สุขภาพตับไต ดีด้วย ดีไทด์และกรีนแอล

สุขภาพตับไต ดีด้วย ดีไทด์และกรีนแอล #ดีไทด์และกรีนแอล ดูแลสุขภาพ ตับ ไต ? Inactive Ingredient
Microcrystalline Cellulose (USP/FCCV) 159.987 มก. Titanium Dioxide (USP/FCC) 0.004 มก.

#กรีนแอล -L อาหารเสริมบำรุงตับ

เหมาะสำหรับ
-ผู้ที่ทานยาบ่อย
-ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ
-ผู้ที่มีอาการตาเหลือง
-ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับ
-ผู้ที่ผิวหมองคล้ำ
-ผู้ที่เคยทานกลูต้าไธโอน

ส่วนประกอบที่สำคัญใน 1 แคปซูล

สารสกัดจากโรสฮิป (Rosehip Extract) 240 มก.
อาร์ติโชค (Artichoke Powder) 200 มก.
สารสกัดจากชาเขียว (Green Tea Extract) 180 มก.
สารสกัดจากอัลฟาฟ่า (Alfalfa Extract) 125 มก.
แอล-ซีสเตอีน (

L-Cysteine HCL anhydrois) 95 มก. Magnesium Stearate (USP/EU/FCC) 0.004 มก. Silicon Dioxide (USP/EU/FCC) 0.005 มก.
ขนาดบรรจุ : 1 กล่อง 3 แผง แผงละ 10 แคปซูล รวม 30 แคปซูล ราคา 1,765 บาท
เลขสารบบ อย. : 10-1-15456-1-0018
วิธีรับประทาน : วันละ 1 เม็ด ก่อนนอน
คำเตือน : อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร #ดี-ไทด์ -Tide อาหารเสริมสำหรับไต

เหมาะสำหรับ
-ผู้ที่ชอบทานของเค็มจัด ของหมักดอง ชอบทานอาหารรสจัด
-ผู้ที่ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะมีกลิ่น หรือปัสสาวะมีฟอง
-ผู้ที่ปวดเอว ปวดหลังบริเวณไต
-ผู้ที่มีอาการบวมน้ำ ตัวบวม
-ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง

ส่วนประกอบที่สำคัญใน 1 แคปซูล

Schisandra Extract (สารสกัดจากโหงวบี่จี) 145 มก. Dandelion Extract (สารสกัดจากแดนดิไลออน) 140 มก. Garlic Extract (สารสกัดจากกระเทียม) 125 มก. Goji Berry Extract (สารสกัดจากโกจิเบอร์รี่) 100 มก. Cranberry Juice Powder (ผงน้ำแครนเบอร์รี่) 100 มก. Fish Oil Powder (ผงน้ำมันปลา) 100 มก. Brown Algae Extract (สารสกัดจากสาหร่ายสีน้ำตาล) 80 มก. Reishi Extract (สารสกัดจากเห็ดหลินจือ) 60 มก. Black Sesami Extract (สารสกัดจากงาดำ) 40 มก. Horsetail Extract (สารสกัดจากหญ้าหางม้า) 20 มก.
สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (INS 460i, INS 470iii, INS 551), สีธรรมชาติ (INS 171)
ขนาดบรรจุ : 1 กล่อง 30 เม็ด
ราคา 1,765 บาท
เลขสารบบ อย. : 10-1-15456-5-0023
วิธีรับประทาน : วันละ 1-2 เม็ด ก่อนนอน
คำเตือน : อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

!!!ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs กับ 5 ข้อควรระวัง อาจเสี่ยงอันตรายต่อไต!!!          อย. เตือน หากกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ไม่ถูกว...
17/06/2021

!!!ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs กับ 5 ข้อควรระวัง อาจเสี่ยงอันตรายต่อไต!!!
อย. เตือน หากกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ไม่ถูกวิธี อาจเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับไตได้

