หมอจิรรุจน์

หมอจิรรุจน์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก หมอจิรรุจน์, กุมารแพทย์, 49 ถ. ช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือ, Nai Muang.
(8)

นพ.จิรรุจน์ ชมเชย
กุมารแพทย์โรคระบบหายใจ
อดีตผู้ประสบปัญหาระบบเผาผลาญ/อ้วน/ความดันสูง/ดื้ออินซูลิน/เก๊าท์
เน้นให้ความรู้ เพื่อการปฏิบัติให้มีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

21/04/2026

เราสั่ง "อัตราการเต้นหัวใจ"ตรงๆไม่ได้
แค่เราส่งสัญญาณไปบอกให้หัวใจเต้นช้าลงได้
ผ่าน "การหายใจ" 👇👇👇

21/04/2026

🧠 น้ำมัน MCT คืออะไรกันแน่?
คนส่วนใหญ่พอได้ยินคำว่า "น้ำมัน MCT" มักจะนึกถึงพลังงานที่รวดเร็ว ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง แต่ "เหตุผล" เบื้องหลังนั้นสำคัญกว่า

MCT ย่อมาจาก "Medium-Chain Triglycerides" (กรดไขมันสายโซ่ปานกลาง) ซึ่งเป็นไขมันที่มีสายคาร์บอนสั้นกว่าไขมันทั่วไปในมื้ออาหาร โครงสร้างที่สั้นกว่านี้เปลี่ยนวิธีการที่ร่างกายจัดการกับมันโดยสิ้นเชิง

ปกติแล้วไขมันสายยาว (Long-chain fats) ต้องผ่านกระบวนการย่อยที่ซับซ้อน ต้องใช้น้ำดี การบรรจุหีบห่อ และขนส่งผ่านระบบน้ำเหลืองก่อนจะเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งใช้เวลานาน แต่ MCT ข้ามขั้นตอนส่วนใหญ่ไปได้ โดยมันจะเดินทางตรงจากลำไส้ไปสู่ตับผ่านหลอดเลือดพอร์ทัล (Portal vein)

ความแตกต่างเพียงข้อเดียวนี้เปลี่ยนทุกอย่าง

เมื่อถึงตับ MCT จะถูกเผาผลาญอย่างรวดเร็ว แทนที่จะถูกนำไปเก็บสะสมเป็นไขมันได้ง่ายๆ มันกลับถูกเปลี่ยนเป็น "คีโตน" (Ketones) แทน ซึ่งคีโตนเหล่านี้จะหมุนเวียนในร่างกายเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับสมอง กล้ามเนื้อ และหัวใจ

ดังนั้น เวลาที่คนพูดว่าน้ำมัน MCT ให้ "พลังงานทันใจ" สิ่งที่พวกเขาอธิบายจริงๆ คือกระบวนการที่ตับเปลี่ยนมันเป็นคีโตนและเชื้อเพลิงพร้อมใช้อย่างรวดเร็วนั่นเอง แต่ไม่ใช่ MCT ทุกตัวจะทำงานเหมือนกัน

⚙️ C8 vs C10: ประเภทเดียวกัน แต่พฤติกรรมต่างกัน
ในน้ำมัน MCT เราจะเห็นรูปแบบหลักๆ อยู่สองตัวคือ C8 และ C10

* C8 คือ กรดคาพรีลิก (Caprylic acid)
* C10 คือ กรดคาพริก (Capric acid)

แม้ทั้งคู่จะเป็นไขมันสายปานกลาง แต่พฤติกรรมในร่างกายไม่เหมือนกัน

C8 มีสายสั้นกว่า: หมายความว่ามันเคลื่อนที่ผ่านระบบได้เร็วกว่า และถูกเปลี่ยนเป็นคีโตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อคุณกิน C8 ตับจะเปลี่ยนมันเป็นคีโตนอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับคีโตนในกระแสเลือดพุ่งสูงขึ้นทันที

C10 ยาวกว่าเล็กน้อย: ความต่างเพียงเล็กน้อยนี้ทำให้กระบวนการช้าลง มันยังคงผลิตคีโตนได้ แต่ในอัตราที่ต่ำกว่าและใช้เวลานานกว่า

