ร้านยาคุณภาพ เซ็นเตอร์ยา

ร้านยาคุณภาพ เซ็นเตอร์ยา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก ร้านยาคุณภาพ เซ็นเตอร์ยา, ร้านจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์, 48/205 ม. 5 ต. บ้านฉาง อ. บ้านฉาง จ. ระยอง, Rayong.

11/09/2016

#คำแนะนำในการดูแลสตรีวัยเจริญพันธุ์ในช่วงที่มีการระบาดของไวรัสซิกา (Zika virus) ในประเทศไทย

#มาทำความรู้จักไวรัสซิกากันก่อน
เชื้อไวรัสตัวนี้ระบาดโดยมีพาหะ คือ ยุงสายพันธุ์ Aedes aegypti เป็นหลักนะคะ แต่ยังสามารถจะติดต่อทางเพศสัมพันธ์จากผู้ที่ติดเชื้อไปยังคู่นอนของตัวเองได้ด้วย เมื่อเกิดการติดเชื้อแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-14 วัน (จะเห็นว่าระยะฟักตัวค่อนข้างกว้างมากที่เดียวนะคะ) อาการของการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ #มีอาการไม่จำเพาะ ดังนั้นทำให้วินิจฉัยค่อนข้างยากและแยกจากโรคอื่นๆ ที่อาการคล้ายกันยาก อาจจะมีอาการไข้ ผื่น ปวดตามข้อ และตาแดงได้ นอกจากนี้คนที่ติดเชื้อทุกคน ไม่จำเป็นจะต้องแสดงอาการเสมอไป โดยในคนที่ติดเชื้อ 5 คนอาจจะพบคนแสดงอาการเพียง 1 คนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ที่มีอาการก็มักจะมีอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ และในปัจจุบันนี้ เราก็ไม่มีข้อมูลว่าคนที่ตั้งครรภ์จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อชนิดนี้มากกว่าคนที่ไม่ตั้งครรภ์หรือไม่ด้วย............................................................................

#ความสัมพันธ์ระหว่างไวรัสซิกากับผลของการตั้งครรภ์
ต่อมามาที่คำตอบของคำถามที่ใครๆ ก็สงสัย ว่าถ้าติดเชื้อในระหว่างตั้งครรภ์แล้วจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไรบ้าง จากข้อมูลในปัจจุบันสนับสนุนว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่าง “การติดเชื้อไวรัสซิกาในระหว่างตั้งครรภ์” กับ “Adverse pregnancy outcomes” ไม่ว่าจะเป็นการแท้ง ทารกมีศีรษะเล็ก (microcephaly) หรือความผิดปกติเกี่ยวกับสมองและตาของทารกอื่นๆ โดยมารดาที่ติดเชื้อสามารถถ่ายทอดเชื้อไปยังลูกในทุกไตรมาสของการตั้งครรภ์ แต่ข้อมูลหลายๆ อย่างยังมีน้อย เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับอุบัติการณ์การติดเชื้อไวรัสซิกาในหญิงตั้งครรภ์ที่อยู่ในพื้นที่ระบาดของเชื้อ, อัตราการแพร่เชื้อจากมารดาสู่ทารก และอัตราการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่มารดาติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้............................................................................

#ข้อมูลประเทศไทย ***สำคัญมาก แนะนำข้อมูลสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปค่ะ
สำหรับประเทศไทยเอง มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสซิกา โดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำข้อมูลที่มีประโยชน์ทั้งต่อบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าไปติดตามได้ที่ http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/th/diseases/2078

และได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 ให้โรคติดเชื้อไวรัสซิกาเป็นโรคติดต่อต้องแจ้งความลำดับที่ 23 และเพิ่มชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญในลำดับที่ 52 ว่า “โรคติดเชื้อไวรัสซิกา (Zika virus disease) มีอาการไข้ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ตาแดง (conjunctival injection) บางรายอาจมีผื่นแดง (maculopapular rash) ข้นตามร่างกาย โดยทั่วไปจะมีอาการป่วยประมาณหนึ่งสัปดาห์”

แนวทางการดำเนินงานและสอบสวนโรคติดเชื้อไวรัสซิกาhttp://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/sites/default/files/upload/images/guidelines_zika18_feb_2016.pdf

แผ่นพับให้ความรู้โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/sites/default/files/upload/images/zika_virus_1.pdf

รายชื่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาโรคติดเชื้อไวรัสซิกา
http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/sites/default/files/expert.pdf

องค์ความรู้เรื่องโรคไข้ซิกาhttp://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/sites/default/files/factsheet_zika020259.pdf

คำถามที่พบบ่อยโรคติดเชื้อไวรัสซิกา http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/node/2030
คำถาม-คำตอบไวรัสซิกากับหญิงตั้งครรภ์ http://beid.ddc.moph.go.th/beid_2014/node/2019
............................................................................