ยาแก้ปวดที่เรากินกันอยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ ยาพาราเซตามอล ยาแก้อักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ NSAID (Non-Sterodical Anti-Inflammatory Drugs) ยาแก้ปวดกลุ่ม COX–2 Inhibitor และ ยาแก้ปวดชนิดเสพติด (กลุ่มอนุพันธ์ของฝิ่นและมอร์ฟีน)

ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่า ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) มีฤทธิ์แก้ปวด ต้านการอักเสบ และลดไข้ ยากลุ่มนี้ เป็น “ยาอันตราย” ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์หรือเภสัชกร

ตัวอย่างยาที่เห็นกันบ่อยๆ เช่น

-แอสไพริน (Aspirin)
-ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
-ไดโคลฟีแน็ก (Diclofenac)
-นาพร็อกเซน (Naproxen)
-เซเลค็อกสิบ (Celecoxib)
-ไพร็อกซิแคม (Piroxicam)
-เมล็อกซิแคม (Meloxicam)
-เอทอริค็อกสิบ (Etoricoxib)
เป็นต้น

ข้อควรระวังในการกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs

การกินยาในกลุ่มนี้แนะนำให้กินหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ เนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร

กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs มากเกินไป ส่งผลต่อไต

หากใช้ยาในกลุ่มนี้มากเกินไป จะส่งผลให้การไหลเวียนเลือดภายในไตลดลง อาจทำให้เกิดภาวะไตเสียหายเฉียบพลันได้ และยาในกลุ่มนี้ยังทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย การใช้ยาในระยะยาวจึงนำไปสู่การเกิดโรคไตเรื้อรังได้
5 ข้อควรระวัง กินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs อาจเกิดอันตรายต่อไต

การเกิดอันตรายต่อไตเมื่อกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ขึ้นอยู่กับ

ขนาดยาและระยะเวลาที่ใช้ยา ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ ควรใช้ยาในขนาดต่ำสุดที่ให้ผลในการรักษา และใช้เป็นเวลาสั้นที่สุดตามความจำเป็น
ผู้สูงอายุและทารกแรกคลอดมีความเสี่ยงสูง
ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ โรคเบาหวาน โรคอ้วน
ผู้ที่อยู่ในภาวะเสียเลือดมากหรือเสียน้ำมาก
การใช้ร่วมกับยาอื่น เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต
ดังนั้น การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ หรือเภสัชกรเท่านั้น และหากมีโรคประจำตัวควรแจ้งให้เภสัชกรทราบก่อนซื้อยาทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอันตรายได้

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.),Arin Care

ภาพ :iStock

!!!5 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง รับมือ “โควิด-19”      1.รับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ร่างกายต้องการสารอาหารหลักท...
19/05/2021

