FPM Consultant ที่ปรึกษากฎหมายและธุรกิจ

เราเป็นบริษัทให้คำปรึกษาทางกฎหมายและธุรกิจ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2538

.....เราเป็นบริษัทที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมพัฒนาวิชาการสร้างหลักสูตรทางธุรกิจ ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่
หลักสูตรที่ปรึกษาธุรกิจ (CBA)
หลักสูตรผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (CRE)
และหลักสูตรนักลงทุนมืออาชีพ (CII) ระหว่างปี พ.ศ. 2551 – 2561

.....บริการของเราในปัจจุบัน

1. ปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน
2. ฟ้องคดีอาญาลูกหนี้การค้า เพื่อให้ได้รับชำระหนี้
3. ให้คำปรึกษากฎหมายธุรกิจ บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชน
4. รับว่าความทั่วราชอาณาจักร
5. เตรียมความพร้อมในการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

.....หาที่ปรึกษาที่ใช่ แล้วคุณจะชนะ

30/04/2026
29/04/2026

ผู้ถาม - ความรู้สึกนี้เกิดมาจากอะไรครับ
ท่านพุทธทาส - เข้าใจว่ามันเกิดจากสถานที่หรือความซาบซึ้ง (หัวเราะ) อาจจะเป็นเรื่องของความโบราณ ความศักดิ์สิทธิ์บ้าง (หัวเราะ) ความจริงอยู่ที่ไหนมันก็ควรจะเกิดได้ เพราะมันนึกคิดได้ คํานวณได้ แต่มันไม่พลุ่งขึ้นมาในใจเหมือนกับอยู่ที่นั่น ทีนี้พอเป็นแบบนี้ที่พุทธคยาแล้ว ที่อื่นมันก็ไม่ประทับใจเท่าแล้ว มีแต่ซากอิฐซากหิน ที่ลุมพินีก็มีแต่เสาหลัก (หัวเราะ) ที่กุสินาราก็มีแต่วิหารพระนอน ที่พุทธคยาเป็นที่รวมของความรู้สึก เพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่นี่ มันปรุงความรู้สึกคล้าย ๆ กับว่าถ้าพระพุทธเจ้าอยู่ก็อยู่ที่นี่
ผู้ถาม - ที่อาจารย์ตั้งใจจะไปหาร่องรอยหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับพุทธศาสนานั้น ได้เรื่องได้ราวไหมครับ
ท่านพุทธทาส - มันก็เพียงแต่ไปเห็นว่าสถานที่นั้นที่นี้รับสมอ้างกับที่เราเคยอ่านในหนังสือ แต่ที่พุทธคยามีอํานาจอะไรอย่างหนึ่งที่อธิบายยาก รู้สึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้ามากมายมหาศาลกว่าอยู่ที่นี่ ความจริงเวลาที่เราคิดนึกที่อื่น มันก็คิดนึกได้มหาศาลเหมือนกัน แต่มหาศาลทางเหตุผล ไม่ได้มหาศาลทางอารมณ์ความรู้สึก แล้วคราวนั้นมันเกิดความคิดชนิดที่ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ภายในตัวเรา เมื่อเกิดอย่างนี้ก็เลยกลายเป็นเรามาหาสิ่งที่มีอยู่ในตัวเรา บ้าชัด ๆ (หัวเราะ)
ผู้ถาม - ทําไมอยู่ถึง ๓ เดือนครับ
ท่านพุทธทาส - ตามสบาย แล้วแต่เจ้าชื่น เที่ยวไปตามโบราณสถานที่เขาเขียนไว้ พิมพ์ไว้แล้วในหนังสือนําเที่ยว ไปกันตามสบายไม่มีอะไรบังคับ กลางคืนก็พักตรงโน้น ตรงนี้ ไม่ได้ติดต่ออะไรไว้ล่วงหน้า ขลุกขลัก แต่ก็กลายเป็นสนุกไป แรกสุดก็ไปพักที่สมาคมมหาโพธิที่กัลกัตตา แล้วออกตระเวนรอบอินเดีย แล้วก็กลับมาที่มหาโพธิ ขึ้นเครื่องบินกลับ