นี่คือจุดที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด พวกเขาคิดว่าทั้งสองตัวใช้แทนกันได้ แต่ความจริงคือ:
* C8 คือสัญญาณที่เฉียบคมและรวดเร็ว (Sharp signal)
* C10 คือสัญญาณที่ช้ากว่าแต่ต่อเนื่องกว่า (Sustained signal)

ไม่มีตัวไหน "ดีกว่า" กันแบบเบ็ดเสร็จ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการให้ร่างกายทำอะไร

🔥 กราฟคีโตน: พุ่งแรง vs ต่อเนื่อง
เมื่อคุณกินน้ำมัน MCT คุณไม่ได้แค่สร้างพลังงาน แต่คุณกำลัง "ออกแบบกราฟ" พลังงาน

* C8 สร้างการพุ่งสูง (Spike) ของคีโตนอย่างรวดเร็ว: ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ระดับคีโตนจะสูงขึ้นมาก นี่คือเหตุผลที่คนรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่ง มีสมาธิ หรือพลังงานเปลี่ยนไปทันทีหลังจากกิน แต่การพุ่งสูงนี้ไม่อยู่ตลอดไป ร่างกายจะใช้คีโตนเหล่านั้นหมดอย่างรวดเร็ว หากไม่มีอะไรมาประคองสัญญาณไว้ ระดับคีโตนก็จะตกลง
* C10 มีพฤติกรรมต่างออกไป: มันไม่ได้ดันระดับคีโตนให้สูงปรี๊ดอย่างรุนแรง แต่ทำหน้าที่ "เลี้ยง" ระบบให้ยาวนานกว่า แทนที่จะได้ยอดกราฟที่แหลมสูง คุณจะได้กราฟที่ราบเรียบและยาวนานแทน

เมื่อนำทั้งคู่มาผสมกัน คุณจะสร้างการตอบสนองที่เป็นลำดับชั้น:
1. C8 ขับเคลื่อนการพุ่งขึ้นในช่วงแรก
2. C10 คอยเติมเชื้อเพลิงให้ระบบหลังจากพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมน้ำมัน MCT แบบผสม (Mixed MCT) มักจะให้ความรู้สึกที่ "นุ่มนวล" กว่าในการใช้งานจริง คุณจะไม่รู้สึกว่าพลังงานพุ่งพรวดแล้ววูบหายไป แต่จะได้รับประสบการณ์ที่คงที่กว่า

🍽️ ความหิวและความอิ่ม: "ช้ากว่า" หมายถึงอะไรกันแน่?
พอคนได้ยินคำว่า "เปลี่ยนช้ากว่า" มักจะคิดว่า "ได้ผลน้อยกว่า" ซึ่งไม่ถูกต้อง

การเปลี่ยนช้าช่วยเปลี่ยน "ระยะเวลา" ไม่ใช่แค่ความเข้มข้น

* C8 ระงับความหิวได้เร็ว: การที่คีโตนพุ่งสูงอย่างรวดเร็วส่งสัญญาณบอกสมองว่ามีเชื้อเพลิงพร้อมใช้แล้ว ความหิวจึงลดลงในเวลาสั้นๆ แต่เพราะสัญญาณมันเร็ว มันจึงจางหายไปเร็วเช่นกัน
* C10 ไม่ได้ออกฤทธิ์แรงเท่า แต่ทำงานได้นานกว่า: ตับยังคงผลิตคีโตนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ช่วยรักษาความเสถียรของสัญญาณเชื้อเพลิง

สัญญาณที่คงที่นี้สำคัญมาก ความอยากอาหารไม่ได้ถูกควบคุมด้วยสวิตช์ตัวเดียว แต่มันตอบสนองต่อหลายปัจจัย ทั้งความพร้อมของพลังงาน ความเสถียรของน้ำตาลในเลือด และการรับรู้ของสมองต่อสถานะเชื้อเพลิง

เมื่อคีโตนยังคงมีให้ใช้ได้นานขึ้น สมองจะแปลความหมายว่า "มีเชื้อเพลิงเพียงพออย่างต่อเนื่อง" ซึ่งช่วยลดแรงกระตุ้นที่จะกลับไปกินเร็วเกินไป ดังนั้นผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่ "หิวน้อยลง" แต่คือ "การเว้นระยะห่างระหว่างสัญญาณหิวได้นานขึ้น"

🧬 เชื้อเพลิงสมอง vs เชื้อเพลิงร่างกาย: ทำไม C8 ถึงให้ความรู้สึกต่างออกไป
พลังงานแต่ละแบบให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน

พลังงานจากกลูโคสมักจะขึ้นลงตามระดับน้ำตาลในเลือด แต่พลังงานจากไขมัน โดยเฉพาะคีโตน จะมีความเสถียรกว่าและไม่ขึ้นกับความผันผวนที่รวดเร็ว

C8 มีบทบาทพิเศษที่นี่:
เพราะมันเปลี่ยนเป็นคีโตนได้เร็วมาก มันจึงเป็น "ทางเลือกเชื้อเพลิงด่วน" ให้กับสมอง นี่คือเหตุผลที่คนมักบอกว่ามีสมาธิดีขึ้นหรือหัวแล่นหลังจากกิน C8 สมองไม่ต้องรอกลูโคสพุ่งสูง แต่ได้รับคีโตนมาใช้ได้ทันที

ส่วน C10 มีส่วนช่วยเช่นกัน แต่ไม่ได้มีความเข้มข้นเท่า ผลของมันจะเป็นเหมือน "กองหนุน" อยู่เบื้องหลังมากกว่า

เราจึงแยกความต่างได้ดังนี้:
* C8 คือตัวที่ "รู้สึกได้ชัด" (Noticeable)
* C10 คือตัวที่ "คอยสนับสนุน" (Supportive)

หากเป้าหมายของคุณคือการเพิ่มประสิทธิภาพทางสติปัญญาที่เฉียบคม การใช้สัดส่วน C8 ที่สูงกว่าจะได้ผลดีกว่า แต่หากเป้าหมายคือการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีช่วงพลังงานตก การมี C10 ผสมอยู่ด้วยจะช่วยได้มาก

⚖️ สัดส่วนในโลกความจริง: ทำไมแบบผสมถึงมักจะชนะ
น้ำมัน MCT หนึ่งขวดที่มีสัดส่วน C8 ประมาณ 60-70% และ C10 ประมาณ 30-40% คือจุดกึ่งกลางที่ใช้งานได้จริงที่สุด

สัดส่วนนี้ให้ C8 มากพอที่จะขับเคลื่อนการผลิตคีโตนได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ใช้ C10 เพื่อขยายเวลาการออกฤทธิ์และลดความผันผวนของระดับพลังงาน

และยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ "การยอมรับของร่างกาย" (Tolerance)
การกิน C8 บริสุทธิ์ในปริมาณสูงอาจทำให้ระบบย่อยอาหารของบางคนรับไม่ไหว การดูดซึมที่เร็วเกินไปมักจะไม่ค่อยสบายท้องหากใช้โดสที่สูงหรือเริ่มเร็วเกินไป การมี C10 จะช่วยให้กระบวนการช้าลงเล็กน้อยและมักจะทำให้ร่างกายทนทานต่อออยล์ได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น เมื่อคุณมองดูสัดส่วนแบบผสม คุณไม่ได้มองแค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่คุณกำลังมองเรื่อง "การใช้งานได้จริง"
ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์รุนแรงแต่กินแล้วลำบากย่อมใช้ไม่ได้ต่อเนื่อง แต่ผลลัพธ์ที่นุ่มนวลกว่าเล็กน้อยและใช้ได้ง่ายในทุกวัน มักจะให้ผลดีกว่าในระยะยาว นี่คือจุดที่การตัดสินใจด้านโภชนาการส่วนใหญ่มักจะลงเอย: ไม่ใช่ที่จุดสุดโต่ง แต่เป็นจุดที่ร่างกายรับมือได้ดีในระยะยาว

⏱️ จังหวะเวลาสำคัญกว่าที่คนคิด
"ช่วงเวลา" ที่คุณกินน้ำมัน MCT จะเปลี่ยนผลลัพธ์ที่ได้

* ในตอนท้องว่าง (Fasted state): ตับของคุณถูกเตรียมพร้อมให้ผลิตคีโตนอยู่แล้ว การเติม MCT จะเข้าไปขยายกระบวนการนั้นให้แรงขึ้น คุณจะรู้สึกถึงระดับคีโตนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน
* กินพร้อมมื้ออาหาร: โดยเฉพาะมื้อที่มีไขมันอื่นๆ ผลลัพธ์จะดูเนียนไปกับอาหาร การผลิตคีโตนยังเกิดขึ้นอยู่ แต่สัญญาณจะไม่ได้แยกออกมาให้รู้สึกชัดเจนนัก

