บ้านเภสัช ปราจีนบุรี

บ้านเภสัช ปราจีนบุรี จำหน่ายยาแผนปัจจุบันพร้อมติดตามผล? บ้านเภสัช จังหวัดปราจีนบุรี คัดสรรยาดี มีคุณภาพให้คุณเลือก
ให้คำปรึกษาโดยเภสัชกรปริญญา ภญ.ศศิธร กลับประสิทธิ์ ภ.บ., บธ.ม

https://www.facebook.com/share/1DHcvCevdF/?mibextid=wwXIfr
06/12/2025

https://www.facebook.com/share/1DHcvCevdF/?mibextid=wwXIfr

[Infectious disease - dermatology]
CPG STI 2024 กรมควบคุมโรค

Download:
https://stisqsa.ddc.moph.go.th/app-assets/manual/2567/แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์_2567.pdf

https://www.facebook.com/share/1FjpVHnNtq/?mibextid=wwXIfr
26/11/2025

https://www.facebook.com/share/1FjpVHnNtq/?mibextid=wwXIfr

[GI - CPG Constipation] ท้องผูกเป็นภาวะที่พบบ่อยมาก ใน Ambulatory Setting
อ่านง่าย แนะนำทุกระดับครับ
โดย สมาคม Motility ของไทยครับ

Download:https://thaimotility.or.th/wp-content/uploads/2022/06/%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87.pdf

https://www.facebook.com/share/p/1EgzfkuM92/?mibextid=wwXIfr
02/11/2025

https://www.facebook.com/share/p/1EgzfkuM92/?mibextid=wwXIfr

☀️ วิตามินดี (Vitamin D) กินอย่างไรให้เหมาะกับร่างกาย — ไม่ขาด ไม่เกิน เสริมให้ถูกจังหวะ

“หมอคะ หนูตรวจเลือดแล้วได้ค่า Vitamin D แค่ 20 เองค่ะ หมอให้ยามาทาน แต่ไม่แน่ใจว่าควรทานยังไง กินทุกวันไหม หรือกินเยอะแล้วจะอันตรายไหม?”

นี่เป็นคำถามที่หมอได้ยินบ่อยมาก โดยเฉพาะคนวัยทำงานและผู้สูงอายุที่ตรวจเลือดแล้วพบว่า วิตามินดีต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย วันนี้หมออยากอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า วิตามินดีคืออะไร ขาดได้อย่างไร และควรกินแบบไหนให้เหมาะกับร่างกายครับ 👇

☀️ วิตามินดีคืออะไร

วิตามินดี (Vitamin D) เป็นสารอาหารละลายในไขมันที่ร่างกายเราสร้างเองได้จากแสงแดด หน้าที่สำคัญของวิตามินดี ได้แก่

- ช่วยดูดซึม แคลเซียมและฟอสฟอรัส จากอาหาร เพื่อสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง 🦴
- เสริมกล้ามเนื้อให้ทำงานดี ลดโอกาสหกล้มในผู้สูงอายุ
- มีบทบาทในระบบภูมิคุ้มกันและหัวใจ

แต่คนไทยจำนวนมากกลับขาดวิตามินดี เพราะใช้ชีวิตในที่ร่ม ใส่เสื้อผ้าปกคลุมมิดชิด หรือหลีกเลี่ยงแดด ทำให้ร่างกายผลิตวิตามินดีได้ไม่เพียงพอครับ

💡 ระดับวิตามินดีในเลือดบอกอะไร

เมื่อแพทย์ตรวจเลือด จะได้ค่าที่เรียกว่า “25-hydroxyvitamin D” (หน่วย ng/mL)

ดังนั้น ถ้าได้ค่าประมาณ 20 ng/mL ถือว่า “ขาดเล็กน้อยถึงปานกลาง” ควรเสริมวิตามินดีให้เพียงพอครับ

🌤️ แหล่งวิตามินดี

แสงแดด: แสง UVB ช่วยให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีได้เอง

ควรรับแดดตอนเช้า (7.00–9.00 น.) หรือเย็น (หลัง 16.00 น.)

อย่างน้อยครั้งละ 10–15 นาที สัปดาห์ละ 3–4 วัน

ให้ผิวแขน–ขาโดนแดดโดยไม่ทาครีมกันแดดช่วงนั้น

อาหาร:

ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน

1. ไข่แดง ตับ นมและผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินดี
- อาหารเสริม (Vitamin D2 หรือ D3):
- Vitamin D3 (Cholecalciferol) มีประสิทธิภาพสูงกว่า D2 (Ergocalciferol)
- 💊 ปริมาณที่ควรรับประทาน
- หมายเหตุ: ตรวจเลือดซ้ำใน 2–3 เดือนหลังเริ่มเสริม เพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม
- 🕒 วิธีทานให้ดูดซึมดีที่สุด

