Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษา

Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษา ผมให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและนำเสนอบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาครับ
(1)

ผมนำเสนอเกร็ดความรู้จิตวิทยาในรูปแบบที่ "ย่อยง่าย" และเป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันของทุกๆคนครับ

เวลาที่เราเลิกกับแฟน หนึ่งในคำถามที่อยู่ในใจของหลายคนก็คือ…“ฉันเลิกกับแฟนเก่าไปเป็นปีแล้วนะ แถมตอนนี้ ฉันก็มีแฟนใหม่แล้ว...
30/03/2026

เวลาที่เราเลิกกับแฟน
หนึ่งในคำถามที่อยู่ในใจของหลายคนก็คือ…
“ฉันเลิกกับแฟนเก่าไปเป็นปีแล้วนะ
แถมตอนนี้ ฉันก็มีแฟนใหม่แล้วด้วย
แต่ทำไมในใจฉันยังมีความรู้สึกให้กับแฟนเก่าอยู่นะ?
หรือว่าฉันไม่ได้รักแฟนใหม่มากพอ?
ถ้าฉันรักแฟนใหม่มากพอ
ฉันก็ไม่ควรมีความรู้สึกให้แฟนเก่าแล้วสิ!”
คำถามทำนองนี้สามารถส่งผลให้เกิดความรู้สึกผิดกับแฟนคนใหม่ได้
สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอในวันนี้ก็คือ
ความรู้สึกที่ยังคง “เหลือตกค้าง” กับแฟนเก่านี้
เป็นเรื่องที่ปกติธรรมดามากๆครับ
เพราะตอนที่เราคบกำลังแฟนเก่าอยู่นั้น
สายสัมพันธ์ที่เรามีกับแฟนเก่า
มันไม่ได้ต่างอะไรกับต้นไม้เราปลูก
พอต้นไม้สายสัมพันธ์เติบโตจนถึงจุดหนึ่ง
ต่อให้เราจะเลิกกับแฟนเก่าและไม่ได้
“รดน้ำ” ให้กับต้นไม้สายสัมพันธ์นั้นอีกแล้ว
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าต้นไม้ต้นนั้น
จะ “เหี่ยวเฉา” หรือ “ตาย” ภายในชั่วข้ามคืน
อันที่จริง หากต้นไม้สายสัมพันธ์นั้น
ได้มีโอกาสเติบโตจนถึงจุดหนึ่ง
(เหมือนต้นไม้ต้นใหญ่ๆที่อยู่ในป่า)
ต่อให้เราจะไม่ได้ “รดน้ำ” ให้กับ
ต้นไม้ดังกล่าวเพิ่มแม้แต่หยดเดียว
มันก็ยังเป็นไปได้ที่ต้นไม้ต้นนั้น
จะยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกเป็นปีๆ!
ฉะนั้น การที่เรายังมีความรู้สึก
“เหลือตกค้าง” อยู่กับแฟนเก่านั้น
มันไม่ใช่สัญญาณที่จะฟันธงว่า
นี่คือความผิดของเราเสมอไป
…และมันก็ไม่ได้หมายความว่า
เราไม่รักแฟนคนปัจจุบัน
(หรือรักแฟนคนปัจจุบันไม่มากพอ) อีกด้วยครับ!

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #ความรัก #แฟนใหม่ #แฟนเก่า #ความสัมพันธ์

หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงานมักจะชอบยก credit ความสำเร็จดังกล่าวให้คู่ชีวิตของตัวเองหลายคนถึงกับบอกว่า ถ้าไม่มีคู่...
28/03/2026

