PNKG Recovery and Elder Care - ศูนย์กายภาพบำบัดและฟื้นฟูสโตรก

PNKG Recovery and Elder Care - ศูนย์กายภาพบำบัดและฟื้นฟูสโตรก PNKG Recovery Center ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรก ผู้สูงอายุและระบบประสาท กายภาพบำบัดครวงจร มาตรฐานญี่ปุ่น (Kaigo-Do)ดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ ฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ

08/04/2026

ทำไมคนไข้สโตรกบางคน “พูดไม่ได้”
เข้าใจตั้งแต่ต้นจนจบ วิธีการรักษา และการดูแลทั้งหมด ใน 10 นาที
เวลาพูดถึงโรคหลอดเลือดสมอง หลายคนมักนึกถึงภาพคนไข้ที่มีอาการ “แขนขาอ่อนแรง” หรือ “เดินไม่ได้” โดยส่วนใหญ่ใช่ไหมครับ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว อีกหนึ่งภาวะที่ทำให้คนไข้และครอบครัวหลายๆบ้านปวดใจมากที่สุดกลับไม่ใช่การที่คนไข้ "เดินไม่ได้"
แต่มันคือการที่เรา “การสื่อสารกับคนไข้ไม่ได้” ครับ
ลองนึกภาพว่าคนที่คุณรักนั่งอยู่ตรงหน้า พูดก็ไม่ได้ ฟังก็ไม่เข้าใจ หรือบางครั้งเหมือนจะเข้าใจ แต่พูดออกมาไม่ได้ บอกความต้องการอะไรก็ไม่ได้

มันทรมานและปวดใจสำหรับ คนเป็นลูก หรือ คนดูแลนะครับ
โดยคำถามที่โผล่ขึ้นมาก็คือ
มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ต้องบอกเลยครับว่าจุดเริ่มต้นของปัญหานี้มันมาจาก 'สมอง' ไม่ใช่ 'ปาก' อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ
การพูดของมนุษย์ไม่ใช่แค่ “ขยับปาก” แต่มันคือระบบที่ซับซ้อนในสมองโดยเฉพาะบริเวณฝั่งซ้าย เช่น

สมองบริเวณโบรคา (Broca's area) → ควบคุมการ “พูด”
สมองบริเวณเวอร์นิค (Wernicke's area) → ควบคุมการ “เข้าใจภาษา”
โดยคนไข้สโตรกบางคน เมื่อสมองส่วนนี้ถูกทำลาย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับคนไข้ไม่ใช่แค่เสียงที่หายไป แต่มันคือ "ระบบภาษาของคนไข้ เสียหายทั้งระบบ"
และนี่คือจุดที่หลายคนเข้าใจผิดว่าการที่คนไข้ พูดไม่ได้ = ปากหรือกล้ามเนื้อมีปัญหา แต่ในความเป็นจริงปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่สมอง ซึ่งทำให้คนไข้บางคน ไม่ใช่แค่ "พูดไม่ได้" แต่ “ไม่เข้าใจภาษา” ไปพร้อมๆกัน
ทีนี้เมื่อเราเริ่มเข้าใจจุดนี้ เราจะเห็นทันทีว่า ทำไมอาการของคนไข้แต่ละคนถึงไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะ “พูดไม่ได้” เหมือนกัน แต่ในทางการแพทย์จริง ๆ แล้ว ปัญหาการพูดไม่ได้ มีหลายรูปแบบที่แตกต่างกันและ "การแยกให้ถูก" คือ "หัวใจของการรักษาฟื้นฟู" เพราะเราจะสามารถเลือกหยิบวิธีการฟื้นฟูให้ถูกต้องตามปัญหาของผู้ป่วยนั้นๆจริงๆ
แบบที่ 1 Aphasia (อะ-เฟ-เซีย) : ภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร ทำอย่างไรเมื่อสมอง “คิดภาษาไม่ได้”

