13/04/2026
กรี๊ดดดดดด เมื่อดาวสองดวง มาเจอกัน~~~
สถาปนิกการเงิน และสถาปนิกช่วงสุดท้ายของชีวิต
อยากได้แต้มบุญแบบนี้ บ้าง
วันก่อน อจ. แนต ยัง บ่นเลยว่า หาซื้อหนังสือ คุณ ออนอบอ ไม่ได้เลยยย
คุณคะ
ถ้าฉันต้องเลือกหนึ่งบทสนทนา
ที่ฉันอยากให้คุณได้นั่งอยู่ด้วยเมื่อคืน
มันไม่ใช่เรื่องเงิน
ไม่ใช่เรื่องการลงทุน
ไม่ใช่เรื่องความสำเร็จ
แต่มันคือบทสนทนา
ระหว่างผู้หญิงสองคน
ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก
แล้วกลับคุยกันเหมือนรู้จักกันมาทั้งชีวิต
ฉันเจอเธอที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ แถวเอกมัย
ไม่มีอะไร fancy
ไม่มีอะไรต้องอธิบาย
แต่พอฉันเปิดประตูเข้าไป
ฉันเห็นเธอยืนรออยู่แล้ว
หมวกแก็ปสีเหลือง
หุ่นแบบคนที่ disciplined กับชีวิตตัวเองจริง ๆ
สายตานิ่ง แต่ยิ้มแบบคนที่ไม่ต้องสร้างภาพ
แล้วเรากอดกัน
ไม่ต้องไหว้
ไม่ต้อง formal
กอดเลย
แล้วแม่งไม่ awkward เลยว่ะ
คุณจะเข้าใจความรู้สึกนี้ไหม
มันคือความรู้สึกของการเจอ “คนจริง”
คนที่ไม่ต้องพยายามเป็นอะไร
แล้วคุณก็ไม่ต้องพยายามเป็นอะไรเหมือนกัน
เธอคือ
หมอแนต โรงพยาบาลคูณ
ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอยู่กับ “ปลายทางของมนุษย์”
ในขณะที่ฉัน
ใช้ชีวิตอยู่กับ “เส้นทางของเงิน”
สองโลกที่เหมือนไม่เกี่ยวกันเลย
แต่เมื่อคืน
มันชนกัน
แล้วมันลงล็อกแบบแปลกมาก
เราสั่งกาแฟ
แย่งกันจ่าย
แล้วนั่งลง
ประโยคแรกที่เธอพูดกับฉันคือ
“พี่รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้เจอคุณแอนนาเบล”
ฉันมองหน้าเธอแล้วหัวเราะ
แล้วตอบไปว่า
“มันควรเป็นฉันมากกว่าที่ต้องพูดแบบนั้น”
แล้วเราก็หัวเราะพร้อมกัน
แล้วทุกอย่างก็ไหล
ไม่มีกรอบ
ไม่มีบท
ไม่มีหน้ากาก
มีแต่ความจริง
สามชั่วโมง
เราไม่ได้หยิบมือถือเลย
ไม่ได้ดูเวลา
ไม่ได้รีบไปไหน
จนร้านปิด
แล้วพนักงานต้องมาเตือน
แล้วเราก็ยังยืนคุยต่อหน้าร้านอีกพักใหญ่
มันไม่ใช่แค่ “คุยถูกคอ”
มันคือการที่คุณรู้ว่า
คนตรงหน้าเข้าใจโลก
และไม่กลัวที่จะพูดความจริงของมัน
ฉันถามเธอว่า
ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้
เธอบอกว่า
ตอนเป็นหมอใหม่
เธอไม่ชอบคุยกับคนไข้
เพราะมันเหนื่อย
มันต้องใช้ใจ
เธอเลยไป ICU
ที่ที่มีแต่เครื่อง
มีแต่ตัวเลข
มีแต่การ “ยื้อ”
แต่สุดท้าย
ที่นั่นแหละ
ที่ทำให้เธอเห็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากเห็น
คนที่ไม่ควรถูกยื้อแล้ว แต่ถูกยื้อ
คนที่ไม่ได้อยากอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้
ไม่มีใครถาม และไม่มีใครกล้าปล่อย
ฉันคิดตามแล้วคิดในใจว่า
แย่ว่ะ😣 ไม่ชอบเลย ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น
คุณคะ
ในโลกการเงิน
ฉันเห็นคนยื้อของที่ควรปล่อยทุกวัน
หุ้น
ธุรกิจ
ความสัมพันธ์
แต่ในโลกของเธอ
มันคือ “ชีวิตคน” และการยื้อ มันไม่ได้แค่ผิดจังหวะ
มันทำให้คนทรมาน
เธอเลยเลือกออกจากระบบนั้น
แล้วไปสร้าง
โรงพยาบาลคูณ
ที่ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อชนะความตาย
แต่มีไว้เพื่อ “อยู่กับมันอย่างมีศักดิ์ศรี”
ก่อนเราจะแยกกัน
เธอหยิบสมุดออกมาให้ฉัน แล้วบอกว่า
“พี่อยากให้คุณดูสิ่งนี้”
ฉันเปิดดู แล้วฉันเงียบ
เพราะนี่ไม่ใช่สมุด มันคือ “คำสั่งชีวิต”
คุณลองดูภาพนี้ให้ดี ๆ นี่ไม่ใช่แค่การติ๊กช่อง
นี่คือมนุษย์คนนึง
ที่นั่งลงกับตัวเอง
แล้วถามคำถามที่คนส่วนใหญ่หนี
“ถ้าวันนั้นมาถึง
ฉันจะเอายังไง”
ในหน้าซ้าย
มันคือ “คำสั่งทางการแพทย์” แบบชัดเจนมาก
เขาติ๊กไว้เลยว่า
• ไม่ต้องการการรักษาที่เป็นเพียงการ “ยื้อชีวิต”
• ไม่ต้องการใส่เครื่องช่วยหายใจในระยะสุดท้าย
• ถ้าการรักษาไม่มีโอกาสทำให้คุณภาพชีวิตกลับมา
ขอให้หยุด
และเลือก “การดูแลแบบประคับประคอง”
ซึ่งแปลว่า
ดูแลให้ไม่เจ็บ
ดูแลให้สบาย
แต่ไม่ยื้อ
แล้วเขายังระบุ “สภาพที่ยอมรับไม่ได้” ไว้ด้วย
เช่น
• ถ้าไม่รู้สึกตัว
• ถ้าสื่อสารไม่ได้
• ถ้าต้องพึ่งเครื่องตลอดชีวิต
เขาเขียนไว้ชัดว่า
“ไม่เอา”
คุณคะ
นี่คือความกล้าระดับสูงมาก
เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่กล้าแม้แต่จะคิด
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันหยุดจริง ๆ
มันคือ “หน้าขวา”
มันไม่ใช่เรื่องการแพทย์แล้ว
มันคือ “ความเป็นมนุษย์ล้วน ๆ”
เขาเขียนว่า
อยากให้ร่างกายสะอาด
อยากให้อยู่ในห้องที่สบาย
อยากให้มีคนอยู่ข้าง ๆ
อยากให้มีการสัมผัส
การจับมือ
การกอด
อยากให้ได้ยินเสียงคนที่รัก
แล้วมีประโยคเล็ก ๆ
ที่ฉันว่ามันโคตร powerful
“อยากเจอแมว” มีรูปแมววาดอยู่ข้าง ๆ
คุณคะ ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
สิ่งที่มนุษย์ต้องการ
ไม่ใช่เงิน
ไม่ใช่ชื่อเสียง
แต่คือ
“ความรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นคน”
แล้วมีอีกส่วนหนึ่ง
ที่เขียนไว้ชัดมาก
เรื่อง “การระงับความเจ็บปวด”
เขาระบุเลยว่า
• สามารถให้ Morphine
• สามารถให้ Fentanyl
• สามารถให้ยาที่ทำให้ง่วงหรือหลับได้
แม้จะทำให้ไม่รู้สึกตัว
แปลว่าอะไร
แปลว่า
เขา “ยอม” ที่จะหลับ ถ้ามันทำให้ไม่ทรมาน
คุณคะ
นี่คือการเข้าใจชีวิตในระดับที่ลึกมาก
เพราะมันคือการเลือก
“คุณภาพของความตาย”
แทนที่จะยื้อ
ในทางกฎหมาย
สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ความคิด
มันคือสิทธิ
ตาม
พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12
ที่ให้คุณ “ปฏิเสธการยื้อชีวิต” และแพทย์ต้องเคารพ
แต่ปัญหาคือ คนส่วนใหญ่ไม่เคยทำ
แล้วพอถึงวันนั้น หมอไม่มีทางเลือกไง
ต้องยื้อ
เพราะไม่มีหลักฐานว่า
“คุณไม่เอา”
แล้วใครต้องตัดสินใจแทนคุณ
ครอบครัว
หูยยยย… คิดตามฉันนะ
คนที่คุณรัก ในวันที่เขากำลังจะเสียคุณไป
และในวินาทีเดียวกัน
เขาต้องตัดสินใจว่า
จะปล่อย
หรือจะยื้อ …
หมอแนทพูดกับฉันว่า
“คนไข้ทรมานก็จริง
แต่ครอบครัวทรมานกว่า
เพราะต้องเดาใจ”
คุณคะ
นี่แหละคือสิ่งที่โหดที่สุด ไม่ใช่ความตาย
แต่คือการที่คุณทำให้คนที่คุณรัก
ต้อง “เดา”
ในวันที่เขาไม่พร้อมจะคิดอะไรแล้ว
แล้วเราคุยกันต่อถึงเรื่อง
“งานศพ”
ฉันพูดตรง ๆ กับคุณเลยนะ ฉันเห็นมามาก
บ้านธรรมดา
เงินไม่ได้เหลือ
แต่พอมีคนตาย
จัดเต็ม
ต้องดี
ต้องครบ
ต้องไม่ให้ใครนินทา
สุดท้ายคืออะไรวะเนี่ย
คนตายไปแล้ว แต่คนอยู่ เป็นหนี้
งาน 3 วัน
หนี้ 3 ปี
คุณไม่ได้ให้เกียรติคนตาย
คุณกำลังทำให้คนที่ยังอยู่
ต้องจ่ายราคาแทน
ลองถามตัวเองตรง ๆ ถ้าคุณเป็นคนที่นอนอยู่ตรงนั้น
คุณจะเลือกอะไร งานใหญ่ แล้วคนที่คุณรักลำบาก
หรือ
งานเรียบง่าย แล้วเขายังมีชีวิตดีต่อไป
เมื่อคืน ฉันไม่ได้แค่เจอหมอ
ฉันเจอ “เพื่อน” เจอ “พี่”
เจอ “คนที่โคตรจริงกับชีวิต”
ฉันโคตร respect ผู้หญิงคนนี้ และโคตรขอบคุณ
ที่เธอให้เกียรติฉัน
ทั้งที่จริง ๆ
ฉันควรเป็นฝ่ายขอบคุณเธอมากกว่า
คุณคะ มนุษย์ใช้ชีวิต เหมือนตัวเองจะไม่ตาย
แล้วก็ตาย
เหมือนไม่เคยใช้ชีวิตอย่างมีสติ
คุณวางแผนทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด
ถ้าวันนี้คุณล้มลง
คุณมี exit plan ไหม
หรือคุณกำลังปล่อยให้
ชีวิต
ร่างกาย
และเงินของคุณ
ไปอยู่ในมือคนอื่น
แล้วหวังว่าเขาจะ “เดาถูก”
ทั้งที่คุณไม่เคยบอกอะไรเลย
ฉันอยากให้ทุกครอบครัว ทุกบ้าน ได้มีสมุดเบาใจเล่มนี้ไว้เตรียมตัวร่วมกัน
ออ นอ บอ
13.04.2026