#คำแนะนำในการดูแลจากองค์กรนานาชาติ CDC, ACOG และ SMFM
1. หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อไวรัสซิก้า ควรเว้นช่วงการมีบุตรอย่างน้อย 8 สัปดาห์หลังจากที่เริ่มแสดงอาการ (onset) ส่วนผู้ชายควรรอนานกว่านั้นนะคะ คือ รออย่างน้อย 6 เดือนหลังจากที่เริ่มแสดงอาการ แปลว่า ถ้ามีอาการแสดงแล้ว ยังไม่ควรท้องทันทีหลังจากหาย จะต้องเว้นช่วงการมีบุตรไว้ก่อน ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยผู้ชายต้องเว้นช่วงนานกว่า
***สำหรับคนที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ควรคุมกำเนิดไว้ก่อน อย่าเพิ่งมีบุตรในช่วง 8 สัปดาห์หลังจากที่สัมผัสเชื้อค่ะ --> ล่าสุด WHO แนะนำเมื่อ 6 กันยายน 2559 ว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ติดเชื้อ โดยไม่ว่าจะมีหรือไม่มีอาการนั้นก็ควรจะเว้นช่วงการมีบุตรอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งในระหว่าง 6 เดือนนี้ควรใส่ถุงยางป้องกันการติดเชื้อ ***ส่วนในคนท้อง หากสามีติดเชื้อหากมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างตั้งครรภ์ก็จะต้องใส่ถุงยางหรืองดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ตลอดการตั้งครรภ์

2. การเจาะน้ำคร่ำเพื่อวินิจฉัยภาวะการติดเชื้อของทารกในมารดาที่ติดเชื้อ ปัจจุบันนี้ไม่ได้แนะนำให้ทำทุกคนแล้วนะคะ แต่ให้พิจารณาเป็นรายๆ ไปตามความจำเป็น ขึ้นอยู่กับว่าสงสัยการติดเชื้ออื่นๆ ด้วยหรือไม่ด้วย

3. ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสควรให้คำแนะนำป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อของทารกในครรภ์

4. หมอและบุคลากรสาธารณสุขเองก็อย่าลืมเรื่องของ stardard precautions ด้วยนะคะ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อผ่านทางเลือดและสารคัดหลั่ง ส่วนเรื่องของ contact precaution และ respiratory isolation ไม่มีข้อมูลว่ามีความจำเป็นค่ะ

5. CDC มีทีมให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมงในการดูแลหญิงตั้งครรภ์และทารกที่สงสัยว่าจะมีการติดเชื้อไวรัสซิก้า สามารถติดต่อได้ตามนี้ค่ะ 770-488-7100 or e-mail zikamch@cdc.gov

6. เพิ่มเติมวันที่ 13 มิถุนายน 2016 เนื่องจากว่าไวรัสซิก้าเจอทั้งในเลือดและปัสสาวะ CDC จึงแนะนำให้ส่งทั้งเลือดและปัสสาวะส่ง PCR testing ถ้าหาก PCR เป็นลบก็ให้ตรวจ IgM ต่อ ทั้งนี้ขึ้นกับห้องปฏิบัติการด้วย

หมอเมษ์

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ มีอะไรกันบ้างน้าากินส้มตำบ่อยๆ ดื่มสุราบ่อยๆมีความเสี่ยงหรือเปล่า?หาคำตอบได้เลยนะครับ..ขอบคุณข...
06/03/2016

ความเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ มีอะไรกันบ้างน้าา
กินส้มตำบ่อยๆ ดื่มสุราบ่อยๆมีความเสี่ยงหรือเปล่า?
หาคำตอบได้เลยนะครับ..

ขอบคุณข้อมูลความรู้จาก
โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ครับ

ปัจจัยเสี่ยง.....พฤติกรรมคนทำงานเลี่ยงสู่การเป็นมะเร็ง
#ปรับเปลี่ยนเพื่อสุขภาพที่ดี #รักตัวเอง #ปวดตับ

เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่า...แพ้ยาคืออะไร?อาการอะไรบ้างที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราแพ้ยา? ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก "เรื่องยา วางใจเภสัช...
06/03/2016

เคยสงสัยกันหรือเปล่าว่า...
แพ้ยาคืออะไร?
อาการอะไรบ้างที่เกิดขึ้นได้เมื่อเราแพ้ยา?