!!!5 วิธีสร้างภูมิคุ้มกันด้วยตัวเอง รับมือ “โควิด-19”
1.รับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์
ร่างกายต้องการสารอาหารหลักทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และสารอาหารรองไม่ว่าจะเป็นวิตามินต่างๆ เช่น วิตามิน A C E D B6 B9 B12 รวมถึงแร่ธาตุสังกะสี เหล็ก ทองแดง แมกนีเซียม ซีลีเนียม และแมงกานีส ซึ่งสามารถรับได้จากอาหารธรรมชาติ
อย่างผักและผลไม้ที่มีวิตามิน C สูง จะเป็นบรอกโคลี ผักโขม ผักเคล มะขามป้อม ฝรั่ง ส้ม
หรือแหล่งอาหารของวิตามิน A จะอยู่ในเครื่องในสัตว์ ไข่แดง นม และผลิตภัณฑ์จากนม
โดยควรรับประทานอาหารสด หลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสำเร็จรูปหรืออาหารแช่แข็ง เพราะจะทำให้ขาดสารอาหารหรือวิตามินได้
2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก อาจเป็นการออกกำลังกายแบบง่ายๆ ที่สามารถ ทำภายในบ้านก็ได้ ซึ่งควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที จำนวน 3 ครั้งต่อสัปดาห์
โดยการออกกำลังกายจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และกระตุ้นให้ระบบการหมุนเวียนของเลือดโดยรวมเป็นไปด้วยดี ทำให้เซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง สามารถจัดการกับเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น จึงลดโอกาสการเกิดโรค
ขณะเดียวกันร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินหลังการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยให้เกิดภาวะผ่อนคลายและลดความวิตกกังวลต่างๆ ได้
3.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพ ควรมีการเตรียมตัวก่อนเข้านอน 1 ชั่วโมง โดยงดใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือ เพราะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายตื่นและนอนไม่หลับ
รวมถึงต้องฝึกนิสัยให้เคยชินว่าเมื่ออยู่บนเตียงนอนแล้วไม่ควรทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกจากการนอนหลับ นอกจากนั้น ควรจัดสรรเวลานอนให้เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการ Work from home ควรแบ่งเวลาการใช้ชีวิตให้ไม่ทับซ้อนกัน หรือแบ่งเป็น 8/8/8 คือ ทำงาน นอนหลับพักผ่อน และทำกิจกรรมต่างๆ อย่างละ 8 ชั่วโมง
4.จัดการกับความเครียด เพราะความเครียดเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องหาวิธีจัดการหรือตั้งรับให้ดี ซึ่งหากรู้ว่าตัวเองกำลังเครียดก็ต้องมีสติ สำรวจความคิดและอารมณ์ และรู้เท่าทันความเครียดที่เกิดขึ้น แล้วนำตัวเองออกมาจากสภาวะนั้นด้วยการหากิจกรรมคลายเครียดที่ชอบ เช่น ร้องเพลง เล่นดนตรี ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมแปลกใหม่ที่ตัวเองไม่เคยลองทำมาก่อน ซึ่งสามารถเลือกดูกิจกรรมได้จากสื่อออนไลน์ที่มีคลิปการสอนต่างๆ อย่างการสร้างสรรค์งานศิลปะแบบ DIY หรือทำอาหาร เป็นต้น
5.เสริมด้วยวิตามิน วิตามินเป็นเหมือนทางลัดในการฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน ซึ่งนิยมรับประทานกันในรูปแบบเม็ด เช่น
-วิตามิน C ที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ส่งผลให้ไม่ป่วยหรือเป็นหวัดได้ง่าย อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย และเพิ่มความต้านทานต่อโรคหัวใจ
-วิตามิน D ซึ่งช่วยดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระดูกแข็งแรง ขณะเดียวกันยังช่วยเรื่องภูมิคุ้มกัน และการนอนหลับที่ดี ช่วยต่อต้านการอักเสบต่างๆ
-วิตามิน E ที่เป็นตัวช่วยในการทำงานของตับมีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และหากได้รับวิตามินตัวนี้อย่างเหมาะสมก็จะช่วยป้องกันและซ่อมแซมเส้นผม ผิวและเล็บได้
คนเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็ทำลายภูมิคุ้มกันได้ด้วยตัวเองได้เหมือนกันจากไลฟ์สไตล์ต่างๆ ที่ทำอยู่ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและกิจกรรมที่จะทำลายภูมิคุ้มกันด้วย นอกจากนี้ ยังต้องปกป้องตัวเองจากโควิด-19 อย่างเข้มข้นไปพร้อมกัน ทั้งการสวมหน้ากากทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงจากนำมือมาจับหน้า และไม่เข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงรักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างเหมาะสม
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายแพทย์ เครือโรงพยาบาลพญาไท-เปาโล
ภาพ :iStock

!!!! 7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19การเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้1.สองวันก่อนและ...
18/05/2021

!!!! 7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19
การเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้
1.สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก
และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2.วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี งดชา กาแฟ หรือของที่มี
คาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3.ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยก
ของหนัก
4.หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที
5.ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด
500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกิน
ยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
6.การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1
เดือนและ
7.ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่ง
ตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ภาพ :iStock

