Health 24 hrs. ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Health 24 hrs., การแพทย์และสุขภาพ, Rayong.

เพจhealth24hrs. สุขภาพรอบโลก รวบรวมบทความ ข่าวสาร งานวิจัย วิวัฒนาการของการรักษา การดูแลสุขภาพ ศาตร์การฟื้นฟู ศาตร์การรักษาท้องถิ่น
ความรู้สุขภาพทั่วทุกมุมโลกรวมไว้ที่นี้ โลกแห่งสุขภาพที่ดีอยู่รอบตัวเรามากกว่าที่คุณคิด (เพจนี้ไม่ใช่แพทย์)

หมอยังอึ้ง ตะเกียบโลหะยาว 12 ซม. ติดค้างอยู่ในลำคอชายจีน นาน 8 ปี เพราะกลัวผ่าตัด ก่อนปวดรุนแรง จนต้องพบแพทย์ในที่สุดแพท...
16/03/2026

หมอยังอึ้ง ตะเกียบโลหะยาว 12 ซม. ติดค้างอยู่ในลำคอชายจีน นาน 8 ปี เพราะกลัวผ่าตัด ก่อนปวดรุนแรง จนต้องพบแพทย์ในที่สุด

แพทย์เผยเคสอุทาหรณ์ของชายชาวจีน วัย 46 ปี หลังใช้ชีวิตอยู่กับตะเกียบโลหะยาว 12 เซนติเมตร ที่ติดค้างอยู่ในลำคอเป็นเวลานานถึง 8 ปี เนื่องจากความกลัวการผ่าตัด จนกระทั่งเกิดอาการปวดคอรุนแรงจึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาในที่สุด

รายงานระบุว่า ชายแซ่ “หวัง” อาศัยอยู่ในเมืองต้าเหลียน เข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาล หลังมีอาการปวดคออย่างรุนแรงและรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในลำคอ

เมื่อแพทย์ทำการตรวจอย่างละเอียด ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า มีตะเกียบโลหะความยาวประมาณ 12 เซนติเมตรฝังอยู่ภายในลำคอของผู้ป่วย.

ชายคนดังกล่าวยอมรับว่า ตะเกียบอันนี้ติดอยู่ในลำคอมานานถึง 8 ปีเต็ม ตอนนั้นเขาเผลอกลืนตะเกียบโลหะเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ระหว่างทานข้าว

แม้ในตอนนั้นจะรู้สึกไม่สบายคอ แต่เขาไม่ได้มีอาการหายใจลำบาก จึงไปโรงพยาบาลเพียงเพื่อรักษาอาการเบื้องต้น

แพทย์ในเวลานั้นแนะนำให้ทำการผ่าตัดเพื่อนำตะเกียบออก โดยต้องมีการผ่าบริเวณลำคอ แต่เนื่องจากเขากลัวการผ่าตัดใหญ่ จึงตัดสินใจยกเลิกการรักษา

ทนอยู่กับความผิดปกติ 8 ปี ก่อนอาการปวดรุนแรง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชายคนนี้ซึ่งเป็นนักดื่มเป็นประจำ มักเข้าใจว่าอาการระคายคอเป็นเพียงผลจากการดื่มแอลกอฮอล์

จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดคออย่างรุนแรงผิดปกติ กลืนอาหารลำบาก และรู้สึกชัดเจนว่ามีวัตถุแปลกปลอมอยู่ในลำคอ

เมื่ออาการแย่ลงเขาจึงรีบเดินทางไปยังโรงพยาบาลทันที แพทย์ใช้วิธีผ่าตัดแบบแผลเล็ก นำตะเกียบออกสำเร็จ หลังตรวจสอบ แพทย์พบว่า ตะเกียบโลหะฝังอยู่บริเวณผนังคอด้านหลังทางขวา โดยมีส่วนปลายยื่นออกมาประมาณ 3 เซนติเมตร

อย่างไรก็ตาม โชคดีที่วัตถุดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เกิดแผลรุนแรงหรือเลือดออกมาก อีกทั้งการเคลื่อนไหวของเส้นเสียงยังคงเป็นปกติ และโครงสร้างของกล่องเสียงไม่ได้ถูกกดทับ

กรณีดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้กับทีมแพทย์ เนื่องจากการมีวัตถุแปลกปลอมติดอยู่ในลำคอเป็นเวลานานถึง 8 ปี โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ถือเป็นเหตุการณ์ที่พบได้ยากมาก

#ตะเกียบติดคอ8ปี #โลหะในลำคอ

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล หวยออกงวด 16 มีนาคม 2569 #หวย  #รวย  #เฮง  #หวยออก  #เลขท้าย
16/03/2026

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
หวยออกงวด 16 มีนาคม 2569
#หวย #รวย #เฮง #หวยออก #เลขท้าย

16/03/2026

น้องยูฟ่า เด็กดักแด้
แค่แตกต่าง
เพื่อนแกล้งรุนแรง
จนกระดูกข้อต่อขวา
พังจนใช้ไม่ได้

#ดักแด้ #กลั่นแรง #บลูลี่ #มรสุมชีวิต

หมอเปิดเคสสุดช็อก สาว ฉีดฟิลเลอร์ ที่ช่องคลอด เจอผลข้างเคียงรุนแรง หมดสติกะทันหัน หัวใจหยุดเต้น ก่อนเสียชีวิตสลด 2 รายวั...
16/03/2026

