04/08/2021
ไขมันพอกตับ❗ ภัยเงียบที่เราไม่เคยรู้
อาการของภาวะไขมันพอกตับ
โดยทั่วไปส่วนใหญ่ภาวะนี้ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปรกติ มักจะตรวจพบจากการสุขภาพประจำปี หรือตรวจทางการแพทย์ด้วยความเจ็บป่วยอื่นๆ หรืออาจจะมีอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง เช่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้เล็กน้อย รู้สึกตึงบริเวณใต้ชายโครงด้านขวา
การดำเนินโรคของภาวะไขมันพอกตับ
1.ระยะเริ่มต้น เป็นระยะที่มีการสะสมไขมันในตับ โดยที่ยังไม่มีหรือมีการอักเสบเพียงเล็กน้อย และไม่มีผังผืด
2.ระยะที่สอง เป็นระยะที่มีการอักเสบของตับ และเริ่มมีการสะสมของผังผืดในเนื้อตับ
3.ระยะที่สาม เป็นระยะที่มีการอักเสบของตับ และมีการสะสมของผังผืดในตับอย่างชัดเจน
4.ระยะที่สี่ เป็นระยะที่ตับมีผังผืดอยู่เป็อย่างมาก มีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นตับแข็ง ที่อาจจะปรากฏภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่าตาเหลือง ท้องโตจากภาวะมีน้ำในช่องท้อง มีเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร และการเกิดเป็นมะเร็งตับในที่สุด
การตรวจวินิจฉัยภาวะไขมันพอกตับ
1. การตรวจเลือด ดูค่าการอักเสบของตับว่าสูงกว่าปรกติหรือไม่ แม้ว่าอาจจะไม่ได้จำเพาะต่อภาวะไขมันพอกตับ
2. การตรวจอัลตราซาวน์บริเวณช่องท้องซึ่งจะตรวจพบการเปลี่ยนในกรณีที่มีไขมันพอกในตับมากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป
3. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
4. การตรวจวัดปริมาณไขมันในตับและระดับความแข็งของตับด้วยเครื่องไฟโบรสแกน (Fibroscan) ซึ่งปัจจุบันสามารถให้ผลการตรวจที่แม่นยำ รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว
5. การเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ แม้ว่าจะเป็นวิธีมาตรฐานในการตรวจวินิจฉัยและประเมินระยะของภาวะไขมันพอกตับ แต่ในปัจจุบันมีความนิยมในการตรวจลดลงเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน มักจะทำให้กรณีที่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคภาวะตับอักเสบจากสาเหตุอื่นๆ
ซึ่งในปัจจุบันมีคำแนะนำควรให้ตรวจหาภาวะไขมันพอกตับด้วยวิธีใดวิธีนึง ในกลุ่มประชาการที่มีความเสี่ยง คือ ผู้ที่มีภาวะดื้ออินซูลิน มีภาวะอ้วน หรือมีโรคในกลุ่มเมตาบอลิกซินโดรม
การดูแลรักษาและคำแนะนำในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ
1. การลดน้ำหนัก ในคนที่มีน้ำหนักตัวเกิน การลดน้ำหนักลงได้ ร้อยละ 7 ถึง 10 ของน้ำหนักตัว จะช่วยลดเรื่องของภาวะไขมันพอกตับ ลดการอักเสบในเนื้อตับ ไปจนถึงช่วยทำให้ผังผืดในตับดีขึ้น โดยเกณฑ์การลดน้ำหนักควรอยู่ที่ 1 กิโลกรัม ถึง 2 กิโลกรัมต่อ 1 เดือน
2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน กล่าวคือ การลดปริมาณแคลอรี่ ลดปริมาณไขมัน แป้ง อาหารหรือเครื่องดื่มที่ประกอบไปด้วยน้ำตาล โดยเฉพาะน้ำตาลฟรุกโตส (ในปัจจุบันอยู่รูปสารให้ความหวานจากการสังเคราะห์ข้าวโพด, high fructose corn syrup) ซึ่งมักจะเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม น้ำผลไม้บรรจุ ไอศครีม อาหารสำเร็จรูปต่างๆ ชานม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ
3. การออกกำลังกาย ทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (เดิน, วิ่ง, ปั่นจักรยาน, เต้น) สัปดาห์ละ 150 นาที ถึง 200 นาที ไปจนถึงการออกกำลังกายโดยมีแรงต้านทาน (weight training)
4. ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
5. ตรวจหาโรคร่วมหรือโรคที่มีควมเสี่ยงร่วมต่อภาวะไขมันพอกตับ
6. ในปัจจุบันมียา ที่เชื่อว่ามีผลช่วยลดประมาณไขมันในตับ หรือช่วยลดการอักเสบในตับ แต่ควรปรึกษาและได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อประเมินถึงผลดีและผลเสียโดยละเอียดต่อไป ไม่ใช้ยา อาหารเสริม สมุนไพรต่างๆ โดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์
อายุรแพทย์สาขาโรคทางเดินอาหารและตับ
โรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่
นอกจากหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆที่ทำร้ายตับแล้ว
เรายังสามารถดูแลสุขภาพตับได้เพิ่มเติมตั้งแต่วันนี้ก่อนที่จะสายเกินไป
💢💢💢💢
มารักตับด้วยกันกับ สารสกัด เลซิติน มิกซ์แคโรทีนอยด์และวิตามินอี
---------------------------
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
099-260-1716
094-881-6478