ทาน หลังอาหารที่มีไขมันเล็กน้อย เพราะวิตามินดีละลายในไขมัน

- ถ้าใช้ขนาด 50,000 IU/สัปดาห์ ให้ทานสัปดาห์ละ 1 เม็ด ในวันเดียวกันทุกสัปดาห์

หากเป็นขนาด 1,000–2,000 IU/วัน ให้ทานต่อเนื่องทุกวัน

หลีกเลี่ยงการทานพร้อมยาขับปัสสาวะหรือยาลดกรด ควรเว้นอย่างน้อย 2 ชั่วโมง

⚠️ วิตามินดีเกินขนาดเกิดอะไรขึ้น

วิตามินดีมากเกินไปจะทำให้ แคลเซียมในเลือดสูง เกิดอาการคลื่นไส้ ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง และอาจเกิดนิ่วในไตได้

ปริมาณสูงสุดที่ปลอดภัยไม่ควรเกิน 4,000 IU/วัน เว้นแต่แพทย์แนะนำเป็นพิเศษ

🧘‍♀️ เคล็ดลับเสริมวิตามินดีให้พอดีกับร่างกาย

ตรวจเลือดก่อนเริ่มยา เพื่อดูระดับจริง

ใช้ยาตามขนาดที่แพทย์แนะนำ ไม่ซื้อยาขนาดสูงกินเอง

- รับแดดอย่างพอดี สัปดาห์ละหลายครั้ง
- รับประทานอาหารให้ครบหมู่ โดยเฉพาะปลาทะเล ไข่ นม และผัก
- ตรวจเลือดซ้ำทุก 6 เดือน หากต้องเสริมต่อเนื่อง

💪 ประโยชน์เมื่อระดับวิตามินดีกลับมาปกติ

กระดูกและฟันแข็งแรง ลดความเสี่ยงกระดูกพรุน

กล้ามเนื้อแข็งแรง เดินมั่นคง ไม่หกล้มง่าย

ระบบภูมิคุ้มกันสมดุล ติดเชื้อน้อยลง

ช่วยให้นอนหลับดีและอารมณ์ผ่อนคลายขึ้น

🩺 หมออยากฝากไว้

1. วิตามินดีไม่ใช่แค่ “อาหารเสริม” แต่เป็นเหมือน “ฮอร์โมน” สำคัญของร่างกายที่ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมและการทำงานของกล้ามเนื้อ หากขาดนาน ๆ อาจทำให้ปวดเมื่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือกระดูกบางได้
2. สรุป:
3. ถ้าค่าต่ำกว่า 30 ng/mL ควรเสริมวิตามินดี
4. ถ้าประมาณ 20 ng/mL → ทาน D3 2,000 IU/วัน หรือ 50,000 IU/สัปดาห์ 6–8 สัปดาห์ แล้วตรวจซ้ำ
5. หลังระดับกลับมาปกติ ให้คงระดับด้วย 800–1,000 IU/วัน

ร่วมกับการรับแดดอ่อน ๆ และทานอาหารที่มีวิตามินดีธรรมชาติ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากสงสัยว่าขาดวิตามินดีหรือมีอาการปวดกระดูก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มยาเสริม

- สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรือภาวะขาดวิตามินดีได้ที่
- ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
- ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
- 📱 Line ID: โทร 081-5303666

#วิตามินดี #กระดูกพรุน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #สุขภาพกระดูก #วิตามินดีต่ำ

https://www.facebook.com/share/p/1RuXg1hdwZ/?mibextid=wwXIfr
23/10/2025

https://www.facebook.com/share/p/1RuXg1hdwZ/?mibextid=wwXIfr

5 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Desloratadine ที่คนไข้มักถาม

Desloratadine ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ ไม่ง่วง ใช้วันละครั้งก็เอาอยู่
Desloratadine เป็นยาแก้แพ้กลุ่มที่เรียกว่า “แอนตี้ฮิสตามีนรุ่นที่สอง” ซึ่งออกฤทธิ์ได้นาน กินแค่วันละครั้งก็เพียงพอ มักใช้เพื่อลดอาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก หรืออาการลมพิษเรื้อรังที่เกิดขึ้นเอง (โดยไม่ทราบสาเหตุ)
ยานี้เป็นรุ่นที่พัฒนามาจากยา loratadine ซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้า โดยมีข้อดีคือมีโอกาสทำให้ง่วงนอนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยาแก้แพ้รุ่นเก่าอย่างเช่น chlorpheniramine ที่หลายคนคุ้นเคย

