดดบ้างเพื่อรับวิตามินดีให้พอเพียง หรือรับประทานวิตามินดีเสริมด้วยก็จะทำให้ไม่พร่องวิตามินดี นมเป็นแหล่งที่มีแคลเซียมในปริมาณมาก แคลเซียมแลคเทตจากนมดูดซึมได้ดีและในนมมักมีวิตามินดีเสริมอยู่ด้วย หากกังวลใจเรื่องไขมันอาจรับนมสดพร่องมันเนยก็จะมีประโยชน์มาก นมถั่วเหลืองมีปริมาณแคลเซียมค่อนข้างน้อย เต้าหู้ก้อนมีแคลเซียมมากกว่า ผักใบแข็งก็มีแคลเซียมเช่นกัน ฉะนั้นควรเลือกแคลเซียมที่ชอบและเหมาะสมกับเราดีที่สุด
Cr. pr.chula

แคลเซียม1.ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ calcium เองได้ สามารถหา calcium ได้จาก 2 แหล่ง: .1.1 อาหาร นม, กุ้งแห้ง, กะปิ, ปลาเ...
13/10/2017

แคลเซียม
1.ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ calcium เองได้ สามารถหา calcium ได้จาก 2 แหล่ง:
.
1.1 อาหาร นม, กุ้งแห้ง, กะปิ, ปลาเล็กปลาน้อย, ปลาสลิด, หอยนางรม, ผักใบเขียวที่มีลักษณะแข็ง (คะน้า, ใบยอ, ใบชะพลู), งาดำ
ข้อเสีย
บางคนแพ้นม (ท้องอืด, ท้องเสีย), กินหอยนางรม+ปลาทอด เสี่ยงต่อไขมันในเลือดสูง
1.2 อาหารเสริม มี3ตระกูล ดูจาก 'นามสกุล'
1.2.1 Calcium ‘carbonate’ ดูดซึมได้10% ท้องอืด, ท้องผูก
1.2.2 Calcium 'citrate' ดูดซึมได้50% ต้องกินพร้อมอาหาร (ทำงานได้ต่อเมื่อมีกรดในกระเพาะเท่านั้น)
1.2.3 Calcium 'L theonate' ดูดซึมได้90% กินตอนท้องว่างได้
ปริมาณCalciumที่ร่างการควรได้รับในแต่ละช่วงอายุ
.
อายุ60ปี 1200mg/วัน =นม6-7แก้ว
ผู้หญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึง30-40% ผู้ชาย10%
10ปีแรกหลังหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงเร็วมาก เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิงหรือestrogen การเสริมCalciumจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่ส่งผลให้ร่างกายขาดcalcium:
กินCalciumไม่พอ
ไม่ออกกำลังกาย
ดื่มกาแฟเกินขนาด
ดื่มแอลกอฮอลมากเกินไป
ขาดฮอรโมนestrogen ก่อนวัยหมดประจำเดือน เช่น ต้องผ่าตัดรังไข่2ข้างออก
มีโครงร่างเล็ก
มีประวัติคนในครอบครัว เป็นโรคกระดูกพรุน, กระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน
เคยกระดูกหักมาก่อน
ปัญหาของคนที่ซื้อ Calcium ทานเอง
.
กินCalciumชนิดที่ดูดซึมไม่ดี, ทำให้มีอาการท้องอืด, ท้องผูก
กินมากเกินความจำเป็น ทำให้เกิดการสะสมของหินปูนในเต้านม, ไต, หลอดเลือด
การดูดซึมขึ้นอยู่กับชนิดของ Calcium ที่เลือกรับประทาน
**ต้องเสริม Vitamin D ควบคู่ไปด้วย ** Vitamin D เป็นเหมือน 'คู่หู' ของ Calcium ช่วยให้ลำไส้ดูดซึม Calcium ได้ดีขึ้น
ไม่ควรกิน Calciumคู่ กับ
ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม (tetracycline, quinolone)
ยาลดความดัน บางกลุ่ม (thiazide diuretics, calcium channel blockereg Nifedipine, Diltiazem, Verpamil)
Calcium จะเข้าไปยับยั้งการออกฤทธิ์ของยากลุ่มนี้
ไม่ควรรับประทานCalcium เกิน 1500mg/วัน
ควรปรึกษาคุณหมอประจำตัวก่อนเลือกรับประทาน
.
ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไป จนเกิดการสะสม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หินปูนในเต้านม เสี่ยงมะเร็งเต้านม, หินปูนในหลอดเลือด เสี่ยงหลอดเลือดตีบตัน
.
ควรเลือกแบบที่ดูดซึมง่าย ผลข้างเคียงน้อย และ ต้องกินควบคู่กับVitamin D
Cr. bangkokhospital