พักอยู่ที่สมาคมตั้งเกือบเดือนหนึ่ง เที่ยวตามร้านหนังสือ โดยมากรู้สึกว่าที่กัลกัตตาจะมีร้านหนังสือมากกว่าที่ไหนหมด วันนี้ไปร้านนั้น วันนั้นไปร้านโน้น ส่วนใหญ่ก็ซื้อหนังสือโบราณคดีมากกว่าเพื่อน แล้วก็หนังสือพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ หนังสือปรัชญาอินเดีย ตอนนั้นผมกําลังบ้าโบราณคดี เสาะหาหนังสือโบราณคดีเฉพาะที่เกี่ยวกับศรีวิชัย เยอะแยะไปหมด บางเล่มที่ต้องการหาซื้อในร้านไม่ได้ มันขาดคราวแล้วเป็นส่วนมาก ก็ไปตามห้องสมุด ไปขอดูหนังสือเกี่ยวกับศรีวิชัย หนังสือที่เขาขายก็เป็นหนังสือใหม่ ๆ ที่เขียนทีหลัง หนังสือของ ดร.มะชุมทาร์ ที่เขียนเกี่ยวกับศรีวิชัยซื้อมาทั้งชุด (หัวเราะ) คนเขียนเป็นโปรเฟสเซ่อร์ทางโบราณคดีที่มีชื่อเสียงมาก อุตส่าห์รวบรวมไว้ละเอียดลออ เก็บมาจากบันทึกของจีนบ้าง ของอาหรับบ้าง
คณะเราเดินทางเหมือนกับธุดงค์ พักบ้านพักบ้าง พักบนรถไฟบ้าง ถ้าลงจากรถไฟหาที่พักไม่ได้ ก็จัดหาที่พักตามมีตามได้ ครั้งหนึ่งลงรถไฟที่เมืองปัตตนะ คุณสีลานันทะบอกว่ารู้จักกับพระธิเบตรูปหนึ่งที่เช่าบ้านคนมั่งมีคนหนึ่งอยู่ คํ่าแล้วก็ไปถามหา พบบ้าน แต่เจ้าของบ้านไม่อยู่เสียอีก พระองค์ที่ว่าเช่าที่พัก เจ้าของบ้านก็ไม่อยู่ กลายเป็นต้องพักที่โรงเลี้ยงม้า เอาเสื่อเอาอะไรปูแล้วก็นอน ลุกขึ้นเช้าที่ไหนได้ ที่ปูเสื่อทับนั้น ขี้ม้าทั้งนั้น (หัวเราะ) เรียกว่าธุดงค์แท้ ๆ ต่างคนต่างก็มีมุ้งของตัวเอง ค่อยยังชั่วหน่อย ปรากฏว่าน้องชายของเจ้าของบ้านนั้นเป็นนักโบราณคดี แกเอาหนังสือที่น้องชายของแกแต่งมาให้ผมเล่มหนึ่ง เรื่องสูกรกันทะ อาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า นั่นแหละเป็นเหตุการณ์สุดท้ายที่แปลกที่สุด แกยืนยันว่าเดี๋ยวนี้ยังเรียกกันว่าสูกรกันทะ ดูจากที่อธิบายลักษณะต่าง ๆ แล้ว ก็จะต้องเป็นหัวต้นบุกชนิดหนึ่ง บุกมีหลายชนิด ชนิดที่เป็นหัวกินได้ ตามชายทะเลมีมาก เขาไปขุดเอาหัวมากินกัน ต้นคล้าย ๆ บอน แต่ใบมีแฉกมาก ต้นเอามาแกงส้มได้ ที่แหลมซุยแถวพุมเรียงมีมาก เขาเอาหัวมาทําแป้งบุก ก็คือแป้งไม้เท้าที่ซื้อขายราคาแพงมาก เพราะต้องสั่งเข้ามาจากเมืองจีน เขาเอามาทําขนม หรือเวลาคนไข้กินอะไรไม่ได้ เขาก็จะเอาแป้งบุกชงให้กินข้น ๆ ทําให้มีแรง
ที่มา เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา อัตชีวประวัติของพุทธทาสภิกขุ
สัมภาษณ์โดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม
บรรณาธิการ อรศรี งามวิทยาพงศ์
จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
ฟัง
https://hi.switchy.io/n3c9
อ่าน
https://hi.switchy.io/n3dW