❌ ความเข้าใจผิดที่ 1
“กินยา Desloratadine แล้วต้องง่วงแน่ ๆ เหมือนยาแก้แพ้รุ่นเก่า”
✅ ข้อเท็จจริง
Desloratadine เป็นยาแก้แพ้รุ่นใหม่ (รุ่นที่สอง) ที่ออกแบบมาให้ไม่กดการทำงานของสมองเหมือนยาแก้แพ้รุ่นเก่า เช่น diphenhydramine หรือ chlorpheniramine
จากการศึกษาที่ให้คนกิน desloratadine ขนาดมาตรฐาน 5 มิลลิกรัม แล้วไปขับรถหรือทำแบบทดสอบความว่องไวทางจิต พบว่าไม่มีผลต่อสมาธิหรือความตื่นตัว ต่างจากยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้ขับรถได้แย่ลงอย่างชัดเจน
ข้อมูลจากฉลากยายังระบุว่า desloratadine ผ่านเข้าสมองได้น้อยมาก และอาการง่วงหลังรับประทานในขนาด 5 มิลลิกรัมพบได้น้อย พอ ๆ กับคนที่ไม่ได้กินยาเลย (กลุ่มที่ได้รับยาหลอก)
- อย่างไรก็ตาม ถ้าใช้ยาเกินขนาด เช่น 10–20 มิลลิกรัม อาจเพิ่มความเสี่ยงง่วงซึมได้
- ไม่ควรเพิ่มขนาดยาด้วยตัวเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

❌ ความเข้าใจผิดที่ 2
“กินยาแค่ตอนมีอาการ ก็ได้ผลพอ ๆ กัน”
✅ ข้อเท็จจริง
สำหรับผู้ที่เป็น ภูมิแพ้จมูก (allergic rhinitis) ระดับปานกลางถึงรุนแรง การกินยาแก้แพ้เฉพาะเวลามีอาการอาจไม่เพียงพอ เพราะแนวทางการรักษาที่เป็นมาตรฐานแนะนำว่าควรใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ (เช่น INCS) อย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อควบคุมอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอาการคัดจมูก ซึ่งยาแก้แพ้กินอย่างเดียวอาจไม่ช่วยเท่าไหร่
หากมีอาการแบบเรื้อรัง ควรมียาประจำวันที่ใช้สม่ำเสมอ และใช้ desloratadine เสริมเฉพาะช่วงที่มีอาการมากขึ้น ตามคำแนะนำของแพทย์
ในกรณีของ ลมพิษเรื้อรัง (chronic spontaneous urticaria หรือ CSU) แนวทางระดับสากลก็แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่แบบกินทุกวันเป็นพื้นฐานเช่นกัน และถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจเพิ่มขนาดยาขึ้นได้ แต่ห้ามปรับยาเองเด็ดขาด ต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมินและดูแล
- การกินยาสม่ำเสมอและถูกวิธี มีผลต่อการควบคุมโรคมากกว่าการกินเฉพาะเมื่อมีอาการ

❌ ความเข้าใจผิดที่ 3
“จะกินตอนไหนก็ได้ ยาก็ออกฤทธิ์ทันทีเหมือนกัน”
✅ ข้อเท็จจริง
แม้ว่า Desloratadine จะเป็นยาออกฤทธิ์นาน กินแค่วันละครั้งก็เพียงพอ แต่ไม่ได้หมายความว่า “จะกินตอนไหนก็ได้” หรือ “ยาออกฤทธิ์ทันที”
หลังจากรับประทาน ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ภายในประมาณ 1 ชั่วโมง และจะออกฤทธิ์สูงสุดในช่วงประมาณ 3 ชั่วโมงหลังจากกิน โดยตัวยาจะอยู่ในร่างกายได้นานกว่า 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเหตุผลที่สามารถกินแค่วันละครั้งก็เพียงพอ
- แต่ถ้าต้องการให้ระดับยาในเลือดคงที่ และควบคุมอาการได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในคนที่มีอาการทุกวัน ควรกินยาเวลาเดิมในแต่ละวันเพื่อให้การออกฤทธิ์ของยาสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ Desloratadine อาจไม่ออกฤทธิ์เร็วทันใจเหมือนยาพ่นจมูกบางชนิด ดังนั้นไม่ควรรอจนมีอาการรุนแรงแล้วค่อยกิน เพราะอาจไม่ช่วยบรรเทาได้ทันที

❌ ความเข้าใจผิดที่ 4
“ตั้งครรภ์หรือให้นม ก็กินยา Desloratadine ได้เลย ไม่ต้องปรึกษาแพทย์”
✅ ข้อเท็จจริง
แม้ยา Desloratadine จะจัดว่าเป็นยาแก้แพ้ที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ยังควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง
ฉลากยาระบุชัดเจนว่า ยานี้สามารถผ่านเข้าสู่น้ำนมแม่ได้ แม้จะเป็นปริมาณเพียงเล็กน้อยก็ตาม และยังไม่มีข้อมูลในคนที่มากเพียงพอ จึงจำเป็นต้อง ชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์กับความเสี่ยง เป็นรายกรณี
ฐานข้อมูลด้านการใช้ยาในหญิงให้นม เช่น LactMed และ Specialist Pharmacy Service รายงานว่า Desloratadine (รวมถึง loratadine ซึ่งเป็นตัวยาต้นแบบ) เข้าน้ำนมได้น้อยมาก แต่ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะถ้าใช้ร่วมกับยาลดน้ำมูกบางชนิด เช่น pseudoephedrine ซึ่งอาจไป ลดปริมาณน้ำนม
- ดังนั้น หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้เพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก

❌ ความเข้าใจผิดที่ 5
“หยุดยา Desloratadine แค่ 1 วันก่อนตรวจภูมิแพ้ ก็พอแล้ว”
✅ ข้อเท็จจริง
ก่อนเข้ารับการตรวจ skin prick test (การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง) ผู้ป่วยควร หยุดยาแก้แพ้กลุ่มที่ 2 เช่น Desloratadine อย่างน้อย 7 วัน ไม่ใช่แค่ 1 วัน
เหตุผลคือ ยาในกลุ่มนี้จะไป กดปฏิกิริยาการแพ้ที่ผิวหนัง ทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อนได้ เช่น อาจตรวจไม่เจอสารก่อภูมิแพ้ที่แพ้อยู่จริง (เกิดผล “ลบปลอม”)
โดยเฉพาะ Desloratadine ซึ่งเป็นยาที่มี ฤทธิ์ยาวนานในร่างกาย (half-life นาน) จึงจำเป็นต้องเว้นการใช้ตามระยะเวลาที่แนะนำ เพื่อให้ผลการตรวจแม่นยำ
- ดังนั้น หากมีแผนจะตรวจภูมิแพ้ด้วยวิธี skin prick test ควร แจ้งแพทย์ล่วงหน้า และหยุดยาตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

✅ เคล็ดลับการใช้ยา Desloratadine ให้ปลอดภัยและได้ผลดี
- ควรกินยาเวลาเดิมทุกวัน วันละครั้งก็เพียงพอ เพราะยาออกฤทธิ์ยาวนานตลอดวัน
- ห้ามเพิ่มขนาดยาเอง แม้โดยทั่วไปยานี้ไม่ทำให้ง่วง แต่หากกินในขนาดสูงกว่าที่แนะนำ อาจทำให้ง่วงได้มากขึ้น
- ถ้าอาการภูมิแพ้ยังไม่ดีขึ้นหลังใช้ยา ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อปรับแผนการรักษาอาจต้องเพิ่มยาพ่นจมูกหรือใช้แนวทางอื่นตามดุลยพินิจแพทย์
⚠ ระวังการใช้ร่วมกับยาอื่น
Desloratadine โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย แต่หากใช้ร่วมกับยาบางชนิด เช่น
ketoconazole, erythromycin, fluoxetine, หรือ cimetidine
ควร แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรล่วงหน้า เพราะอาจส่งผลต่อระดับยาในร่างกาย แม้จากการศึกษาจะไม่พบผลเสียชัดเจนต่อคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (QTc) ก็ตาม
🍷 การดื่มแอลกอฮอล์
งานวิจัยพบว่า Desloratadine ไม่ได้เพิ่มฤทธิ์กดประสาทของแอลกอฮอล์ในขนาดมาตรฐาน แต่ในชีวิตจริง แต่ละคนอาจไวต่อยาไม่เท่ากัน
- เพื่อความปลอดภัย ควร หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เมื่อเริ่มยาหรือขณะปรับขนาดยาใหม่ และควรงดขับขี่ยานพาหนะจนมั่นใจว่าไม่ง่วง

เอกสารอ้างอิง
1. U.S. Food and Drug Administration. CLARINEX® (desloratadine) Tablets, Syrup, RediTabsPrescribing Information. Rev 2005/2006. Kenilworth (NJ): Schering Corporation.
2. U.S. Food and Drug Administration. CLARINEX® (desloratadine) TabletsPrescribing Information. 2002 Feb 8.
3. Vuurman EFPM, Rikken GH, Muntjewerff ND, de Halleux F, Ramaekers JG. Effects of desloratadine, diphenhydramine, and placebo on driving performance and psychomotor performance measurements. Eur J Clin Pharmacol. 2004;60(5):307–13.
4. Scharf M, Berkowitz D. Effects of desloratadine and alcohol coadministration on psychomotor performance. Curr Med Res Opin. 2007;23(2):313–21.
5. Heinzerling L, Mari A, Bergmann K-C, Bresciani M, Burbach GJ, Darsow U, et al. The skin prick testEuropean standards. Clin Transl Allergy. 2013;3:3.
6. Zuberbier T, Abdul Latiff AH, Abuzakouk M, Aquilina S, Asero R, Baker D, et al. The international EAACI/GA²LEN/EuroGuiDerm/APAAACI guideline for the definition, classification, diagnosis, and management of urticaria. Allergy. 2022;77(3):734–66.
7. Ellis AK, Murrieta-Aguttes M, Lima WT, Salapatek AM, Lee SE, Rabe KF, et al. Allergic rhinitis. Allergy Asthma Clin Immunol. 2024. Online ahead of print.
8. U.S. Food and Drug Administration; Organon. Patient Information: CLARINEX®. [Internet].
9. DailyMed. DesloratadineLabeling (Section 8.2 Lactation). Desloratadine passes into breast milk. [Internet].
10. National Library of Medicine. DesloratadineSummary of Use during Lactation. Drugs and Lactation Database (LactMed). 2021.