Aphasia คือภาวะที่ระบบภาษาในสมองเสียหาย คนไข้กลุ่มนี้อาจ พูดไม่ได้ ฟังไม่เข้าใจ อ่านเขียนไม่ได้ หรือบางคน พูดได้ แต่ไม่มีความหมาย เช่น พูดเป็นประโยคยาวๆ แต่ฟังแล้วจับใจความไม่ได้
ในทางคลินิก เรามักแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:
Broca’s aphasia → เข้าใจ แต่พูดลำบาก
Wernicke’s aphasia → พูดคล่อง แต่ไม่เข้าใจ
แต่ในบางคนไข้ที่สมองเสียหายมากๆ อาการจะไม่ได้อยู่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง โดยหากสมองได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างคนไข้จะเกิดภาวะที่เรียกว่า “Global aphasia” ซึ่งหมายถึงการที่ทั้งความสามารถในการพูด และการเข้าใจภาษาถูกกระทบไปพร้อมกัน ซึ่งมันจะส่งผลให้ผู้ป่วยแทบไม่สามารถสื่อสารได้เลย และต้องอาศัยการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ซึ่งต้องบอกว่า การฟื้นฟูคนไข้กลุ่มนี้ "ฝึกยากมาก" ในระดับที่ ครอบครัวส่วนใหญ่ มักจะถอดใจไปตั้งแต่เนิ่นๆรวมถึงคนที่ให้การรักษาเช่นทีมกายภาพด้วยเช่นกัน
ทีนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนไข้ Aphasia หลายๆคน ยังสามารถคิดและเข้าใจได้ครับ แต่ติดอยู่ตรง พูดไม่ออก เอาความคิดออกมาไม่ได้ ซึ่งเป็นอะไรที่ทรมานมาก และมักถูกคนรอบข้างเข้าใจผิดว่าพูดไม่รู้เรื่อง ทำให้คนไข้หลายๆคนเลือกที่จะไม่พูด เพราะพูดไปก็ไม่เข้าใจ จนสุดท้าย มีภาวะซึมเศร้าตามมาในที่สุด
รูปแบบที่ 2 Dysarthria (ดิส-อาร์-เธรีย) ภาวะที่กล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดและหายใจอ่อนแรงหรือเป็นอัมพาตทำให้พูดไม่ชัด แต่ยังเข้าใจทุกอย่าง
ซึ่ง Dysarthria จะต่างจาก Aphasia อย่างชัดเจน เพราะ Dysarthria ไม่ได้เกิดจากปัญหาด้านภาษาที่เสียหาย แต่เกิดจาก กล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดอ่อนแรง
อาการที่พบบ่อยๆก็คือ คนไข้มักจะพูดไม่ชัด เสียงเบา ลิ้นแข็ง คุมเสียงไม่ได้ แต่คนไข้ “เข้าใจทุกอย่าง”
สรุปง่าย ๆ: Aphasia > สมองคิดภาษาไม่ได้ แต่ Dysarthria > คิดได้ แต่ร่างกายพูดออกมาไม่ได้
โดยอีกหนึ่งภาวะที่มักมาจะมาร่วมกันก็คือ "ภาวะกลืนลำบาก" Dysphagia (ดิส-ฟา-เจีย)
แม้จะไม่ใช่ปัญหาการพูดโดยตรง แต่ Dysphagia หรือ “ภาวะกลืนลำบาก” มักเกิดร่วมกัน เพราะใช้กล้ามเนื้อใกล้เคียงกัน โดยผลที่ตามมาอาจรุนแรงและเป็นปัญหามากๆเช่นกัน เช่น การสำลักอาหาร, อาหารเข้าปอด หรือการเกิดปอดอักเสบ
โดยในช่วงแรกของคนไข้สโตรก เราจะพบภาวะกลืนลำบากประมาณ “ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วย” เลยทีเดียวครับ และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องประเมินการกลืน ตั้งแต่ต้นๆนั่นเอง
คำถามที่สำคัญต่อมาก็คือ แล้วปัญหาที่ว่ามา "มันฟื้นฟูได้จริงไหม?"
คำตอบก็คือ “ได้ครับ” เพราะสมองมีความสามารถที่เรียกว่า Neuroplasticity หรือการที่สมองสามารถ “สร้างเส้นทางใหม่” เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป
โดยหากผู้อ่านที่ติดตามเพจเรามาสักระยะ จะพอทราบคร่าวๆครับว่า ไอ้กระบวนการ Neuroplasticity นี้ มันจะไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มันต้องถูก “กระตุ้น” บ่อยๆผ่านการทำกายภาพ (Rehabilitation) ครับ
การฟื้นฟูปัญหานี้ ไม่ใช่แค่ฝึกพูด แต่มันคือการฝึกสมองใหม่
และสุดท้ายเมื่อเข้าใจปัญหา วิธีแก้แล้ว การรักษาจึงไม่ใช่แค่ให้คนไข้ “ลองพูดเยอะ ๆ” แต่ต้องเป็นการฟื้นฟูให้เหมาะสมของแต่ละปัญหาของผู้ป่วยจริงๆดังนี้ครับ
1. Speech & Language Therapy สำหรับ Aphasia

