บ้านใจอารีย์ คลินิกกายภาพบำบัด สาขาเพชรเกษม 81 JR Physio Clinic

บ้านใจอารีย์ คลินิกกายภาพบำบัด สาขาเพชรเกษม 81 JR Physio Clinic มี 2 สาขา
เยาวราช, เพชรเกษม81
บริการตรวจ รักษา ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บจากระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ

ปวดบ่า ร้าวลงอก เพราะ 'เดินเยอะ'?! เรื่องจริงของร่างกายที่สัมพันธ์กันมากกว่าที่คุณคิด🤔 ปกติแล้วเวลาเดินเยอะๆ เรามักจะปวด...
28/01/2026

ปวดบ่า ร้าวลงอก เพราะ 'เดินเยอะ'?! เรื่องจริงของร่างกายที่สัมพันธ์กันมากกว่าที่คุณคิด

🤔 ปกติแล้วเวลาเดินเยอะๆ เรามักจะปวดน่อง ปวดเข่า หรือปวดหลังใช่ไหมคะ?
แต่ถ้าเดินแล้ว "ปวดบ่า ร้าวมาที่อก" ล่ะ?
ฟังดูไม่น่าเกี่ยวกันได้เลยใช่ไหมคะ... แต่เคสนี้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ค่ะ และถือเป็น Rare Case (เคสหายาก) ที่กภ.คิตตี้อยากหยิบมาเล่าให้ฟังกันค่ะ

🧠 เริ่มจากมาเข้าใจ "ระบบการเดิน" ของร่างกายกันก่อนค่ะ
เวลาเดิน ร่างกายไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเป็นส่วนๆ นะคะ แต่จะใช้งานเป็น “ทีม” หรือที่เรียกว่า “Subsystem” ค่ะ

ภาพจำง่ายๆ คือเวลาเราเดิน:
👉 “ขาขวา”จะก้าวไปข้างหน้า
👉 “แขนซ้าย(ด้านตรงข้าม)”ก็จะแกว่งไปด้วย

การขยับที่สัมพันธ์กันนี้ เกิดจากทีมกล้ามเนื้อที่เรียกว่า “Anterior Oblique Subsystem (AOS)”

ซึ่งทำงานเชื่อมโยงกันเป็น แนวทแยงมุมจากไหล่ลงไปขาฝั่งตรงข้าม ~คล้ายๆ การคาดสไบ (กภ.คิตตี้ แนบภาพของกลุ่มกล้ามเนื้อนี้ไว้ในรูปนะคะ ส่วนสีเขียวทั้งหมดคือกล้ามเนื้อทั้งหมดในกลุ่มAOSค่ะ)

​👥 สมาชิกในทีมAOS (อ่านผ่านๆได้นะคะ)
▪️กลุ่มหลัก:
- กล้ามเนื้อท้องลายเฉียงมัดนอก(EAO)
- กล้ามเนื้อท้องลายเฉียงมัดใน(IAO)
- กล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง(RA)
- และกล้ามเนื้อขาหนีบ (Adductors)

▪️กลุ่มรอง:
- กล้ามเนื้ออก(Pectoralis)*,
- กล้ามเนื้อบ่า(Levator)*,
- กล้ามเนื้อหน้าแขน(Biceps), และอื่นๆ
(ในส่วนของกล้ามเนื้อรอง คือส่วนที่เราจะพูดกันหลังจากนี้ ในcase study นะคะ)

​📌 หน้าที่ของทีมAOS คือ
- สร้างความมั่นคง ให้กับกระดูกสันหลัง, เชิงกราน และสะโพก
- ช่วยส่งแรงระหว่างร่างกาย ส่วนล่าง และส่วนบน
​- สำคัญมากในการเคลื่อนไหวแบบผลัก และการหมุน เช่น การเดิน ตีกอล์ฟ ตีเทนนิส กีฬาชนิดขว้างปา

—————

​❓ทำไมต้องรู้เรื่องของ Subsystem

ให้เห็นภาพง่ายๆ "Subsystem" = การทำงาน“กลุ่ม” ของกล้ามเนื้อหลายๆตัว
ถ้าทุกตัวในกลุ่มทำงานร่วมกันได้ดี = การทำกิจกรรมต่างๆเช่นเดิน ตีกอล์ฟ ตีเทนนิส จะดีขึ้นตามไปด้วย

😰 แต่ถ้ากลุ่ม Subsystem ทำงานร่วมกันได้ไม่ดีหล่ะ?
ถ้าในงานกลุ่มมีแค่1-2กล้ามเนื้อที่ทำงานหนัก และกล้ามเนื้ออื่นๆในกลุ่มทำงานได้น้อย/ไม่ดี
สิ่งที่เกิดตามมาคือ 1-2กล้ามเนื้อที่ทำงานหนัก จะบาดเจ็บได้

❗️เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ขอยกตัวอย่างเคสที่กภ.คิตตี้พึ่งดูแลกันจบไปค่ะ

—————

​📂 [Case Study: เดินไกล 20,000 ก้าว... แต่ทำไมไปปวดบ่า ร้าวลงอกแทบขาด?]

เวลาเดินไกลมากๆ คนส่วนมากจะมีอาการปวดที่ขา หรือหลังล่างก่อนค่ะ แต่ถ้าอาการปวดขึ้นไปถึงบ่าและอกหล่ะ? มันเกิดขึ้นได้จากอะไร

📑 เคสนี้มีอาการมา3ปีแล้ว คือปวดบ่าขวาร้าวลงอกขวาทุกครั้งเมื่อเดินนาน
- คนไข้เคยได้รับการรักษาในแง่ Office Syndrome มาหลายแบบแล้ว อาการดีขึ้นครึ่งหนึ่ง
- แต่ทุกครั้งที่กลับไปเดินนาน อาการก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมตลอด

🚶‍♀️ อาชีพของเคสนี้: มีความจำเป็นต้อง เดินที่ญี่ปุ่นมากกว่า 20,000ก้าวต่อวัน เป็นระยะเวลา 2-3เดือนติดต่อกัน

อาการที่มารักษาคือ
▪️เมื่อเดินได้ 3,000 ก้าวแรก → มีอาการตึงๆ
▪️ถ้ายังฝืนเดินต่อจนถึง20,000ก้าว → จะปวดแหลมที่บ่า และตื้อร้าวมาที่อก จนต้องนั่งพัก
▪️เวลานอนหงาย ตอนกลางคืน → จะปวดร้าวมากขึ้น "เหมือนโดนกระชาก" จะปวดจนร้องออกมา
▪️วันต่อมา ถ้าต้องฝืนเดินต่อ → อาการก็ยิ่งกลับมาเป็นซ้ำและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
🚨 จุดสังเกตสำคัญ: คนไข้มีแผลผ่าตัดใหญ่ ที่ซี่โครงด้านขวาเป็นทางยาว (ตรงนี้ดอกจันทร์ตัวใหญ่ๆไว้ก่อนนะคะ)

—————

📑จากประวัติการรักษาเก่าที่คนไข้เคยรักษาด้านอื่นๆ มา3ปีแล้ว ทั้งหมดมุ่งเน้นไปที่เรื่องOffice syndrome แต่อาการยังเท่าเดิม

ทำให้เมื่อมาพบกภ.คิตตี้ครั้งแรก! จึงต้องมีการพูดคุย และซักประวัติกันมากกว่าปกติ
และอย่างที่คิดเอาไว้เลยค่ะ ว่าOffice Syndrome อาจจะไม่ใช่สาเหตุของปัญหา

🔎 ข้อสันนิษฐาน แรก :Office Syndrome
เมื่อคนไข้มีอาการปวดบ่า → ส่วนใหญ่คนมักคิดถึงอาการของ Office Syndrome

❗️ซึ่งเป็น1ในข้อสันนิษฐานที่กภ.ยกขึ้นมาค่ะ แต่มีความเป็นไปได้ “น้อยมาก” เพราะว่า…

1. Office Syndrome มักเกิดจาก "Static Loading" หรือการเกร็งค้างท่าเดิมนานๆ (เช่น นั่งหน้าคอมฯ)
แต่อาการของเคสนี้เกิดจาก "การเดินนาน" ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ใหญ่มาก