7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19สำหรับการเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้1.สองวันก่อนแล...
10/05/2021

7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19
สำหรับการเตรียมตัวไปฉีดวัคซีนนั้น กระทรวงสาธารณสุขได้มี 7 ข้อแนะนำดังนี้

1.สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2.วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี งดชา กาแฟ หรือของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3.ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก
4.หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที
5.ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
6.การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือนและ
7.ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที
ขณะนี้ แม้ว่าประชาชนจะมีความต้องการฉีดวัคซีนเพิ่มมากขึ้นแต่สิ่งสำคัญ คือ การป้องกันตัวเองตามมาตรการ DMHTTA ซึ่งจากข้อมูลอนามัยโพลล่าสุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีการสวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อไปในที่สาธารณะถึงร้อยละ 97.8 รองลงมาคือการตรวจวัดไข้ก่อนเข้าออกในสถานที่ต่างๆ ร้อยละ 95.2 และล้างมือด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์ ร้อยละ 91 สำหรับพฤติกรรมสุขภาพที่ประชาชนยังไม่ค่อยได้ปฏิบัติตามมาตรการ คือ การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสร่วม โดยมีพฤติกรรมดังกล่าวเพียง ร้อยละ 69.3 และมีการลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ร้อยละ 70.2 จึงต้องเน้นย้ำให้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ขอความร่วมมือประชาชนประเมินความเสี่ยงตนเองทุกวันว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงหรือใหม่ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆที่ทางราชการกำหนดหรือเลือกใช้การประเมินตนเองผ่านเว็บไซต์ “ไทยเซฟไทย” ที่ช่วยคัดกรองเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อโควิด-19 สู่ครอบครัว เพื่อนร่วมงานและชุมชน รวมถึงลดความรุนแรงหากมีความเสี่ยงหรือติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาหรือพบแพทย์ได้เร็วขึ้น

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ :iStock

แค่ “เศร้า” VS “ซึมเศร้า” แตกต่างกันอย่างไร ?ในปัจจุบันเราได้เรียนรู้ และทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้ากันมากขึ้นพอสมควร ทำใ...
28/04/2021

แค่ “เศร้า” VS “ซึมเศร้า” แตกต่างกันอย่างไร ?

ในปัจจุบันเราได้เรียนรู้ และทำความรู้จักกับโรคซึมเศร้ากันมากขึ้นพอสมควร ทำให้เราเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วสาเหตุ หรืออาการของคนรอบข้างเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้ากันเยอะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เราอาจไม่เคยรู้ ไม่เคยสังเกต คิดว่าเขาแค่มีอารมณ์เศร้าเฉย ๆ

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรา หรือคนรอบข้างของเรา แค่มีอารมณ์เศร้าชั่วคราว หรือเสี่ยงโรคซึมเศร้า เรามีข้อมูลจาก อ. นพ. ชาวิท ตันวีระชัยสกุล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาฝากกัน

แค่ “เศร้า” VS “ซึมเศร้า” แตกต่างกันอย่างไร ?
เราสามารถแยกอาการของคนที่มีอาการเศร้า กับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ด้วยการสังเกตอาการความเศร้าปกติ กับโรคซึมเศร้า ด้วยการแยกความแตกต่างของอาการได้ ดังนี้

+++อารมณ์เศร้าปกติ+++
ความรุนแรง

ความเศร้าไม่รุนแรง มีอาการร่วมเพียงไม่กี่อย่าง และเป็นเพียงเล็กน้อย เช่น

-นอนหลับยาก
-เสียสมาธิเล็กน้อย
-ไม่อยากอาหาร แต่น้ำหนักไม่ลด

ระยะเวลา

มักเป็นอยู่ไม่นาน หรือมีช่วงที่เศร้ามาก ๆ ไม่กี่วัน

การทำกิจกรรมที่สำคัญ

ใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติดีพอสมควร แม้คุณภาพจะลดลงไปบ้าง เช่น ไปทำงานได้ รวมถึงการดูแลตัวเอง เช่น อาบน้ำ กินข้าวได้ตามปกติ