เป้าหมายในการฟื้นฟูคือการสร้างระบบภาษาใหม่โดยการ ฝึกจากคำ → ประโยค → ไปสู่การสนทนา โดยบางครั้งต้องใช้ รูปภาพ การทำท่าทางให้ดู หรือการใบ้คำกระตุ้นให้สมองคนไข้ดึงคำหรือการพูดออกมาได้ เพื่อช่วยให้สมองการเกิดเชื่อมใหม่
2. Motor Speech Training สำหรับ Dysarthria

จะเน้นไปที่การ ฝึกลิ้น ปาก เสียง การฝึกควบคุมการออกเสียงคำให้ชัดเจน โดยจะทำให้คนไข้พูดชัดขึ้นทีละน้อย
3. Swallowing Rehabilitation สำหรับ Dysphagia

สำหรับ Dysphagia เราต้องปรับลักษณะอาหาร ฝึกเทคนิคการกลืนเฉพาะทาง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
โดยเมื่อครอบครัวคนไข้รู้ดังนี้แล้ว เราก็ควรพาคุณพ่อคุณแม่ หรือคนที่เรารักไปฟื้นฟูให้ถูกจุด และตรงต่อปัญหาของคนไข้ ซึ่งก็จะทำให้เราเห็นพัฒนาการของคนไข้ได้จริงๆครับ
ทีนี้เมื่อพูดถึงบทบาทของครอบครัว สิ่งหนึ่งที่งานวิจัยยืนยันตรงกันคือ คนไข้ที่มีครอบครัวเข้าใจ จะฟื้นตัวได้ดีกว่า
วิธีง่าย ๆ ที่ครอบครัวสามารถช่วยในการดูแลคนไข้ได้ก็คือ
- พูดช้าๆ ใช้คำง่ายๆ
- ให้เวลาคนไข้ตอบ
- ไม่พูดแทนทันที

เพราะทุกครั้งที่คนไขกำลังพยายาม มันคือการฝึกสมองไปในตัวครับ
คำถามถัดมา "ควรเริ่มเมื่อไหร่?"
คำตอบคือ “เร็วที่สุด”
ระยะ 0–3 เดือน (Golden Period) > ช่วงที่สมองฟื้นตัวได้ดีที่สุด การฟื้นฟูในช่วงนี้ มีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวอย่างชัดเจน
ระยะ 3–6 เดือน > ยังพัฒนาได้ดี แต่ความเริ่มเริ่มลดลง
ระยะ 6–12 เดือน > คนไข้ยังฟื้นได้ แต่ต้องใช้ความพยายามมากหน่อย
ระยะมากกว่า 1 ปี > ยังมีโอกาสพัฒนา โดยเฉพาะถ้ายังฝึกต่อเนื่องแต่จะช้ามากเมื่อเทียบกับช่วงแรกๆ
สรุปนะครับ
สโตรกไม่ได้พรากแค่ “การเคลื่อนไหว” แต่พราก “การสื่อสาร” และสำหรับคนไข้และครอบครัวคนไข้หลายๆคน สิ่งที่อยากได้กลับคืน อาจไม่ใช่การเดินด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เค้าอยากได้กลับคืนมากที่สุดคือ การได้พูดกับคนที่รักอีกครั้ง
ดังนั้นเราอยากให้ทุกคน ดูแลคนไข้อย่างมีสติ ถูกต้อง และมีหลักการ เราเข้าใจครับว่าการดูแลคนไข้กลุ่มนี้ไม่ใช่งานง่าย แต่บอกตรงๆว่า การเข้าใจตัวโรค เข้าใจว่าต้องดูแลรักษาอย่างไร เป็นสิ่งที่จำเป็น และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตระยะยาวทั้งกับตัวคนไข้และครอบครัวด้วย
ทั้งนี้ เราขอเป็นกำลังให้คนดูแลและคนไข้ทุกคนที่เผชิญโรคร้ายนี้อยู่ เรายินดีให้คำปรึกษาฟรี และพร้อมที่จะสู้ไปด้วยกันครับ

08/04/2026

🗣️ "ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแล ตั้งแต่เค้ายังเดินไม่ได้ จนเราส่งคนไข้กลับบ้านในวันที่เค้าเดินได้”.