2. ​​อาการหนักขึ้นตอนนอนหงาย: นี่คือจุดชี้ชัดเลยค่ะ คนที่เป็น Office Syndrome ทั่วไป เวลานอนหงายมักจะรู้สึก "สบายขึ้น" หรืออย่างมากก็แค่ตึงๆ คอ เพราะกล้ามเนื้อได้พัก

​แต่เคสนี้: นอนหงายแล้ว "ปวดเหมือนโดนกระชาก" จนร้องออกมา อาการนี้จริงตอกย้ำว่าไม่ใช่อาการ Office Syndrome
กภ.คิตตี้จึงได้ตรวจกล้ามเนื้อเพิ่มเติม เพื่อยืนยันอีกชั้นหนึ่ง

​❌ พบว่า ไม่ใช่อาการ Office Syndrome

หลังจากการตรวจเพื่อยืนยันว่าไม่ใช่แล้ว กภ.คิตตี้จึงตรวจ เริ่มหันมามองที่การทำงานของร่างกายขณะเดินมากขึ้น จึงนำไปสู่สันนิษฐานที่2

—————

🔎 ข้อสันนิษฐานที่2: ทีมกล้ามเนื้อAOSทำงานประสานงานกันไม่ดี
(ที่จริงร่างกายเรามีหลาย Subsystem ที่ทำงานในขณะที่เดิน แต่ในโพสต์นี้กภ.คิตตี้จะเจาะไปที่กลุ่มAOSนะคะ)

🔹​​การตรวจการทำงานร่วมกันของกลุ่มกล้ามเนื้อ “Anterior Oblique Subsystem (AOS)”
▪️Perturbation test :โดยต้านแรงตามทิศที่AOSทำงาน
พบว่า: ไม่สามารถต้านแรงได้

✅️ แปลผลได้ว่า AOS ทำงานร่วมกันไม่ดี

🔹​​กภ.จึงตรวจกล้ามเนื้อในAOS ทีละมัด เพื่อดูการทำงาน
พบว่า: กล้ามเนื้อท้องลายเฉียงมัดนอก(EAO), กล้ามเนื้อท้องส่วนกลาง(RA) : ทำงานได้ไม่ดี
เนื่องจาก “แผลผ่าตัด” ที่มีพังผืดเกาะแน่น บริเวณเหนือกล้ามเนื้อทั้ง2ส่วนนั้น

พังผืดที่เกิดขึ้น คล้ายๆกับมีใครเอา ‘กาวตราช้าง’ ไปหยอดบนกล้ามเนื้อค่ะ
→ ส่งผลให้ความสามารถกล้ามเนื้อลดลง
→ และลดความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ

⚠️สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
➡️ ขณะเดิน
→ กล้ามเนื้อท้องทำงานได้ไม่ดีเพราะ “แผลพังผืด” ที่ยึดติดไว้ 📉
→ ร่างกายจึงต้องไปเสริมแรงส่วนนี้ โดยใช้ “กล้ามเนื้ออก,บ่า” แทน (กล้ามเนื้อส่วนรองแทน) 📈
→ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหน้าอกและบ่าต้องเกร็งตัวแทนเรื่อยๆ จนเกิดการบาดเจ็บค่ะ

➡️ ขณะนอนหงาย
ท่านอน เป็นท่าที่อกและท้องควรจะได้ยืดคลายตัว แต่เพราะแผลพังผืดที่ยึดรั้งมาทั้งวัน จากการเดิน
→ พอโดนยืดออก เลยส่งแรงดึงกระชากไปที่แผลและอก
→ จนทำให้ปวด"เหมือนโดนกระชาก"

🙂 สรุปสั้นๆนะคะคือ
กล้ามเนื้อท้อง ทำงานได้ไม่ดี เพราะแผลผ่าตัดที่มี และร่างกายไปใช้กล้ามเนื้ออก,บ่า ทำงานแทน จนเกิดการบาดเจ็บขึ้น

—————

🚑แนวทางการรักษา

ในเคสนี้มีความจำเป็นต้องเดินวันละ 20,000ก้าวต่อวันที่ญี่ปุ่นในอาการที่หนาวมากๆ เป้าหมายที่ตั้ง จึงเผื่อเอาไว้

เป้าหมายคือ ต้องเดินที่ไทยให้ได้ 35,000ก้าว โดยที่ไม่มีอาการ

​🗓Week 1: ปูพื้นฐาน
จะเน้นไปที่กล้ามเนื้อเฉพาะจุดก่อนคือ
​- Soft Tissue Release: ลดการตึงตัวของกล้ามเนื้ออก,บ่า และScar tissue(แผลผ่าตัด)
​- Strengthening exs.: เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องมัดที่มีปัญหาเป็นหลักก่อน
- Home program:
- ท่าออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อ
- ฝึกเดิน 2ครั้งต่อสัปดาห์ พร้อมนับก้าวเพื่อหาจำนวนก้าวที่มากที่สุดที่ยังไม่มีอาการตึงที่กล้ามเนื้อ

​🗓Week 2: เพิ่มความอึดกล้ามเนื้อ
​🔺อัพเดทอาการ
- อาการปวดที่อก,บ่า ลดน้อยลงบางส่วน และ
- จำนวนก้าวที่มากที่สุดที่ยังไม่ปวดคือ 4,000ก้าว

▪️อัพเดทการรักษา
ในครั้งนี้กภ.จึงยังให้การรักษาในรูปแบบเดิมอยู่ แต่เพิ่มความหนักของท่าออกกำลังกายให้มากขึ้น

​🗓Week 3: เพิ่มความอึดกล้ามเนื้อ
​🔺อัพเดทอาการ
- ความตึงตัวของกล้ามเนื้ออก,บ่าลดลงชัดเจน
- อาการปวดที่อกลดน้อยลงมาก และบ่า ลดน้อยลงอีกบางส่วน
- จำนวนก้าวที่มากที่สุดที่ยังไม่กระตุ้นอาการคือ10,000ก้าว

▪️อัพเดทการรักษา
- ปรับการออกกำลังกายให้เน้นที่กล้ามเนื้อในกลุ่มAOSทุกมัด
- และเพิ่มความหนักของท่าออกกำลังกายให้มากขึ้น

​🗓Week 4
​🔺อัพเดทอาการ
- ความตึงตัวของกล้ามเนื้ออก,บ่าลดลงชัดเจน
- อาการปวดที่อก,บ่าลดน้อยลงมากจนเกือบไม่เหลือ
- จำนวนก้าวที่มากที่สุดที่ยังไม่กระตุ้นอาการคือ13,000ก้าว

▪️อัพเดทการรักษา
- จะเริ่มให้ฝึกการทำงานร่วมกันของกลุ่มกล้ามเนื้อ AOSมากขึ้น ผ่านท่า“kneeling cable chop”
- ฝึกเดิน พร้อมถือของหนัก จำนวนวัน: วันเว้นวัน

เคสนี้ได้การรักษาทั้งหมด11ครั้งเป็นเวลา 5เดือน
แต่ถ้าจะลงรายละเอียดทุกสัปดาห์ โพสต์นี้อาจจะยาวไปมากกว่านี้ กภ.คิตตี้จึงขอข้ามมาเป็นผลลัพธ์ท้ายสุดเลยนะคะ

—————

🎉 ผลการรักษา:
✅️ เคสนี้สามารถเดินถือของได้ 35,000 ก้าว → โดยไม่มีอาการใดๆเลย
✅️อาการปวดแหลมที่บ่า และตื้อร้าวมาที่อก → ไม่มีแล้ว
✅️เวลานอนหงาย → ไม่ปวดร้าวเหมือนโดนกระชากแล้ว
✅️วันถัดไปหลังจากที่เดินนานไม่มีอาการปวดเหลือค้างแล้ว

💬 บทส่งท้ายจาก กภ.คิตตี้
ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้ "ความมีวินัยของคนไข้" ล้วนๆ เลยค่ะ ทุกครั้งที่ให้การบ้านไป ทั้งออกกำลังกาย ทั้งเดิน ทั้งยกของหนัก คนไข้ทำไม่เคยขาด แถมทำเกินเป้าตลอด! เป็นอีก1เคสที่พยายามดูแลตัวเองมากๆจริงๆค่ะ