สิ่งมี ชีวิตเล็กๆ  https://www.facebook.com/share/1CDe9KoCFr/?mibextid=wwXIfr
22/10/2025

สิ่งมี ชีวิตเล็กๆ https://www.facebook.com/share/1CDe9KoCFr/?mibextid=wwXIfr

Lice = เหา ( ไลซ์ )
Flea = หมัด ( ฟลี )
Tick = เห็บ (ทิค )
Mite =ไร ( ไมต์ )
Bed bug =ตัวเรือด (เบด บัก)
Ant =มด ( แอนต์ )
Cockroach =แมลงสาบ (ค็อกโครช)
Mosquito =ยุง ( มอสกีโต )
Termite =ปลวก ( เทอร์ไมท์ )
Housefly =แมลงวัน (เฮาส์ฟลาย)
Spider =แมงมุม( สไปเดอร์ )
Gnat =แมลงวันตัวเล็ก ( แนท )
Hornet = ต่อ ตัวใหญ่ พิษร้าย( ฮอร์เน็ท )
Wasp =ตัวต่อเล็กๆ ( วอส์พฺ )
Beetle =ด้วง ( บีเทิล )
Stink bug = แมลงเหม็น ( สทิงก์ บัก )
Butterfly =ผีเสื้อ( บัตเทอร์ฟลาย)
Moth = ผีเสื้อกลางคืน ( มอธ )
Dragonfly = แมลงปอ (ดรากอนฟลาย)
Firefly = หิ่งห้อย (ไฟเออร์ฟลาย )
Grasshopper = ตั๊กแตน ( แกรสฮอปเปอร์ )
Ladybug = เต่าทอง ( เลดี้บัก )
Caterpillar = หนอนผีเสื้อ ( แคทเทอร์พิลลาร์ )
Crickets = จิ้งหรีด ( คริกเก็ตส์ )
Earwig = แมลงหูทอง( เอียร์วิก )
Weevil = มอดข้าว / มอด ( วีเวล )
Aphid = เพลี้ย ( เอฟิด )

11/10/2025

พบ “เงาะป่าน้อย” ออกเรี่ยไรหาทุนการศึกษา ❤️
ใครเจอน้องในตลาด แวะร่วมบุญ เติมรอยยิ้มกันนะคะ 🍀
#ร้านบ้านเภสัช #เด็กขยันน่าชื่นชม #ร่วมส่งต่อโอกาสดีๆ

นั่นซินะ
06/10/2025

นั่นซินะ

❌ สิ่งที่พ่อแม่เข้าใจผิดที่พบบ่อย
คือเข้าใจว่า “น้ำมูกเหลือง/เขียว = ต้องกินยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ)”

จริงๆ แล้ว… ความเข้าใจนี้ ยังไม่ถูกต้องครับ
น้ำมูกเขียวไม่ได้แปลว่าลูกติดเชื้อแบคทีเรียเสมอไป



🧬 ทำไมน้ำมูกถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียว?
• เวลาเป็นหวัดหรือติดเชื้อ (ไม่ว่าจะไวรัสหรือแบคทีเรีย)
• ร่างกายจะส่ง “เม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล” มาสู้กับเชื้อเหมือนๆกัน
• ในเม็ดเลือดขาวนี้มีเอนไซม์ชื่อ Myeloperoxidase (MPO) ซึ่งมี"สีเขียว"ตามธรรมชาติ
• เมื่อมีเม็ดเลือดขาวรวมตัวกันมากๆ น้ำมูกเลยกลายเป็นสีเหลืองหรือเขียวนั่นเอง

➡️ ดังนั้น สีเหลือง/เขียวของน้ำมูก = แปลว่าเม็ดเลือดขาวเรากำลังทำงาน
อาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสก็ได้หรือเชื้อแบคทีเรียก็ได้
ไม่ใช่หลักฐานชี้ชัดว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียเสมอไป



🩺 แล้วเมื่อไหร่ถึงจะสงสัยว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียจริงๆ?