หลายคนที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
มักจะชอบยก credit ความสำเร็จดังกล่าวให้คู่ชีวิตของตัวเอง
หลายคนถึงกับบอกว่า ถ้าไม่มีคู่ชีวิตของพวกเขา
พวกเขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ด้วยซ้ำ!
คำพูดทำนองนี้เป็นเพียงแค่การ “อวย” แฟนตัวเอง
หรือมันเป็นคำพูดที่สะท้อนความเป็นจริงกันแน่?
ผลการศึกษาที่มีอยู่บ่งชี้ว่า…มันคือความจริงครับ!
ผลการศึกษาพบว่า
หากคู่ชีวิตที่รับบทเป็น “ช้างเท้าหลัง” ในความสัมพันธ์
(ไม่ว่าคนที่รับบทนี้จะเป็นสามีหรือภรรยาก็ตาม)
เป็นคนที่มีนิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ”
สถานการณ์ภายในบ้านมีแนวโน้มที่จะ “น่าอยู่ เป็นระเบียบเรียบร้อย”
มันจะส่งผลให้คู่ชีวิตที่รับบทเป็น “ช้างเท้าหน้า”
สามารถทุ่มเทเวลาและพลังงานไปกับการทำงานได้อย่างเต็มที่
(และนำมาสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานตามมา)
นอกจากนี้ นิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ”
ของคู่ชีวิตที่เป็น “ช้างเท้าหลัง” ยังสามารถ
ส่งผลให้ฝ่ายที่เป็น “ช้างเท้าหน้า” มีนิสัยดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
(ซึ่งนี่ถือเป็นนิสัยที่เอื้อต่อความเจริญ
ในหน้าที่การงานอย่างปฏิเสธไม่ได้)
นอกเหนือไปจากนิสัย “รับผิดชอบ มีวินัย ใส่ใจ” แล้ว
อีกหนึ่งคุณลักษณะของ “ช้างเท้าหลัง” ที่ส่งผลต่อ
ความก้าวหน้าของ “ช้างเท้าหน้า” คือการที่ “ช้างเท้าหลัง”
เป็นคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ครับ
เพราะเวลาที่ “ช้างเท้าหลัง” มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
ความขัดแย้งภายในความสัมพันธ์ก็จะมีไม่มาก
หรือต่อให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น
การบริหารความขัดแย้งที่ดี
ของคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
ก็จะช่วยให้คู่รักเข้าใจกันและกันมากขึ้น
(ไม่ใช่ยิ่งขัดแย้งกันมากกว่าเดิม)
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้ “ช้างเท้าหน้า”
มีเวลาและพลังงานในการจดจ่อกับ
การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(และนำมาสู่ความสำเร็จในชีวิตการทำงานได้)
ทั้งหมดที่ผมได้เขียนมานี้ มันสะท้อนให้เห็นได้ว่า
ความสำเร็จในหน้าที่การงานไม่ได้เป็นผลลัพธ์
ของ one-man show แต่มันเป็น “ผลงานร่วม” ของทั้ง team มากกว่าครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #ความรัก #ความสัมพันธ์ #ความสำเร็จ

หลายคนมองว่าชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่น่าเบื่อเพราะชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่เราจะทำสิ่งต่างๆซ้ำๆเหมือนๆกันในทุก...
26/03/2026