+++โรคซึมเศร้า+++
ความรุนแรง

ความเศร้ามักอยู่ด้วยเกือบตลอดเวลา เกือบทุกวัน มีอาการร่วมด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น

-น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
-นอนไม่หลับ
-ไม่มีสมาธิ ตัดสินใจไม่ได้
-รู้สึกผิดมากเกินควร
-มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากฆ่าตัวตาย
ระยะเวลา
มักมีอาการเศร้าต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ (อย่างน้อย 2 สัปดาห์)

การทำกิจกรรมที่สำคัญ
ความเศร้าทำให้มีปัญหากับการเรียน การทำงาน หรือการดูแลตัวเอง

หากมีอาการเข้าได้กับโรคซึมเศร้า หรือเศร้าปกติแต่เป็นอยู่นานเกิน 2-3 เดือน ควรเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อปรึกษา หาทางแก้ไข และหากมีความคิดอยากฆ่าตัวตายแม้ในช่วงเวลาไม่กี่วัน ควรไปพบแพทย์ทันที

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :อ. นพ. ชาวิท ตันวีระชัยสกุล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สกากาชาดไทย

ภาพ :iStock

!!!ทำความสะอาด "หน้ากากผ้า" ป้องกัน "โควิด-19" อย่างไรให้ถูกวิธี!!!หลายคนหันมาใช้หน้ากากผ้าแทนหน้ากากอนามัยบ้างแล้ว แต่ต...
22/04/2021

!!!ทำความสะอาด "หน้ากากผ้า" ป้องกัน "โควิด-19" อย่างไรให้ถูกวิธี!!!
หลายคนหันมาใช้หน้ากากผ้าแทนหน้ากากอนามัยบ้างแล้ว แต่ต้องทำความสะอาดและดูแลรักษาอย่างถูกวิธีด้วย ถึงจะปลอดภัยและป้องกันโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่

องค์การอนามัยโลก แนะนำวิธีใช้ "หน้ากากผ้า" อย่างไร ให้ปลอดภัยจาก "โควิด-19"
ข้อมูลจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงวิธีการทำความสะอาดหน้ากากผ้า และวิธีใช้-เก็บรักษาหน้ากากผ้าให้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 ได้อย่างเต็มที่เอาไว้ ดังนี้

การทำความสะอาดหน้ากากผ้าที่ถูกต้อง

1.แช่หน้ากากผ้าในน้ำผสมผงซักฟอก อาจเติมน้ำยาฆ่าเชื้อลงไปผสมด้วยได้เล็กน้อย แช่ไว้ 10-15 นาที
2.ซัก หรือขยี้เบาๆ ให้ทั่วทั้งหน้ากาก รวมถึงเชือก หรือยางรัดหูของหน้ากากด้วย อย่าใช้แปรงซักผ้าขัดถูหน้ากาก เพราะอาจทำให้เส้นใยผ้ายืด ขยาย หรือเป็นขุยได้
3.ล้างหน้ากากด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด
4.นำหน้ากากไปตากให้แห้งสนิทก่อนใช้งาน ไม่ควรใช้หน้ากากผ้าขณะที่ยังมีความชื้นอยู่เด็ดขาด
หน้ากากผ้า สามารถซักแล้วใช้ซ้ำได้มากถึง 100 ครั้ง หากเริ่มเห็นรอยขาด หน้ากากเสียรูปทรง ไม่มีความกระชับกับใบหน้า หรือเกิดความชำรุดที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของหน้ากาก ควรเปลี่ยนเป็นหน้ากากผ้าอันใหม่

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

ภาพ :iStock

ทำไมผู้สูงอายุถึงเสี่ยงภาวะขาดน้ำ?ภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุมักพบได้ง่าย โดยมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้1.ผู้สูงอายุหลายคนมีมวลกล้าม...
05/04/2021