หมอเปิดเคสสุดช็อก สาว ฉีดฟิลเลอร์ ที่ช่องคลอด เจอผลข้างเคียงรุนแรง หมดสติกะทันหัน หัวใจหยุดเต้น ก่อนเสียชีวิตสลด 2 ราย

วันที่ 14 มี.ค.69 นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา โพสต์เตือนภัยลงในเฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” หลังมีหญิงสาวเสียชีวิตจากการฉีดฟิลเลอร์ที่บริเวณช่องคลอด โดยระบุว่า

รายงานการชันสูตรศพ 2 รายซึ่งเสียชีวิตหลังจากการฉีดฟิลเลอร์บริเวณช่องคลอด
ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ
การฉีดฟิลเลอร์บริเวณอวัยวะเพศหญิงได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากแพทย์และคนไข้มองว่าเป็นหัตถการที่ง่ายและปลอดภัย ไม่เสี่ยงตาบอดแบบฉีดหน้า และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัดตกแต่งช่องคลอด (surgical vaginoplasty) แต่ก็พบผลข้างเคียงรุนแรงได้แม้โอกาสจะน้อย

Case report รายที่ 1
ผู้ป่วยหญิงอายุ 38 ปี ถูกนำส่งแผนกฉุกเฉินหลังจากหมดสติกะทันหัน 2 ครั้งระหว่างเดินทางกลับบ้าน หลังเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ช่องคลอดที่คลินิกสูตินรีเวช อาการหมดสติครั้งแรกเกิดขึ้น 20-40 นาทีหลังทำหัตถการ โดยก่อนหน้ามีอาการใจสั่นและวิงเวียนศีรษะ ประวัติเดิมผู้ป่วยเคยฉีด hyaluronic acid (HA) filler ที่ผนังช่องคลอดมาแล้ว 4 ครั้งในรอบ 7 เดือน รวม 47 ml. ครั้งล่าสุดคือ 48 วันก่อน และในวันเกิดเหตุได้รับการฉีดเพิ่มอีก 15 ml. โดยใช้เวลาฉีด 5 นาที

มาถึงห้องฉุกเฉินวัดความดันโลหิตได้ 96/76 mmHg, อัตราการเต้นหัวใจ 104 ครั้ง/นาที, อัตราการหายใจ 18 ครั้ง/นาที, และ SpO2 80% ผู้ป่วยมีอาการหอบเหนื่อยและเขียวคล้ำ แพทย์สงสัยภาวะ anaphylactic shock เนื่องจากอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ให้ epinephrine, methylprednisolone และ chlorpheniramine ไปก็ไม่ดีขึ้น

ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการพบ D-dimer สูงถึง 677 ng/mL, ในช่วง 90 นาที ค่า CK-MB เพิ่มจาก 3.12 เป็น 5.83 ng/mL และ Troponin T เพิ่มจาก 0.121 เป็น 0.285 ng/mL คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) พบ sinus tachycardia และลักษณะ S1Q3T3

Echocardiography พบ right ventricular dilatation ร่วมกับลักษณะที่สงสัย D-sign
อาการทางคลินิกบ่งชี้ถึง pulmonary embolism จึงทำการตรวจ Chest CT แต่ไม่พบ filling defects ในหลอดเลือดแดงปอด (pulmonary arteries) แม้จะพบการขยายตัวของหัวใจห้องล่างขวาและ pulmonary trunk ก็ตาม

ต่อมาอาการหอบเหนื่อยแย่ลง ผู้ป่วยเริ่มมีอาการคล้ายชัก (seizure-like movements) จึงได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจและย้ายเข้า ICU แม้จะได้รับยา vasopressors และ inotropic drugs แต่ความดันโลหิตลดลงเหลือ 32/24 mmHg จนต้องใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) ในที่สุดภาวะ right ventricular failure และ pulmonary hypertension แย่ลง ผู้ป่วยมีอวัยวะภายในล้มเหลวหลายระบบและเสียชีวิตใน 10 วันหลังรับการรักษา
ผลการชันสูตรศพ : พบลิ่มเลือดขนาดใหญ่ในช่องคลอด ในเนื้อเยื่อช่องคลอดพบฟิลเลอร์ปริมาณมากที่ผนังช่องคลอดด้านหลัง (posterior vaginal wall) โดยกระจายตั้งแต่ชั้น submucosa ของช่องคลอดไปจนถึงชั้น mucosa ของลำไส้ตรง (re**um) พบ gross embolization ของฟิลเลอร์ใน paravaginal vessels การตรวจทาง microscopy พบ amorphous basophilic substance และเลือดออกในผนังช่องคลอด, ลำไส้ตรง มีการอักเสบที่พบ neutrophilic และ eosinophilic infiltration แบบ multifocal และพบ foreign body reaction รอบๆ สารดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบ embolization ของ basophilic material ในหลอดเลือดดำขนาดใหญ่รอบช่องคลอดและหลอดเลือดดำขนาดเล็กในชั้น submucosa ซึ่งสารนี้ย้อมติดสี alcian blue

ปอดมีเลือดคั่งรุนแรง น้ำหนักปอดขวา 1,192 กรัม และซ้าย 984 กรัม ตรวจทางจุลพยาธิวิทยาพบ intra-alveolar hemorrhage ทั่วๆ พบ amorphous basophilic emboli กระจายตัวแบบ multifocal ใน Interstitial vessels ซึ่งบางส่วนมี foreign body reaction ร่วมด้วย emboli เหล่านี้ย้อมติดสี alcian blue เช่นกัน ยืนยันว่า HA filler ได้หลุดไปอุดกั้นที่ปอด นอกจากนี้ยังพบ diffuse alveolar damage