#กายภาพบำบัด #ปวดบ่า #ปวดอก #ออฟฟิส #กภคิตตี้

“เท้าคว่ำกับอาการปวดสะโพก” 😣สวัสดีค่ะ พบกับกภ.ปิ่นอีกครั้ง ในครั้งนี้จะขอเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของร่างกายที่ทำไมปวดสะ...
25/01/2026

“เท้าคว่ำกับอาการปวดสะโพก” 😣

สวัสดีค่ะ พบกับกภ.ปิ่นอีกครั้ง ในครั้งนี้จะขอเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของร่างกายที่ทำไมปวดสะโพกแต่ต้องไปแก้ที่เท้ากันค่ะ 💡

📌อันดับแรกขออธิบายก่อนว่า “กลุ่มอาการกล้ามเนื้อสะโพกหนีบเส้นประสาท (Piriformis syndrome)” หรือ “ปวดสลักเพชร” ผู้ป่วยจะรู้สึก
🔹ปวดตึงไม่สบายบริเวณสะโพก
🔹ร้าวลงขาเวลานั่งนานๆ
🔹จะดีขึ้นเมื่อลุกขึ้นเดิน
ในรายที่กดทับเส้นประสาทรุนแรง อาจมี…
🔹อาการชา
🔹อ่อนแรงของขาตามมาได้

📌เกิดจากการที่กล้ามเนื้อกลุ่มงอสะโพก (hip flexor) ทำงานมากเกินไป⬆️จนไปยับยั้งกล้ามเนื้อเหยียดสะโพก (Gluteus maximus) จนทำงานน้อยลง⬇️ ส่งผลให้กล้ามเนื้อสะโพกชั้นลึก (Piriformis) ทำงานขึ้นมาแทน⬆️ ซึ่งเจ้ามัดลึกนี้เค้าพาดทับเส้นประสาท Sciatic ที่ลงไปเลี้ยงขาค่ะ ถ้าตึงจนกดทับเส้นประสาทมากๆก็จะก่อให้เกิดความระคายเคืองหรือการช้ำได้ค่ะ⚡

🩺หากเข้ารับการตรวจประเมินแล้วว่าไม่ได้มีปัญหาในส่วนของหมอนรองกระดูกปลิ้น (HNP), โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal stenosis), กล้ามเนื้ออักเสบ (Lumbar m. strain) หรืออื่นๆ แต่มาจากกล้ามเนื้อตึงแน่ๆ บางท่านอาจสงสัยว่า🤔 ทำไมพยายามยืดกล้ามเนื้อมาตั้งนาน ออกกำลังกายสะโพกด้วยก็แล้ว แต่ทำไมอาการกลับไม่ดีขึ้นซักที เราอาจจะต้องก้มมองที่ตำแหน่งนี้กัน

👉ตำแหน่งที่ว่าก็คือ “เท้า” นั่นเองค่ะ เนื่องจากร่างกายเค้าทำงานกันเป็นห่วงโซ่(Kinematic chain) ข้อเท้า เข่า สะโพกก็ทำงานร่วมกัน หากแก้ไขที่สะโพกแล้วไม่หาย “ข้อเท้า” ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถส่งผลต่อการปวดสะโพกได้ โดยเฉพาะเมื่อเท้าคว่ำมากเกินไป 🚨

“Overpronation of foot” หรือ “เท้าคว่ำ” คือ ลักษณะของเท้าที่ล้มเอียงเข้ามาด้านใน อุ้งเท้าแบนล้มลงมา ซึ่งอาจเกิดจากโครงสร้างของร่างกายโดยตรงหรือจากกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลก็ได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ดังนี้ค่ะ

🔹เท้าคว่ำเข้ามาข้างใน → ส่งผลให้เข่าหมุนเข้ามาข้างในด้วย → สะโพกจึงพยายามสู้โดยการหมุนออก → กล้ามเนื้อ Piriformis ที่ทำหน้าที่หมุนสะโพกออกจึงเกิดความตึงตัวขึ้นมา → ตึงตัวมากเข้าก็หนีบเส้นประสาท😣

💡พอจะเริ่มเห็นภาพกันแล้วใช่ไหมคะ ถึงแม้เราจะพยายามยืดเหยียดกล้ามเนื้อหรือออกกำลังกายกล้ามเนื้อสะโพก แต่หากเท้าเราคว่ำมากๆ เมื่อเรายังต้อง ยืน เดิน ก็จะยังเกิดความตึงตัวต่อกล้ามเนื้อมัดนี้อยู่ดี อาจสังเกตว่า เวลาเดินปลายเท้าจะมีการเบนออกไปทางด้านนอกตามแรงตึงของกล้ามเนื้อ เพื่อหนีความปวดที่เกิดขึ้นด้วยค่ะ

✨ดังนั้น… ถ้าเรามีเท้าที่คว่ำมากกว่าปกติ อาจต้องหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร หากเป็นที่โครงสร้างโดยตรง ก็จะแนะนำให้เสริมแผ่นรองเท้าหรือเลือกรองเท้าที่เหมาะสม หรือหากมาจากการทำงานที่ไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อ ก็อาจจะต้องเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อปรับให้เท้าเรากลับมาอยู่ในแนวที่ถูกต้องมากขึ้นเช่นกันค่ะ

นี่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความตึงตัวต่อกล้ามเนื้อสะโพกชั้นลึก อย่างไรก็ตามอาจมาจากปัจจัยอื่นเช่น Sacroiliac joint ที่มีการเคลื่อนไหวที่จำกัดก็สามารถก่อให้เกิดอาการปวดต่อกล้ามเนื้อ Piriformis ได้เช่นเดียวกันค่ะ

ด้วยความห่วงใย💖
บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด (JR Physio) สาขาเพชรเกษม
⏰เปิดทุกวัน (ปิดวันพุธ)
📞094 654 2460
💬 Line:

ความลับของร่างกาย: ทำไมปวดคอ… ถึงร้าวขึ้นไปปวดขมับได้?​🤔หลายคนอาจเคยสงสัยว่า เวลาปวดคอทีไร มักจะปวดหัว,ขมับ หรือร้าวไปถึ...
14/01/2026

ความลับของร่างกาย: ทำไมปวดคอ… ถึงร้าวขึ้นไปปวดขมับได้?

​🤔หลายคนอาจเคยสงสัยว่า เวลาปวดคอทีไร มักจะปวดหัว,ขมับ หรือร้าวไปถึงกระบอกตาตามมาด้วยตลอด? บางทีไปนวดคลายบ่า ก็รู้สึกร้าวขึ้นหัวจี๊ดๆตลอด…

สวัสดีค่ะ🙏 วันนี้กภ.คิตตี้ จะมาอธิบายข้อสงสัยเรื่องนี้กันค่ะ

🧠เริ่มจากมาเข้าใจธรรมชาติของกล้ามเนื้อกันก่อนค่ะ
เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานหนักๆ จะเกร็งตัวจนเกิดเป็น “ปมกล้ามเนื้อ (Trigger Point)” ขึ้นมา
→ เมื่อปมนี้ถูกรบกวน (กด/นวด/เกร็ง)
→ มันจะ “ส่งสัญญาณลวง” ไปที่สมอง 🧠
→ ทำให้เกิด “อาการปวดร้าว (Referred pain)” ไปที่จุดต่างๆของร่างกาย
→ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดว่าปวดขมับ ทั้งที่ต้นเหตุอยู่ที่คอค่ะ

⚠️ในทางกายภาพบำบัดจะเรียกอาการนี้ว่า “Myofascial pain syndrome (MPS)“

​‼️ 2 กล้ามเนื้อ ที่มักมีปัญหานี้บ่อยๆ คือ:
▪️ กล้ามเนื้อบ่า (Upper Trapezius): ตัวนี้ยอดฮิตค่ะ เวลาตึงมากๆ มักจะปวดร้าวขึ้นไปที่ "ขมับ"
▪️ กล้ามเนื้อข้างคอ (SCM): มักทำให้ปวดร้าวไปที่ "กระบอกตา/หน้าผาก” และอาจทำให้รู้สึกมึนงงเหมือนบ้านหมุนได้

—————

🧠​ทำไมรู้เรื่องนี้แล้วถึงดีต่อการรักษา?