ทำไมผู้สูงอายุถึงเสี่ยงภาวะขาดน้ำ?
ภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุมักพบได้ง่าย โดยมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้
1.ผู้สูงอายุหลายคนมีมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ทำให้น้ำในร่างกายผู้สูงอายุลดลงด้วย
2.ร่างกายของผู้สูงอายุมีการตอบสนองต่อความกระหายน้ำก็ลดลง ทำให้ไม่รู้สึกอยากดื่มน้ำ ร่างกายจึงไม่ได้น้ำชดเชย
3.ความเสื่อมของร่างกาย เช่น กลั้นปัสสาวะไม่ได้ หกล้มง่าย ข้อเข่าเสื่อม ซึมเศร้า สมองเสื่อม ทำให้ไม่อยากดื่มน้ำ
4.ผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องได้รับยาขับปัสสาวะ ทำให้น้ำในร่างกายน้อยลง
5.มีปัญหาสายตาทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน จึงเป็นอุปสรรคต่อการจัดหาน้ำดื่ม
ผู้สูงอายุที่มีอาการมือสั่น หยิบจับหรือกำไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถดื่มน้ำได้ด้วยตนเอง เป็นผลให้ได้รับน้ำไม่เพียงพอ
ด้วยสาเหตุต่างๆ เหล่านี้ ส่งผลเสียหรืออันตรายต่อสุขภาพ อาจนำมาสู่ภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นจนบางครั้งใกล้เคียงหรือมากกว่าอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำเป็นอย่างมาก
ผู้ดูแลผู้สูงอายุจึงควรจัดหาน้ำสะอาดไว้ให้ดื่มอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ต้องรอกระหายน้ำ หรือจนปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม ควรจัดหาแก้วที่มีหูจับเพื่อสะดวกในการใช้ หรือให้ดูดจากหลอด โดยวางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะข้างเตียง ไม่ควรให้ผู้สูงอายุดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ
วิธีป้องกันภาวะขาดน้ำในผู้สูงอายุ
การป้องกันความเสี่ยงของผู้สูงอายุจากความร้อนทำได้โดย
1.ให้ผู้สูงอายุอยู่ในบ้านพัก อาคาร หรือสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ หากไม่มีเครื่องปรับอากาศแนะนำใช้พัดลม เปิดให้ห่างจากตัว อย่าหันพัดลมเป่าเข้าตัวโดยตรง ให้เปิดพัดลมแบบส่าย เปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศที่ร้อน
2.หากอากาศร้อนจัดควรหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน แต่หากจำเป็นควรสวมหมวก เสื้อแขนยาวที่มีสีอ่อน กางเกงขายาว หลวม มีน้ำหนักเบา ระบายความร้อนได้ดี กางร่มเพื่อป้องกันแสงแดดและพกน้ำดื่มติดตัวตลอดเวลา
3.ผู้ดูแลควรสังเกตอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับความร้อน หากพบอาการ เช่น ตะคริว ผดผื่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือพาไปพบแพทย์หรือติดต่อสายด่วน 1669 ทันที
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
ภาพ :iStock

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศร้อน      1.ดื่มน้ำเปล่าเพื่อดับกระหายช่วงอากาศร้อนระอุ สิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดค...
24/03/2021

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศร้อน
1.ดื่มน้ำเปล่าเพื่อดับกระหาย
ช่วงอากาศร้อนระอุ สิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ซึ่งหาดื่มได้ง่ายและเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ สำหรับการดื่มน้ำในช่วงหน้าร้อนนั้น ไม่ควรดื่มทีละมากๆ แต่ให้จิบไปเรื่อยๆ ระหว่างวัน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมในวันนั้นๆ และไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด เพราะน้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อย ส่งผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารทำการย่อยได้น้อยลง และก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย
2.หาผลไม้กินแก้ร้อน
กินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ขับร้อน และเพิ่มน้ำในร่างกาย เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่แนะนำว่าผลไม้ไม่ควรแช่เย็นจัด หรือกินในตอนกลางคืน รวมถึงกินในขณะที่ท้องว่างและเวลาหิวจัด
3.หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และทาครีมกันแดดป้องกันผิว
อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนก็คือรังสียูวี เพราะความเข้มข้นของรังสียูวีในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม นับว่าร้อนมาก ฉะนั้นควรงดทำงานหนักกลางแจ้ง และเลี่ยงที่ต้องเจอกับแดดจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดและถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีด้วย
4.หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เสี่ยง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย
หน้าร้อนอาหารจะบูดเสียง่าย เนื่องจากเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังเรื่องการกิน เช่น กินอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ ไม่กินอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ ยำ ส้มตำ และของหมักดอง เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้
5.เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี
แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อนจะต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีมาใส่ แต่ในผู้หญิงตั้งครรภ์การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมใส่โดยตรง ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี
6.อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ
โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น (คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศ กว่าอากาศจะเย็นแล้วนอนหลับได้ก็มักจะดึก) จึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน คงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่งๆ ในช่วงกลางวันก็ได้

ขอขอบคุณ

ภาพ :iStock

5 อาหาร "ฟอสฟอรัส" สูง ที่ผู้ป่วย "โรคไต" ควรหลีกเลี่ยง!!!ทำไมผู้ป่วยโรคไตถึงควรระวังอาหารฟอสฟอรัสสูง?ฟอสฟอรัส (Phosphor...
28/01/2021

5 อาหาร "ฟอสฟอรัส" สูง ที่ผู้ป่วย "โรคไต" ควรหลีกเลี่ยง
!!!ทำไมผู้ป่วยโรคไตถึงควรระวังอาหารฟอสฟอรัสสูง?
ฟอสฟอรัส (Phosphorus) เป็นหนึ่งสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นสารอาหารสามารถพบได้ทั่วไปในอาหารต่างๆ รวมไปจนถึงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง หรือเครื่องดื่ม ที่อาจจะมีการใส่สารฟอสฟอรัสในรูปแบบของสารปรุงแต่งหรือสารกันบูด เพื่อช่วยยืดอายุของอาหารให้อยู่ได้นานขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่เราจะบริโภคฟอสฟอรัสมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ และทำให้เกิดฟอสฟอรัสสะสมอยู่ในเลือด
สำหรับคนปกตินั้น การบริโภคฟอสฟอรัสมากเกินไปนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องที่อันตรายอะไร เพราะไตของเราสามารถช่วยขับฟอสฟอรัสส่วนเกินออกไปจากร่างกายได้ผ่านทางปัสสาวะ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไต ที่ไตไม่สามารถทำหน้าที่ในการขับของเสียออกจากร่างกายได้ดีตามปกติ ก็อาจทำให้มีฟอสฟอรัสปริมาณมากสะสมอยู่ในร่างกาย และทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
หากร่างกายของเรามีฟอสฟอรัสมากเกินไป ฟอสฟอรัสนั้นอาจจะไปดึงเอาแคลเซียมที่อยู่ในกระดูกออกมา จนทำให้กระดูกและฟันเปราะบาง และอาจจะแตกหักง่าย แคลเซียมที่ถูกดึงออกมานั้นก็จะอยู่ในกระแสเลือด ทำให้ระดับของแคลเซียมในเลือดมากเกินไป นำไปสู่ภาวะแคลเซียมเป็นพิษ ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ปอด ดวงตา หรือหัวใจอีกด้วย
อาหารฟอสฟอรัสสูงที่ควรเลี่ยง
1.นม และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม
โดยเฉลี่ยแล้วคนเรานั้นจะได้รับฟอสฟอรัส 20-30% จากนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมต่างๆ นมนั้นเป็นแหล่งสำคัญของแคลเซียมและฟอสฟอรัส ในนม 1 ถ้วย อาจจะมีปริมาณของฟอสฟอรัสมากถึง 35% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยพวกผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมพร่องมันเนย หรือไม่มีไขมัน มักจะมีปริมาณของฟอสฟอรัสมากกว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมไขมันเต็ม
2.ถั่วต่างๆ
แม้ว่าโดยปกติแล้ว เราอาจจะรู้กันว่าการรับประทานถั่วนั้นดีต่อสุขภาพ และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ แต่การรับประทานถั่วมากๆ อาจจะไม่ดีต่อผู้ป่วยโรคไต เพราะในพืชตระกูลถั่วไม่ว่าจะเป็น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง หรือถั่วลูกไก่ ล้วนแล้วแต่ก็อุดมไปด้วยฟอสฟอรัสทั้งสิ้น เช่น ในถั่ว 1 ถ้วย อาจจะมีปริมาณของฟอสฟอรัสมากกว่า 250 มิลลิกรัม ขึ้นไป ซึ่งเกือบจะถึงครึ่งของปริมาณฟอสฟอรัสที่ผู้ใหญ่ควรได้รับในแต่ละวัน
3.เครื่องใน
เครื่องในต่างๆ เช่น ไส้ ตับ หรือสมอง เป็นอีกแหล่งสำคัญของฟอสฟอรัส และแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ เช่น ในตับไก่ 85 กรัม อาจจะให้ฟอสฟอรัสมากกว่า 53% ของปริมาณฟอสฟอรัสที่ควรได้รับในแต่ละวัน ผู้ป่วยโรคไตจึงควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานเครื่องใน ไม่ควรกินมากจนเกินไป
4.อาหารทะเล
อาหารทะเลส่วนใหญ่นั้นจะเป็นแหล่งสำคัญของฟอสฟอรัส ทั้งปลาแซลมอน ปลาซาดีน ปลาหมึก หอยนางรม หรือแม้กระทั่งปู ที่อาจจะมีปริมาณของฟอสฟอรัสมากถึง 70% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน แต่จากการรับประทานในหนึ่งมื้อเท่านั้น อาหารทะเลจึงเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอาหารที่ผู้ป่วยโรคไตควรระวัง
5.อาหารแปรรูป
อาหารแปรรูปส่วนใหญ่ มักจะมีการเติมฟอสฟอรัสเข้ามาในรูปแบบของสารปรุงแต่ง หรือสารกันบูด เพื่อช่วยยืดอายุของอาหาร และคงสภาพของอาหารให้คงตัวได้นานขึ้น ซึ่งฟอสฟอรัสที่อยู่ในอาหารแปรรูปนั้นอาจมีปริมาณตั้งแต่ 300-1,000 มิลลิกรัม เกินกว่าปริมาณของฟอสฟอรัสที่ผู้ใหญ่ควรได้รับในแต่ละวัน ซึ่งก็คือไม่เกิน 700 มิลลิกรัม ต่อวัน
อาหารเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของอาหารฟอสฟอรัสสูง ที่ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังเมื่อจะต้องเลือกกิน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควรจะงดไปเลย เพราะอาหารส่วนใหญ่ ทั้งนม เครื่องใน ถั่ว หรืออาหารทะเลนั้นจะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่ดีต่อร่างกายของเรา สิ่งที่ผู้ป่วยควรทำคือไม่ควรกินอาหารเหล่านี้มากเกินไป และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และป้องกันอันตรายที่อาจจะมาจากการกินอาหารนั่นเอง
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :พลอย วงษ์วิไล
ภาพ :iStock

ที่อยู่

ถ. สามัคคี ปากเกร็ด
Nonthaburi
11120

เบอร์โทรศัพท์

+66899209850

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สุขภาพตับไต ดีด้วย ดีไทด์และกรีนแอลผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง สุขภาพตับไต ดีด้วย ดีไทด์และกรีนแอล:

แชร์