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก "เรื่องยา วางใจเภสัชกร" My Pharmacist สภาเภสัชกรรม

สงสัยกันไหม ทำไม "แพ้ยา"

"เรื่องยา วางใจเภสัชกร" My Pharmacist สภาเภสัชกรรม

#เรื่องยาวางใจเภสัชกร

ฉุกคิดสักนิด ก่อนคิดใช้ "ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน"ขอบคุณข้อมูลจาก"เรื่องยา วางใจเภสัชกร" My Pharmacist สภาเภสัชกรรมขอบคุณครับ ...
25/02/2016

ฉุกคิดสักนิด ก่อนคิดใช้ "ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน"

ขอบคุณข้อมูลจาก

"เรื่องยา วางใจเภสัชกร" My Pharmacist สภาเภสัชกรรม

ขอบคุณครับ ;)

ฉุกคิดสักนิด ก่อนคิดใช้ "ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน"

"เรื่องยา วางใจเภสัชกร" My Pharmacist สภาเภสัชกรรม

#เรื่องยาวางใจเภสัชกร

ปัจจุบันนี้ยังมีความเข้าใจเรื่องนี้คลาดเคลื่อนกันอยู่ในเรื่องของยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ ซึ่งยาทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เหมือนกั...
21/02/2016

ปัจจุบันนี้ยังมีความเข้าใจเรื่องนี้คลาดเคลื่อนกันอยู่ในเรื่องของยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ ซึ่งยาทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่เหมือนกันและไม่ควรซื้อกินเอง ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้นะครับ ^^

หลายๆครั้ง หลายๆคนยังสับสนระหว่าง นาแก้อักเสบ และยาปฏิชีวนะ
ยาปฏิชีวนะ เป็นยาฆ่าเชื้อ ไม่สามารถ แก้อาการปวด และไม่ใช่ยาครอบจักรวาลค่ะ
การจะใช้ต้องมีข้อบ่งชี้ และ ต้องกินจนครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง เพื่อป้องกันการดื้อยาค่ะ

การเก็บยาสำหรับเด็ก ควรเก็บรักษาอย่างไรดี?หากเก็บยาไว้เกินระยะเวลาที่เหมาะสมอาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่น้องๆที่ทานได้นะครับ...
20/02/2016

การเก็บยาสำหรับเด็ก ควรเก็บรักษาอย่างไรดี?
หากเก็บยาไว้เกินระยะเวลาที่เหมาะสมอาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่น้องๆที่ทานได้นะครับ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก MY Pharmacist เรื่องยา วางใจเภสัชกร

"ยาสำหรับเด็ก" ควรเก็บรักษาอย่างไรดี

"เรื่องยา วางใจเภสัชกร" My Pharmacist สภาเภสัชกรรม

#เรื่องยาวางใจเภสัชกร

ห่างหายกันไป 1 สัปดาห์ วันนี้เรามาอัพเดทข้อมูลโรคใหม่กันนะครับ...กับไวรัสซิกา หรือ ZIKA VIRUS ..โรคนี้หายเองได้ไหม??..สา...
07/02/2016

ห่างหายกันไป 1 สัปดาห์ วันนี้เรามาอัพเดทข้อมูลโรคใหม่กันนะครับ...กับไวรัสซิกา หรือ ZIKA VIRUS ..โรคนี้หายเองได้ไหม??..สาเหตุของการติดเชื้อเกิดจากอะไรกันแน่??..ในนี้มี ..คำตอบครับ ;)
ขอบคุณข้อมูลดีจาก BHealthy society ครับ

รู้ชัดเรื่องโรคและยา "ไวรัสซิกา"

ขอขอบคุณข้อมูลจาก facebook.com/BHealthySociety

ว่าด้วยเรื่องของการทานยาทำไมยาบางตัวจึงมีวิธีการรับประทานต่างกัน👯ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ
29/01/2016

ว่าด้วยเรื่องของการทานยา
ทำไมยาบางตัวจึงมีวิธีการรับประทานต่างกัน
👯ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ

รู้หรือไม่ ทำไมถึงต้องกินยา "ก่อน" หรือ "หลัง" อาหาร

"เรื่องยา วางใจเภสัชกร" My Pharmacist สภาเภสัชกรรม

#เรื่องยาวางใจเภสัชกร

กินเค็มเกิดโรคอะไร ลองมาหาคำตอบกันนะคะ ^^ #ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน
28/01/2016

กินเค็มเกิดโรคอะไร
ลองมาหาคำตอบกันนะคะ ^^

#ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก มูลนิธิหมอชาวบ้าน

กินเค็ม...เกิดโรคอะไร
เมื่อพูดถึง “ความเค็ม” คนส่วนใหญ่จะนึกถึง “เกลือ” ที่ใช้ในการปรุงแต่งรสอาหารให้มีความเค็มหรืออาจใช้ในการถนอมอาหาร ดังนั้นเกลือจึงสื่อถึงรสชาติเค็มของอาหาร “เกลือ” คือสารประกอบทางเคมีที่เรียกว่า “โซเดียมคลอไรด์” และคนทั่วไปมักจะเรียก “เกลือแกง” ที่ใช้ประกอบอาหารว่าโซเดียมคลอไรด์ โซเดียมเป็นแร่ธาตุธรรมชาติที่ร่างกายต้องการ และร่างกายไม่สามารถผลิตโซเดียมได้เอง จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหารในปริมาณที่เหมาะสม