การเข้าใจ "แผนที่ความปวด" ทำให้เราไม่หลงทางค่ะ
แทนที่จะโฟกัสแค่นวดขมับหรือกินยาแก้ปวดหัว
เราจะหันมาจัดการที่ต้นตอ คือการคลาย“ปมกล้ามเนื้อ” ที่คอและบ่า เพื่อลดโอกาสการเกิด “อาการปวดร้าว”

▪️ ​ผลลัพธ์ที่ได้คือ... อาการปวดหัวที่เรื้อรังมานาน อาจเบาลงจนกลับมาใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งยาบ่อยๆ ค่ะ 😊

❗️แต่กล้ามเนื้อที่มีปัญหาบ่อยไม่ได้มีแค่ที่คอนะคะ ยังมีกล้ามเนื้ออีกตัวที่พบได้เรื่อยๆ ที่หลายคนคาดไม่ถึง และเป็นเคสที่กภ.คิตตี้พึ่งดูแลมาสดๆ ร้อนๆ เลยค่ะ

—————

​📂 [Case Study: ปวดขมับเรื้อรัง นึกว่าเป็นไมเกรน แต่จริงๆ แล้วคือ...?]

​👤คนไข้: เจ้าของธุรกิจ วัย40ปี ที่นั่งทำงานหน้าคอมเกือบทั้งวัน
เคสนี้มีอาการ:
▪️ ปวดหัว,ขมับ เรื้อรังมา 2 เดือน
▪️ มึนหัวเกือบตลอดเวลา

ผ่านการกินยาและนวดคอบ่าไหล่มาตลอด แต่อาการ "ไม่หายขาด”

จากการพูดคุยเบื้องต้น กภ.คิตตี้ค่อนข้างเทน้ำหนักไปที่ การเกร็ง “กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่”ค่ะ เพราะมีอาการมึนหัว ปวดขมับ

—————

🔎 จึงเริ่มตรวจกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ ทั้งหมด… แต่ผลกลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลยค่ะ
🔹​จากการ​ตรวจ หาความตึงตัวของกล้ามเนื้อ
พบว่า: กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ “ไม่ตึง” เลยค่ะ นิ่มกว่าคนปกติด้วยซ้ำ

🔹​​ตรวจ Palpation หาจุดกดเจ็บ:
พบว่า: กดหาทั่วบ่าและคอ "ไม่มีจุดเจ็บ" ที่กระตุ้นอาการปวดร้าวได้เลย

🤔 เอ๊ะ! เกิดอะไรขึ้น?
พอคุยลึกๆ ถึงบางอ้อเลยค่ะ... คนไข้บอกว่า "ผมคิดว่าเป็นที่คอบ่า เลยไปนวดและยืดเหยียดตลอดครับ"
​สรุปคือ คอบ่าไหล่ ได้รับการดูแลดีระดับ VIP จนกล้ามเนื้อคลายตัวดีมาก แต่นั่นแปลว่า... อาการปวดที่เป็นอยู่ ไม่ได้มาจากคอบ่าไหล่แล้วล่ะ!

​🗣️ ต้อง Reset ใหม่! กลับมาซักประวัติแบบเจาะลึกอีกรอบ
คราวนี้เรามาไล่เช็กพฤติกรรมกันใหม่ จนเจอจุดที่น่าสงสัย:
❗️ ปวดที่ “ขมับ” ร้าวลงมาที่ “กราม” ด้วยบางที
❗️ บางครั้งรู้สึก “ปวดร้าวที่ฟัน” ร่วมด้วย
❗️ ​Key Point: อาการแย่ลงเมื่อ “กินข้าว” และ “นั่งทำงาน”

​💡 เจอตัวการแล้ว!
ร่างกายเรามีกล้ามเนื้อชื่อ Temporalis ค่ะ
ทำหน้าที่เคี้ยวข้าว
เกาะตั้งแต่ขมับยาวลงมาถึงกราม
กล้ามเนื้อตัวนี้แหละที่สร้างปัญหา เพราะทำให้ปวดร้าวไปที่หัวและฟันได้!
และเป็นกล้ามเนื้อที่หลายๆคนคาดไม่ถึง

💬 สรุปเบื้องต้น:
เคสนี้ไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรมที่คอบ่า แต่เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันของ กราม-คอ-กะโหลกศีรษะ (Craniocervical Mandibular System) ค่ะ

—————

🔎 ความเป็นไปได้สูงของเคสนี้ได้แก่:
​1- จุดกดเจ็บบนกล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Temporomandibular myofascial pain syndrome )
🔹จากการ​ตรวจ Palpation
พบว่า: มีจุดกดเจ็บที่ กล้ามเนื้อที่ขมับ (Temporalis), กล้ามเนื้อแก้ม (​Masseter)

​✅️ สรุป: มีภาวะTemporomandibular myofascial pain syndrome
พูดง่ายๆคือมีจุดกดเจ็บที่กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับขากรรไกร

​2- จุดกดเจ็บบนกล้ามเนื้อคอด้านหน้า (SCM)
🔹​จากการ​ตรวจ SCM Pincer Palpation กล้ามเนื้อรอบๆ
พบว่า: ไม่มีจุดกดเจ็บที่ กล้ามเนื้อคอด้านหน้า

​❌ ผลสรุป เคสนี้ไม่พบ - จุดกดเจ็บที่กล้ามเนื้อคอ

​3- Cervicogenic Headache (C1-C2 Dysfunction) หรือการมึนหัวจากกระดูกคอ
​🔹ตรวจด้วยCervical Flexion-Rotation Test (CFRT)
ซึ่งเป็นท่าเฉพาะสำหรับตรวจช่วงการเคลื่อนไหวของกระดูกคอระดับบน
พบว่า: มีการ “ติดขัด” ของกระดูกคอระดับบน

​✅️ สรุป: ภาวะCervicogenic Headache

​⚠️ สรุป: เคสนี้โดน 2 เด้ง มีอาการทั้ง "จุดกดเจ็บที่กราม (MPS)" และ "การติดขัดของข้อต่อ" จนทำให้เกิดอาการปวดหัว มึนหัว เสียวฟัน

—————

ทุกคนยังตามทันกันอยู่ใช่มัยคะ อีกนิดนะคะ
เรามาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกันเล็กน้อยค่ะ

🧠ทำไมคนไข้ถึงเป็น 2 โรคพร้อมกัน
1- ความเครียด: คนไข้มีนิสัย “ขบฟันเมื่อเครียด” → จึงทำให้กล้ามเนื้อกรามตึงตัวขึ้น → ปวดขมับและเสียวฟัน

2- ท่านั่ง “คอยื่น” ส่งผลลูกโซ่คือ:
: ดึงรั้งขากรรไกรล่างให้ถอยหลัง (Retraction) → เพิ่มแรงกดในข้อต่อขากรรไกร (ยิ่งเคี้ยวข้าวยิ่งเจ็บ)
: ข้อต่อคอระดับบนอัดเข้าหากัน (Compress) → ไปรบกวน​เส้นประสาทที่ใบหน้า → ปวดร้าวไปที่ตา ขมับ และกรามได้

—————

🚑แนวทางการรักษา (3 phase)

ถ้าเรารักษาแค่กราม… เดี๋ยวคอที่ยื่น ก็จะดึงกรามกลับมาตึงใหม่
หรือถ้ารักษาแค่คอ… แรงกัดจากกรามก็จะส่งสัญญาณปวด กลับมาที่ศีรษะอีกค่ะ

ดังนั้นเราต้องจัดการปัญหาทั้ง2นี้ไปพร้อมๆกัน

1: ลดอาการปวด & ลดการกดข้อต่อ
​​🔺Soft Tissue Release: ลดจุดกดเจ็บบริเวณกล้ามเนื้อกราม
​🔺Joint Mobilization (ขยับข้อต่อ):
▪️กระดูกคอระดับบน(C1-C2): ใช้เทคนิค Maitland PA Glide ให้การติดขัดของข้อต่อลดลง
▪️TMJ Distraction (ดึงขากรรไกร): ​เพื่อลดแรงกดในข้อต่อ (Decompression) ช่วยเรื่องอาการปวดเวลาเคี้ยว