หลายคนมองว่าชีวิตที่มี routine คือชีวิตที่น่าเบื่อ
เพราะชีวิตที่มี routine
คือชีวิตที่เราจะทำสิ่งต่างๆ
ซ้ำๆเหมือนๆกันในทุกๆวัน
ยกตัวอย่างเช่น
ตื่นนอน-เข้านอนเวลาเดิมในทุกๆวัน
ทานอาหารเช้าเมนูเดิมในทุกๆวัน
เริ่มต้นทำงานด้วยการเปิดอีเมลดูเป็นอันดับแรกในทุกๆวัน
เป็นต้น
แต่เชื่อไหมครับว่า routine ที่น่าเบื่อเหล่านี้
คือสิ่งสำคัญชนิดที่ “ขาดไม่ได้”
สำหรับพวกเราหลายคนเลยครับ!
ยิ่งชีวิตเรากำลังเผชิญหน้ากับ
ความไม่แน่นอนเยอะเท่าไหร่
(เช่น ถูกเชิญออกจากที่ทำงาน
สูญเสียสมาชิกครอบครัวคนสำคัญ
มีความจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศ)
routine ก็ยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น
เพราะ routine เหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึก “มั่นคง”
ท่ามกลางช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง
หากชีวิตเราไม่มี routine เลย
เราก็ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเต็มไปหมด
ซึ่งมันอาจจะเยอะจนทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจได้
ดังนั้น มันจึงอาจกล่าวได้ว่า
แม้ routine จะเป็นสิ่งที่ฟังดู “น่าเบื่อ” ก็จริง
แต่สิ่งที่ “น่าเบื่อ” นี้ก็สามารถมอบ
ความสงบทางใจให้กับเราได้เช่นกัน
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ?
คุณผู้อ่านมี routine อะไรที่ช่วยให้
คุณผู้อ่านรู้สึก “มั่นคง” ได้
(แม้ในยามที่ชีวิตกำลังเจอ
กับความเปลี่ยนแปลง) บ้างไหมครับ?

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา

หลายคนใช้ชีวิตโดยยึดถือคติว่า “No is a complete sentence.”ดังนั้น เวลาที่พวกเขาปฏิเสธใครก็ตาม พวกเขาก็จะเพียงแค่พูดว่า “...
24/03/2026

หลายคนใช้ชีวิตโดยยึดถือคติว่า
“No is a complete sentence.”
ดังนั้น เวลาที่พวกเขาปฏิเสธใครก็ตาม
พวกเขาก็จะเพียงแค่พูดว่า “ไม่”
โดยที่ไม่ได้ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
เพราะพวกเขามองว่า
หากพวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
มันคือการแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่า
พวกเขากลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่าย
พวกเขามองว่า เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น
ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ระหว่างพวกเขากับอีกฝ่าย
พวกเขามองว่า
การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติมนั้น
มันแสดงถึงความอ่อนแอของตัวพวกเขาเอง
ทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นเหตุผล
ที่ทำให้พวกเขาปฏิเสธด้วยการ
พูดคำว่า “ไม่” และหยุดทุกอย่างไว้แค่นั้น
แต่คำถามสำคัญก็คือ
เวลาที่เราปฏิเสธด้วยคำว่า “ไม่” เช่นนี้
มันจะส่งผลให้อีกฝ่ายเพียงแค่
รู้สึกไม่พอใจกับเราอย่างเดียวเท่านั้นหรือ?
ไม่ครับ
หลายครั้ง
สิ่งที่อีกฝ่ายรู้สึก
มันไม่ใช่ความไม่พอใจ
…แต่มันเป็นความเจ็บปวด
ยกตัวอย่างเช่น
ตอนที่เพื่อนชวนเราไปงานแต่งงานของเขา
และเราตอบปฏิเสธเพื่อน
ด้วยการพูดว่า “ไม่” อย่างเดียวนั้น
มันอาจจะส่งผลให้เพื่อนเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า
“มิตรภาพของเรามันมีค่าสำหรับเธอแค่นี้เองหรือ?”
มันอาจจะทำให้เพื่อนรู้สึกเสียใจกับคำปฏิเสธที่ “ห้วน” ของเราได้
เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ คนที่ให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
(เวลากล่าวคำปฏิเสธ) เขาไม่ได้ทำเช่นนั้นเพียงเพราะ
พวกเขารู้สึกหวาดกลัวที่จะเผชิญหน้ากับความไม่พอใจของอีกฝ่ายเท่านั้น
บางครั้ง
พวกเขาให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
เพราะพวกเขาแคร์ความรู้สึกของอีกฝ่าย
ซึ่งแน่นอนครับว่า
การแคร์ความรู้สึกของคนอื่นนั้น
มันไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ!
ดังนั้น
การจะตัดสินแบบ “เหมารวม” ว่า
การให้เหตุผลหรือคำอธิบายเพิ่มเติม
(เวลาที่เรากล่าวคำปฏิเสธ)
คือการกระทำที่อ่อนแอ
(หรือการกระทำที่ถูกผลักดันด้วยความกลัว)
ไปเสียทั้งหมด
…จึงไม่ใช่การตัดสินที่เป็นธรรมเท่าไหร่นัก
ผมมองว่า แทนที่จะโฟกัสว่าเราควรให้เหตุผล
หรือคำอธิบายเพิ่มเติมหรือไม่
เราน่าจะโฟกัสว่าเรากำลังตัดสินใจ
ด้วยความกลัวหรือความเป็นห่วงมากกว่าครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา

ไม่มีใครที่สามารถหลีกพ้นความทุกข์ใจได้ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับประโยคในข้างต้นแต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะอ้าแขนต้อนรับความทุกข์...
22/03/2026

ไม่มีใครที่สามารถหลีกพ้นความทุกข์ใจได้
ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วยกับประโยคในข้างต้น
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะอ้าแขนต้อนรับความทุกข์ใจเสมอไป
อันที่จริง เวลาที่เรารู้สึกทุกข์ใจ
หลายครั้ง เรามักจะพยายามกำจัด
ปฏิเสธ หรือควบคุมความรู้สึกทุกข์ใจนั้น
และสิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือ…
นอกจากความพยายาม
ดังกล่าวจะไม่เป็นผลแล้ว
มันยังมีแนวโน้มที่จะทำให้
ความทุกข์ใจยิ่งทวีคูณอีกด้วย!
ยกตัวอย่างเช่น
เวลาที่เราถูกแฟนทิ้ง และเรารู้สึกเสียใจ
เราก็จะพยายาม “ออกคำสั่ง” ให้ใจเรา
หยุดเสียใจและรีบ move on ให้ได้เร็วๆ
และเมื่อเราไม่สามารถหยุดเสียใจได้
เราก็จะรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังกับตัวเอง
ที่ “ยัง move on ไม่ได้เสียที”
เป็นต้น
สิ่งที่ผมได้พูดถึงในข้างต้น
คือเหตุผลที่ทำให้การยอมรับความทุกข์ใจ
ถือเป็นหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพจิตที่ดี
เราอาจจะไม่ได้ต้องชอบเวลาที่เรารู้สึกทุกข์ใจนะครับ
แต่ถ้าหากเราสามารถเรียนรู้
ที่จะยอมรับความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นได้
มันจะช่วย “ผ่อนหนักเป็นเบา” ได้ไม่น้อยเลยแหละครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #ทุกข์

คุณรู้จักคนที่พร้อมจะ say yes กับทุกๆสิ่งที่เข้ามาในชีวิตเพราะเขากลัวว่าการ say no จะทำให้เขา “พลาดโอกาส” ไหมครับ?ยกตัวอ...
20/03/2026

คุณรู้จักคนที่พร้อมจะ say yes กับทุกๆสิ่ง
ที่เข้ามาในชีวิตเพราะเขากลัวว่าการ say no
จะทำให้เขา “พลาดโอกาส” ไหมครับ?
ยกตัวอย่างเช่น
ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาจีบ
ก็จะตอบตกลงคบเป็นแฟนด้วยเสมอ
เพราะกลัวว่าหากไม่ทำเช่นนั้น
ตัวเองก็จะ “ขึ้นคาน” ถาวร
เพราะจะไม่มีคนเข้ามาจีบอีก
เป็นต้น
ความกลัวว่าตัวเองจะ “พลาดโอกาส” นี้…เป็นสิ่งที่เข้าใจได้มากๆครับ
อย่างไรก็ตาม
หากความกลัวดังกล่าว
มีความเข้มข้นมากเกินไป
มันก็สามารถส่งผลให้เรา
“พลาดโอกาส” ได้เช่นกัน!
ยกตัวอย่างเช่น
การที่เรา say yes กับทุกคนที่เข้ามาจีบเรา
สามารถทำให้เราอยู่ในสถานะ “มีแฟนแล้ว”
เมื่อเราเจอกับคนที่ “ตรงสเปค” เราสุดๆได้
เป็นต้น
ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการความกลัว
ให้อยู่ในระดับที่ “ไม่มากไป ไม่น้อยไป” จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
ไม่เช่นนั้น สิ่งที่เรากลัว…มันจะกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้ครับ!