การตรวจอวัยวะอื่นพบเพียง mild eosinophilic infiltration ไม่มีหลักฐานของ embolism ในอวัยวะอื่น ค่า postmortem tryptase ในเลือดเท่ากับ 16.5 μg/L

รายที่ 2
ผู้ป่วยหญิงอายุ 35 ปี เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นหลังได้รับการฉีดฟิลเลอร์ช่องคลอดที่คลินิกสูตินรีเวช โดยระงับความรู้สึกด้วย ketamine, midazolam และ propofol มีการฉีดฟิลเลอร์ 2 ชนิดในเวลา 5 นาที ได้แก่ collagen filler และ hybrid filler (ประกอบด้วย HA และ PLA) โดยไม่ทราบปริมาตรที่ฉีด 4 นาทีหลังทำหัตถการเสร็จค่า O2 sat เริ่มลดลง ให้ออกซิเจนก็ไม่ดีขึ้น และผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นในที่สุด หลังจากการรักษาแบบประคับประคองใน ICU เป็นเวลา 1 เดือนผู้ป่วยก็เสียชีวิตจากภาวะ hypoxic brain damage และ pneumonia

ผลการชันสูตรศพ : พบการเปลี่ยนสีของเยื่อบุช่องคลอดบริเวณที่คาดว่าเป็นตำแหน่งฉีด พบ foreign material ในชั้น submucosa แบบ multifocal สมองมีลักษณะ liquefied ซึ่งบ่งบอกถึง hypoxic damage ปอดทั้งสองข้างมีเลือดคั่งและอักเสบ น้ำหนักปอดขวา 1,050 กรัม ซ้าย 850 กรัม.

การตรวจทางจุลพยาธิวิทยาของช่องคลอดพบฟิลเลอร์ 2 ชนิดในชั้น submucosa และชั้นกล้ามเนื้อ พบ embolization ของ collagen filler แต่ไม่พบ hybrid filler ในหลอดเลือดบางเส้น นอกจากนี้ยังพบ collagen filler ใน interstitial vessels ของปอดจำนวนมากซึ่งบ่งชี้ว่าภาวะ cardiopulmonary arrest เริ่มต้นเกิดจาก non-thrombotic pulmonary embolism (NTPE) และยังพบ emboli ในหัวใจและสมองบ่งบอกถึงการลุกลามเป็น systemic embolism

ภาวะ NTPE เกิดขึ้นเมื่อสารที่ไม่ได้อยู่ในหลอดเลือดในปริมาณมาก เช่น ไขมัน, น้ำคร่ำ, อากาศ, หรือ filler หลุดเข้าไปอุดกั้นในระบบไหลเวียนโลหิตของปอด (pulmonary circulation) แม้จะพบได้ยาก แต่ NTPE สามารถเกิดจากการฉีดฟิลเลอร์ได้หากฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง หรือฟิลเลอร์เคลื่อนตัวเข้าหลอดเลือดดำจากแรงดันที่สูงบริเวณตำแหน่งที่ฉีด (high local pressure)

เนื่องจากโครงสร้างทางกายวิภาคของช่องคลอดมี venous plexus ที่หนาแน่น การฉีดบริเวณนี้จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด vascular complications หากเกิดกรณีเสียชีวิต แพทย์นิติเวชควรทำการชันสูตรอย่างละเอียดรวมถึงการตรวจทางจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะต่างๆ การใช้ special stain สามารถช่วยวินิจฉัยชนิดของ embolism ได้ เช่น HA ย้อมติดสี alcian blue และคอลลาเจนย้อมติดสี.Masson’s trichrome นอกจากนี้ ควรมีการตรวจอวัยวะหลักอื่นๆ เช่น หัวใจและสมอง เพื่อประเมินภาวะ systemic embolism แม้จะมองไม่เห็นความผิดปกติด้วยตาเปล่าก็ตาม

#ฉีดฟิลเลอร์ #เสียชีวิต #ช่องคลอด

เปิดชีวิต น้องยูฟ่า หนุ่มวัย 22 ปี ป่วยโรคดักแด้ตั้งแต่เกิด เปิดใจเผยเจอบูลลี่มาตลอด แต่ไม่ยอมแพ้ ล่าสุดเรียนจบแล้ว พร้อ...
16/03/2026

เปิดชีวิต น้องยูฟ่า หนุ่มวัย 22 ปี ป่วยโรคดักแด้ตั้งแต่เกิด เปิดใจเผยเจอบูลลี่มาตลอด แต่ไม่ยอมแพ้ ล่าสุดเรียนจบแล้ว พร้อมไลฟ์ขายของหาเงินช่วยแม่

กลายเป็นเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้กับโลกออนไลน์ กรณีของ น้องยูฟ่า หรือ นายภัทรดนัย อายุ 22 ปี ชาวอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อีกหนึ่งตัวอย่างของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้จะป่วยด้วยโรคดักแด้ ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมที่ทำให้ผิวหนังแห้งตึงและเป็นสะเก็ดทั่วร่างกายมาตั้งแต่กำเนิด แต่เจ้าตัวยังคงใช้ชีวิตอย่างมุ่งมั่น ตั้งใจเรียน และทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เลี้ยงดูเขามาเพียงลำพัง