2: เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อ เพื่อลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ
​🔺เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออ้าปาก
▪️ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อ ฝั่งตรงข้ามของกล้ามเนื้อกราม(ที่ทำหน้าที่หุบปาก)
​🔺Deep Neck Flexor Training (เก็บคอ)
▪️​​ฝึกท่า Chin Tuck (เก็บคาง) แบบเบาๆ เ​พื่อแก้อาการคอยื่น

3: Patient Education & Lifestyle Modification
​🔺สำหรับเจ้าของธุรกิจที่เครียดและงานยุ่ง ต้องปรับพฤติกรรมที่ทำได้จริง:
▪️Soft Diet: เลี่ยงของเหนียว/แข็ง เพื่อพักการใช้งานกล้ามเนื้อกราม 1-2 สัปดาห์
🔺​Monitor Parafunction:
▪️ให้คนไข้สังเกตตัวเองเวลาเครียดหรือจ้องคอมว่า "กำลังกัดฟันอยู่ไหม?" ถ้าใช่ ให้หายใจออกยาวๆ
🔺​ปรับสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน
▪️​ปรับจอคอมให้สูงขึ้นระดับสายตา เพื่อลดการก้มคอ/ยื่นคอ ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ทั้ง กระดูกคอและกราม

—————

🎉 ผลการรักษา:
✅️ อาการปวดหัว,ขมับ, กราม ไม่เหลืออยู่แล้ว
✅️ ไม่มึนหัวเกือบตลอดเวลาแล้ว
✅️ อาการปวดร้าวที่ฟันลดลงชัดเจน

—————

💡​บทสรุป: ทำไมรักษาแบบเดิม (กินยา/นวดคอ) ถึงไม่หาย?
→ ​กินยา: ช่วยแค่ปลายเหตุ แต่ไม่ได้แก้“ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ” และปัญหา“ข้อต่อติดขัด”ได้

→ ​นวดคอบ่าทั่วไป: มักเน้น กล้ามเนื้อบ่า,คอด้านหลัง แต่ ไม่ได้คลายกล้ามเนื้อบดเคี้ยว (Jaw muscles) ซึ่งเป็นตัวสาเหตุหลักในเคสนี้

การเข้าใจ "แผนที่ความปวด" และ “ต้นตอของปัญหา” ทำให้เรารักษาได้ถูกจุด ไม่หลงทาง และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ 😊
#กายภาพบำบัด #ปวดคอร้าวขึ้นหัว #ปวดกราม

“เมื่อคืนปาร์ตี้หนักมาก ตื้นมาแขนอ่อนแรง! เกิดอะไรขึ้นกันนะ”สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกคน🎉 วันนี้กภ.ปิ่นจะมาเล่าถึงภาวะหนึ่งที่เห...
05/01/2026

“เมื่อคืนปาร์ตี้หนักมาก ตื้นมาแขนอ่อนแรง! เกิดอะไรขึ้นกันนะ”

สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกคน🎉 วันนี้กภ.ปิ่นจะมาเล่าถึงภาวะหนึ่งที่เหมาะเจาะกับสายปาร์ตี้ในช่วงปีใหม่ซะเหลือเกิน ภาวะที่จะพูดมีชื่อว่า “Saturday night palsy” หรือแปลไทยแบบตรงตัวก็คือภาวะในคืนวันเสาร์ ฟังดูน่าสงสัยใช่ไหมคะว่ามันคืออะไร🤔

อธิบายให้ฟังค่ะ… Saturday night palsy เป็นชื่อเรียกของอาการที่เส้นประสาทแขน โดยเฉพาะ Radial nerve ถูกกดทับระหว่าง “นอนหลับ” ซึ่งหากเราปาร์ตี้จนหลับลึกหลับสนิท หรืออ่อนเพลียมากๆและ
“นอนทับแขน”ตัวเองเป็นระยะเวลานาน ก็อาจจะไปกดทับตัวเส้นประสาทนี้ให้เกิดความเสียหาย เมื่อตื่นมาจึงรู้สึก “แขนไม่มีแรง” ขึ้นมาได้ค่ะ 🛌 💤

📌อาการที่พบหลังจากตื่นนอนเลยคือ
แขนตกยกไม่ขึ้น
เหยียดนิ้วไม่ค่อยขึ้น
ชา หรืออ่อนแรงที่หลังแขน–หลังมือ
มัก ไม่ค่อยปวดมาก แต่รู้สึกอ่อนแรงชัด

⚠️คำถามต่อมาคงไม่พ้นว่า “อันตรายไหม” “หายเองได้หรือเปล่า”
การกดทับในลักษณะนี้ทำให้เส้นประสาท “ช้ำ” แค่ชั่วคราวค่ะ (์Neuropraxia) สามารถหายเองได้ใน 2-8 สัปดาห์ แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆด้วย หากอาการไม่ดีขึ้นหรืออาการอ่อนแรงมากขึ้นก็สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาได้ค่ะ

✅ ซึ่งการการจัดการเบื้องต้น แน่นอนว่าต้องหลีกเลี่ยงการกดทับซ้ำเพื่อไม่ให้เส้นประสาทช้ำเพิ่มและกายภาพบำบัดเพื่อกระตุ้นให้กล้ามเนื้อทำงาน ลดการติดตึงของข้อต่อจากการไม่เคลื่อนไหว กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของเลือดเพื่อเร่งการฟื้นฟูและซ่อมแซมเส้นประสาทส่วนที่บาดเจ็บ จากนั้นแขนเราก็จะค่อยๆกลับมายกขึ้นได้ เหยียดนิ้วได้เป็นปกติเหมือนเดิมค่ะ 🏃‍♀️💪

เป็นยังไงกันบ้างคะกับภาวะที่ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูซักเท่าไร แต่จำได้ง่ายสุดๆ ใครที่ปาร์ตี้ปีใหม่มาแล้วตื่นมาแขนอ่อนแรงเข้าข่าย Saturday night syndrome ทีนี้ก็ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เดี๋ยวอาการก็จะดีขึ้นค่ะ

ด้วยความห่วงใย💖
บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด (JR Physio) สาขาเพชรเกษม
⏰เปิดทุกวัน (ปิดวันพุธ)
📞094 654 2460
💬 Line:

🎁ต้อนรับปีใหม่ ดูแลร่างกายให้ดีตั้งแต่วันแรกบ้านใจอารีย์คลินิกขอมอบคูปองลดราคาให้เฉพาะ 10 ท่านแรกที่จองเข้ามา เพื่อร่างก...
03/01/2026

🎁ต้อนรับปีใหม่ ดูแลร่างกายให้ดีตั้งแต่วันแรก
บ้านใจอารีย์คลินิกขอมอบคูปองลดราคาให้เฉพาะ 10 ท่านแรกที่จองเข้ามา

เพื่อร่างกายที่พร้อมเริ่มปีใหม่กันค่ะ💙🎉

⏰เปิดทุกวัน (ปิดวันพุธ)
📞094 654 2460
💬 Line:

📣 ประกาศแจ้งวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 🎉คลินิกขอแจ้งวันหยุดทำการ📅 ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 3 มกราคม 2569▶️ เปิดให้บริการ...
27/12/2025

📣 ประกาศแจ้งวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 🎉

คลินิกขอแจ้งวันหยุดทำการ
📅 ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 – 3 มกราคม 2569

▶️ เปิดให้บริการตามปกติ
📅 วันที่ 4 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

ขออภัยในความไม่สะดวก
ขอขอบพระคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ
และขอส่งความสุขในเทศกาลปีใหม่
🎊 สุขภาพแข็งแรง มีความสุขตลอดปีค่ะ 🎊


บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด เยาวราช

7 วันสุดท้าย สำหรับราคา Early bird ของคอร์สปีหน้า fans
24/12/2025

7 วันสุดท้าย สำหรับราคา Early bird ของคอร์สปีหน้า
fans

🚗 "นั่งนานๆ ระวังหมอนรองกระดูกปลิ้น!"  จริงเหรอ? ...แค่นั่งนิ่งๆ ทำไมถึงเจ็บหนักได้ขนาดนี้?​🙏🏻 สวัสดีค่ะ วันนี้ กภ.คิตตี...
17/12/2025

🚗 "นั่งนานๆ ระวังหมอนรองกระดูกปลิ้น!" จริงเหรอ? ...แค่นั่งนิ่งๆ ทำไมถึงเจ็บหนักได้ขนาดนี้?