"........เสียงสัมภาษณ์ จะเผยแพร่ในเร็วๆนี้......"
#ธรรมโฆษณ์ #สืบสานงานท่านพุทธทาส

26/04/2026

๒๖ เมษายน ๒๕๖๙
น้อมรำลึก ๑๒๔ ปีชาตกาล
พระราชนิโรธรังสี วิ.
(หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

“...เราเกิดมา เอาของโลกมาใช้ชั่วคราว
ชั่วระยะหนึ่ง ผู้ที่ใช้พอควรแก่เวลาแล้ว
ก็ทิ้งไว้ที่นี่ทิ้งไว้แล้วก็หนีไปคนเดียว..."
เทสโกวาท

26/04/2026

มีอัปเดตงาน PDF ของท่านพุทธทาสครับ
https://hi.switchy.io/pGM5
รวมสารบัญธรรมโฆษณ์ทุกเล่ม-แบบละเอียด
1,798 หน้า - 83 เล่ม
https://hi.switchy.io/n01X

25/04/2026

องค์คุณแห่งการบรรลุเป็น “โสดาบัน”
…. “ ทีนี้ จะดูกันต่อไปให้ละเอียด โดยเฉพาะที่ผู้รู้ ก ข ก กา ของนิพพาน กล่าวคือ พระโสดาบัน นั้น เรื่องเกี่ยวกับพระโสดาบันนี้ก็มีตรัสไว้มากมาย, อย่างไรเรียกว่าเป็น พระโสดาบัน นี้ก็ตรัสไว้มากมาย เรียกว่า “โสตาปัตติยังคะ” แปลว่า องค์แห่งการบรรลุความเป็นพระโสดาบัน
…. องค์แห่งความเป็นพระโสดาบันนี้มีมาก และที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ นั้น ก็เช่นว่า เป็นผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ในพระพุทธเจ้า ๑, ในพระธรรม ๑, ในพระสงฆ์ ๑, แล้วก็มี “อริยกันตศีล” คือศีลที่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า อีก ๑, รวมเป็น ๔ องค์ ๔ นี้เป็นองค์แห่งพระโสดาบัน
…. มีศรัทธาไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงในพระพุทธเจ้าอีกต่อไปนี้ก็หมายความว่า พระโสดาบันต้องรู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ ถึงขนาดนั้น. ที่ว่ารู้จักพระพุทธเจ้าจริงก็ต้องรู้คุณธรรมที่ทําความเป็นพระพุทธเจ้า เช่น ความหมดกิเลสโดยสิ้นเชิงของพระพุทธเจ้า, ความไม่มีทุกข์เลยของพระพุทธเจ้า, พระโสดาบันรู้จักพระพุทธเจ้าจริงถึงขนาดนี้ จึงมีศรัทธาไม่หวั่นไหวหรือไม่เปลี่ยนแปลงในพระพุทธเจ้าอีกต่อไป
…. สําหรับพระธรรมนั้น พระโสดาบันรู้สิ่งที่เรียกว่าพระธรรม ว่าจะเป็นเครื่องนําสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง, เห็นชัดอยู่อย่างนั้นจริงๆ นี้จึงจะเรียกว่ารู้จักพระธรรมจริงๆ จึงมีศรัทธาในพระธรรมอย่างที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป
…. สําหรับพระสงฆ์ พระโสดาบันก็รู้ว่าพระสงฆ์นั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติได้อย่างนั้นจริง ไม่ใช่คนโลเลเหลวไหล, และว่าพระสงฆ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ธรรมะนี้ไม่เหลือวิสัย, และพระสงฆ์นี้เป็นบุคคลจะหาได้ในโลก, ก็เลยมีความเชื่อหรือมีศรัทธาในความเป็นพระสงฆ์ว่ามีอยู่จริง แล้วก็น่าเลื่อมใสจริง, และพยายามปฏิบัติเพื่อความเป็นพระสงฆ์นั้นด้วย ก็เลยเรียกว่ามีศรัทธาในพระสงฆ์จริงๆ
…. นี่ปุถุชนคนไหนที่มีศรัทธาใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ ถ้ามีอย่างนี้มันก็ไม่เป็นปุถุชน ก็เลยจากความเป็นบุถุชน คือเป็น “พระโสดาบัน”
…. คนที่มีศรัทธาอย่างนี้ ย่อมจะมีศีลดีถึงขนาดที่เรียกว่า “อริยกันตศีล” คือ ศีลเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า เป็นศีลที่ไม่ตลบแตลง, เป็นศีลที่กลับกลอกไม่ได้ ว่าเป็นศีลที่มาจากปัญญา ที่รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็เลยล่วงศีลไม่ได้ ถ้าปุถุชนคนพาลหรือคนธรรมดานั้นมีศีลไม่ได้ จะมีศีลให้ได้ก็ต้องตั้งอกตั้งใจที่จะรักษาศีลตามสิกขาบท มันก็เลยเป็นการต่อสู้ ฮึดฮัดอึดอัดกันไปตามเรื่อง