25/04/2026
องค์คุณแห่งการบรรลุเป็น “โสดาบัน”
…. “ ทีนี้ จะดูกันต่อไปให้ละเอียด โดยเฉพาะที่ผู้รู้ ก ข ก กา ของนิพพาน กล่าวคือ พระโสดาบัน นั้น เรื่องเกี่ยวกับพระโสดาบันนี้ก็มีตรัสไว้มากมาย, อย่างไรเรียกว่าเป็น พระโสดาบัน นี้ก็ตรัสไว้มากมาย เรียกว่า “โสตาปัตติยังคะ” แปลว่า องค์แห่งการบรรลุความเป็นพระโสดาบัน
…. องค์แห่งความเป็นพระโสดาบันนี้มีมาก และที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่บ่อยๆ นั้น ก็เช่นว่า เป็นผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป ในพระพุทธเจ้า ๑, ในพระธรรม ๑, ในพระสงฆ์ ๑, แล้วก็มี “อริยกันตศีล” คือศีลที่เป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า อีก ๑, รวมเป็น ๔ องค์ ๔ นี้เป็นองค์แห่งพระโสดาบัน
…. มีศรัทธาไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงในพระพุทธเจ้าอีกต่อไปนี้ก็หมายความว่า พระโสดาบันต้องรู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ ถึงขนาดนั้น. ที่ว่ารู้จักพระพุทธเจ้าจริงก็ต้องรู้คุณธรรมที่ทําความเป็นพระพุทธเจ้า เช่น ความหมดกิเลสโดยสิ้นเชิงของพระพุทธเจ้า, ความไม่มีทุกข์เลยของพระพุทธเจ้า, พระโสดาบันรู้จักพระพุทธเจ้าจริงถึงขนาดนี้ จึงมีศรัทธาไม่หวั่นไหวหรือไม่เปลี่ยนแปลงในพระพุทธเจ้าอีกต่อไป
…. สําหรับพระธรรมนั้น พระโสดาบันรู้สิ่งที่เรียกว่าพระธรรม ว่าจะเป็นเครื่องนําสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริง, เห็นชัดอยู่อย่างนั้นจริงๆ นี้จึงจะเรียกว่ารู้จักพระธรรมจริงๆ จึงมีศรัทธาในพระธรรมอย่างที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อีกต่อไป
…. สําหรับพระสงฆ์ พระโสดาบันก็รู้ว่าพระสงฆ์นั้นเป็นผู้ที่ปฏิบัติได้อย่างนั้นจริง ไม่ใช่คนโลเลเหลวไหล, และว่าพระสงฆ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ธรรมะนี้ไม่เหลือวิสัย, และพระสงฆ์นี้เป็นบุคคลจะหาได้ในโลก, ก็เลยมีความเชื่อหรือมีศรัทธาในความเป็นพระสงฆ์ว่ามีอยู่จริง แล้วก็น่าเลื่อมใสจริง, และพยายามปฏิบัติเพื่อความเป็นพระสงฆ์นั้นด้วย ก็เลยเรียกว่ามีศรัทธาในพระสงฆ์จริงๆ
…. นี่ปุถุชนคนไหนที่มีศรัทธาใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ ถ้ามีอย่างนี้มันก็ไม่เป็นปุถุชน ก็เลยจากความเป็นบุถุชน คือเป็น “พระโสดาบัน”
…. คนที่มีศรัทธาอย่างนี้ ย่อมจะมีศีลดีถึงขนาดที่เรียกว่า “อริยกันตศีล” คือ ศีลเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า เป็นศีลที่ไม่ตลบแตลง, เป็นศีลที่กลับกลอกไม่ได้ ว่าเป็นศีลที่มาจากปัญญา ที่รู้จัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็เลยล่วงศีลไม่ได้ ถ้าปุถุชนคนพาลหรือคนธรรมดานั้นมีศีลไม่ได้ จะมีศีลให้ได้ก็ต้องตั้งอกตั้งใจที่จะรักษาศีลตามสิกขาบท มันก็เลยเป็นการต่อสู้ ฮึดฮัดอึดอัดกันไปตามเรื่อง ที่เพียงแต่จะรักษาอันนี้ไว้ให้ได้ เพราะว่ามิได้มีปัญญามาช่วยให้มันง่ายขึ้น แต่ถ้าผู้ที่เป็นพระโสดาบันมีปัญญาเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเห็นธรรมะอย่างอื่นๆของสังขารทั้งหลายทั้งปวง มันก็เกิดความไม่ยึดถือในบางสิ่งบางอย่าง ในบางระดับซึ่งเป็นเหตุให้กิเลสถอยกําลังอยู่แล้ว ฉะนั้น การรักษาศีลจึงเป็นไปได้ง่าย และเป็นไปได้โดยบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่ด่างไม่พร้อย, ถึงขนาดที่เรียกว่าศีลที่พระอริยเจ้าพอใจ