- น้องบีม

Golden Period: ช่วงเวลาทองของสมอง ที่ “ไม่รอใคร” ⏳🧠ลองจินตนาการดูนะครับว่าร่างกายของเราคือ “เมืองๆหนึ่ง”วันหนึ่งอยู่ดีดี...
04/04/2026

Golden Period: ช่วงเวลาทองของสมอง ที่ “ไม่รอใคร” ⏳🧠
ลองจินตนาการดูนะครับว่าร่างกายของเราคือ “เมืองๆหนึ่ง”
วันหนึ่งอยู่ดีดีเกิดพายุลูกใหญ่พัดถนนพัง สะพานขาด ระบบไฟรวน เสียหายไปหมด และนี่เปรียบเสมือนสภาพที่เกิดขึ้นหลัง Stroke
แต่ข่าวดีก็คือ…เมืองนี้ “ซ่อมตัวเองได้” และช่วงเวลาที่ซ่อมได้ดีที่สุดนี้ เรียกว่า Golden Period หรือ ช่วงเวลาทองครับ
โดยในช่วง Golden Period สมองของเรามีพลังพิเศษอย่างหนึ่ง ก็คือ มันสามารถ “หาทางใหม่” ให้ส่วนที่ยังดีมาทำงานแทนส่วนที่เสียได้ เหมือนเมืองที่สร้างถนนลัดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้การจราจรกลับมาเดินได้อีกครั้ง
ซึ่งโอกาสทองนี้เอง มันมีเวลาจำกัดครับ
0–3 เดือนแรกหลังเกิดสโตรก คือโอกาสดีที่สุด
3–6 เดือน : ยังดี แต่เริ่มช้าลง
หลังจากนั้น : ยังทำได้…แต่เหนื่อยมาก
คำถามต่อไปคือ… แล้วต้องทำอะไร? ทำยังไงต่อ
เอาตามตรงเลยนะครับจากที่เราทำงานกับคนไข้มาเราได้รู้มาว่า
"คนที่ฟื้นได้ดี ไม่ใช่คนที่โชคดี แต่คือคนที่ “ลงมือถูกวิธี”
1. ต้อง “เริ่มทันที” ไม่ใช่รอให้พร้อม
สิ่งที่พลาดกันมากที่สุดคือ “การรอ” เช่น
-รอให้แรงกลับมาก่อน
-รอให้ไม่เจ็บก่อน
-รอให้มั่นใจก่อน

แต่ความจริงคือ “ยิ่งรอ = ยิ่งเสียเวลาในการฟื้นตัว”
ใน Golden Periodร่างกายไม่ได้ต้องการความพร้อมแต่มันต้องการการเริ่มซักที
2. ต้อง “ขยับ” ไม่ใช่แค่นอนพัก

ร่างกายไม่ได้ฟื้นตอนที่เรานอนนิ่ง ๆ แต่มันฟื้นตอนที่เรา “พยายามขยับ” ลองลุก, ลองยืน หรือลองก้าวดูแม้จะยังไม่สวย เพราะทุกการเคลื่อนไหวคือการส่งสัญญาณไปที่สมองว่า “เส้นทางนี้ยังต้องใช้งานนะ”
3. ต้อง “ให้เขาทำเอง” มากกว่าทำแทน