น้องยูฟ่า เผยว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่กับแม่ซึ่งเปิดร้านเสริมสวยเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว โดยตนใช้พื้นที่ห้องพักชั้น 2 ของบ้านเป็นสถานที่ไลฟ์ขายสินค้าใน TikTok ทั้งถุงขยะ ครีม โลชั่น น้ำหอม ทิชชูเปียก และขนมสมุนไพร โดยทำมาได้ประมาณ 10 เดือนแล้ว มีรายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 12,000 บาทต่อเดือน

ยูฟ่า เล่าว่า ตนเกิดมาพร้อมโรคดักแด้ และไม่มีกระดูกสะโพก ต้องผ่านการผ่าตัดถึง 6 ครั้งกว่าจะสามารถเดินได้ตามปกติ ปัจจุบันยังต้องดูแลอาการตามแพทย์แนะนำ เช่น ทาโลชั่นและรักษาความสะอาดผิวหนัง รวมถึงพบจักษุแพทย์ทุก 9 เดือน เนื่องจากผิวหนังตึงทำให้ดวงตาเปิดกว้างอยู่ตลอด โดยปัจจุบันยังเป็นคนไข้ในพระบรมราชูปถัมภ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ยูฟ่าต้องเผชิญกับการถูกบูลลี่มาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น บางครั้งเดินในห้างก็มีคนเดินตามมองด้วยความแปลกใจ แต่เขาเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ต่อคำดูถูก และใช้มันเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเอง

กระทั่งได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ ยูฟ่า เผยว่า ที่นี่ทำให้เขาไม่เคยรู้สึกว่าถูกมองแตกต่างจากคนอื่นอีกเลย ปัจจุบันเรียนจบระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) แล้ว และกำลังศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นรุ่นที่ 2 ของหลักสูตรที่วิทยาลัยเปิดสอน

ยูฟ่า ยังบอกว่า ความฝันของตนคือการได้เป็นข้าราชการ เพราะต้องการมีอาชีพที่มั่นคงและอยากให้แม่ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากตนในอนาคต พร้อมฝากกำลังใจถึงทุกคนที่กำลังท้อว่า ไม่ว่าปัญหาในชีวิตจะหนักแค่ไหน สุดท้ายย่อมมีทางออกเสมอ

#น้องยูฟ่า #โรคเด็กดักแด้ #โรคตั้งแต่กำเนิด

หญิงป่วยเบาหวานดับไม่รู้ตัว อึ้ง เหตุมื้อเช้าที่กินประจำ เผย 3 เมนูต้องห้าม อันดับแรก ดูจืดๆแต่ร้าย!อาหารดูปลอดภัย สู่โศ...
15/03/2026

หญิงป่วยเบาหวานดับไม่รู้ตัว อึ้ง เหตุมื้อเช้าที่กินประจำ เผย 3 เมนูต้องห้าม อันดับแรก ดูจืดๆแต่ร้าย!

อาหารดูปลอดภัย สู่โศกนาฏกรรมของผู้ป่วยเบาหวานวัย 48 ปี แพทย์เตือนแรง 3 เมนูต้องห้าม คนไทยฮิตกินมาก
โศกนาฏกรรมสะท้อนความเข้าใจผิดเรื่องอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อ นางหลิน หญิงชาวจีนวัย 48 ปี เสียชีวิตอย่างกะทันหัน แม้เธอพยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเคร่งครัดมาตลอด 3 ปี แต่เมนูมื้อเช้าที่เธอทานประจำกลับเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงจนเกิดภาวะวิกฤต

นางหลินเริ่มปรับวิถีชีวิตทันทีหลังตรวจพบโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเน้นการกินจืดและควบคุมปริมาณอาหารดังนี้

มื้อเช้า: โจ๊กขาวหรือข้าวต้ม 1 ถ้วย พร้อมผักดอง
มื้อเที่ยง: ข้าวครึ่งถ้วยกับผัดผักน้ำมันน้อย
มื้อเย็น: ลดแป้งเกือบทั้งหมด กินเพียงมันเทศและแตงกวายำ
แม้จะดูเหมือนเป็นมื้อสุขภาพ แต่ระดับน้ำตาลในเลือดของนางหลินยังแกว่งตัวรุนแรง จนกระทั่งเช้าวันเสาร์ครอบครัวพบเธอหมดสติในห้องนอน แพทย์วินิจฉัยว่าเกิด Diabetic Ketoacidosis ร่วมกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงวิกฤต ส่งผลให้นางหลินเสียชีวิตจากภาวะล้มเหลวของอวัยวะหลายระบบ

3 เมนูมื้อเช้าที่คนเป็นเบาหวานควรเลี่ยง
นพ.หวัง ไคเหลียง หัวหน้าแผนกต่อมไร้ท่อ เตือนว่า มื้อเช้าเป็นช่วงที่ร่างกายยังตอบสนองต่ออินซูลินต่ำ หากกินแป้งขัดขาวจะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเร็ว ได้แก่

คำแนะนำมื้อเช้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน: เน้นโปรตีนและไขมันดี พร้อมแป้งเชิงซ้อน เช่น นมจืด ไข่ต้ม ผักใบเขียว และธัญพืชอย่างข้าวโพดหรือฟักทองในปริมาณพอเหมาะ