Vitamin D คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ “วิตามินดี” (Vitamin D) ถ้าพูดถึงวิตามินดีห...
13/10/2017

Vitamin D คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ “วิตามินดี” (Vitamin D) ถ้าพูดถึงวิตามินดีหลายๆคนจะนึกถึงแคลเซียมกันใช่ไหมล่ะคะ แต่เอะแล้วแคลเซียมเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ก็เพราะว่าวิตามินดีและแคลเซียมมีความสำคัญอย่างมากกับสุขภาพของกระดูกและฟันของเรา
และในบางทีเราก็จะรู้จักกับวิตามินดีในนามของ “วิตามินแสงแดด” เนื่องจากจะสามารถสร้างขึ้นได้ในร่างกายหลังจากถูกแสงแดด การให้ร่างกายได้รับแสงแดดที่เหมาะสมครั้งละ 5-30 นาที สองครั้งต่อสัปดาห์ก็พอที่จะทำให้ร่างกายสร้างวิตามินดีขึ้นมาใช้ได้อย่างเพียงพอ ซึ่งหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องได้รับวิตามินดีจากอาหาร ยกเว้นก็ต่อเมื่อได้รับแสงอาทิตย์น้อยเกินไป ซึ่งมักไม่เป็นปัญหาในเด็ก
แต่เนื่องจากรังสี UV ในแสงอาทิตย์โดยเฉพาะในประเทศไทยบ้านเรา อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ American Academy of Dermatology จึงแนะนำให้เรารับวิตามินผ่านทางอาหารหรืออาหารเสริมมากว่า วิตามินดีเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์เนื่องจากจะช่วยในการสร้างแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน และยังช่วยให้ร่างกายคงระดับของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดให้อยู่ในระดับที่เพียงพอนั่นเองค่ะ
แต่นอกจากนี้แล้ว วิตามินดียังมีความสำคัญและบทบาทต่อสุขภาพอื่นๆของเราอีกด้วยค่ะ เพราะฉะนั้น HealthGossip เลยไม่รอช้าที่จะนำเสนอข้อมูลเพื่อให้เราได้เรียนรู้และรู้จักกับวิตามินดีกันให้มากขึ้นค่ะ วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันมีอยู่ด้วยกันสองฟอมร์คือ Ergocalciferol พบในยีสต์ และ Cholecalciferol พบในน้ำมันตับปลา ไข่แดง และสังเคราะห์ที่ผิวหนัง ส่วนในน้ำนมจะพบได้ทั้งสองฟอมร์
ประโยชน์ของวิตามินดี
วิตามินดี ช่วยให้อายุยืนยาว งานวิจัยล่าสุดเผยว่าวิตามินดี สามารถช่วยลดการตายที่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็ง โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผลจากวิเคราะห์การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 18 กลุ่ม แสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่ที่รับประทานวิตามินดี ในปริมาณระหว่าง 400–830-IU เป็นประจำทุกวันช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเนื่องจากโรควิถีชีวิต
วิตามินดี ช่วยในการชะลอวัยของผิวพรรณ มีการศึกษาพบว่าระดับวิตามินดีต่ำเกี่ยวข้องกับการบวมหรือความหย่อนยาน การมีรูขุมขนขยาย และการเกิดซีสต์บนผิวหนัง ดังนั้น วิตามินดีจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างผิวหนังและกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง และควบคุมให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสมตามวัย
วิตามินดี ช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดี งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าระดับวิตามินดี ในร่างกายที่เพียงพอช่วยทำให้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบดี ขึ้น พบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำเสี่ยงที่จะเกิดการตีบของหลอดเลือดเพิ่มขึ้นถึง 80% โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า อาจมาจากว่าวิตามินดีช่วยลดการอักเสบของเซลล์ และช่วยลดระดับความดันโลหิต
วิตามินดี ช่วยรักษาระดับความดันเลือด วิตามินดีช่วยให้การทำงานของหลอดเลือดเป็นไปด้วยดี โดยงานศึกษาแสดงให้เห็นว่าหากเราได้รับวิตามินดี เพียงพอ (เช่น ไม่ขาดวิตามินชนิดนี้) จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคความดันสูง
วิตามินดี ช่วยปกป้องกระดูก วิตามินดีและแคลเซียม ช่วยปกป้องกระดูกจากการเป็นโรคกระดูกผุ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูกที่เกิดจากโรคกระดูกผุด้วย
วิตามินดี ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง วิตามินดีทำหน้าที่เหมือนสารต้านอนุมูลอิสระ คือ ช่วยเพิ่มเกราะป้องกันให้เซลล์ในร่างกายแข็งแรง ป้องกันไม่ให้เซลล์เปลี่ยนรูปเป็นเซลล์เนื้อร้าย และพบว่าสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งแล้ว ผู้ป่วยที่มีระดับวิตามินดีสูงมีโอกาสลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยโรคนี้ได้
วิตามินดี ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย การศึกษาที่มหาวิทยาลัยเยล ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายสูงที่สุดจะป่วยน้อยครั้งกว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำมากถึง 2 เท่า ด้วยเหตุผลที่ว่าวิตามินดีจะช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวผลิตโปรตีนที่เป็นตัวฆ่าเชื้อโรค
วิตามินดี ช่วยลดความเสี่ยงของโรคพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาท เนื่องจากวิตามินดีจะเป็นตัวปรับแคลเซียมในสมอง เพิ่มประสิทธิภาพของการส่งต่อข้อมูลต่างๆ ในระบบประสาท
วิตามินดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า เป็นเพราะวิตามินดีช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยทำให้รู้สึกดี ขณะที่การขาดเซโรโทนิน ส่งผลให้เกิดความเครียดได้
วิตามินดี ช่วยลดไมเกรน มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีระดับวิตามินดีต่ำมีความสัมพันธ์กับไมเกรนและอาการปวดเรื้อรัง เนื่องจากวิตามินดีมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดเกร็งและคลายตัวตามปกติ