หลายบ้านพลาดตรงนี้ด้วยความหวังดี กลัวล้มเลยอุ้มซะ, กลัวเหนื่อยเลยทำแทนหมดทั้งที่คนไข้ทำเองได้ หรือกลัวช้าเลยไม่ให้ลอง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…ร่างกาย “หยุดเรียนรู้”
โดยสิ่งที่เราควรทำคือ ช่วย “ประคอง” แต่ไม่ใช่ “ทำแทน” ครับ
4. ต้อง “ทำซ้ำ” ไม่ใช่ทำครั้งเดียว การฟื้นฟูไม่ใช่เรื่องของ “ทำได้ครั้งเดียว” แต่มันคือ การทำซ้ำ ๆ ทุกวัน อะวันนี้ยกแขนได้ 10% พรุ่งนี้ 12%
วันต่อไป 15%

ตัวเลขมันอาจดูช้า…แต่สมองกำลัง “สร้างทางใหม่” อยู่ตลอดเวลาอย่าท้อ

Progress เล็ก ๆ ที่ทำซ้ำทุกวันจะเพิ่มคุณภาพชีวิตได้จริงๆ

5. ต้อง “ถูกวิธี” ไม่ใช่แค่พยายาม การพยายามอย่างเดียวไม่พอ เพราะถ้าทำผิดวิธีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเช่น ข้อติด ใช้ร่างกายผิดท่า หรือการฟื้นตัวช้าลง ดังนั้นการมีนักกายภาพ / นักกิจกรรมบำบัด คือ “ตัวเร่ง” สำคัญมากในช่วงนี้

*สำคัญก็คืออย่าพยายามทำเองถ้าไม่มีความรู้ เพราะการออกกำลังกายที่บางครั้งคุณรู้สึกว่าทำเองได้ ไม่ยาก

มันมีรายละเอียดในการ Monitor ของนักกายภาพอยู่ในนั้นจริงๆครับ

______________________________
ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care
Call Center: 080-910-2124
LINE:
Website: https://pnkg-recoverycenter.com/
#ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยและดูแลผู้สูงอายุ #บริการกายภาพบำบัด #สโตรก #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #กระตุ้นการกลืน #อัลไซเมอร์ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง

03/04/2026

เมื่อคนสุราษฎร์ พัทลุง นคร มาเจอกัน เราก็ไม่ต้องฝืนแหลงกลางอีกต่อไป 😅

#ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยและดูแลผู้สูงอายุ #บริการกายภาพบำบัด #สโตรก #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #กระตุ้นการกลืน #อัลไซเมอร์ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง

03/04/2026

Rehab Nurse หรือพยาบาลสายเวชศาสตร์ฟื้นฟู มีความแตกต่างจากพยาบาลปกติไหม? วันนี้น้องใบเตยมีข้อมูลมาเล่าให้ฟังค่ะ ❤️

#ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยและดูแลผู้สูงอายุ #บริการกายภาพบำบัด #สโตรก #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #กระตุ้นการกลืน #อัลไซเมอร์ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง

27/03/2026

คุณพ่อสู้มาก ขยัน อดทนมากๆ และการพัฒนาการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง Week in week out ❤️💪🏻

รู้หรือไม่? ร่างกายคนไข้ที่นอนติดเตียงกำลังเจอสิ่งเดียวกับนักบินอวกาศ…คือ ‘กล้ามเนื้อหาย เพราะไม่ได้ใช้งาน’👨🏽‍🚀👴🏻มีหลายค...
26/03/2026

รู้หรือไม่? ร่างกายคนไข้ที่นอนติดเตียงกำลังเจอสิ่งเดียวกับนักบินอวกาศ…คือ ‘กล้ามเนื้อหาย เพราะไม่ได้ใช้งาน’👨🏽‍🚀👴🏻
มีหลายครอครัวที่คิดว่า “ป่วย = ต้องนอนพักเยอะ ๆ”
แต่ความจริงคือ การนอนเฉย ๆ นานเกินไป อาจทำให้ร่างกาย “แย่ลง” โดยที่เราไม่รู้ตัว
มีข้อมูลที่น่าสนใจมากๆครับว่า

การนอน 1 วัน → กล้ามเนื้อลดลงประมาณ 1–2%
และการนอน 1 สัปดาห์ → กล้ามเนื้อลดลง 10–15%