หากเป้าหมายของคุณคือ ประสิทธิภาพทางสมอง หรือ การยืดระยะเวลาทำ IF การกินน้ำมัน MCT แยกจากมื้ออาหารมักจะให้ผลที่ชัดเจนกว่า แต่ถ้าเป้าหมายคือการเพิ่มพลังงานให้มื้ออาหาร หรือประคองพลังงานให้คงที่ระหว่างวัน การกินพร้อมอาหารก็ถือว่าได้ผลดี

ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวกัน ให้ผลลัพธ์ต่างกันตามบริบท นี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม พวกเขามุ่งเน้นที่ตัวน้ำมัน แต่ละเลยจังหวะเวลา โดส และสถานะเมตาบอลิซึมของตัวเองในตอนนั้น

📊 เลือกเครื่องมือให้ตรงกับเป้าหมาย
มาถึงจุดนี้ คำถามก็กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ว่า: คุณกำลังพยายามจะทำอะไร?

1. ถ้าต้องการคีโตนสูงสุดในเวลาสั้นๆ: สัดส่วน C8 สูงๆ คือคำตอบ
2. ถ้าต้องการพลังงานที่คงที่และคุมความหิวได้นานขึ้น: การมี C10 ผสมอยู่จะช่วยได้มาก
3. ถ้าต้องการสิ่งที่ใช้ได้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอโดยไม่รุนแรงไปด้านใดด้านหนึ่ง: สัดส่วนแบบผสม (Mixed ratio) มักจะเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงที่สุด

ไม่มีน้ำมัน MCT ตัวไหนที่ "ดีที่สุด" เพียงตัวเดียว มีเพียงตัวที่ สอดคล้องกับสรีรวิทยาและเป้าหมายของคุณ ณ ช่วงเวลานั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมแนวทาง "สรีรวิทยาต้องมาก่อน" (Physiology-first) ถึงสำคัญ คุณไม่ได้เลือกผลิตภัณฑ์ตามคำโฆษณา แต่คุณเลือกตามวิธีที่ร่างกายประมวลผลสิ่งที่คุณใส่เข้าไป

🧩 สรุปภาพรวม
น้ำมัน MCT ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษ แต่มันคือแหล่งเชื้อเพลิงที่รวดเร็วและมีพฤติกรรมเฉพาะตัว

* C8 ขับเคลื่อนการผลิตคีโตนอย่างรวดเร็วและให้พลังงานสมองที่รู้สึกได้ชัด
* C10 ขยายกราฟพลังงานและสนับสนุนความพร้อมของเชื้อเพลิงให้ยาวนานขึ้น

เมื่อนำมาผสมกัน พวกมันจะสร้างการตอบสนองที่สมดุล คุณจะได้ทั้งผลลัพธ์ที่ทันใจและต่อเนื่อง โดยที่ร่างกายส่วนใหญ่ยอมรับได้ดีกว่า การเข้าใจความต่างนี้จะช่วยให้คุณใช้งานมันอย่างมีวัตถุประสงค์แทนที่จะเป็นการเดาสุ่ม

หากคุณใช้น้ำมัน MCT อยู่ ให้ลองสังเกตดูว่า "ความหิว สมาธิ และพลังงาน" ของคุณเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อใช้สัดส่วนหรือจังหวะเวลาที่ต่างกัน รูปแบบการตอบสนองของร่างกายคุณเองจะบอกข้อมูลได้มากกว่าฉลากข้างขวดเสียอีก

21/04/2026

กล้ามเนื้อที่ควรฝึก ในทุกๆวัน และสามารถทำได้ในทุกขณะจิต นั่นคือ
"กล้ามเนื้อกระบังลม"
👇👇👇

" ผลไม้มีไว้กิน " ตามภาพ ผลไม้ ทั้งหมดนี้จะได้คาร์โบไฮเดรตสุทธิอยู่ที่ประมาณ28 กรัม  มีครบทุกน้ำตาล ยกเว้นแลคโตสและ กาแล...
20/04/2026

" ผลไม้มีไว้กิน "

ตามภาพ ผลไม้ ทั้งหมดนี้จะได้คาร์โบไฮเดรตสุทธิอยู่ที่ประมาณ
28 กรัม มีครบทุกน้ำตาล ยกเว้นแลคโตส
และ กาแลคโตส