เบาหวาน ฆาตกรเงียบที่ควรระวัง
งานวิจัยจากวารสาร Diabetes Care พบว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของผู้ป่วยเบาหวาน มากกว่า 40% และผู้ที่เป็นเบาหวานก่อนอายุ 40 ปีจะมีอายุขัยเฉลี่ยสั้นลงกว่า 4 ปี หากปล่อยให้น้ำตาลสูงต่อเนื่อง อวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ไต และระบบประสาท จะถูกทำลายอย่างเงียบ ๆ

4 พฤติกรรมต้องห้าม หากไม่อยากให้อาการทรุด
ไม่ออกกำลังกาย – ทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินลดลง
สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ – ทำลายหลอดเลือดและทำให้คุมน้ำตาลยาก
ความเครียดสะสม – ฮอร์โมนแปรปรวน ทำให้น้ำตาลแกว่ง
ปรับยาเอง/กินยาไม่ตรงเวลา – เสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรเชื่อข้อมูลผิด ๆ เพียงอย่างเดียว การวางแผนอาหารและปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การคุมเบาหวานมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

โจ๊กขาวหรือข้าวต้มเละ ๆ – ย่อยง่าย แต่มีดัชนีน้ำตาลสูง ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งทันที แม้เป็นอาหารจืดๆ ที่ดูไม่มีพิษมีภัย ซึ่งเป็นเมนูเดียวกับที่คุณหลินทานประจำในมื้อเช้า จนกระตุ้นน้ำตาลให้พุ่งประจำ โดยไม่รู้ตัว

แป้งทอด เช่น ปาท่องโก๋ ซาลาเปาทอด แพนเค้ก – เมนูฮิตอุดมด้วยน้ำมันและแป้งขัดขาว ทำให้คุมระดับน้ำตาลและไขมันยาก ถือเป็นเมนูอันตรายอย่างมาก ในการทานเป็นมื้อแรกของวัน

อาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น แฮมเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด – แป้งและไขมันสูง ส่งผลให้น้ำตาลพุ่ง และควบคุมได้ยาก

#เมนูต้องห้ามเบาหวาน #มื้อเช้าอันตราย #มื้อเช้า

7 ผลไม้ที่ยิ่งกินยิ่งผอม ผู้หญิงวัย 40+ กินบ่อยช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเห็นผลผลไม้เหล่านี้มักมีแคลอรีต่ำ แต่ใยอาหารสูง บ...
15/03/2026

7 ผลไม้ที่ยิ่งกินยิ่งผอม ผู้หญิงวัย 40+ กินบ่อยช่วยกระตุ้นคอลลาเจนอย่างเห็นผล

ผลไม้เหล่านี้มักมีแคลอรีต่ำ แต่ใยอาหารสูง บางชนิดยังมีสารที่ช่วยเร่งการเผาผลาญไขมัน อีกทั้งยังอุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนที่ผู้หญิงวัยกลางคนต้องการ

1. ส้มโอ
ส้มโออุดมด้วยสารนารินจินและวิตามินซี ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญอาหาร ดัชนีน้ำตาลต่ำของส้มโอช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและลดการสะสมไขมัน การกินส้มโอครึ่งลูกก่อนมื้ออาหารสามารถช่วยให้รู้สึกอิ่ม แต่ผู้ที่มีระบบย่อยอาหารอ่อนแอควรระวังอาจทำให้ท้องไม่สบายได้

2. แอปเปิ้ล
สารอูร์โซลิกในเปลือกแอปเปิ้ลช่วยกระตุ้นการสร้างไขมันสีน้ำตาล ขณะที่เพคตินช่วยชะลอการย่อยอาหาร แอปเปิ้ลขนาดกลางให้ใยอาหารประมาณ 4 กรัม การเคี้ยวจะกระตุ้นเส้นประสาทความอิ่ม ควรเลือกแอปเปิ้ลกรอบเพื่อเพิ่มเวลาการเคี้ยว สำหรับผู้ป่วยเบาหวานควรจำกัดปริมาณต่อครั้ง

3. สตรอว์เบอร์รี
กรดเอลลาจิกในสตรอว์เบอร์รีสามารถยับยั้งการสร้างเซลล์ไขมันใหม่ 100 กรัมมีเพียง 32 แคลอรี โพแทสเซียมสูงช่วยควบคุมสมดุลน้ำและลดความอ้วนจากการคั่งน้ำ ก่อนรับประทานควรแช่สตรอว์เบอร์รีในน้ำเกลือเพื่อล้างสารพิษ ส่วนผู้ที่แพ้ง่ายควรระวังอาการลมพิษ

4. บลูเบอร์รี
สารแอนโทไซยานินในบลูเบอร์รีช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ไลโปออกซิเจเนส การกินวันละ 50 กรัมสามารถปรับปรุงความไวต่ออินซูลินได้ บลูเบอร์รีแช่แข็งมีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับผลไม้สด แต่การทำเป็นแยมจะเพิ่มน้ำตาลอย่างมาก ผู้ที่มีปัญหาไตควรจำกัดการบริโภคเพื่อป้องกันโพแทสเซียมสูง

5. กีวี
เอนไซม์แอคตินิดินในกีวีช่วยย่อยโปรตีนและลดไขมันหน้าท้อง การกินกีวี 2 ผลสามารถตอบสนองความต้องการวิตามินซีรายวันของผู้ใหญ่ ดัชนีน้ำตาลต่ำทำให้กีวีเป็นของว่างที่เหมาะกับการลดน้ำหนัก ผู้ที่มีแผลในปากควรหลีกเลี่ยงกีวีเพื่อลดการระคายเคือง