ไม่ได้ดูแค่สีครับ แต่ต้องดู “อาการร่วม” อื่นๆด้วย เช่น 👇

🔹 อาการยืดเยื้อ เป็นนาน (Persistent symptoms)
• น้ำมูกเขียวเกิน 10 วัน โดยไม่ดีขึ้นเลย

🔹 อาการรุนแรง (Severe symptoms)
• มีไข้สูง ≥ 39°C (102.2°F)
• ร่วมกับน้ำมูกเขียวต่อเนื่อง ≥ 3 วัน
** เน้นนะครับ ว่าอย่างน้อย 3 วัน **

🔹 อาการแย่ลงใหม่ หลังดีขึ้น (Worsening symptoms)
• เดิมเหมือนจะดีขึ้นแล้ว แต่น้ำมูกกลับเขียวและแย่ลง
• หรือมีไข้กลับมาใหม่/ ปวดหัวรุนแรง

ถ้าลูกมีอาการเข้าเกณฑ์เหล่านี้
→ ถึงจะเริ่มคิดถึงการติดเชื้อแบคทีเรียและอาจพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อครับ 💊



👩‍⚕️ จะเห็นว่าการวินิจฉัยว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียจริงๆ ต้อง “อาศัยเวลา” ครับ
(เพราะการติดเชื้อไวรัสมักจะดีขึ้นเอง เมื่อเวลาผ่านไป)
หลายครั้งที่หมอหลายคนไม่จ่ายยาฆ่าเชื้อทันที
แล้วนัดมาติดตามอาการ 3 วัน 5 วัน
ไม่ได้แปลว่า “หมอเลี้ยงไข้” ❌

แต่แปลว่า…
ต้องมั่นใจก่อนว่าลูกติดเชื้อแบคทีเรียจริงๆ ถึงจะจ่ายยาฆ่าเชื้อให้กิน
เพราะยาฆ่าเชื้อ มันฆ่าได้แค่แบคทีเรีย ไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัส

และยาฆ่าเชื้อเองก็มีข้อเสีย เช่น
• ทำลายสมดุลของ “เพื่อนจิ๋วในลำไส้” (ไมโครไบโอม) ซึ่งสำคัญต่อสุขภาพในระยะยาว (ใครยังไม่รู้จักไปอ่าน link ในคอมเมนท์เลยครับ)
• เพิ่มโอกาสเกิด “เชื้อดื้อยา” ส่งต่อไปในสังคม
• อาจมีผลข้างเคียง เช่น ท้องเสียหรือแพ้ยา

เพราะฉะนั้นการใช้ยาฆ่าเชื้อจึงเป็นเรื่องที่หมอต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ



💡 สรุปจำกันใหม่นะครับ
น้ำมูกเหลืองหรือเขียว = สัญญาณว่าเม็ดเลือดขาวกำลังต่อสู้
ไม่ใช่ตัวชี้ขาดว่าต้องกินยาฆ่าเชื้อเสมอไป
และส่วนใหญ่ก็เป็นจากการติดเชื้อไวรัส ที่มักจะหายเองได้ ❤️

👉 ใครยังไม่ได้อ่านข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจให้ลูกกินยาฆ่าเชื้อ
ตามไปอ่านต่อได้จาก link ในคอมเมนท์เลยครับ

🧴✨ ผื่นคันตุ่มแดง อย่าชะล่าใจน้าาา!บางทีอาจไม่ใช่แค่ “ยุงกัด” หรือ “แพ้อากาศ” อย่างที่คิด 🧐เพราะผื่นที่ขึ้นบนผิวเรา…มีหล...
01/10/2025

🧴✨ ผื่นคันตุ่มแดง อย่าชะล่าใจน้าาา!
บางทีอาจไม่ใช่แค่ “ยุงกัด” หรือ “แพ้อากาศ” อย่างที่คิด 🧐
เพราะผื่นที่ขึ้นบนผิวเรา…มีหลายสาเหตุเลยค่ะ ทั้ง
แมลงกันกระดก 🪳 เห็บกัด 🕷️ เริม 😖 ลมพิษ 🌬️ ไปจนถึงกลาก เกลื้อน เชื้อราแมว 🐱

แต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะ และ “ใช้ยาคนละชนิด”
ถ้าเดายาเองผิด อาจยิ่งลาม หรือคันไม่หยุดนะคะ 🫣

https://www.facebook.com/share/1HGu2nhC3W/?mibextid=wwXIfr
28/09/2025

https://www.facebook.com/share/1HGu2nhC3W/?mibextid=wwXIfr

[Hypertension]
ตำรา HTN ออกใหม่ 2/09/2568 ของสมาคมความดันโลหิตสูงครับ

สมาคมแจกให้ดาวน์โหลดได้ฟรี เป็นประโยชน์มาก ๆครับ เขียนดีและละเอียดมาก ถ้าทำเป็นเล่มอยากซื้อเก็บสะสมเลยครับ -0-