แต่สิ่งที่ได้มาพร้อมกันคือ กากใยหรือไฟเบอร์ ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 6 กรัม

ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล (Glycemic Response) ได้บ้าง โดยเฉพาะจากแก้วมังกรที่มีเมล็ดขนาดเล็กซึ่งเป็นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำสูง

ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีค่าดัชนีน้ำตาล คละเคล้ากันไปครับ
แคนตาลูปมีค่า Glycemic Index (GI) ค่อนข้างสูง (65-70) ในขณะที่มะละกอและแก้วมังกรอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางครับ

ถ้าจะกินก็กินช่วงเวลากลางวัน กินแล้วอย่าอยู่เฉยๆ ไปเดินขยับตัว
ถ้ารู้ว่าจะต้องนั่งนิ่งก็กินให้น้อยลง...
ส่วนใหญ่ผมกินในมื้อเที่ยงนี่แหละครับ
เสร็จแล้วก็เดินไปตรวจคนไข้ต่อเลย...

ในผู้ที่ดื้ออินซูลินหรือเบาหวานก็ควรพิจารณาลดปริมาณลงให้เหมาะสม ตามบริบทของตนเอง

น้ำตาลที่ได้จากผลไม้เหล่านี้ ถือว่าเป็น ​Intrinsic Sugars (น้ำตาลตามธรรมชาติ)

ไม่ถือว่าเป็น Free Sugars (น้ำตาลอิสระ)
ที่ปัจจุบันทั้ง WHO และสสส.
แนะนำว่าไม่ควรบริโภคเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ต่อวัน

จะเห็นได้ว่า ในผลไม้เหล่านี้ก็มีน้ำตาลอยู่แล้ว ดังนั้นในเครื่องดื่มอื่นๆคุณไม่จำเป็นต้องเติมน้ำตาลลงไปอีก 🥰

คุณงามความดีทั้งหลายจะกลับตาลปัตรทันที หากนำผลไม้เหล่านี้ไปปั่นคั้นแล้วแยกกากออก จากนั้นกินแต่น้ำเพียงอย่างเดียว

เพราะน้ำตาลฟรุกโตส ที่เคยมีเส้นใยคอยตึงเอาไว้บ้าง จะถูกดูดซึมเข้าไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากน้ำตาลอิสระ

และผลไม้เหล่านี้ ก็ไม่ได้จำเป็นต้องกินทุกวันนะครับ โดยเฉพาะคนที่ยังดื้ออินซูลิน มีภาวะอ้วน หรือเบาหวานอยู่

เดี๋ยวทุเรียนก็จะมาแล้ว ( ไม่สิมาถึงแล้ว 555) ก็กินกันตามฤดูกาลนะครับ

#หมอจิรรุจน์

20/04/2026

🚨 จริงหรือ? ร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัด (Upper Limit) ในการดูดซึมโปรตีนเพื่อสร้างกล้ามเนื้อต่อมื้อ! 🥩💪
หลายคนคงเคยได้ยินกฎเหล็กของการสร้างกล้ามเนื้อที่ว่า "ร่างกายเราดูดซึมโปรตีนได้สูงสุดแค่ 20-25 กรัมต่อมื้อเท่านั้น ส่วนที่เกินมาจะถูกนำไปเผาผลาญทิ้ง (Oxidation) หรือ สูญเปล่า"
แต่... งานวิจัยจาก Cell Reports Medicine (2023) ได้มาลบล้างความเชื่อนี้อย่างสิ้นเชิง!
🔬 งานวิจัยทำอะไร? นักวิจัยได้ทำการทดลองให้ผู้เข้าร่วมดื่มโปรตีน (Milk protein) ในปริมาณ 0 กรัม, 25 กรัม และ 100 กรัม ทันทีหลังออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง (single bout of resistance-type exercise) จากนั้นใช้เทคนิคติดตามระดับโมเลกุลขั้นสูง (Quadruple isotope tracer) เพื่อดูการทำงานของโปรตีนในร่างกายอย่างละเอียดนานถึง 12 ชั่วโมง
📊 ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ (Key Findings):
1️⃣ ยิ่งกินเยอะ ยิ่งสร้างกล้ามเนื้อได้นาน (No Upper Limit): การกินโปรตีนปริมาณสูงถึง 100 กรัม กระบวนการสร้างกล้ามเนื้อ (Muscle Protein Synthesis - MPS) จะตอบสนองในระดับที่สูงกว่า และมีระยะเวลาทำงานที่ ยาวนานกว่า 12 ชั่วโมง (Prolonged anabolic response) เมื่อเทียบกับการกินแค่ 25 กรัม
2️⃣ โปรตีนส่วนเกิน "ไม่ได้" ถูกเผาผลาญทิ้งแบบสูญเปล่า: ความเชื่อที่ว่ากรดอะมิโนส่วนเกินจะถูกดึงไปเผาผลาญทิ้ง (Amino acid oxidation) นั้นไม่จริงเสมอไป งานวิจัยพบว่าการกินโปรตีนปริมาณมาก แต่มีอัตราการเผาผลาญกรดอะมิโนทิ้งน้อยมากๆ (Negligible impact) และกรดอะมิโนจากอาหารส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างโปรตีนในเนื้อเยื่อ (Protein accretion) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3️⃣ ระดับกรดอะมิโนในเลือดสูงต่อเนื่อง (Sustained Hyperaminoacidemia): การกินโปรตีน 100 กรัม ทำให้ร่างกายมีระดับกรดอะมิโนหล่อเลี้ยงในเลือดอย่างต่อเนื่องตลอด 12 ชั่วโมง เพื่อนำไปเป็นสารตั้งต้นในการสร้างกล้ามเนื้อ โดยไม่มีการดรอปลงอย่างรวดเร็ว
💡 นำไปปรับใช้ยังไงดี? (Practical Takeaway)
• ไม่ต้องฝืนแบ่งกินหลายมื้อย่อย: คำแนะนำเดิมที่ให้กระจายโปรตีนมื้อละ 20-25 กรัมให้เท่าๆ กันตลอดทั้งวัน ยังคงเป็นวิธีที่ดี แต่ "ไม่จำเป็นเสมอไป" อีกแล้ว
• สาย IF (Intermittent Fasting) หรือกินวันละ 1-2 มื้อ ยิ้มรับสิ่งนี้: หากคุณมีเวลากินจำกัด (Time-restricted feeding) และต้องทานโปรตีนมื้อใหญ่มากๆ ในคราวเดียว ไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะดูดซึมไปใช้ไม่หมด เพราะร่างกายมีความสามารถในการกักเก็บ ค่อยๆ ย่อย และนำ exogenous amino acids ไปใช้สร้างกล้ามเนื้อได้จุและยาวนานกว่าที่เราเคยคิดไว้เยอะมาก!
📌 สรุปคือ: ร่างกายของเรามีการตอบสนองเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ (Anabolic response) ตามปริมาณโปรตีนที่เรากินเข้าไปนั้น ไม่มีเพดานสูงสุด ใครสะดวกกระจายมื้อกินก็ทำได้ ใครเวลาน้อยสะดวกกินมื้อใหญ่จัดเต็มไปเลย กล้ามเนื้อก็ยังพัฒนาได้ดีเช่นกัน!
⚠️ ข้อจำกัดของงานวิจัยนี้ คือ
ทำการศึกษาเฉพาะใน “ผู้ชายสุขภาพดี + ออกกำลังกาย”
ดังนั้น ไม่รู้ว่าผลจะนำไปใช้ได้กับ: ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย, คน inactivity ได้หรือไหม?
📚 อ้างอิง: Trommelen J, van Lieshout GAA, Nyakayiru J, et al. The anabolic response to protein ingestion during recovery from exercise has no upper limit in magnitude and duration in vivo in humans. Cell Rep Med. 2023;4(12):101324. doi:10.1016/j.xcrm.2023.101324

หิวแบบ "ว้าวุ่น" vs หิวแบบ "สงบ" ... ตอนนี้ คุณหิวแบบไหน?หลายคนถามผมว่า "หมอครับ ทำไมเวลาหิว ผมถึงคุมอารมณ์ไม่ได้เลย ทำไ...
19/04/2026

หิวแบบ "ว้าวุ่น" vs หิวแบบ "สงบ" ... ตอนนี้ คุณหิวแบบไหน?

หลายคนถามผมว่า "หมอครับ ทำไมเวลาหิว ผมถึงคุมอารมณ์ไม่ได้เลย ทำไมมันหงุดหงิด สมองตื้อไปหมด"

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "นิสัย" แต่มันคือ "ระบบการทำงาน" ของร่างกายครับ

** เมื่อร่างกาย "ดื้ออินซูลิน" (Insulin Resistance) ***

หรือ ติดยึดกับการใช้ได้เพียงน้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงาน

สภาวะนี้เหมือนเรามีน้ำมันเต็มถัง (ไขมันสะสม) แต่เปิดฝาถังไม่ได้ครับ

พอระดับน้ำตาลในเลือดตก ร่างกายจะเข้าสู่ "Survival Mode" ทันที

พายุฮอร์โมนความเครียดอย่าง คอร์ติซอล และ อะดรีนาลีน จะพุ่งสูงขึ้นเพื่อบีบให้เราต้องหาแป้งหาตาลมากินด่วนๆ

ผลคืออาการ "โมโหหิว" (Hangry) สมาธิหลุด และสมองเบลอ

*** เมื่อร่างกายมี "ความยืดหยุ่นทางเมตาบอลิซึม" (Metabolic Flexibility) ***
นี่คือจุดที่ผมเรียกว่า "การมีความหิวเป็นเพื่อน" ครับ

เมื่อคุณหายดื้ออินซูลิน ร่างกายจะสลับโหมดเก่งมาก พอน้ำตาลหมด เครื่องยนต์จะสลับไปเผาไขมันและผลิต "คีโตน" (Ketones) มาให้สมองใช้ทันที

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

สมองแล่น (Mental Clarity) เพราะคีโตนเป็นพลังงานที่สะอาดและเสถียร แถมยังกระตุ้นสาร BDNF ที่เปรียบเหมือนปุ๋ยบำรุงสมอง ครับ

จิตนิ่ง (Equanimity) สภาวะนี้จะช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาท GABA และ Glutamate ทำให้เราไม่ตอบโต้กับสิ่งเร้าเร็วเกินไป มี "ช่องว่าง" ให้เรามีสติมากขึ้น

"หิวแต่ไม่โหย" ความหิวจะกลายเป็นแค่สัญญาณเตือนที่สุภาพ

ลองเช็กตัวเองดูครับ... วันนี้ความหิวของคุณเป็น "ศัตรู" ที่คอยทำลายสมาธิ หรือเป็น "เพื่อน" ที่ช่วยให้สมองแล่น?

ถ้ายัง หิวแล้วบ่จอย อยู่ วันนี้เริ่มต้นที่การลดคาร์บแปรรูป และ
ฝึกการงดกินให้นานขึ้น สัก 14 ชม.ต่อวัน เพื่อเรียกความยืดหยุ่นทางเมตาบอลิซึมกลับมาครับ

สุขภาพดีเริ่มต้นที่ความเข้าใจสรีรวิทยาครับ

#หมอจิรรุจน์

ทั้ง 3 วัน อัดแน่นด้วยความรู้มากๆ ครับ... แล้วพบกันที่งาน มนุษย์ต่างวัย FEST ครับ
15/04/2026

ทั้ง 3 วัน อัดแน่นด้วยความรู้มากๆ ครับ...
แล้วพบกันที่งาน มนุษย์ต่างวัย FEST ครับ

พบกับเหล่า Speakers กว่า 30+ ท่าน ที่เป็น “ตัวจริง” เรื่องการออกแบบชีวิตแบบ ‘ลองGEVITY’ ที่จะมาชวนคุณมองชีวิตยืนยาวในแบบที่ “มีคุณภาพและมีความหมาย” มากขึ้น
ไม่ว่าจะเป็น
- พระไพศาล วิสาโล
- นิ้วกลม สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์
- โค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์
- สุทธิชัย หยุ่น
- หมอแม่ พญ.พิศศรี กิจนิรันดร์สิน
- ดร.วรภัทร ภู่เจริญ
- หมอแอร์ หมอนักวิ่งและหมอหัวใจ นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา
- ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

และอีกหลายท่าน ที่จะมาร่วมแบ่งปันมุมมอง ประสบการณ์ ความรู้ และแนวทางการใช้ชีวิต เพื่อให้ “การมีอายุยืน” ไม่ใช่แค่ยืนยาว แต่เป็นการมีชีวิตที่มีคุณภาพและมีความหมาย

📌มนุษย์ต่างวัย Fest 2026 ‘ลองGEVITY อยู่กันไปยาว ๆ ให้จอยกว่าเดิม’
📅12-14 มิถุนายน 2569
📍Impact Exhibition Center Hall 6
🎫เปิดให้ลงทะเบียนเข้างานได้แล้ววันนี้ ฟรี! https://www.zipeventapp.com/e/Manoottangwai-Fest2026

ลงทะเบียน 1 ครั้งเข้างานได้ 3 วัน
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Inbox
หรือ Add Line :

#มนุษย์ต่างวัย #มนุษย์ต่างวัยFest #มนุษย์ต่างวัยFest2026

สวัสดีวันปีใหม่ไทยสุขสันต์วันสงกรานต์ขอให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ สดชื่นสดใส เหมือนสายน้ำที่ไหลเย็น เห็นตัวปลาหากคิดจะกินขอให้ได้กิ...
13/04/2026

สวัสดีวันปีใหม่ไทย

สุขสันต์วันสงกรานต์

ขอให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ สดชื่นสดใส เหมือนสายน้ำที่ไหลเย็น เห็นตัวปลา

หากคิดจะกินขอให้ได้กินแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์

หากคิดจะนอนขอให้นอน ได้สมบูรณ์และเพียงพอ

#หมอจิรรุจน์

12/04/2026

ไตรับเลือด 22% ของที่ออกจากหัวใจ(cardiac output)

ขณะที่ หัวใจรับไปแค่ 4%
แต่ทำไมเราเจอหลอดเลือดที่ไตตีบน้อยมาก เมื่อเทียบกับหัวใจ??

ดูเหมือนหลอดเลือดที่ไตน่าจะมีการบาดเจ็บ แล้วก็เกิดปฏิกิริยาจนหลอดเลือดตีบ มากกว่าหัวใจนะครับ แต่ในความเป็นจริงเราเจอการตีบของหลอดเลือดที่ไตน้อยกว่าหัวใจเป็นอย่างมาก

ความเข้าใจเรื่องนี้มีรายละเอียดเชิงลึกที่ผมสรุปไว้เป็นวีดีโอ สั้นๆประมาณ 7 นาที

เรียนเชิญ Subscibers ทุกท่าน
เข้าไปรับชม ได้เลยครับ

11/04/2026

การกินแบบ Very Low Carb < 60 กรัมต่อวัน
ควรใช้เป็น "Therapeutic Tool" หรือ เครื่องมือบำบัด
ในช่วงเวลาที่ต้องการแก้ไข Metabolic Syndrome
"อย่างเร่งด่วนเท่านั้น"
เมื่อระบบเผาผลาญเริ่มฟื้นตัว การขยับขึ้นมาเป็น
Moderate Low Carb (100-150 กรัมต่อวัน)
และ การทำ Carb Cycling หรือ การสลับกินคาร์บตามกิจกรรม
จะช่วยรักษาความยืดหยุ่นทางเมตาบอลิซึมได้ดีกว่าในระยะยาว

และการมี ความยืดหยุ่นของระบบเผาผลาญ หรือ
Metabolic flexibility คือเป้าหมายสูงสุด ของการมี
ชีวิตที่ปลอดโรคเรื้อรัง NCDs ในระยะยาวครับ

#หมอจิรรุจน์

ขนมจีน 2 จับ + น้ำยาปูเพื่อนแม่ยายทำเอง รสชาติหรอย แบบทางใต้เลยครับกินเรียงลำดับ คือ ผักบุ้งลวก+น้ำยาก่อน จากนั้นค่อยเป็...
10/04/2026

ขนมจีน 2 จับ + น้ำยาปูเพื่อนแม่ยายทำเอง รสชาติหรอย แบบทางใต้เลยครับ

กินเรียงลำดับ คือ ผักบุ้งลวก+น้ำยาก่อน
จากนั้นค่อยเป็นเส้นสด+ไข่ต้มกับน้ำยา...

ซดน้ำยาไม่ยั้ง เพราะ หรอยมาก

ผลออกมากราฟน้ำตาลราบเรียบอย่างที่เห็น...

การลำดับการกินช่วยได้เยอะมากครับ

แต่ที่สำคัญก็คือ น้ำยาต้องมีปริมาณน้ำตาลน้อยๆ และเส้นสดเจ้าดีๆ ค่อยๆ ปล่อยน้ำตาล ด้วยครับ

#หมอจิรรุจน์

ที่อยู่

49 ถ. ช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือ
Nai Muang
30000

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอจิรรุจน์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์