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #ปฏิเสธ #กลัว #พลาด #โอกาส

“ความรับผิดชอบ”นี่คือคำที่หลายคนฟังแล้วรู้สึก “อี๋” อยู่เหมือนกันนะครับเพราะมันเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ “หนัก”เพราะมั...
18/03/2026

“ความรับผิดชอบ”
นี่คือคำที่หลายคนฟังแล้วรู้สึก “อี๋” อยู่เหมือนกันนะครับ
เพราะมันเป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกที่ “หนัก”
เพราะมันทำให้เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคำว่า “ภาระ”
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงพยายามทำทุกอย่าง
เพื่อหลีกเลี่ยง “ความรับผิดชอบ” ในชีวิตให้ได้มากที่สุด
พวกเขามองว่า การทำเช่นนี้จะช่วยให้ชีวิตรู้สึก “เบาสบาย”
…ซึ่งถ้ามองในแง่หนึ่ง มันก็จริงอยู่นะครับ
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง “ความรับผิดชอบ”
คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้ชีวิตมี “ความหมาย”
ชีวิตที่ไม่มี “ความรับผิดชอบ” มันรู้สึก “เบาสบาย” ก็จริง
แต่มันก็จะทำให้ชีวิตขาด “ความหมาย” ไปด้วยเช่นกัน
ซึ่งในสายตาของหลายๆคน
การมีชีวิตที่ขาด “ความหมาย”
มันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเอง “ไม่มีค่า”
มันจึงกลายเป็นว่า ไม่ว่าเราจะเลือกทางไหน
เราย่อมหนี “ความลำบาก” ไม่พ้นจริงๆครับ
ถ้าเราเลือกหลีกเลี่ยง “ความรับผิดชอบ”
เราก็จะเจอกับความรู้สึก “ไม่มีค่า”
ในทางกลับกัน
ถ้าเราเลือกแบกรับ “ความรับผิดชอบ”
เราก็เจอกับความรู้สึก “หนัก”
เราอาจจะไม่สามารถหลีกหนี “ความลำบาก” ได้
แต่เราสามารถเลือกได้ครับว่า “ความลำบาก” นั้น
จะมาพร้อมกับ “ความหมาย” หรือความรู้สึก “ไร้ค่า” ครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #ความหมาย #ลำบาก

หลายคนรู้สึกแย่กับตัวเองเพราะเวลาที่พวกเขาอยู่ในวงบทสนทนา (เช่น ระหว่างอยู่ในห้องประชุมของที่ทำงาน)กว่าที่พวกเขาจะพูดอะไ...
16/03/2026

หลายคนรู้สึกแย่กับตัวเอง
เพราะเวลาที่พวกเขาอยู่ในวงบทสนทนา
(เช่น ระหว่างอยู่ในห้องประชุมของที่ทำงาน)
กว่าที่พวกเขาจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
พวกเขาใช้เวลาคิดนานกว่าคนอื่นๆ
พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “โง่”
พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “หัวช้า”
พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคน “ไม่ฉลาด”
คำถามสำคัญก็คือ…มุมมองเหล่านี้เป็นความจริงหรือเปล่า?
ไม่เสมอไปครับ
อันที่จริง หลายคนที่ดู “หัวช้า” คือคนที่ฉลาดด้วยซ้ำ!
เพราะสิ่งที่พวกเขาคิดอยู่ในหัว
มีความซับซ้อนและหลากหลาย
พวกเขาจึงใช้เวลาในการ “ประมวลผล”
นานสักหน่อย ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดออกมา
ฉะนั้น อย่ารีบที่จะชี้นิ้วตัดสินตัวเอง
ด้วยคำว่า “โง่” “หัวช้า” “ไม่ฉลาด” ฯลฯ เลยครับ
เพราะคำตัดสินเหล่านั้น…ใช่ว่าจะเป็นจริงเสมอไปครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #คิดช้า #ฉลาด