ที่เพียงแต่จะรักษาอันนี้ไว้ให้ได้ เพราะว่ามิได้มีปัญญามาช่วยให้มันง่ายขึ้น แต่ถ้าผู้ที่เป็นพระโสดาบันมีปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเห็นธรรมะอย่างอื่นๆของสังขารทั้งหลายทั้งปวง มันก็เกิดความไม่ยึดถือในบางสิ่งบางอย่าง ในบางระดับซึ่งเป็นเหตุให้กิเลสถอยกําลังอยู่แล้ว ฉะนั้น การรักษาศีลจึงเป็นไปได้ง่าย และเป็นไปได้โดยบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ด่างไม่พร้อย, ถึงขนาดที่เรียกว่าศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ
…. นี่ศีลของคนธรรมดา ต้องอาศัยเจตนา; ส่วนศีลของพระอริยเจ้าท่านอาศัยปัญญา รากฐานจึงมั่นคงกว่ากันมาก. ฉะนั้น เมื่อท่านผู้ใดจะมีศีลอย่างพระโสดาบันมี ก็จงพิจารณาในทางปัญญาให้มาก กระทั่งเกิดความรู้สึกจางคลายในความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เป็นเหยื่อของกิเลสเหล่านั้น อย่างนี้อยู่เฉยๆ มันก็ไม่มีทางจะขาดศีล, แล้วคิดดูซิว่าจิตใจมันสูงถึงขนาดที่จะไม่ไปหลงใหล ในเรื่องเอร็ดอร่อย สวยงาม สนุกสนาน เป็นที่ตั้งของกิเลส อย่างนี้มันก็จะทําให้อยู่เฉย ไม่อยากจะไปล่วงศีล. แต่คนโง่ที่ยังหลงใหลในเรื่องสวยเรื่องงาม เรื่องเอร็ดอร่อย เรื่องต้องการอะไรต่างๆมากมายอย่างนี้ เมื่อไม่ได้มันก็ต้องไปเอามาโดยยอมขาดศีล ไม่นึกถึงศีล
…. เพียงแต่ศีลมันก็ผิดอย่างนี้เสียแล้ว ว่าพระอริยเจ้ามีศีลได้ด้วยเหตุอะไร, ด้วยสมุฏฐานอะไร. แล้วบุถุชนจะมีศีลได้ด้วยสมุฏฐานอะไร, ฉะนั้น ถ้ายังจะต้องมีอะไรบังคับ มีอะไรชักจูง มีคนมาจ้างให้รักษาศีล หรือมีอะไรมาขู่ให้กลัวสําหรับจะรักษาศีล อย่างนี้ก็ต้องเป็นศีลของปุถุชนไปก่อน ถ้าจิตใจสูงถึงขนาดที่ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส เพราะมีปัญญาเพียงพอแล้ว มันก็เป็นศีลขึ้นมาโดยอัตโนมัติ, เป็นศีลที่ไม่ต้องอาศัยเจตนา แต่อาศัยปัญญา. ถ้ายังอาศัยเจตนาอยู่มันก็ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่: เหมือนกับที่ว่าคนปุถุชนธรรมดารักษาศีลจนตายก็ไม่เคยมีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องได้. ถ้าเป็นพระอริยเจ้าอาศัยสติปัญญา มันอยู่เหนือเจตนา มันบังคับไว้ได้ด้วยปัญญา ก็เลยมีศีลได้โดยแทบว่าไม่ต้องรักษาศีล, ไม่ต้องตั้งใจจะรักษาศีล, มันก็มีศีลเสียได้ด้วยอํานาจของปัญญา คือความคิดมันไม่เป็นไปในทางที่จะไปฆ่า ไปลัก ไปทําให้มันผิดศีล อย่างใดอย่างหนึ่ง
…. ถ้าพูดด้วยภาษาธรรมดาให้ฟังง่ายกว่านี้ก็เรียกว่า คนมันดีเสียแล้ว คนมันดีถึงขนาดที่จะทําอย่างนั้นไม่ได้อีก, มันดีเกินกว่าที่จะไปทําผิดอย่างนั้นเสียแล้ว, นี่คือ พระอริยเจ้า. ถ้าเป็นปุถุชนมันไม่ถึงขนาดนั้น มันต้องระวังกันเรื่อยไป, มันต้องคอยห้ามปราม, ควบคุมอยู่เรื่อยไป, ต้องผูกต้องล่ามต้องคอยกระตุกอยู่เรื่อยไป มันก็ยังเอาไว้ไม่ค่อยจะอยู่
…. ฉะนั้น พระโสดาบันเป็นผู้มีอริยกันตศีล เพราะว่าละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ได้, ไม่ไปหลงในเหยื่อต่างๆ ในโลกนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้คนเราผิดศีล.
…. นี้พระโสดาบันเป็นผู้รู้ ก ข ก กา ของพระนิพพานในอันดับแรกยังเป็นได้มากถึงอย่างนี้...”
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ครั้งที่ ๑๐ แห่งภาคมาฆบูชา หัวข้อเรื่อง “ผู้รู้ ก ข ก กา ของนิพพาน” บรรยายเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๗ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “ ก ข ก กา ของการศึกษาพุทธศาสนา”