6. สาลี่
ลิกนินในสาลี่ช่วยดูดซับไขมันในลำไส้ และน้ำที่สูงช่วยควบคุมแคลอรีรวม สาลี่เก็บในตู้เย็นสามารถช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น แต่ผู้ที่มีม้ามหรือกระเพาะอ่อนแอควรนึ่งหรือต้มก่อนรับประทาน การกินสาลี่ตอนเย็นสามารถแทนขนมหวานได้ แต่ควรระวังเพราะอาจทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นในตอนกลางคืน

7. ส้ม
สารเฮสเพอริดินในเปลือกส้มสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส ใยอาหารในเนื้อส้มช่วยชะลอการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ส้มหนึ่งผลมีใยอาหารละลายน้ำประมาณ 3 กรัม การคั้นน้ำส้มจะทำให้สูญเสียใยอาหารส่วนใหญ่ ผู้ที่ใช้ยาสตาตินควรระวังปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้น

#ผลไม้ลดความอ้วน #ยิ่งกินยิ่งผอม #ผลไม้สำหรับบ40ขึ้น

สาวไตวายเฉียบพลัน ไม่คาดคิดสาเหตุมาจาก "ผลไม้ 1 ชนิด" ที่กินเป็นอาหารเช้านพ.หง เจิ้งเสียน รองหัวหน้าภาควิชาเภสัชกรรม โรง...
15/03/2026

สาวไตวายเฉียบพลัน ไม่คาดคิดสาเหตุมาจาก "ผลไม้ 1 ชนิด" ที่กินเป็นอาหารเช้า

นพ.หง เจิ้งเสียน รองหัวหน้าภาควิชาเภสัชกรรม โรงพยาบาล Chang Bing Show Chwan Memorial Hospital ไต้หวัน ได้เล่าเหตุการณ์ผู้ป่วยรายหนึ่งชื่อ “ฟาง ฮัว” อายุ 40 ปี ที่ปกติรักการออกกำลังกาย ทั้งฟิตเนส กีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่างกระโดดร่ม และยังใส่ใจโภชนาการ แต่จู่ ๆ เธอก็เริ่มมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย หายใจลำบากแม้เพียงเดินเท้า จนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ผลตรวจพบค่า creatine kinase พุ่งสูงถึง 12,640 U/L (ปกติ 26–140 U/L) และค่า myoglobin สูงถึง 6,453 µg/L ซึ่งบ่งชี้ว่าไตแทบไม่สามารถทำงานได้แล้ว แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (Rhabdomyolysis) และ ไตวายเฉียบพลัน

สาเหตุที่ไม่คาดคิด "ส้มโอ"
เมื่อสอบถามพฤติกรรมการกิน นพ.หงพบว่า ฟาง ฮัว มีประวัติไขมันในเลือดสูง และกำลังใช้ยาลดไขมัน Simvastatin แต่ช่วง 10 วันก่อนป่วย เธอเริ่มกิน “ส้มโอ” เป็นอาหารเช้าทันทีหลังทานยา

สาร Furanocoumarin ในส้มโอจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ CYP3A4 ที่ช่วยสลายยา ทำให้ตัวยาคั่งในเลือดมากเกินไป ก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดกล้ามเนื้อ เวียนศีรษะ ความดันต่ำ จนถึงอาการรุนแรงอย่างตับถูกทำลาย กล้ามเนื้อสลาย และไตวาย

การรักษาและคำเตือนจากแพทย์
หลังพบสาเหตุ แพทย์รีบให้หยุดยาและให้สารน้ำเพื่อฟื้นฟูไต โชคดีที่อาการของเธอดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงและได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

นพ.หงเตือนว่า แม้ส้มโอจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่สามารถเกิดปฏิกิริยากับยาหลายชนิด โดยเฉพาะยารักษาโรคหัวใจและไขมันในเลือด ดังนั้นไม่ควรกินส้มโอหรือผลไม้ตระกูลส้มทันทีหลังทานยา และควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา

#ไตวายเฉียบพลัน #ไตวาย #ส้มโอ

5 อาการแมวใกล้คลอดที่เจ้าของต้องรู้! ร่างกายและพฤติกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนการสังเกตอาการแม่แมวตั้งท้องอย่างใกล้ชิดและ...
15/03/2026

5 อาการแมวใกล้คลอดที่เจ้าของต้องรู้! ร่างกายและพฤติกรรมจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

การสังเกตอาการแม่แมวตั้งท้องอย่างใกล้ชิดและเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แม่แมวคลอดลูกได้อย่างปลอดภัยและราบรื่นที่สุด บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกสัญญาณเตือนภัยก่อนคลอดที่คุณไม่ควรพลาด

หากแม่แมวตั้งท้องใกล้ครบกำหนด (ประมาณ 58–65 วัน เฉลี่ย 63 วัน) ภายใน 1–2 วันก่อนคลอด มักมีสัญญาณสำคัญดังต่อไปนี้

1. เริ่มหาที่ทำรัง

แม่แมวจะมองหามุมที่เงียบและปลอดภัย เช่น ในตู้ ใต้เตียง หรือกล่องผ้า
อาจมีอาการเดินเข้าออกหลายครั้ง จัดที่นอนเอง และดู กระสับกระส่ายมากขึ้น