เวลาที่เรารักใครสักคน และเราเห็นว่าเขาคนนั้นกำลังประสบปัญหาอยู่ มันปกติมากๆเลยครับที่เราอยากจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเ...
14/03/2026

เวลาที่เรารักใครสักคน และเราเห็นว่าเขาคนนั้น
กำลังประสบปัญหาอยู่ มันปกติมากๆเลยครับ
ที่เราอยากจะรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเขา
แต่สังเกตไหมครับว่า ในหลายๆครั้ง
พอเรายื่นมือเข้าไปหาเขาแล้ว
เขากลับขยับตัวถอยห่างไปจากเรายิ่งกว่าเดิม?
ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้นได้?
เพราะสิ่งหนึ่งที่หลายคนให้ความสำคัญ…คือการมีอิสระที่จะเลือก
…รวมถึงอิสระในการเลือกว่า
จะให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่
ด้วยเหตุนี้
การรีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนที่เรารัก
(โดยไม่ได้เช็คกับเจ้าตัวก่อนว่า
เจ้าตัวต้องการความช่วยเหลือหรือไม่)
จึงอาจถูกมองว่าเป็นการ “ลิดรอน” อิสระในการเลือก
…ส่งผลให้เจ้าตัวอาจจะรู้สึกไม่พอใจและเริ่มต้น
“รักษาระยะห่าง” กับฝ่ายที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้
(ต่อให้เจ้าตัวจะเข้าใจว่า
การยื่นมือเข้ามาช่วยนี้
เกิดขึ้นเพราะเจตนาที่ดีก็ตาม)
ฉะนั้น หากเราไม่ต้องการให้ “ความรัก”
ของเราทำให้คนที่เรารัก “ตีตัวออกห่าง”
การถาม “ความยินยอม” ของเจ้าตัว
ก่อนที่เราจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้
…ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
เราอย่าปล่อยให้ “ความรัก” ของเรา
“ผลักไสไล่ส่ง” คนที่เรารักโดยไม่ตั้งใจกันเลยครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #ความรัก #ความสัมพันธ์

สามีภรรยาจำนวนไม่น้อยโกหกกันและกันในเรื่องของการใช้เงินซื้อ “ของเล่นส่วนตัว”ยกตัวอย่างเช่นสามีบอกภรรยาว่าตัวเองซื้อเกมใน...
11/03/2026