พูดง่าย ๆ คือ การนอนพักเฉยๆนอน 1 อาทิตย์ อาจทำให้ร่างกายถดถอยเทียบเท่าหลายปีเลยครับ
คำถามคือ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการอยู่อวกาศใช่ไหมครับ?
ต้องบอกว่าในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงนั้น ร่างกายจะไม่ได้รับ mechanical load ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิด atrophy อย่างรวดเร็ว
มีรายงานว่ากล้ามเนื้อลดลงได้ประมาณ 0.5–3% ต่อวัน และอาจลดลงได้ถึง ~20% หากไม่มีการออกกำลังกาย ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการยืนและเดินเมื่อกลับสู่โลก
แล้วคนไข้ล่ะ? คนไข้ที่นอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา ก็ไม่ต่างอะไรกับ “นักบินอวกาศที่ไม่มีแรงโน้มถ่วง”
ร่างกายไม่ได้รับแรงกด ไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อ ไม่ได้ขยับ ผลก็คือคนไข้กล้ามเนื้อฝ่อลงเร็ว, แรงตก หรือลุกยืนยากขึ้นเรื่อย ๆ
โดยสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ "โรค" แต่มันคือ “การไม่ขยับ”

เพราะยิ่งไม่ขยับ → ยิ่งอ่อนแรง → ยิ่งลุกไม่ได้ → ยิ่งต้องนอนต่อ
มันกลายเป็นวงจรที่ทำให้ฟื้นตัวช้าลงเรื่อย ๆ และเป็น pattern ที่ทุกคนก็น่าจะคุ้นๆไหมครับ 😅
สรุปสุดท้ายครับ
การพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็น แต่ “การนอนเฉย ๆ นานเกินไป”ไม่ใช่การรักษา
ในหลายกรณี การขยับเร็วเท่าที่ปลอดภัย คือสิ่งที่ช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วกว่า
และนี่คือเหตุผลที่ว่า Exercise ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่มันคือ “การรักษา” ด้วยเช่นกันครับ

📑 Source : https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8325614/?utm_source=chatgpt.com

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0009898120302679?utm_source=chatgpt.com

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/27358494/
______________________________
ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care
Call Center: 080-910-2124
LINE:
Website: https://pnkg-recoverycenter.com/
#ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยและดูแลผู้สูงอายุ #บริการกายภาพบำบัด #สโตรก #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #กระตุ้นการกลืน #อัลไซเมอร์ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง

26/03/2026

🗣 เล่าประสบการณ์การฟื้นฟูคุณพ่อโสภณ โดยน้องซา นักกายภาพคนเก่งของเรา 🥰
เคสนี้ต้องบอกว่ามีความท้าทายไม่น้อย แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าเกินความคาดหมายจริงๆ ครับ

____________________

ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care
Call Center: 080-910-2124
LINE:
Website: https://pnkg-recoverycenter.com/
#ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยและดูแลผู้สูงอายุ #บริการกายภาพบำบัด #สโตรก #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #กระตุ้นการกลืน #อัลไซเมอร์ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง

24/03/2026

ดูแลผู้ป่วยสโตรก 1 คน จะต้องใช้เงินกี่บาท?
หลายคนคิดว่าความน่ากลัวของโรคอยู่ที่ค่ารักษาในวันแรก แต่สำหรับสโตรก ความจริงจะเริ่มหลังจากนั้น เพราะสโตรก ไม่ใช่โรคที่จ่ายครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นโรคที่ค่อย ๆ เปลี่ยน “ค่าใช้จ่ายทั้งชีวิต” ของคนทั้งบ้าน และในหลายกรณี มันไม่ใช่โรคคนรวย แต่เป็นโรคที่ “ต้องใช้เงินระดับคนรวย” ถึงจะดูแลได้อย่างมีคุณภาพครับ
จากที่สัมภาษณ์ในหลายๆบ้านครับ ในวันแรกที่กลับบ้าน หลายครอบครัวจะรู้สึกโล่ง อย่างน้อยก็ผ่านช่วงวิกฤตมาแล้ว สบายใจจังเลย
แต่ไม่กี่วันหลังจากนั้น ความจริงอีกแบบจะค่อยๆโผล่ขึ้นมาเช่น การรู้ว่าต้องมีคนอยู่กับคนไข้ตลอด คนไข้ลุกเองไม่ได้ เข้าห้องน้ำเองไม่ได้ กลัวล้ม กลัวสำลัก กลัวทุกอย่างไปหมด
แล้วคำถามจะเปลี่ยนจาก “รักษายังไง” เป็น “เราจะดูแลยังไง…ทุกวันต่อจากนี้”
สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครบอกคุณตั้งแต่แรกว่าโรคสโตรก ค่ารักษาพยาบาลไม่ได้จบที่บิลโรงพยาบาล แต่มันเริ่มต้นบิลรายเดือนแบบที่ทุกคนไม่ได้ตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็น