ทั้งนี้เราควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (หรือ 1 ช้อนชา) ส่วนคนที่เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงไม่ควรเกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ปัจจุบันคนไทยบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูงกว่าที่ร่างกายต้องการถึง 2 เท่า หรือวันละ 4,000 มิลลิกรัม จากพฤติกรรมต่างๆ เช่น เติมน้ำปลาทุกครั้งที่กินอาหารตามร้านและที่บ้าน ใช้ผงปรุงรสสารพัดชนิดทุกครั้งที่ปรุงอาหารบริโภคอาหารสำเร็จรูปและกึ่งสำเร็จรูป สัปดาห์ละหลายครั้ง

กินเค็ม เกิดโรคอะไร
ถึงแม้ “โซเดียม” จะมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่การบริโภคโซเดียมมากเกินไปกลับมีผลเสียต่อสุขภาพ และส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรังต่างๆ หลายโรค เช่น
- ความดันโลหิตสูง คนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากกว่า 11 ล้านคน
- หัวใจวาย คนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดปีละ 4 หมื่นคน หรือวันละ 108 คน
- อัมพฤกษ์ อัมพาต คนไทยเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต มากกว่า 5 แสนคน
การกินเค็มจัดทุกวัน มีโอกาสสูงที่หลอดเลือดสมองจะตีบตันหรือแตก ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
- ไตวาย คนไทยเป็นโรคไต มากกว่า 7.6 ล้านคน มีการประเมินค่าใช้จ่าย “ฟอกเลือดล้างไต” คนละประมาณ 2 แสนบาทต่อปี ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเดินทางไปสถานพยาบาลและค่าเสียเวลาอื่นๆ (ลูกหลานต้องหยุดงานเพื่อพาผู้ป่วยไปฟอกเลือดล้างไต)

จะเห็นได้ว่าการบริโภคโซเดียมสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่ปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร “โซเดียม” จึงกลายเป็นตัวอันตรายในอาหาร หากบริโภคอย่างไม่ระมัดระวัง

ปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่ง และในโรงพยาบาลมีผู้ป่วยจำนวนมากที่นอนโรงพยาบาลด้วยปอดติดเชื้อปอดติดเชื้อเป็นอย่างไรมาทำค...
26/01/2016

ปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่ง และในโรงพยาบาลมีผู้ป่วยจำนวนมากที่นอนโรงพยาบาลด้วยปอดติดเชื้อ

ปอดติดเชื้อเป็นอย่างไร
มาทำความเข้าใจกันนะคะ
ขอขอบคุณ Rama channel ที่สรุปข้อมูลดีๆให้ได้ติดตาม

เข้าใจให้ถูกทาง : โรคปอดติดเชื้อ

ปอดถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญ และทำงานตลอดทั้งวัน โดยปอดของคนเรานั้นจะมีอยู่ 2 ข้าง สามารถยืดหยุ่นได้คล้ายกับฟองน้ำ แต่หากวันหนึ่งปอดของเราเกิดติดเชื้อขึ้นมา เราจะทำอย่างไร และวิธีลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

ปอดติดเชื้อ หรือ อาการปอดบวม ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุมักเกิดจาก ไวรัสและแบคทีเรีย โดยมีลักษณะอาการ ดังนี้

1.มีไข้

2.ไอ

3.หายใจหอบ หายใจล้มเหลว (มักพบในผู้สูงอายุ)

สำหรับวิธีการรักษาที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนป้องกัน ทั้งเชื้อไวรัส และแบคทีเรีย ซึ่งวัคซีนที่เราน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ นั่นเอง

การฉีดวัคซีนถือว่าเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เมื่อร่างกายของเราทำงานหนัก เราก็อย่าลืมหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพให้มากขึ้นด้วย

ที่มา : อ.นพ.ธีระศักด์ แก้วอมตวงศ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

ที่อยู่

48/205 ม. 5 ต. บ้านฉาง อ. บ้านฉาง จ. ระยอง
Rayong
21130

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 22:00
อังคาร 07:00 - 22:00
พุธ 07:00 - 22:00
พฤหัสบดี 07:00 - 22:00
ศุกร์ 07:00 - 22:00
เสาร์ 07:00 - 22:00
อาทิตย์ 07:00 - 22:00

เบอร์โทรศัพท์

038 695107

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ร้านยาคุณภาพ เซ็นเตอร์ยาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์