Download:
https://thaihypertension.org/%e0%b8%95%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/?download=22444

https://www.facebook.com/share/p/16L5UTE8cA/?mibextid=wwXIfr
27/09/2025

https://www.facebook.com/share/p/16L5UTE8cA/?mibextid=wwXIfr

🫁🧬🦠ไมโครไบโอมในลำไส้กับโรคหืด (Gut microbiome and Asthma)
เรียบเรียงโดย ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย 
โรคหืดเป็นโรคเรื้อรังของทางเดินหายใจ เกิดจากปัจจัยพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และงานวิจัยในปัจจุบันพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ “ไมโครไบโอม” หรือชุมชนจุลชีพที่อาศัยอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะลำไส้และปอด โดยความผิดปกติของสมดุลจุลชีพ (dysbiosis) มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดและความรุนแรงของโรคหืด
#ไมโครไบโอม (microbiome) คืออะไร
หมายถึงชุมชนจุลชีพทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะในลำไส้ มากที่สุด นอกจากนี้ยังอยู่ที่เยื่อบุของร่างกาย เช่น ผิวหนัง ช่องปาก และทางเดินหายใจ ไมโครไบโอมเหล่านี้ประกอบด้วยแบคทีเรีย ไวรัส และรา จุลชีพเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน ความสมดุลระหว่างจุลชีพที่เป็นประโยชน์และจุลชีพก่อโรค จะช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิด tolerance และลดการอักเสบ โดย gut microbiome สามารถสื่อสารกับปอด เรียกว่า Gut–Lung Axis ซึ่งช่วยกระตุ้นการทำงานของ T regulatory cells และลดการอักเสบชนิด Th2/Th17 ในปอด ขณะที่ dysbiosis คือการที่จุลชีพอยู่แบบขาดความสมดุล อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติและเพิ่มความไวต่อการอักเสบของหลอดลม
#ปัจจัยที่มีผลต่อdysbiosis
ไมโครไบโอมในลำไส้จะมีเสถียรภาพเมื่ออายุประมาณ 3 ปี ดังนั้นปัจจัยตั้งแต่แรกเกิดมีผลอย่างมาก เช่น การคลอดทางช่องคลอดและการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะช่วยส่งเสริมจุลชีพที่เป็นประโยชน์ (Bifidobacterium, Lactobacillus) ในขณะที่การผ่าคลอดและการได้รับยาปฏิชีวนะ มีผลทำให้ความหลากหลายของจุลชีพลดลงและเพิ่มความเสี่ยงโรคหืด โดยทารกที่มีความหลากหลายของจุลชีพต่ำ หรือมีสัดส่วน Firmicutes และ Bacteroidaceae มากเกินไป พบว่ามีความเสี่ยงพัฒนาเป็นโรคภูมิแพ้และโรคหืดในอนาคต อีกปัจจัยสำคัญที่คือ “อาหาร” โดยงานวิจัยชี้ว่าความหลากหลายของอาหาร (diet diversity) ในปีแรกของชีวิตสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงโรคหืดและภูมิแพ้ โดยในบางการศึกษาพบว่าความเสี่ยงโรคหืดลดลงประมาณร้อยละ 26 ต่ออาหารใหม่ที่ถูกแนะนำในปีแรก ในทางกลับกัน การบริโภคอาหารแปรรูปสูงหรืออาหารทารกเชิงพาณิชย์ที่มีความเป็นกรดสูงและความหลากหลายน้อยสัมพันธ์กับ dysbiosis และการเพิ่มความเสี่ยงภูมิแพ้ และโรคหืด
#ไมโครไบโอมกับโรคหืด
เมื่อขาดความสมดุลของจุลชีพในลำไส้หรือที่เรียกว่า gut microbiome dysbiosis จะทำให้ความหลากหลายของจุลชีพลดลงและมีการเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ผลที่ตามมาคือการผลิตสารเมทาบอไลต์ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ เช่น short-chain fatty acids (SCFAs: acetate, propionate, butyrate) ลดลง ส่งผลให้กลไกการกระตุ้น T regulatory cells และการสร้างภูมิคุ้มกันบกพร่อง ความผิดปกตินี้เชื่อมโยงกับโรคเรื้อรังหลายชนิด รวมถึงโรคภูมิแพ้และโรคหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็ก dysbiosis ในระยะต้นชีวิตสัมพันธ์กับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหืดและความรุนแรงของอาการหอบหืดในระยะยาว โดยงานวิจัยในเด็กเล็กที่เป็น longitudinal study พบว่าการมี Veillonella, Prevotella, Haemophilus ในทางเดินหายใจส่วนบนตั้งแต่วัยทารก จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคหืดในอนาคต และการมี Clostridium มากในลำไส้ช่วงวัยเด็กเล็กจะเชื่อมโยงกับโรคหืด ในขณะที่จุลชีพที่มีประโยชน์ เช่น Faecalibacterium และ Bifidobacterium มักลดลงในเด็กที่เป็นหืด