​🙏🏻 สวัสดีค่ะ วันนี้ กภ.คิตตี้ จะมาไขข้อสงสัยเรื่องใกล้ตัวที่อันตรายกว่าที่คิด →"ภัยเงียบจากการนั่งนาน"
หลายคนสงสัยว่า... "ก็นั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ไปยกของหนักสักหน่อย หมอนรองจะปลิ้นออกมาได้ยังไง?”

ก่อนอื่นเราต้องรู้จักกลไกการเกิดหมอนรองกระดูกปลิ้นก่อน
▪️“หมอนรองกระดูก” ทำหน้าที่ “ดูดซับแรงกระแทกที่เข้ามา”
▪️ภายในหมอนรองจะมี “ค่าแรงดันภายในหมอนรองกระดูก” จะขอเรียกว่า “IDP”นะคะ
ซึ่งแรงดัน IDP นี้แหละคือคำตอบของปัญหานี้

​– ถ้ายิ่ง "แรงดัน IDP สูง" ➡️ มันก็จะยิ่งไปดันให้หมอนรอง"ปลิ้น" ออกมาทับเส้นประสาทได้ง่ายขึ้นค่ะ
– ซึ่งระดับแรงดันนี้ มาก,น้อยจะขึ้นอยู่กับ ท่าทาง (Posture) และกิจกรรมที่เราทำในแต่ละวัน ← บรรทัดนี้ Key word สำคัญเลยนะคะ

🪑 แล้วทำไมนั่ง ถึงทำให้เสี่ยงหมอนรองกระดูกปลิ้นได้
จากที่เรารู้กันเมื่อกี้ว่า "ยิ่งค่า IDP สูง = ยิ่งเสี่ยงหมอนรองปลิ้น📈"
ลองดูภาพที่แนบมาในโพสต์กันนะคะ
● เมื่อเทียบกันระหว่าง “ยืน” กับ “นั่ง”
● ถ้านั่งตัวตรง 90° → แรงดันจะสูงขึ้นกว่าปกติถึง 40%
● แต่ถ้า "นั่งโน้มตัวไปข้างหน้า" (ท่านั่งพิมพ์งาน หรือขับรถ) → แรงดันจะพุ่งสูงขึ้นถึง 90% (เกือบเท่าตัว!) 😱
▪️ยิ่งนั่งก้มตัวมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเสี่ยงหมอนรองกระดูกปลิ้นมากเท่านั้น

คิดภาพตามนะคะ... ถ้าเรานั่งท่านี้วันละ 7-8 ชม. เหมือนเรากำลัง "บีบอัด" หมอนรองกระดูกให้รับแรงดันมหาศาลตลอดเวลา ถ้ากล้ามเนื้อรอบๆ ไม่แข็งแรงพอ สุดท้ายหมอนรองกระดูกก็ต้องยอมแพ้และ "ปลิ้น" ออกมาค่ะ

‼️แต่การนั่งนาน ≠ หมอนรองกระดูกปลิ้นนะคะ
หลายๆคนที่จำเป็นต้องนั่งทำงานนาน ไม่ได้หมายความว่าต้องเกิดหมอนรองปลิ้นทุกคนนะคะ
IDP เป็นแค่1ในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
ซึ่งต้องดูปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ และการตรวจร่างกายร่วมด้วย ถึงจะสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นหมอนรองปลิ้น

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น
→ กล้ามเนื้อมัดลึกไม่แข็งแรงพอ
→ หรือเคยมีอาการปวดหลังมาเรื่อยๆอยู่แล้ว
→ มีการใช้งานหลังเยอะ เช่นยกของหนัก

​👍 ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการ “ปลิ้น” แบบนี้ขึ้น
→ การที่ลุกขึ้นยืนบ้างทุก 1-2 ชม. ก็จะทำให้ลดโอกาสลงได้เยอะมาก

🛑 แต่ถ้าอาชีพมันเลือกไม่ได้ล่ะ? (Case Study)
การป้องกันที่ดีคือลุกยืนทุก 1 ชม. ...แต่สำหรับบางอาชีพ มันทำไม่ได้จริงๆ ค่ะ

​วันนี้ กภ.คิตตี้ ขอยกตัวอย่างเคส ชายชาวต่างชาติ อายุ 35 ปี ที่จำเป็นต้องขับรถเดินทางไกลเพื่อทำงาน
🚘 ขับรถติดต่อกัน 3-4 ชม. (รวมทั้งวันเกือบ 7 ชม.) ทำแบบนี้มา 1 ปีเต็ม!

เคสนี้มีอาการ:
→ ปวดหลังล่างซ้ายเรื้อรังมา 2 เดือน
→ Key Word: ยิ่งขับรถนาน = ยิ่งปวด
→ นั่งนาน 1 ชม. จะเริ่มปวดก้นทั้ง 2 ข้าง
→ เริ่มมีอาการ "ชาลงขาทั้ง 2 ข้าง" ⚡

​คนไข้กังวลมากว่าจะเป็นหมอนรองกระดูกปลิ้น... ซึ่งจากการประเมิน เราพบว่า "ร่างกายคนเราซับซ้อนกว่านั้น" ค่ะ

🔎 การตรวจประเมิน: สืบหา “สาเหตุ” ของอาการ

​1️⃣.หมอนรองกระดูกปลิ้น (HNP)
– ด้วยท่านั่งขับรถ (โน้มตัว) ทำให้แรงดัน IDP สูงตลอดเวลา และลักษณะการปวด ทำให้มีความเป็นไปได้สูง
​จากการตรวจเพิ่มเติม
▶️ ตรวจ SLR test เพื่อตรวจการกดทับเส้นประสาท
พบว่า: มีอาการปวดร้าวลงขา
แปลผลว่า: มีการกดทับรากประสาท

​▶️ ตรวจ C**T test เพื่อพิสูจน์ว่า “หมอนรองกระดูก” กดทับไหม
แปลผลว่า: มีการปวดแปลบที่บริเวณหลัง แสดงให้เห็น การกดทับโดยหมอนรองกระดูกหลัง

✅️ ผลสรุป เคสนี้มีอาการ “หมอนรองกระดูกปริ้น” ออกมา

แต่!! ร่างกายเรา มันค่อนข้างซับซ้อนค่ะ ดังนั้น1อาการที่เป็นอาจไม่ได้มาจากแค่สาเหตุเดียวเท่านั้น
เพราะฉะนั้นจึงต้องตรวจเพื่อหาสาเหตุอื่นๆของอาการเพิ่มเติม คือ

​2️⃣. กล้ามเนื้อก้นหนีบทับเส้นประสาท (Piriformis Syndrome)
– เป็นโรคยอดฮิตที่มักมาคู่กันในคนนั่งนาน!
เมื่อนั่งนาน → กล้ามเนื้อก้นจะถูกทับและเกร็งค้าง → ไปบีบอัดเส้นประสาทใหญ่ใต้ก้น (Sciatic Nerve) → ส่งผลให้ปวดร้าวหรือชาลงขาได้
​จากการตรวจเพิ่มเติม
▶️ ตรวจความตึงตัวของ กล้ามเนื้อบริเวณก้น
พบว่า: มีการตึงตัวของกล้ามเนื้อชื่อ Piriformis (ซึ่งมักจะตึงเมื่อนั่งนาน)

​▶️ คลายกล้ามเนื้อ Piriformis + ตรวจ SLR test อีกรอบ
พบว่า: อาการปวดร้าวลงขาน้อยลงชัดเจน

​✅️ ผลสรุป เคสนี้มี “การกดทับรากประสาทบริเวณกล้ามเนื้อก้น” ร่วมด้วย

​⚠️ สรุป: เคสนี้โดน 2 เด้ง ทั้ง "หมอนรองกระดูก" และ "กล้ามเนื้อก้น" ช่วยกันกดทับเส้นประสาทค่ะ