2. พฤติกรรมเปลี่ยนไป

บางตัวติดเจ้าของมากขึ้น ร้องเรียกบ่อย
บางตัวกลับกัน จะหลบมุม ไม่อยากให้จับ หรือดูหงุดหงิดง่าย
ทั้งสองลักษณะถือว่าเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับนิสัยของแต่ละตัว

3. อุณหภูมิร่างกายลดลงเล็กน้อย

อุณหภูมิร่างกายแมวปกติอยู่ที่ 38.0–39.2 องศาเซลเซียส
ก่อนคลอดประมาณ 12–24 ชั่วโมง อุณหภูมิอาจลดลงเหลือประมาณ 37.2–37.8 องศาเซลเซียส
การวัดควรวัดทางทวารหนักจึงจะได้ค่าที่แม่นยำ

4. เต้านมขยายและอาจมีน้ำนมซึม

เต้านมจะมีขนาดใหญ่ขึ้น สีชมพูชัดเจนขึ้น
บางตัวอาจมีน้ำนมซึมเล็กน้อย
ท้องขยายมาก และบางครั้งอาจเห็นลูกดิ้นได้ชัดเจน

5. เริ่มเข้าสู่ระยะคลอดจริง

สัญญาณที่บ่งบอกว่าเริ่มคลอด ได้แก่
หอบ หรือหายใจถี่
เลียอวัยวะเพศบ่อย
มีมูกใสหรือของเหลวออกมา เริ่มเบ่งเป็นจังหวะ

ลูกตัวแรกอาจใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ลูกตัวถัดไปมักห่างกัน 10–60 นาที บางครั้งแม่แมวอาจพักได้นาน 1–2 ชั่วโมง หากยังไม่อ่อนแรงถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี

#แมวท้อง #แมวใกล้คลอด #สุขภาพแม่แมว

คนญี่ปุ่นนอนทำสมาธิในโลงศพ เพื่อให้เข้าใจความหมายของชีวิตมากขึ้นไม่มีใครปฏิเสธว่าการทำสมาธิ เป็นหนึ่งในการฟื้นฟูจิตใจที่...
15/03/2026

คนญี่ปุ่นนอนทำสมาธิในโลงศพ เพื่อให้เข้าใจความหมายของชีวิตมากขึ้น
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการทำสมาธิ เป็นหนึ่งในการฟื้นฟูจิตใจที่ดีที่สุด แต่การทำสมาธิของคนญี่ปุ่นขยับไปอีกขั้น เพื่อให้เข้าถึงสมาธิได้มากที่สุด พวกเขาเลือกลงไปนอนในโลงศพ

ฟังไม่ผิด โลงไม้แคบๆ ที่ถูกนำมาใช้ในช่วงสุดท้ายก่อนร่างกายของเราจะลาโลก กลายเป็นสถานที่ทำสมาธิที่คนญี่ปุ่นบอกว่าได้ผลดีเยี่ยมทำให้พวกเขาได้เข้าใจความหมายของชีวิต จิตใจสงบ คลายเครียด ลดความกังวลได้

แนวคิดที่ไม่เหมือนใครนี้เริ่มต้นจากบริษัทจัดงานศพเก่าแก่ ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นประสบการณ์ที่ดึงดูดผู้คนที่อยากลองอะไรใหม่ ๆ แนวทางนี้มีชื่อเรียกว่า coffee lying

จุดเริ่มต้นมาจากบริษัทจัดงานศพในเมืองคิซาราสึ ในจังหวัดชิบะ ทางตะวันออกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัวแห่งนี้ดำเนินงานมายาวนานกว่า 120 ปี และในเดือนกันยายน ปี 2025 พวกเขาได้เปิดบริการใหม่ที่ตั้งใจให้เป็นพื้นที่สงบสำหรับการหยุดพักจากความวุ่นวายของชีวิต เป็นสถานที่ให้ใช้เวลาไตร่ตรองเรื่องความหมายของชีวิตและความตาย สถานที่สำหรับประสบการณ์นี้ถูกตั้งชื่อว่า "into the coffin cafe"
หลังเปิดให้บริการไม่นานก็ได้รับความสนใจทันที แน่นอนว่าการสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ เจ้าของกิจการก็หวังว่า ประสบการณ์นี้อาจช่วยเยียวยาผู้ที่กำลังเผชิญความเครียด ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ หรือช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิต

ภายในพื้นที่มีโลงศพที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษจำนวนสามใบ ผลงานจากสตูดิโอออกแบบ Grave Tokyo ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกนอนอยู่ภายในโลงศพได้นานเท่าที่ต้องการ จะใช้เวลาเงียบ ๆ กับตัวเอง หรือแม้แต่ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ก็ได้

คิโยทากะ ฮิราโนะ CEO ของ Grave Tokyo วัย 48 ปี อธิบายว่า แนวคิดนี้ไม่ได้ตั้งใจทำเพียงเพื่อความแปลกใหม่เท่านั้น แต่ยังอยากให้เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้หยุดคิดถึงชีวิตของตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รู้สึกสับสนหรือหนักหน่วง