Cr. HealthGossip

คนไทยขาด วิตามินดี ปัญหาสุขภาพที่คาดไม่ถึงคนไทย 45.2% มีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอ วิตามินดี เป็นวิตามินที่ถูกสร้างขึ้นได้...
13/10/2017

คนไทยขาด วิตามินดี ปัญหาสุขภาพที่คาดไม่ถึง
คนไทย 45.2% มีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอ
วิตามินดี เป็นวิตามินที่ถูกสร้างขึ้นได้เองในร่างกาย ผ่านการ
กระตุ้นจากรังสี UVB ในแสงแดด โดยคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ตนเองได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ จึงไม่น่ามีปัญหาการขาดวิตามินดีในร่างกาย แต่ความเป็นจริงคือ คนไทยมักมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงการได้รับแสงแดด เพื่อลดปัญหาการเกิดผิวหนังอักเสบ รอยแดง รอยดำ จุดหมองคล้ำ และการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยมีสีผิวเข้ม มีเม็ดสีเมลานินในชั้นผิวหนังมาก ข้อดีคือ เม็ดสีเมลานินจะปกป้องผิวหนังจากการทำลายของแสงแดด ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง แต่ข้อเสียคือ เม็ดสีเมลานินเหล่านี้จะลดการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีในร่างกาย เนื่องจากลดการส่องผ่านของรังสี UVB เข้าสู่ชั้นผิว
ปัญหาการขาดวิตามินดีจึงเป็นปัญหาที่สามารถพบได้ในคนไทยเช่นเดียวกัน จากการศึกษาปัญหาการขาดวิตามินดีในคนไทย โดยโรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่า คนไทยมากถึง 45.2% มีระดับวิตามินดีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เป็นเหตุให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา
ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุให้คนไทยขาดวิตามินดี
1. พฤติกรรมหลีกเลี่ยงการได้รับแสงแดด การกางร่ม การใส่เสื้อคลุมเพื่อบดบังการได้รับแสงแดดโดยตรง ทำให้ร่างกายได้รับรังสี UVB ในปริมาณความเข้มที่ไม่เพียงพอต่อการสร้างวิตามินดี เป็นเหตุให้ร่างกายขาดวิตามินดีได้
2. การทาครีมกันแดด ครีมกันแดดสามารถป้องกันรังสี UVB ได้ 100% ปกป้องการทำลายชั้นผิวหนัง แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ชั้นผิวหนังไม่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดการสร้างวิตามินดีด้วย
3. อายุที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการสร้างวิตามินดีของชั้นผิวหนังจะลดลงสวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดี
4. การใช้ชีวิตในออฟฟิศ หรือรถยนต์ตลอดทั้งวัน รังสี UVB ไม่สามารถส่องผ่านชั้นกระจก หรือฟิล์มติดรถยนต์ได้ ผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในออฟฟิศ หรือรถยนต์ตลอดทั้งวัน จึงเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดี เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับการกระตุ้นการสร้างวิตามินดีจากรังสี UVB ได้
5. สีผิวเข้ม คนผิวเข้มมีแนวโน้มที่จะสร้างวิตามินดีได้น้อยกว่าคนผิวขาว เนื่องจากเม็ดสีผิวเมลานินจะป้องกันการส่องผ่านของรังสี UVB คนที่มีสีผิวเข้มจึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาการได้รับแสงแดดที่นานกว่าคนผิวขาว เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างวิตามินดีได้เพียงพอต่อความต้องการ
Cr. megawecare