25/04/2026

ปัจฉิมโอวาท พระดำรัสครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
“ พุทธพจน์เมื่อจะปรินิพพาน เป็นพุทธโอวาทที่เรียกว่า “ปัจฉิมโอวาท” หรือ “ปัจฉิมวาจา” คือพระดำรัสครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ซึ่งพุทธศาสนิกชนน่าจะถือเป็นสำคัญที่สุด แต่มักจะมองข้ามไป... เมื่อพระพุทธเจ้าจะปรินิพพานนั้น ได้ตรัสปัจฉิมวาจาว่า “วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” นี่พุทธพจน์สุดท้าย พุทธศาสนิกชนควรจะถือเป็นสำคัญอย่างยิ่ง การปฏิบัติตามหลักอนิจจัง มาครบวงจรที่นี่ ตามพุทธพจน์นี้ ที่มี ๒ ตอน คือ...
ตอนที่หนึ่ง ว่า “วยธมฺมา สงฺขารา” สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา นี้คือ หลักอนิจจัง สอนว่า สิ่งทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ถ้าจับเอาแค่นี้ก็อาจจะสบายปลงได้ว่า เออ มันเป็นธรรมดาอย่างนั้น ก็มีความสุข... แต่พระพุทธเจ้ายังตรัสตอนที่ ๒ ต่อไปอีกว่า “อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า (เพราะฉะนั้น) จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม หมายความว่าจงรีบเว้นการที่ควรเว้น และเร่งทำการที่ควรทำ ตามเหตุปัจจัย หรือท่านแปลแบบขยายความว่า จงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท... เมื่อสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน ถ้าเราประมาท เหตุปัจจัยของความเสื่อมหรือสิ่งที่เป็นโทษก็จะเข้ามาหรือได้โอกาส แล้วเราก็จะเสื่อมหรือประสบโทษ เพราะฉะนั้น เราจะต้องระมัดระวังไม่ให้เหตุปัจจัยของความเสื่อมเข้ามา พร้อมกันนั้น เมื่อเราต้องการประโยชน์หรือความเจริญ เราก็ต้องสร้างเหตุปัจจัยของความเจริญหรือประโยชน์โดยไม่ประมาท จะปล่อยปละละเลยเพิกเฉยอยู่ไม่ได้ อยู่นิ่งไม่ได้... ความไม่ประมาท คือ ความไม่อยู่นิ่งเฉย แต่กระตือรือร้นเร่งรัดทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ควรทำ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสื่อม เพื่อสร้างสรรค์ความเจริญ พร้อมกันกับหลักนี้ ความรู้เท่าทันและปลงใจได้ที่พูดแล้วข้างต้น ก็เข้ามาประสาน ทำให้เรากำจัดแก้ไขป้องกันความเสื่อม และสร้างสรรค์ความเจริญได้ด้วยจิตใจที่มีความสุข อย่างพร้อมกันไป นี้คือ การปฏิบัติที่ครบวงจร... เมื่อมองตามหลักนี้ จะเห็นการดำเนินชีวิตของคนในโลกนี้เป็น ๓ พวก คือ...