- ค่าผู้ดูแล 15,000 – 30,000 บาท/เดือน
- แพมเพิสวันละหลายชิ้น
- เตียงผู้ป่วย รถเข็น walker
- ค่าอาหารปั่น ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล
- อื่นๆ

มันไม่ใช่เงินก้อนใหญ่ก็จริง แต่มันมาเรื่อย ๆ โดยที่เดือนแรกๆอาจยังไหว
เดือนที่สามเริ่มตึง พอครบปี…หลายบ้านเริ่มรู้สึกแล้วว่านี่ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายชั่วคราว นี่คือ “ภาระระยะยาว”
ลองคิดง่าย ๆ ถ้าค่าดูแลเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท (ซึ่งจริงๆแล้วเกินค่อนข้างเยอะ)
* 1 ปี = 240,000 บาท
* 3 ปี = 720,000 บาท
* 5 ปี = 1,200,000 บาท
ตัวเลขนี้ไม่ได้มาทีเดียวแต่มันค่อย ๆ หายไปจากบัญชีแบบที่เราแทบไม่ทันรู้ตัว และที่สำคัญคือ
มันไม่มี “วันหมดอายุ” ชัดเจน
ในหลายๆบ้านครับค่าใช้จ่ายที่หนักที่สุดไม่ใช่เงินที่จ่ายออกไป แต่คือ “รายได้ที่หายไป” เช่นลูกต้องหยุดงาน บางคนลาออก บางคนต้องลดเวลาทำงาน จากคนที่เคยมีรายได้ 30,000 กลายเป็นศูนย์ หรือเหลือครึ่งเดียว
หนึ่งคนป่วย แต่กระทบทั้งโครงสร้างของครอบครัวและนี่คือ cost ที่ไม่มีในบิลแต่หนักที่สุด
บ้านที่เคยอยู่ได้ อาจต้องเปลี่ยนแล้วครับ ต้องเริ่มมีราวจับ ห้องน้ำต้องปรับใหม่ เตียงต้องเปลี่ยน บางบ้านต้องย้ายห้องนอนลงชั้นล่าง ค่าใช้จ่ายพวกนี้ ไม่ได้เกิดเพราะอยากปรับปรุงบ้านเลยนะครับ แต่มันจำเป็น เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
แล้ว การกายภาพ มันจะช่วยแก้ปัญหาที่พูดมาได้ยังไง?
ต้องบอกก่อนว่านะครับ ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยสโตรก 2 คนเปรียบเทียบกัน อาจเป็นโรคเดียวกัน แต่ค่าใช้จ่ายหลังจากนั้น ต่างกันมาก
คนหนึ่ง ต้องมีคนเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง
อีกคน แม้ยังเดินไม่ดี แต่ลุกนั่งเองได้ นั่งรถเข็นเองได้ ช่วยตัวเองได้บางส่วน
ความต่างตรงนี้ไม่ได้แค่เรื่องความสะดวก แต่มันคือ“ค่าใช้จ่ายทั้งชีวิต”
การฟื้นฟู (rehabilitation) ที่เร็วพอ และต่อเนื่องพอ โดยเฉพาะในช่วง 3–6 เดือนแรกซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายยัง “เปิดโอกาสให้ฟื้น” จะช่วยให้คนไข้มีการฟื้นฟูที่ดีอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ถ้าพลาดช่วงนี้ไป สิ่งที่ตามมา อาจไม่ใช่แค่การฟื้นที่ช้าลงเพียงอย่างดียว แต่มันคือการต้องพึ่งพาคนอื่นไปอีกนาน
ดังนั้นกาารฟื้นฟู "ไม่ได้" แค่เปลี่ยนร่างกาย แต่มันเปลี่ยน “ตัวเลข” ค่าใช้จ่ายในการดูแลคนไข้ได้
การที่คนไข้ ลุกเองได้ เข้าห้องน้ำเองได้ หรือเดินได้ มันแปลว่า คุณไม่ต้องจ้าง caregiver เต็มเวลา ซึ่งลดค่าใช้จ่ายรายเดือนทันที และที่สำคัญการกายภาพสามารถลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ให้เราต้อง เข้าๆออกๆ โรงพยาบาลอยู่ประจำครับ
ถ้าให้พูดง่าย ๆ คือ มันเปลี่ยน “burn rate” ของครอบครัวครับ
คิดแบบคร่าวๆว่าถ้าการฟื้นฟูช่วยลดค่าผู้ดูแลได้แค่ 10,000 บาท/เดือน