13/10/2017

ภาวะขาดวิตามินดี (Vitamin D deficiency)
เมื่อกล่าวถึงวิตามินดี หลายคนมักให้ความสำคัญน้อยกว่าวิตามินตัวอื่น อย่างเช่น วิตามินซี อาจเพราะถูกกล่าวถึงน้อยกว่า และผู้คนจำนวนไม่น้อยมักให้ความสำคัญกับการรับประทานแคลเซียมเสริม มากกว่าวิตามินดีในแง่ของการเสริมสร้างกระดูก แต่จริงๆ แล้ว ร่างกายจำเป็นต้องใช้วิตามินดีในการดูดซึมแคลเซียมที่รับประทานเข้าไป ดังนั้นวิตามินดีจึงสำคัญกว่าที่คุณคิดนะคะ
“วิตามินดีเป็นวิตามินที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างกระดูก และฟันให้แข็งแรง”
แหล่งสำคัญของวิตามินดีอยู่ 2 แหล่งหลักๆ ได้แก่
• จากการรับประทานอาหารจำพวกน้ำมันตับปลา ตับ ไข่แดง และชีส
• จากการสังเคราะห์จากแสงแดดที่ผิวหนัง
ดังนั้นผู้ที่หลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว หรือมีปัญหาในการดูดซึมของลำไส้ และไม่ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ จึงมีความเสี่ยงที่จะขาดวิตามินดีได้
สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะขาดวิตามินดี อวัยวะหลักที่ได้รับผลกระทบได้แก่ กระดูก ก่อให้เกิดโรคที่เรียกว่า กระดูกน่วม ซึ่งเป็นภาวะที่กระดูกไม่สามารถนำแคลเซียมในร่างกาย ไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกได้ ส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก ทำให้เกิดอาการ เช่น ปวดกระดูกโดยเฉพาะบริเวณขาและสะโพก กระดูกหักง่าย และกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น
สุดท้ายนี้ขอฝากให้ทุกครับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อส่งเสริมให้สุขภาพแข็งแรงนะคะ
Cr. พญ.ผาณิตา เมตติกานนท์

การบริโภคโซดาทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนจริงหรือ ?โซดาในความหมายของคนไทย คือ น้ำเปล่าอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คำว่า Soda สำหร...
03/10/2017

การบริโภคโซดาทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนจริงหรือ ?
โซดาในความหมายของคนไทย คือ น้ำเปล่าอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (คำว่า Soda สำหรับคนต่างชาติเค้าจะหมายถึง น้ำอัดลมทุกประเภท ตั้งแต่ โค้ก เป๊ปซี่ โซดาที่ใช้กินกับเหล้า น้ำแร่อัดลม น้ำเขียว น้ำแดง น้ำส้ม และอื่นๆอีก) ผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านคงเคยได้ข่าวเกียวกับการบริโภคน้ำอัดลมสีดำ แล้วมีผลทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียม และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน ก็เลยอยากจะทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า “โซดา” ที่เป็นน้ำอัดลมชนิดหนึ่ง มีผลต่อแคลเซียมในร่างกายและเพิ่มความเสี่ยงของโรคกระดูกพรุนหริอไม่ ใช่ไหมครับ ?
โซดาคืออะไร ?
โซดาในความหมายของคนไทย คือ น้ำเปล่าที่ถูกอัดด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มชนิดต่างๆหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ การบริโภคโซดาในประเทศไทยส่วนมากจึงอยู่ในกลุ่มของลูกค้าที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นส่วนใหญ่
โซดาในภาษาอังกฤษมีหลายคำมาก เช่น
Soda Water
Carbonated Water
Fizzy Water
Sparking Water
โซดาปกติไม่มีรสชาติ แต่จะมีความซ่า ผู้ผลิตหลายยี่ห้อก็เลยมีความคิดสร้างสรรค์ในการเติมกลิ่นหรือรสผลไม้เข้าไป เพื่อให้มีรสชาติที่ดีขึ้น แต่การเติมจะทำเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้รสสัมผัสเวลาดื่มนิดหน่อยเท่านั้น คนส่วนมากบริโภคโซดาเพราะโซดาช่วยทำให้รสชาติของเครื่องดื่มดีขึ้น ดื่มแล้วรู้สึกอร่อยและสดชื่น
คุณสมบัติของโซดา
ผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า “โซดา” ในความหมายของคนไทย จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
โซดามีความเป็นกรดอ่อนๆมีค่าความเป็นกรดด่างหรือค่า pH ประมาณ 5-6 (7 คือ เป็นกลาง ต่ำกว่า 7 เป็นกรด มากกว่า 7 เป็นด่าง)
กรดที่อยู่ในโซดา คือ กรดคาร์บอนิก เกิดจากการทำปฏิกิริยาของน้ำกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โซดาผลิตจากส่วนผสม 2 ชนิด คือ น้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
โซดาไม่มีกรดฟอสฟอริก
โซดาไม่มีคาเฟอีน
การบริโภคโซดาเพิ่มความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุนหรือไม่ ?
สืบเนื่องจากการบริโภคน้ำอัดลมสีดำเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน โซดาซึ่งเป็นน้ำอัดลมชนิดหนึ่งจึงต้องตกเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายท่านที่บริโภคโซดากันเป็นประจำเลยเกิดคำถามว่า “การบริโภคโซดามีผลทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมและมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ?” เรามาไขข้อข้องใจกันครับ
หากเราได้ทราบถึงคุณสมบัติของโซดาจะพบว่า “โซดาไม่มีกรดฟอสฟอริกและคาเฟอีน” ซึ่งเป็นสารที่เป็นอันตรายต่อแคลเซียมและกระดูก งานวิจัยที่ทดลองเกี่ยวกับโซดาอย่างจริงๆจังๆมีอยู่ไม่มากนัก แต่จากที่ผู้เขียนได้ศึกษามาก็พบว่า ยังไม่พบว่าการบริโภคโซดาจะส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียม จนเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกแตกหักได้ (การบริโภคโซดาจึงดูเหมือนว่าจะปลอดภัย ณ เวลานี้)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการบริโภคโซดาจะยังถือว่าปลอดภัยต่อกระดูก ณ เวลานี้ แต่สิ่งที่หลายคนอาจจะไม่ทราบ คือ เนื่องจากโซดามีความเป็นกรดอ่อนๆ ผู้บริโภคโซดาเป็นประจำเลยมีคำถามต่ออีกว่า “แล้วการบริโภคโซดาเป็นประจำจะทำลายเคลือบฟันและทำให้ฟันผุกร่อนหรือไม่ ?”
อีกครั้งที่คำถามนำมาสู่การหาคำตอบด้วยการทดลอง คล้ายกับการทดลองกับน้ำอัดลมสีดำ คือ มีการนำฟันของมนุษย์จริงๆไปแช่ไว้ โซดา เป็นเวลา 3 วัน ผลที่ได้ คือ เคลือบฟันยังอยู่และปกติดี ต่างจากการแช่ฟันลงในน้ำอัดลมสีดำ ซึ่งผลที่ได้ตรงกันข้าม คือ เคลือบฟันถูกทำลาย หลายคนอาจมองว่าการทดลองแบบนี้ไม่เหมือนของจริง ใครจะอมโซดาหรืออมน้ำอัดลมไว้ในปากนานเป็นวันได้ จริงอยู่ที่การทดลองอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงในการบริโภคน้ำอัดลมมากนัก แต่อย่างน้อยการทดลองเหล่านี้ก็ให้แนวทางว่า การบริโภคน้ำอัดลมสีดำเป็นประจำ เป็นอันตรายต่อสารเคลือบฟันค่อนข้างแน่นอน
ถึงตรงนี้หลายท่านที่นิยมบริโภคโซดาอาจมีเฮ เพราะ ณ เวลานี้การดื่มโซดายังถือว่าปลอดภัยต่อกระดูกและฟัน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่บริโภคโซดากับสุรา ซึ่งบางท่านแถมพ่วงด้วยการสูบบุหรี่ด้วย ก็ยังไม่รอดจากความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุน เพราะว่าแอลกอฮอล์และบุหรี่นั่นแหละ ที่เป็นส่วนผสมหลักที่ทำให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียม และมีความเสี่ยงจะป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนได้ในอนาคต
แม้การบริโภคโซดาจะปลอดภัย แต่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้วว่า น้ำที่ดีต่อร่างกายของคนเรามากที่สุด คือ น้ำเปล่าธรรมดา เพราะไม่มีการแต่งเติมหรือใส่ก๊าซชนิดใดลงไปในน้ำ การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเป็นหลักสากลที่การแพทย์ทุกแขนงยอมรับ เราจึงต้องให้ความสำคัญมากกว่าการดื่มโซดา ซึ่งมีการอัดลมเข้าไปเพื่อความอร่อย ยังไม่มีงานวัจัยใดที่รองรับว่า การบริโภคโซดาดีกว่าการดื่มน้ำเปล่า ดังนั้น “การดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก ดื่มโซดาเป็นบางครั้ง” น่าจะเป็นทางออกที่ดีและสร้างความสมดุลให้กับร่างกายได้มากที่สุด

เลือกออกกำลังกายแบบไหนเหมาะกับเราที่สุด ?การออกกำลังกายที่เหมาะกับแต่ละคน จำเป็นต้องพิจารณาตามเพศ อายุ โรคประจำตัว และคว...
03/10/2017

เลือกออกกำลังกายแบบไหนเหมาะกับเราที่สุด ?
การออกกำลังกายที่เหมาะกับแต่ละคน จำเป็นต้องพิจารณาตามเพศ อายุ โรคประจำตัว และความแข็งแรงของร่างกายพื้นฐานก่อน เพื่อที่จะได้เลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับบุคคลนั้นได้มากที่สุด
โดยทั่วไปแล้วเพศชายจะมีความแข็งแรงมากกว่าเพศหญิง คนอายุน้อยจะมีความแข็งแรงของร่างกายมากกว่าคนแก่ และที่สุขภาพดีจะมีความแข็งแรงของร่างกายมากกว่าคนที่มีโรคประจำตัว
อย่างไรก็ตาม คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำมักจะมีความแข็งแรงของร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ได้ออกกำลังกาย เช่น ผู้หญิงอายุ 40 ปีที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจมีความแข็งแรงมากกว่าเด็กหนุ่มอายุ 25 ปี ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
การออกกำลังกายสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเลย ต้องเริ่มจากการออกกำลังกายแบบง่ายๆเสียก่อน การออกกำลังแบบ Weight Bearing จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับทุกคนที่เพิ่งเรียนรู้ที่จะออกกำลังกาย เช่น เริ่มจากการฝึกเดิน เดินได้นาน 30 นาที จนไม่รู้สึกเหนื่อยแล้ว ค่อยหัดวิ่ง อาจจะฝึกวิ่งวันละ 20 นาทีอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 วัน เป็นเวลาหนึ่งเดือน พอรู้สึกว่าเริ่มอยู่ตัว ก็ค่อยเพิ่มเวลาวิ่งให้นานขึ้นเป็น 40 – 45 นาที แบบนี้เป็นต้น
คนสุขภาพแข็งแรงดีทั่วไป หากต้องการออกกำลังกายแบบ strengthening จำเป็นต้องฝึกออกกำลังกายแบบ weight bearing เสียก่อน เพื่อสร้างความแข็งแรงขั้นพื้นฐานให้กับกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ระบบไหลเวียนเลือดและระบบหายใจ เพราะการออกกำลังกายแบบ strengthening ต้องอาศัยร่างกายที่มีความแข็งแรงในระดับหนึ่งก่อนแล้ว เพราะถ้าร่างกายไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บระหว่างการออกกำลังลักษณะนี้ได้
การออกกำลังกายสำหรับคนสุขภาพดีทั่วไปจึงไม่ใช่ปัญหา เพราะสามารถเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ชอบและมีความสนใจได้ ถ้ายังไม่รู้จะเลือกออกกำลังกายแบบไหนดี ? แนะนำให้เลือกออกกำลังกายแบบง่ายๆก่อน เช่น เดินหรือวิ่ง ถ้าขยันและมีความสม่ำเสมอในการออกกำลังกายก็เชื่อได้ 50% ว่ากระดูกได้มีการใช้งานอยู่เป็นประจำ ย่อมมีความหนาแน่นของมวลกระดูกอยู่ในเกณฑ์ที่ดี อีก 50% ที่เหลือก็อยู่ในส่วนของการทานอาหาร การใช้อาหารเสริม การนอนหลับพักผ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่ขาดไม่ได้เช่นกัน
ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้คือ หากเรามีปัญหาเรื่องกระดูกอยู่ก่อนแล้ว เช่น กระดูกบางหรือกระดูกพรุนก็ดี เราควรออกกำลังกายแบบไหนดี ? ดูต่อไป
สิ่งที่ควรทราบก่อนการออกกำลังกายสำหรับคนที่มีปัญหากระดูกพรุน
การออกกำลังกายควรอยู่ภายใต้การดูแลและการให้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ (แพทย์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา)
ควรมีการประเมินสุขภาพเบื้องต้นก่อนการออกกำลังกายโดยผู้เชี่ยวชาญ (แพทย์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา)
การออกกำลังกายในน้ำและการปั่นจักรยานช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและพัฒนาระบบไหลเวียนโลหิต แต่มีประโยชน์ต่อการสร้างมวลกระดูกน้อยมาก
การออกกำลังกายควรทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวหลากหลายรูปแบบ เช่น มีการกระโดดบ้าง วิ่งบ้าง ยกน้ำหนักบ้าง สลับสับเปลียนกันไป การออกกำลังกายแบบซ้ำๆ เช่น วิ่งอย่างเดียว เดินอย่างเดียว พอร่างกายเริ่มเคยชิน มวลกระดูกจะพัฒนาได้น้อยมาก กระดูกต้องการความแปลกใหม่เพื่อการเพิ่มความหนาแน่น
หากเรามีปัญหากระดูกพรุนตรงส่วนไหน ? ให้พยายามหาท่าออกกำลังกายที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกส่วนนั้น คนส่วนมากจะมีปัญหาที่กระดูกสันหลังและกระดูกสะโพกมากที่สุด
ถ้าเดินได้ การเดินเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นการออกกำลังกายเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด
โยคะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูกได้
หากเราไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนเลย ให้เริ่มจากเบาไปหาหนัก แข็งแรงขึ้นแล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นของการออกกำลังกาย
คอร์สออกกำลังกายสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกพรุนควรได้รับการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญ
ความสม่ำเสมอและความต่อเนื่องในการออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้น

การออกกำลังกายสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกพรุนการออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ...
03/10/2017

การออกกำลังกายสำหรับผู้ที่มีปัญหากระดูกพรุน
การออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ คนเราหากใช้ชีวิตโดยปราศจากการออกกำลังกายที่เพียงพอแล้ว ย่อมมีสุขภาพที่ไม่ดี ไม่แข็งแรงและเจ็บป่วยง่าย การออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกหรือสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคกระดูกบางหรือกระดูกพรุน อาจใช้วิธีการง่ายๆหรือเป็นวิธีการเฉพาะขึ้นอยู่กับสุขภาพโดยรวม โรคประจำตัวและอายุเป็นสำคัญ
การออกกำลังกายดีต่อกระดูกอย่างไร ?
ผู้เขียนเชื่อว่า หลายท่านคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า use it or lose it ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายว่า “หากคุณไม่ใช้มัน คุณจะเสียมันไป” กระดูกก็เหมือนกับอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย เมื่อได้รับการใช้งานหรือฝึกฝนมันอย่างถูกต้องเพียงพอแล้ว จะกลายเป็นอวัยวะที่มีความแข็งแรงและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการที่จะทำให้กระดูกแข็งแรงได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างถูกต้องและต่อเนื่องเพียงพอ รวมถึงการรักษาความแข็งแรงของกระดูกไว้ตลอดชีวิต
การออกกำลังกายจึงมีบทบาทสำคัญต่อความแข็งแรงของกระดูก แต่มักมีคำถามตามมาว่า การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบ แบบไหนที่เหมาะสมกับเราที่สุด จะเลือกการออกกำลังกายแบบไหนดี ? เดี๋ยวเรามาเรียนรู้และหาคำตอบนี้ไปด้วยกัน
การออกกำลังกายแบบไหนสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก ?
การออกกำลังกายทุกประเภทสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก แต่…การออกกำลังกายที่สร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกมากที่สุด จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
1. Weight Bearing Exercise คือ การออกกำลังกายโดยใช้เท้าและขาหรือมือและแขนในการรับน้ำหนักของตัวเอง เช่น การเต้นแอโรบิค เตะบอล เล่นบาส ตีแบต วิ่ง เดินขึ้นบันได เดิน เป็นต้น การออกกำลังกายลักษณะนี้จะส่งผลดีให้กับระบบหลอดเลือดและหัวใจมาก รวมถึงช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรงมากขึ้น
2. Strengthening / Resistance Exercise เป็นการออกกำลังกายโดยใช้น้ำหนักหรือแรงต้านจากร่างกายของเราเองและใช้แรงต้านหรือน้ำหนักจากภายนอก เช่น การยกน้ำหนัก (Weight Training) ไม่ว่าจะเป็นการยกบาร์เบล ดัมเบล การใช้ยางยืดออกกำลังกาย (Resistance Bands) ซึ่งคนทั่วไปมักไม่ทราบว่าการออกกำลังกายลักษณะนี้จะส่งเสริมให้กระดูกได้ทำงานมากที่สุด ดังนั้น คนที่ออกกำลังกายประเภทนี้ นอกจากจะมีรูปร่างที่ดีมีมัดกล้ามแล้ว เค้ามักจะมีกระดูกที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าคนทั่วไปมาก การออกกำลังกายแบบนี้สร้างความแข็งแรง (ความหนาแน่นมวลกระดูก) และขนาดของกระดูกได้มากที่สุด (และมากกว่าแบบ Weight Bearing ด้วย)
การออกกำลังกายใน 2 ประเภทที่กล่าวมาข้างต้น อาจหนักเกินไปสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหากระดูกพรุนอยู่ก่อนแล้ว รูปแบบที่พอทำได้ก็จะเป็นการออกกำลังกายด้วยการเดินและการวิ่ง แต่ในหลายกรณีที่ไม่สามารถเดินหรือวิ่งได้สะดวกหรือนานพอ เนื่องจากสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยต่อการอออกกำลังกายในลักษณะนี้ การออกกำลังกายที่เรียกว่า “โยคะ” จึงเข้ามีบทบาทสำคัญเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูก

รู้จักกับไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen)คำว่า ไฟโต หมายถึง พืช ดังนั้น คำว่า ไฟโตเอสโตรเจน จึงมีความหมายว่า เอสโตรเจนที่ได...
03/10/2017

รู้จักกับไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen)
คำว่า ไฟโต หมายถึง พืช ดังนั้น คำว่า ไฟโตเอสโตรเจน จึงมีความหมายว่า เอสโตรเจนที่ได้จากพืชนั่นเอง
การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนในกลุ่มของสตรีวัยทองหรือผู้ที่ผ่าตัดรังไข่ไปแล้ว ควรใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ได้จากพืชหรือใช้ไฟโตเอสโตรเจน เพราะเป็นสารที่ได้จากพืชซึ่งมีความเป็นธรรมชาติ เข้ากับร่างกายได้ดี และร่างกายสามารถนำฮอร์โมนที่ได้จากธรรมชาติเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนสังเคราะห์ ที่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายค่อนข้างมาก
ไฟโตเอสโตรเจนมีอยู่ในอาหารหลายชนิดมาก ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทถั่วและเมล็ดชนิดต่างๆ อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ผลไม้บางชนิด เช่น มะพร้าว มะม่วงสุก เป็นต้น
แนะนำอาหารที่อุดมไปด้วยเอสโตรเจน
อาหารที่นำเสนอมีเอสโตรเจนสูงทุกชนิด ได้เรียงลำดับจากอาหารที่มีเอสโตรเจนจากสูงมากไปหาสูง
เมล็ดแฟลกซ์ (Flax Seed)

ถั่วเหลือง (Soy Beans)

เต้าหู้ (Tofu)

นมถั่วเหลือง (Soy Milk)

โยเกิร์ตที่ทำจากถั่วเหลือง (Soy Yoghurt)

เมล็ดงา งาดำหรืองาขาวก็ได้ (Sesame Seed)

มิโซะ (Miso)

ขนมปังผสมธัญพืชที่หลากหลาย (Multigrain Bread)

ถั่วดำ (Black Beans)

สมุนไพรไทยที่ช่วยเสริมเอสโตรเจน ?
ท่านทราบหรือไม่ว่ามีสมุนไพรไทยอยู่หลายชนิดที่มีไฟโตเอสโตรเจน เช่น กวาวเครือขาว ว่านชักมดลูก ว่านหางช้าง ที่สามารถใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนในกรณีของสตรีวัยทองและสตรีที่ผ่าตัดรังไข่ไปแล้วได้
อย่างไรก็ตาม สมุนไพรแต่ละชนิดจะมีประโยชน์หรือนำไปใช้กับคนได้จริงๆแบบไม่มีผลข้างเคียงและปลอดภัย จำเป็นต้องได้รับการปรุงหรือผสมด้วยสมุนไพรชนิดอื่น ตามหลักการแพทย์แผนไทย การใช้สมุนไพรเพียงชนิดเดียวจะเรียกว่า ยาเดี่ยว และการใช้สมุนไพรหลายชนิดผสมกันจะเรียกว่า ตำรับยา ซึ่งการใช้สมุนไพรแบบตำรับ จะมีข้อดีมากกว่าการใช้ยาเดี่ยว เพราะสมุนไพรแต่ละชนิดมีทั้งประโยชน์และโทษ การปรุงให้เป็นตำรับจะช่วยเสริมจุดเด่นของสมุนไพรและช่วยลบจุดด้อยที่อาจเป็นผลข้างเคียงได้ ดังนั้น เราควรเลือกใช้สมุนไพรที่เป็นตำรับและต้องใส่ใจกับสูตรสมุนไพรที่ใช้เสมอ
หลายครั้งที่คนทั่วไปใช้สมุนไพรแบบขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เช่น เมื่อมีข่าวหรือข้อมูลงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า ว่านชักมดลูก เป็นสมุนไพรที่มีไฟโตเอสโตรเจนและใช้เป็นฮอร์โมนทดแทนได้ คนที่ไม่เข้าใจก็จะไปหาซื้อว่านชัดมดลูกมารับประทานในลักษณะของยาเดี่ยว ซึ่งไม่มีส่วนผสมของสมุนไพรชนิดอื่นหรือปรุงให้เป็นตำรับยาโดยแพทย์แต่อย่างใด ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตราย เพราะว่านชักมดลูกเองหากทานแบบเดี่ยวๆในปริมาณที่มากและนานเกินไป ก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคได้หลายอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม เนื้องอกในมดลูก และฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติได้ เป็นต้น

ที่อยู่

Min Buri
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66831798711

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ D Boon ดีบูน ฟื้นฟูกระดูกและไขข้อผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง D Boon ดีบูน ฟื้นฟูกระดูกและไขข้อ:

แชร์