– พวกหนึ่ง ปลงใจได้ ก็สบาย เสื่อมก็ช่างมัน ปล่อยตามเรื่อง ก็มีความสุข แต่เสื่อม
– อีกพวกหนึ่ง ถูกภัยอันตราย ถูกความกลัวบีบคั้นจึงทำ พวกนี้ก็ทำด้วยความทุกข์ หรือเจริญแต่ทุกข์
– แต่ทางพุทธศาสนานั้น ให้ทำไปด้วย และมีความสุขด้วย เป็นพวกที่สาม ซึ่งมีการปฏิบัติที่ครบวงจร เพราะรู้อนิจจัง และปฏิบัติต่ออนิจจังในทางที่ถูกต้อง คือ รู้อนิจจังตามธรรมดาสังขารแล้ว มีความไม่ประมาท
เมื่อทำให้ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติจริยธรรมในเรื่อง “อนิจจัง” ก็ครบวงจร ถ้าจะแยกเป็นส่วนๆ ตอนๆ ก็คือ...
ประการที่หนึ่ง รู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลายว่าเป็นอนิจจัง (ปัญญา)
ประการที่สอง ปลงใจได้ จิตไม่หวั่นไหว มีความสุข (จิตใจเป็นอิสระ หรือวิมุตติ)
ประการที่สาม รู้ว่าความไม่เที่ยงแล้วเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงศึกษาสืบสาวเหตุปัจจัยที่จะทำให้เสื่อม และเหตุปัจจัยที่จะทำให้เจริญ (โยนิโสมนสิการ) แล้วเร่งขวนขวาย ทำการต่างๆ ที่จะหลีกเลี่ยงละกำจัดเหตุปัจจัยของความเสื่อม และสร้างเสริมทำเหตุปัจจัยของความเจริญ (ไม่ประมาท = อัปปมาท) แก้ไขปัญหา และทำการสร้างสรรค์ให้สำเร็จ... นี่เป็นตัวอย่าง การปฏิบัติจริยธรรมต้องครบวงจร ต้องรู้ความสัมพันธ์ระหว่างข้อธรรมว่า ข้อธรรมทั้งหลายรับช่วงส่งต่อกัน ให้ข้อไหนสืบทอดไปข้อไหนๆ และนำไปสู่ผลอย่างไร เป้าหมายเป็นอย่างไร ถ้าทำอย่างนี้ไม่มีปัญหา”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : จากธรรมนิพนธ์ เรื่อง “การพัฒนาจริยธรรม”
# ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ - รวบรวม. #

25/04/2026

ที่อยู่

300/50 หมู่ 3 ต. บางรักพัฒนา อ. บางบัวทอง
Nonthaburi
11110

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 08:30 - 17:00
พฤหัสบดี 08:30 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+6629205408

เว็บไซต์

https://www.liferecovers.com/, https://www.ajarnchai.com/, https://www.advicefpm.com/

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ FPM Consultantผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง FPM Consultant:

แชร์