…. นี่ศีลของคนธรรมดา ต้องอาศัยเจตนา; ส่วนศีลของพระอริยเจ้าท่านอาศัยปัญญา รากฐานจึงมั่นคงกว่ากันมาก. ฉะนั้น เมื่อท่านผู้ใดจะมีศีลอย่างพระโสดาบันมี ก็จงพิจารณาในทางปัญญาให้มาก กระทั่งเกิดความรู้สึกจางคลายในความยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่เป็นเหยื่อของกิเลสเหล่านั้น อย่างนี้อยู่เฉยๆ มันก็ไม่มีทางจะขาดศีล, แล้วคิดดูซิว่าจิตใจมันสูงถึงขนาดที่จะไม่ไปหลงใหล ในเรื่องเอร็ดอร่อย สวยงาม สนุกสนาน เป็นที่ตั้งของกิเลส อย่างนี้มันก็จะทําให้อยู่เฉย ไม่อยากจะไปล่วงศีล. แต่คนโง่ที่ยังหลงใหลในเรื่องสวยเรื่องงาม เรื่องเอร็ดอร่อย เรื่องต้องการอะไรต่างๆมากมายอย่างนี้ เมื่อไม่ได้มันก็ต้องไปเอามาโดยยอมขาดศีล ไม่นึกถึงศีล
…. เพียงแต่ศีลมันก็ผิดอย่างนี้เสียแล้ว ว่าพระอริยเจ้ามีศีลได้ด้วยเหตุอะไร, ด้วยสมุฏฐานอะไร. แล้วบุถุชนจะมีศีลได้ด้วยสมุฏฐานอะไร, ฉะนั้น ถ้ายังจะต้องมีอะไรบังคับ มีอะไรชักจูง มีคนมาจ้างให้รักษาศีล หรือมีอะไรมาขู่ให้กลัวสําหรับจะรักษาศีล อย่างนี้ก็ต้องเป็นศีลของปุถุชนไปก่อน ถ้าจิตใจสูงถึงขนาดที่ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส เพราะมีปัญญาเพียงพอแล้ว มันก็เป็นศีลขึ้นมาโดยอัตโนมัติ, เป็นศีลที่ไม่ต้องอาศัยเจตนา แต่อาศัยปัญญา. ถ้ายังอาศัยเจตนาอยู่มันก็ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่: เหมือนกับที่ว่าคนปุถุชนธรรมดารักษาศีลจนตายก็ไม่เคยมีศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องได้. ถ้าเป็นพระอริยเจ้าอาศัยสติปัญญา มันอยู่เหนือเจตนา มันบังคับไว้ได้ด้วยปัญญา ก็เลยมีศีลได้โดยแทบว่าไม่ต้องรักษาศีล, ไม่ต้องตั้งใจจะรักษาศีล, มันก็มีศีลเสียได้ด้วยอํานาจของปัญญา คือความคิดมันไม่เป็นไปในทางที่จะไปฆ่า ไปลัก ไปทําให้มันผิดศีล อย่างใดอย่างหนึ่ง
…. ถ้าพูดด้วยภาษาธรรมดาให้ฟังง่ายกว่านี้ก็เรียกว่า คนมันดีเสียแล้ว คนมันดีถึงขนาดที่จะทําอย่างนั้นไม่ได้อีก, มันดีเกินกว่าที่จะไปทําผิดอย่างนั้นเสียแล้ว, นี่คือ พระอริยเจ้า. ถ้าเป็นปุถุชนมันไม่ถึงขนาดนั้น มันต้องระวังกันเรื่อยไป, มันต้องคอยห้ามปราม, ควบคุมอยู่เรื่อยไป, ต้องผูกต้องล่ามต้องคอยกระตุกอยู่เรื่อยไป มันก็ยังเอาไว้ไม่ค่อยจะอยู่
…. ฉะนั้น พระโสดาบันเป็นผู้มีอริยกันตศีล เพราะว่าละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ได้, ไม่ไปหลงในเหยื่อต่างๆ ในโลกนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้คนเราผิดศีล.
…. นี้พระโสดาบันเป็นผู้รู้ ก ข ก กา ของพระนิพพานในอันดับแรกยังเป็นได้มากถึงอย่างนี้...”
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ธรรมบรรยายประจำวันเสาร์ ครั้งที่ ๑๐ แห่งภาคมาฆบูชา หัวข้อเรื่อง “ผู้รู้ ก ข ก กา ของนิพพาน” บรรยายเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๗ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “ ก ข ก กา ของการศึกษาพุทธศาสนา”