1 ปี = 120,000 บาท
5 ปี = 600,000 บาท

ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยเลย และในความเป็นจริงหลายเคสมักจะมีค่าใช้จ่ายปลีกย่อยมากกว่านี้ ซึ่งนี่คือเงินที่ไม่ได้เห็นในวันแรก แต่ส่งผลระยะยาว
สุดท้ายแล้ว…สโตรกอาจไม่ใช่โรคที่ทำให้คุณเสียเงินมากที่สุดในวันแรก แต่เป็นโรคที่กำหนดว่า
คุณจะต้อง “จ่ายแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน” และในหลายครั้ง สิ่งที่เปลี่ยนเส้นทางนี้ได้ ไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือการฟื้นฟูตั้งแต่ช่วงแรกครับ
ดังนั้นการลงทุนกับการฟื้นฟูตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือการหยุดวงจรของการเสียเงินแบบไม่รู้จบนั่นเองครับ

23/03/2026

เพราะสำหรับเรา…“มาตรฐาน” ไม่ใช่เส้นชัย
PNKG ตั้งเป้าไปที่มารตรฐานระดับเดียวกับญี่ปุ่น
และจะไปให้ไกลกว่านั้น
จากวันที่เริ่มต้น จนถึงวันนี้ที่พัฒนาไปมาก
เรายังไม่หยุด เพราะคนไข้ของเรา…สมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

______________________________

ศูนย์ PNKG Recovery and Elder Care
Call Center: 080-910-2124
LINE:
Website: https://pnkg-recoverycenter.com/
#ศูนย์ฟื้นฟูผู้ป่วยและดูแลผู้สูงอายุ #บริการกายภาพบำบัด #สโตรก #ฟื้นฟูหลังผ่าตัด #กระตุ้นการกลืน #อัลไซเมอร์ #กล้ามเนื้ออ่อนแรง

18/03/2026

Thank you Khun Htet Htet from Myanmar for trusting us to take care of your mother. 🙏🏻❤️

It has truly been our pleasure to support her recovery journey and to receive the kindness and trust from your family. 🥰

Your encouragement means a lot to our entire team.❤️

If you or your loved ones are looking for dedicated rehabilitation care, we are always here to support you every step of the way.

17/03/2026

จากวันที่ลุกยังลำบาก
วันนี้…คุณพ่อพูลศักดิ์เริ่มก้าวได้แล้ว

1 เดือนเต็มของการอดทนฝึกอย่างหนัก ตอนนี้เห็นผลแล้ว

แม้ว่าอาจจะยังไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่สำหรับคุณพ่อ…มันคือก้าวที่มีความหมายที่สุด

ไม่ใช่เพราะโชคดี
แต่เพราะคุณพ่อไม่เคยหยุดพยายาม

วันข้างหน้าต้องดีขึ้นอีกแน่นอน❤️

ที่อยู่

PNKG, PRINC Hospital Suvarnabhumi 35/2 Moo 12, Bang Na-Trat Frontage Road, Bang Kaeo, Bang Phli District
Samut Prakan
10540

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 17:30
อังคาร 08:30 - 17:30
พุธ 08:30 - 17:30
พฤหัสบดี 08:30 - 17:30
ศุกร์ 08:30 - 17:30
เสาร์ 08:30 - 17:30

เบอร์โทรศัพท์

+66809102124

เว็บไซต์

https://lin.ee/EmuXwuS

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ PNKG Recovery and Elder Care - ศูนย์กายภาพบำบัดและฟื้นฟูสโตรกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์