🩺 แผนการรักษา:
เมื่อ "เลิกขับรถ" ไม่ใช่ทางออก
ในเมื่อคนไข้ต้องขับรถ เราจึงต้องสร้าง "เกราะป้องกัน" ขึ้นมาแทน
สิ่งนั้นคือ "ความดันในช่องท้อง" (Intra-abdominal Pressure หรือ IAP) ค่ะ
​(ไม่เหมือนกับความดันก่อนหน้าที่เราพูดนะคะ อันก่อนคือความดันในหมอนรองกระดูก)

​🎈 IAP มีความสำคัญยังไง?
ให้คิดว่าช่องท้องของเราคือ "ลูกโป่ง" นะคะ
● ลูกโป่งที่เป่าลมจนเต็ม (มี IAP)
: จะมีความแข็งตึง และเมื่อถูกกด → จะขยับเขยื้อนหรือยุบตัวได้น้อย (ทำให้เกิดความมั่นคง)
: ซึ่งจะช่วยปกป้องสิ่งที่อยู่ภายใน (ซึ่งก็คือ กระดูกสันหลัง และ หมอนรองกระดูกสันหลัง)

● ลูกโป่งที่มีลมน้อย (ไม่มี IAP)
: ความมั่นคงก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บได้ง่ายขึ้นค่ะ

🩺 แผนการรักษาเคสนี้จึงเน้น 3 ขั้นตอน:
1. คลายกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวสูง
👉 กล้ามเนื้อที่เกร็ง จนทำให้คนไข้ปวดหลัง และชาจากกดทับเส้นประสาท
👉 คลายกล้ามเนื้อนี้โดย Ultrasound และ Electrotherapy เพื่อลดปวดและชา

2. จัดการหมอนรองกระดูกให้กลับที่เดิม
👉 ผ่านการขยับต่อข้อด้วยเทคนิค APBC: เพื่อจัดเรียงข้อต่อให้กลับไปที่จุดเดิม
👉 และ ออกกำลังกายเฉพาะ (McKenzie Exercise) เพื่อดันหมอนรองกระดูกลงไปที่เดิม

3. สร้างเกราะป้องกัน (สำคัญที่สุด!):
👉 ฝึก Deep Core Muscle เพื่อสร้างแรงดันในช่องท้อง (เป่าลูกโป่งให้แน่น)
👉 เพื่อทำหน้าที่เสมือน "เข็มขัดธรรมชาติ" ล็อคหลังไว้ขณะขับรถ ป้องกันไม่ให้หมอนรองกระดูกปลิ้นซ้ำอีก!

🎉 ผลการรักษา:
✅️ อาการปวดหลังไม่เหลืออยู่แล้ว
✅️ เหลือแค่ตึงกล้ามเนื้อก้นนิดหน่อยจากการใช้งาน
✅️ อาการชาหายไปหมดแล้ว
✅️ สามารถขับรถนาน 3-4 ชม. โดยไม่มีอาการปวดแล้ว

​📍 บทเรียนจากเคสนี้ (Recap):
● "นั่งนาน = ทำลายหลัง"→ การนั่งนานโดยเฉพาะท่าก้มตัว เพิ่มแรงดันในหมอนรองกระดูกมหาศาล ใครเลี่ยงได้ควรลุกเดินทุก 1-2 ชม. นะคะ
● "ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ต้องสร้างเกราะ"→ สำหรับคนที่จำเป็นต้องนั่งนานจริงๆ การออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Muscle) เพื่อสร้างแรงดันในช่องท้อง (IAP) คือสิ่งจำเป็นที่สุดที่จะช่วยเซฟหลังของคุณได้ค่ะ
● อย่ารอให้ "ปลิ้น" แล้วค่อยแก้... เริ่มดูแลหลังตั้งแต่วันนี้ดีกว่านะคะ 💪

​แต่ถ้าใครมีอาการปวดหลัง หรือชาร้าว และอยากตรวจหาสาเหตุของอาการ หรืออยากปรึกษาอาการสามารถทักเข้ามาได้ที่
❤️ บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด (JR Physio) สาขาเยาวราช
🌐 เว็บไซต์ : www.jrphysio.com
⏰ เปิดทุกวัน (ปิดวันอังคาร)
📞 080-425-9900
💬 Line : .cn
🗺️ แผนที่ : (ค้นหา "บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด สาขาเยาวราช" บน Google Maps) หรือ https://maps.app.goo.gl/mAwdMtETvgrW2yYT9

“Star Excursion Balance test”สวัสดีค่ะ วันนี้มาพบกับกภ.ปิ่นอีกครั้งกับหัวข้อเกี่ยวกับ “การทรงตัว” ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง กระโ...
13/12/2025

“Star Excursion Balance test”

สวัสดีค่ะ วันนี้มาพบกับกภ.ปิ่นอีกครั้งกับหัวข้อเกี่ยวกับ “การทรงตัว” ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง กระโดด โหนรถเมล์หรือเล่นกีฬา ล้วนแล้วต้องอาศัยการทรงตัวทั้งหมด ไม่งั้นอาจจะล้มหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

💭คิดภาพตามได้ก็คือ เราอาจจะเดินๆอยู่แล้ว เหยียบพื้นที่ไม่เสมอกันจนขาพลิก ถ้าทรงตัวไม่ดีก็อาจล้มลงไปได้เลยค่ะ 🤕💥

แล้วการทรงตัว(balance)คืออะไร?
👉อธิบายง่ายๆคือ…การที่เราสามารถควบคุมร่างกายให้ตั้งตรงอยู่บนขาที่กำลังเหยียบพื้นได้ ทั้งตอนอยู่นิ่งๆ (Static) หรือตอนเคลื่อนไหว (Dynamic) โดยไม่ล้มลงไปนั่นเอง

🤔แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการทรงตัวเราดีไหม?
พาเพื่อนๆมาทำความรู้จักกับ “Star Excursion Balance test (SEBT)”✨ เป็นการยืนขาเดียวแล้วเอื้อมนิ้วโป้งเท้าไป “แตะ” ตามทิศต่างๆทั้ง 8 ทิศ ให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้โดยยังสามารถทรงตัวได้ ไม่เซ ไม่ล้ม คล้ายๆในท่าสควอทขาเดียว โดยมีวิธี ดังนี้ค่ะ

1️⃣ตัดเทปยาว 6-8 ฟุต แปะเป็นรูป + และ x ไขว้กันทำมุม 45 องศา ให้ได้ 8 ทิศ
2️⃣ผู้ทดสอบยืนเท้าเปล่าตรงกลางจุดตัด มือเท้าสะเอว
3️⃣ทดสอบทีละข้าง เอื้อมนิ้วโป้งเท้าแตะไปแต่ละทิศให้ไกลที่สุด (แล้วมาส์กไว้)
4️⃣ดึงเท้ากลับมาจุดเริ่มต้น แล้วแตะทิศถัดไป
5️⃣สลับไปทดสอบขาอีกข้าง

จากนั้นบันทึกผลโดยวัดจากจุดศูนย์กลางไปที่ตำแหน่งที่มาส์กไว้ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับ…
🔹การทรงตัวก่อน/หลังการฝึก
🔹ขาขวาและขาซ้าย
🔹ข้างที่เจ็บและไม่เจ็บ
ซึ่งขาข้างที่ยืนเป็นหลักต้องไม่หมุนตาม ส่วนขาข้างที่เอื้อมไปแตะต้องไม่ กระแทกลงไปหรือเซ รวมถึง…
✅ยิ่งเอื้อมไปแตะได้ไกล=ยิ่งทรงตัวได้ดี✅

💡หมายความว่า…นอกจากเราจะฝึกเวทเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อแกนกลาง (Core muscle) หรือกล้ามเนื้อสะโพก (Gluteal muscle) แล้ว การนำ SEBT ไปฝึกร่วมด้วย ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี ที่จะสามารถฝึกการทรงตัวให้ดียิ่งขึ้นไปอีก และสามารถนำไปประเมินเปรียบเทียบผลลัพธ์ว่ามีการพัฒนาขึ้นเท่าไรด้วยค่ะ 😊

ด้วยความห่วงใย💖
บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด (JR Physio) สาขาเพชรเกษม
⏰เปิดทุกวัน (ปิดวันพุธ)
📞094 654 2460
💬 Line:

ขอขอบพระคุณพลังน้ำใจจากทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้กับโครงการ 'เปลี่ยนเงินบริจาค เป็นพลังความร...
06/12/2025

ขอขอบพระคุณพลังน้ำใจจากทุกท่านที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้กับโครงการ 'เปลี่ยนเงินบริจาค เป็นพลังความรู้' ของบ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัดครับ 🌊💙
​ยอดบริจาคกว่า 2.2 แสนบาท จาก 88 ท่าน ได้ถูกส่งต่อไปยังมูลนิธิและโรงพยาบาลต่างๆ เรียบร้อยแล้วครับ 🙏
​นอกจากนี้ ทางคลินิกยังมีโครงการดีๆ เพื่อมอบทุนเรียนฟรีให้กับผู้ประสบภัยทั่วประเทศอีก 29 ทุน และเปิดรับสมัครคอร์สเรียนปี 2569 ในราคา Early Bird ด้วยครับ
​สามารถดูรายละเอียดสรุปยอดบริจาคและโครงการอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่โพสต์ด้านล่างนี้เลยครับ 👇
https://www.facebook.com/share/p/1DCLDVcHH4/

✨👏 ปิดโครงการด้วยยอดทะลุ 2.2 แสนบาท! ขอขอบพระคุณพลังน้ำใจจาก 88 ท่าน ที่ร่วม "เปลี่ยนเงินบริจาค เป็นพลังความรู้ ช่วยพี่น้องชาวใต้" ครับ 🌊💙
ทางบ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด และ ดร.กภ.วีรชาติ ใจอารีย์ รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่งกับธารน้ำใจที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงเวลาสั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน - 5 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทางภาคใต้ครับ
เราขอสรุปยอดพลังแห่งการให้ในครั้งนี้ครับ:
📌 ยอดเงินบริจาครวมทั้งสิ้น: 226,749 บาท
👥 จากจำนวนผู้ร่วมบริจาค: 88 ท่าน
เงินบริจาคอันมีค่าของทุกท่าน ได้ถูกส่งมอบโดยตรงไปยังมูลนิธิและโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย ดังรายนามต่อไปนี้ครับ:
❤️ มูลนิธิโรงพยาบาลสงขลานครินทร์
❤️ โรงพยาบาลหาดใหญ่
❤️ มูลนิธิศิริราช
❤️ รพ สวนดอก
❤️ มูลนิธิร่มเย็น
❤️ มูลนิธิชาวปักษ์ใต้
❤️ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย เพื่อโครงการเทใจ (TRRM FOR TAEJAI)
❤️ คณะวิทยาศาสตร์ มอ.
❤️ ศิษย์เก่าสถาบันสร้างชาติ
❤️ มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)

โครงการนี้ไม่เพียงแต่ได้ส่งต่อความช่วยเหลือด้านปัจจัย แต่ทุกยอดบริจาคยังได้รับ "พลังความรู้" กลับไปพัฒนาตนเองอีกด้วยครับ สามารถย้อนดูรายละเอียดกิจกรรมต้นทางที่เคยจัดได้ที่ลิงก์นี้ครับ:
👉 https://www.facebook.com/share/p/1Bndr6RDy6/

💙 ยังไม่หมดเท่านี้ โครงการดีๆ เพื่อผู้ประสบภัยยังมีต่อครับ
เพื่อเป็นการส่งมอบกำลังใจและสนับสนุนความรู้ให้แก่เพื่อนร่วมวิชาชีพและผู้ที่สนใจทุกคน ที่ประสบภัยน้ำท่วมในทุกจังหวัด ให้ได้มีโอกาสพัฒนาตัวเองในช่วงเวลาของการฟื้นฟู
ทางบ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด ขอมอบ "ทุนเรียนฟรี" ทั้งแบบ Onsite และ Online รวมทั้งหมด 29 ทุน
🎁 1. ทุนคอร์ส Online (เรียนได้ทุกที่) จำนวน 20 ที่นั่ง
🔸 Pack 3 Mini Courses (Biomechanics / Pain Science / Audit & Cueing)
🔸 Updated Functional Anatomy
🔸 Training Post-Op Clients Like a Pro
🔸 Low Back Pain Management
🎁 2. ทุนคอร์ส Onsite (เรียนสด) จำนวน 9 ที่นั่ง
🔹 Functional IASTM
🔹 Shoulder Pain Management
🔹 Principle: From Injury to Full Performance
📝 กติกาการขอรับทุนเรียนฟรีง่ายๆ เพียง 3 ขั้นตอน:
1️⃣ กดแชร์โพสต์กิจกรรมนี้เป็นสาธารณะ (Public)
2️⃣ คอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรม โดยระบุ 4 อย่างนี้ให้ครบถ้วน:
🔸 ชื่อคอร์สที่อยากเรียน (เลือกได้ 1 คอร์ส)
🔸 เหตุผลที่อยากเรียน
🔸 เล่าเหตุการณ์น้ำท่วมที่ได้รับผลกระทบ
🔸 ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาวงการกายภาพบำบัด
3️⃣ รอประกาศผลผู้โชคดี
🗓 หมดเขตการร่วมกิจกรรม: 15 ธันวาคม 2568 เวลา 17.00 น.
📌 ดูรายละเอียดกติกาฉบับเต็มและร่วมกิจกรรมได้ที่ลิงก์นี้ครับ:
👉 https://www.facebook.com/share/p/1Dbsf7HUhh/

📢 สำหรับผู้ที่สนใจพัฒนาความรู้ต่อเนื่อง ท่านใดที่สนใจคอร์สเรียนและต้องการวางแผนพัฒนาตนเองในปีหน้า ทางคลินิกได้เปิดรับสมัครคอร์สอบรมประจำปี 2569 แล้วครับ
🔥 พิเศษ! ราคา Early Bird สำหรับผู้ที่สมัครภายในสิ้นปี 2568 นี้เท่านั้น 🔥
สมัครก่อน ได้ราคาดีที่สุดครับ!
📌 ดูรายละเอียดคอร์สเรียนปี 2569 และวิธีการสมัครราคาพิเศษได้ที่ลิงก์นี้เลยครับ:
👉 https://www.facebook.com/share/p/1GCsopmJSH/

ขอให้อานิสงส์ผลบุญในครั้งนี้ ส่งผลให้ผู้บริจาคทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรงครับ 🙏

ขอขอบพระคุณจากใจจริงครับ
บ้านใจอารีย์คลินิกกายภาพบำบัด
#บ้านใจอารีย์ #เปลี่ยนเงินบริจาคเป็นพลังความรู้ #ช่วยน้ำท่วมภาคใต้ #สรุปยอดบริจาค #คนไทยไม่ทิ้งกัน #แจกทุนเรียนฟรี #คอร์สกายภาพบำบัด2569

ที่อยู่

256/1 Soi. Wuttisuk Near Nongkhaem Police Station, Nongkhaem
Nong Khaem
10160

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 20:00
อังคาร 09:00 - 20:00
พุธ 09:00 - 20:00
พฤหัสบดี 09:00 - 20:00
ศุกร์ 09:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 20:00
อาทิตย์ 09:00 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+66946542460

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านใจอารีย์ คลินิกกายภาพบำบัด สาขาเพชรเกษม 81 JR Physio Clinicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านใจอารีย์ คลินิกกายภาพบำบัด สาขาเพชรเกษม 81 JR Physio Clinic:

แชร์

มี 2 สาขา 1. เพชรเกษม 81 (094-6542460) 2. เยาวราช (080-4259900)

บ้านใจอารีย์ คลินิกกายภาพบำบัด รักษา บำบัด ฟื้นฟู อาการปวด โรคทางระบบกระดูก กล้ามเนื้อข้อต่อ แขน-ขาชา อ่อนแรง ด้วยเทคนิควิธีการทางกายภาพบำบัด และเครื่องมือที่ทันสมัย


  • ปวดหลัง ปวดเอว ปวดร้าวลงขา กระดูกทับเส้น

  • ปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดร้าวลงแขน ออฟฟิตซินโดรม ไหล่ติด

  • นิ้วล๊อค มือชา พังผืดฝ่ามือทับเส้นประสาท ปวดข้อ