นอกจากนี้ยังพบว่าไมโครไบโอมมีความสัมพันธ์กับชนิดของโรคหืด โดยใน Type 2 asthma (ที่มีภูมิแพ้ร่วมด้วย และค่าอีโอซิโนฟิลสูง) จะพบจุลชีพ Haemophilus, Moraxella มากขึ้น ในขณะที่ Non-Type 2 asthma (โรคหืดชนิดนิวโทรฟิล มีภาวะ อ้วน) มักพบ Fusobacterium มากขึ้น และจุลชีพที่ปกป้องเช่น Lactobacillales ลดลง ซึ่งสิ่งนี้อาจอธิบายได้ว่าทำไมผู้ป่วยบางกลุ่มตอบสนองต่อสเตียรอยด์ไม่ดี หรือดื้อต่อการรักษา
#คำแนะนำในการนำไปใช้ (Clinical Implication)
มีงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับการรักษาโรคหืดด้วยไมโครไบโอม ได้แก่ การเสริมโปรไบโอติก/พรีไบโอติก การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อเพิ่ม SCFAs การใช้เมแทบอไลต์หรือจุลชีพเฉพาะสายพันธุ์ (Bifidobacterium, Clostridia, Bacteroides fragilis) ที่ช่วยกระตุ้น Tregs และลดการอักเสบในปอด แต่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจากสัตว์ทดลองที่มีหลักฐานชัด แต่การทดลองทางคลินิกในคนยังมีน้อย ต้องการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้นแนวทางการนำความรู้เรื่องไมโครไบโอมไปใช้ในทางคลินิกควรมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุน ความหลากหลายของอาหารตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ วัยทารก วัยเด็กเล็ก จนถึงผู้ใหญ่ เน้นอาหารที่อุดมด้วยผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และผลิตภัณฑ์นมหมัก ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายของจุลชีพในลำไส้และการสร้าง SCFAs ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ในขณะเดียวกันควรลดการบริโภคอาหารแปรรูปและสารเติมแต่งที่ทำลายสมดุลของไมโครไบโอม แม้ว่าการใช้โปรไบโอติกหรือพรีไบโอติกเฉพาะชนิดมีผลลัพธ์ที่น่าสนใจในงานวิจัย แต่ยังต้องการหลักฐานทางคลินิกเพิ่มเติม ดังนั้นการปรับเปลี่ยนโภชนาการทั้งรูปแบบอาหารและความหลากหลายจึงถือเป็นวิธีที่สามารถนำมาใช้ในการลดความเสี่ยง และช่วยปรับการรักษาโรคหืดแบบไม่ใช้ยา โดยเน้นอาหารที่มีผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลา และผลิตภัณฑ์นม โยเกิร์ต เพื่อลดโอกาสเกิด dysbiosis และเพิ่มการผลิต SCFAs ที่ช่วยต้านการอักเสบ ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูปและสารเติมแต่ง แม้ว่าการเสริมโปรไบโอติกหรือพรีไบโอติกเฉพาะชนิดยังต้องการหลักฐานเพิ่มเติม แต่การส่งเสริมความหลากหลายของอาหารถือเป็นวิธีเชิงป้องกันที่มีศักยภาพในการลดความเสี่ยงโรคภูมิแพ้และโรคหืด (ดูตารางในภาพ)
.
🎁เอกสารอ้างอิง
1. Özçam M, Lynch SV. The gut–airway microbiome axis in health and respiratory diseases. Nat Rev Microbiol. 2024;22(8):492-506. doi:10.1038/s41579-024-01048-8
2. Venter C. Immunonutrition: Diet diversity, gut microbiome and prevention of allergic diseases. Allergy Asthma Immunol Res. 2023;15(5):545-561.
3. Fujimura KE, Lynch SV. Microbiota in allergy and asthma and the emerging relationship with the gut microbiome. Curr Opin Immunol. 2015;36:94-101.
4. Budden KF, Gellatly SL, Wood DLA, Cooper MA, Morrison M, Hugenholtz P, Hansbro PM. Emerging pathogenic links between microbiota and the gut–lung axis. Nat Rev Microbiol. 2017;15(1):55-63.
5. Arrieta MC, Stiemsma LT, Dimitriu PA, Thorson L, Russell S, Yurist-Doutsch S, et al. Early infancy microbial and metabolic alterations affect risk of childhood asthma. Sci Transl Med. 2015;7(307):307ra152.
6. Sokolowska M, Frei R, Lunjani N, Akdis CA, O’Mahony L. Microbiome and asthma. Asthma Res Pract. 2018;4:1.

ที่อยู่

24(ข้างร้านสมประสงค์ เยื้องAmazonริมน้ำ , เยื้องบ้านเล่าเรื่อง)ถ. หน้าเมือง อ. เมือง จ. ปราจีบุรี
Prachin
25000

เวลาทำการ

จันทร์ 17:00 - 21:00
อังคาร 17:00 - 21:00
พุธ 17:00 - 21:00
พฤหัสบดี 17:00 - 21:00
ศุกร์ 17:00 - 21:00
เสาร์ 09:30 - 21:00
อาทิตย์ 09:30 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+6637211414

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ บ้านเภสัช ปราจีนบุรีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง บ้านเภสัช ปราจีนบุรี:

แชร์