คนจำนวนมากมักหลีกเลี่ยงการพูดถึงความตาย เพราะเป็นหัวข้อที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ หลายครั้งผู้คนเพิ่งเริ่มคิดถึงความเปราะบางของชีวิตอย่างจริงจัง ก็ต่อเมื่อเผชิญโรคร้ายแรงหรือได้รับข่าวว่าชีวิตอาจมีเวลาเหลือไม่มาก การนอนทำสมาธิในโลงศพ ทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับความตายมากขึ้น และรู้ว่า มันไม่ใช่สิ่งที่ใกล้ตัว และเราไม่ควรประมาทในทุกๆ วันที่ยังมีลมหายใจ

เมื่อผู้เข้าร่วมนอนอยู่ภายในโลงศพ พวกเขาจะอยู่ท่ามกลางความมืดและความเงียบ ไม่มีสิ่งรบกวนจากโลกภายนอก ช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับการใคร่ครวญ บางคนใช้เวลาเพื่อคิดถึงเส้นทางชีวิตของตัวเอง ขณะที่บางคนใช้โอกาสนี้ทบทวนถึงคนที่รัก และคุณค่าของเวลาที่พวกเขายังมีอยู่ร่วมกัน

แต่โมเมนต์สำคัญที่สุด คือ ตอนที่ลุกออกจากโลงศพ ให้ความรู้สึกเหมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ หลายคนอาจรู้สึกเหมือนได้รีเซ็ตชีวิต และกลับออกมาพร้อมมุมมองที่ต่างจากเดิม
ประสบการณ์นี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วม โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 2,200 เยน กับการใช้เวลาเฉลี่ยนในโลงศพ 30 นาที และสำหรับหลายคน การได้ใช้เวลาไม่กี่นาทีนี้ในโลงศพ อาจกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้พวกเขากลับออกมาเห็นคุณค่าของชีวิตได้ชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

#นอนในโลง #สมาธิในโลง #ความหมายของชีวิต

15/03/2026

รู้หรือไม่ ทำไม
กินไอศกรีมหรือของเย็น
กินที่ปากแต่จี๊ดที่สมอง

#ความเย็น #สัญญาณผิดพลาด #สมอง

นายแพทย์ณัฐวุฒิพงศ์ ลีรัตนขจร ศัลยแพทย์ตับ ตับอ่อนและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลราชวิถี ผู้ทำการผ่าตัด  ในครั้งนี้ กล่าวว่า ผ...
15/03/2026

นายแพทย์ณัฐวุฒิพงศ์ ลีรัตนขจร ศัลยแพทย์ตับ ตับอ่อนและทางเดินน้ำดี โรงพยาบาลราชวิถี ผู้ทำการผ่าตัด ในครั้งนี้ กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้เป็นเด็กหญิงอายุ 12 ปี ได้รับการตรวจวินิจฉัยพบเนื้องอกชนิด Solid Pseudopapillary Epithelial Neoplasm (SPEN) บริเวณคอตับอ่อน (Neck of pancreas) ซึ่งมีความท้าทาย และความยากของการผ่าตัดในผู้ป่วยรายนี้ คือ เนื้องอกมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ประกอบกับผู้ป่วยยังมีอายุน้อยและมีสรีระร่างกายที่เล็กมาก ส่งผลให้พื้นที่ในช่องท้อง มีจำกัด สำหรับผลลัพธ์จากการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ผู้ป่วยมีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก เสียเลือดน้อย มีอาการปวดแผลน้อยอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับการผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบดั้งเดิม ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของทีมศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์/พยาบาล พยาบาลห้องผ่าตัด และทีมสหวิชาชีพของโรงพยาบาลราชวิถี ที่ช่วยดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน เพื่อส่งมอบ คุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ป่วย

นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด 5 นโยบายหลัก เพื่อยกระดับระบบสุขภาพ หนึ่งในนโยบายดังกล่าวได้แก่ “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” เป็นการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมารักษาผู้ป่วย เป็นหนึ่งในแนวทางการดูแลผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงการรักษาขั้นสูง ที่มีความแม่นยำและได้ประสิทธิภาพในการรักษาที่มากกว่าการผ่าตัดรูปแบบเดิม โดยโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดรักษาเนื้องอกตับอ่อนด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-assisted Whipple Procedure) ในผู้ป่วยเด็กหญิงอายุเพียง 12 ปี นับเป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทยที่ได้รับการผ่าตัดตับอ่อนด้วยนวัตกรรมนี้ ตามนโยบายกรมการแพทย์ ทำให้การแพทย์ไทยก้าวหน้า พัฒนาสู่ภูมิภาค ตอบสนอง Health need และสร้าง impact สูงสุด: I+DMS” เพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทางขั้นสูง

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวต่อว่า โรงพยาบาลราชวิถีมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา สำหรับการผ่าตัดตับอ่อนและลำไส้เล็กส่วนต้น หรือที่วงการแพทย์เรียกว่า Whipple Procedure นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นหนึ่งในการผ่าตัดที่ซับซ้อนและมีความยากที่สุดในช่องท้อง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นจุดศูนย์รวมของอวัยวะสำคัญ ทั้งตับอ่อน ท่อน้ำดี ลำไส้ และเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงอวัยวะในช่องท้อง การผ่าตัดจึงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญระดับสูงของศัลยแพทย์ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วย การนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเข้ามาใช้ จึงเป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาของโรงพยาบาลราชวิถีให้ทัดเทียมระดับสากล

#นวัตกรรม #เทคโนโลยีแพทย์ #การผ่าตัด

ที่อยู่

Rayong

เบอร์โทรศัพท์

+952569355

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Health 24 hrs.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram