05/04/2026
สรุปในสรุปคือ
- ไม่แนะนำให้ทำเอง เพราะเสี่ยงหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องเทคนิค และการติดเชื้อ รวมไปถึงความคงตัวของยา
- ถ้าจะทำต้องทำภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้น ถ้าผู้เชี่ยวชาญบอกโอเคทำได้เดี๋ยวทำให้ ก็จัดไป ถ้าผู้เชี่ยวชาญบอก อย่าเลย มันเสื่อมสภาพนะ เสี่ยงติดเชื้อนะ ก็ฟังกันบ้างเนอะ
- ยาแพงจริง แต่ก็อย่าเอาสุขภาพ/สังขาร ไปแลกกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เข้าทำนอง “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”
ด้วยรัก
หมอโจ
วางแผนชีวิต คิดเรื่องประกัน
เอ้ยยยย
คลินิกนายแพทย์สมปราชญ์ ❤️❤️
📌 คำถามยอดฮิต...
❓การใช้ Syringe ดูดยา Tirzepatide ที่เหลือจากปากกา สามารถทำได้หรือไม่
ก่อนอื่นคำถามนี้เกิดขึ้นเพราะ Tirzepatide มีราคาแพงมาก และในปากกาแต่ละด้ามมักมียาเหลืออยู่หลังโดสสุดท้าย (last dose) ทำให้ผู้ใช้พยายามดูดยาที่เหลือออกมาด้วย syringe จะว่าไปคนที่ทำเป็นคนแรกๆ ก็น่าจะเป็นผู้แทนยานี่แหละ เพราะชาวบ้านทั่วไป คงไม่รู้
➡️ ถ้าเราดูตาม Evidence-Based จริง ๆ พอสรุปได้ดังนี้ครับ
✅ สิ่งที่บริษัทบอก
• ไม่แนะนำ ให้ดูดยาออกจากปากกาด้วย syringe
• ปากกาถูกออกแบบให้ใช้ตาม mechanism ของมันเองครับ
• และที่สำคัญ..ไม่รับรองความถูกต้องของขนาดยาหากดูดด้วยวิธีอื่น แต่ก็เอานะ ยังไงก็พอได้ยา จะน้อยจะมากก็ยังดี
✳️ แล้ว Evidence และ Data ที่มีอยู่เป็นอย่างไร
➡️ ข้อมูลสนับสนุนตามการศึกษาเท่าที่มี
1. ในแง่ข้อมูลทางเภสัช Compounding pharmacy data : พบว่า Tirzepatide ใน vial form สามารถดูดด้วย syringe ได้ปกติ
2. จากคนใช้จริงที่มาจาก Community reports : พบยาเหลือ ~0.1-0.3 mL หลัง last dose
3. ข้อมูลจากบริษัท: Overfill data ปากกา 2.5 mg มียาเหลือ ~15-20%
➡️ ปัญหาที่จำเป็นพิจารณาตามหลักการ ซึ่งตาม evidence ชี้ให้เห็นดังนี้
1. ปัญหาด้าน Dose Accuracy
• ไม่มี calibration สำหรับวิธีนี้
• ยาอาจผสมกับอากาศ → ได้ขนาดไม่แน่นอน
• ความเข้มข้นในส่วนที่เหลืออาจ ไม่สม่ำเสมอ (settling)
2. ปัญหาด้าน Sterility
• การเจาะ cartridge ซ้ำ → เพิ่มความเสี่ยง contamination
• ไม่มีข้อมูล stability หลังจากเจาะหลายครั้ง
• Tirzepatide เป็น peptide → sensitive ต่อ degradation
3. ปัญหาด้าน Needle/Delivery System
• Internal needle ของปากกาแตกต่างจาก syringe ทั่วไป
• อาจดูดได้ยาก หรือทำให้ mechanism เสียหาย
📍สิ่งที่สำคัญคือ “ความเสี่ยงเฉพาะ” ที่ต้องพิจารณา ถ้าเราดูจากคุณสมบัติของยา (Tirzepatide Properties) พบว่า
- Dual GIP/GLP-1 agonist
- Peptide molecule → fragile
- ต้องเก็บใน 2-8°C
- Half-life ~5 days
- Therapeutic window: ต้องการ dose ที่แม่นยำ
➡️ ดังนั้นการดูดโดยใช้ syringe อาจส่งผลให้เกิด underdose หรือ overdose ได้ครับ
• Underdose → ลด efficacy ได้
• Overdose → คลื่นไส้รุนแรง, อาเจียน, ภาวะ hypoglycemia (ถ้าใช้ร่วมกับ insulin) เพิ่มขึ้น
🩺 มุมมองทางการแพทย์ตาม Evidence
🔴 Arguments AGAINST
1. ไม่มี RCT หรือ clinical study รองรับวิธีนี้โดยตรง
2. FDA/EMA ไม่ได้ approve วิธีนี้
3. Liability ตกที่ผู้ป่วยทั้งหมด
4. Risk of particulate matter [ผุ่นขนาดเล็ก] ที่อาจพบในยา
5. หากเกิด adverse event → ไม่สามารถ attribute dose ได้
🟡 Arguments FOR (Pragmatic View)
1. Access and cost เป็นปัญหาจริงในหลายประเทศ ยาแพง..ใช้ไปเถอะ
2. Compounded tirzepatide (vial form) ใช้ syringe → ถ้า sterile technique ถูกต้อง จะไปว่าความเสี่ยงต่ำครับ
3. ในเชิง Harm reduction perspective : ถ้าจะทำ → ก็ต้องทำให้ถูกต้อง
4. มีข้อมูล overfill จริง → ยาเหลือจริง (ก็ฉันจะใช้น่ะ ที่ผ่านมาก็ได้อยู่นะ 555)
✍️ คำแนะนำตาม Evidence-Based Framework
ถ้าไม่ทำ —> อันนี้ Recommended ครับ เพราะมันปลอดภัยที่สุด ทำตามคำแนะนำของบริษัทดีกว่าเนอะ
ถ้าจะทำ —> ก็ต้องใช้หลัก Harm Reduction Approach —> คือทำให้ถูกวิธี ต้องสะอาด ใช้ sterile or aseptic technic จะได้ปลอดภัย
ผมแนะนำว่าต้องทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ เพื่อให้ปลอดภัยที่สุด (Minimum Safety Requirements) ครับ
1. ใช้ syringe ที่ sterile และ ขนาดเล็ก (1mL, insulin syringe)
2. Aseptic technique ทุกขั้นตอน
3. ดูดทันทีหลัง last dose (ไม่เก็บค้างคืน)
4. ไม่ใช้ถ้า cartridge ดูผิดปกติ (ขุ่น, มีตะกอน)
5. ฉีดทันที ไม่เก็บใน syringe
6. ทำความสะอาด port ด้วย alcohol swab
7. มี supervision จากผู้เชี่ยวชาญ
❌ ห้ามทำถ้า:
• ใช้ร่วมกับ insulin (hypoglycemia risk สูง)
• ไม่มั่นใจ dose ที่ได้
• ปากกาเก็บไม่ถูกต้อง
• เป็นType 1 diabetes
✅ ถ้าจะสรุปความเห็นตาม Evidence
ประเด็น ระดับ Evidence ข้อสรุป
Safety Low-moderate ไม่มีข้อมูลเพียงพอ
Efficacy Very low ไม่แน่นอน
Sterility risk Theoretical มีความเสี่ยงจริง
Cost-benefit Pragmatic เข้าใจได้แต่ไม่แนะนำ
❤️ Bottom Line
- ตาม strict evidence-based medicine: ไม่แนะนำ
- แต่จาก pragmatic/harm reduction standpoint: ถ้าจะทำ ต้องมีความรู้เรื่อง aseptic technique และตระหนักว่า dose accuracy ลดลง และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
📌 ที่สำคัญที่สุด: นี่คือการตัดสินใจที่ต้องทำร่วมกับ แพทย์ผู้รักษา เพราะบริบทของผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันครับ
ด้วยความหวังดีและเป็นห่วง แต่ก็เข้าใจถึงราคายาที่แพงครับ