สามีภรรยาจำนวนไม่น้อย
โกหกกันและกันในเรื่องของ
การใช้เงินซื้อ “ของเล่นส่วนตัว”
ยกตัวอย่างเช่น
สามีบอกภรรยาว่าตัวเอง
ซื้อเกมในช่วง “ลดราคา”
(แต่จริงๆแล้วซื้อมาในช่วง “เต็มราคา”)
ภรรยาบอกสามีว่าใช้งบไม่เกินเดือนละ
5,000 บาทสำหรับซื้อเครื่องสำอาง
(แต่จริงๆแล้ว ใช้เงินเกินงบทุกเดือน)
เป็นต้น
และในหลายๆกรณี
สามีภรรยาก็รู้ด้วยนะครับว่า
อีกฝ่ายกำลังโกหกในเรื่องการใช้เงินอยู่
แต่พวกเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร
หนำซ้ำ พวกเขายังเลือกที่จะ
ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” อีกด้วย!
ทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะทำเช่นนั้น?
เพราะพวกเขามองว่า
ต่อให้พวกเขาจะหยิบเรื่องนี้มาคุย
อีกฝ่ายก็คงจะไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายอยู่ดี
พวกเขามองว่า การหยิบเรื่องนี้มาคุย
มีแต่จะทำให้เกิดความขัดแย้ง
โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเพิ่มเติม
พวกเขาจึงทำทีราวกับว่าตัวเอง “ไม่รู้เรื่อง”
ในขณะที่สามีหรือภรรยาของพวกเขา
ก็ยังคงปกปิดพฤติกรรมการใช้จ่าย “ที่แท้จริง” ของตัวเองต่อไป
…ส่งผลให้เรื่องนี้ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” ในความสัมพันธ์
มันอาจจะยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่นะครับ
ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” มีไม่เยอะ
แต่ถ้าสิ่งที่ถูก “ซุกไว้ใต้พรม” สะสมเป็นจำนวนมากขึ้นมาล่ะ?
ในท้ายที่สุด นี่อาจกลายเป็นแรงกดดัน
ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยากที่จะไปต่อ…ก็เป็นได้
ทำเป็น “ไม่รู้ไม่เห็น” จนกลายเป็น “ระเบิดเวลา”
กับแบกรับความเสี่ยงที่จะขัดแย้งด้วยการหยิบเรื่องนี้มาพูดคุย
นี่คือทางเลือกที่คู่รักกลุ่มนี้กำลังเผชิญอยู่
แล้วคู่รัก “ควรจะ” เลือกทางเลือกไหนดี?
ผมมองว่าเรื่องนี้…ไม่มีผิดไม่มีถูกที่ตายตัวครับ
ผมมองว่าเรื่องนี้…เป็นเรื่องที่แต่ละคน
จะต้อง “ชั่งน้ำหนัก” เอาครับว่า
ระหว่างความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งในวันนี้
กับความเสี่ยงที่จะเกิด “ระเบิดเวลา” ในวันหน้า
…ความเสี่ยงไหนที่ “คุ้มค่า” ที่จะแบกรับมากกว่ากัน
เราอาจไม่มีสิทธิที่จะไม่แบกรับความเสี่ยงใดใดได้ก็จริง
แต่เรามีสิทธิที่จะเลือกได้ว่า
เราต้องการแบกรับความเสี่ยงแบบไหนครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #ความรัก #ความสัมพันธ์ #โกหก

ตอนที่เรายังเป็นเด็กๆ การยอมรับจากผู้ใหญ่ (เช่น พ่อแม่ ครู) คือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามากผู้ใหญ่ในชีวิตเราจะเป็นคนบอกให้เร...
10/03/2026

ตอนที่เรายังเป็นเด็กๆ
การยอมรับจากผู้ใหญ่ (เช่น พ่อแม่ ครู)
คือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรามาก
ผู้ใหญ่ในชีวิตเราจะเป็นคนบอกให้เรารู้
(ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม) ว่า
เรากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม เราดีพอหรือยัง
แล้วในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ?
แม้ในวันที่เราโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว…
หลายคนก็ยังคงคุ้นชินกับการ
มองหาการยอมรับจากคนอื่น
หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้
ใครสักคนมาบอกว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง
หลายคนยังคงคุ้นชินกับการให้
ใครสักคนมาบอกว่าเราดีพอหรือยังไม่ดีพอ
ความคุ้นชินนี้สามารถกลายเป็นอุปสรรค
ที่ขวางกั้นไม่ให้เราใช้ชีวิตอย่างเต็มอิ่มได้
แน่นอนครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
หากเราเติบโตขึ้น เราควรที่จะ “ปิดหูปิดตา”
และไม่สนใจคนอื่นแม้แต่นิดเดียว
แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า
การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง
(ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง ว่าตัวเราเองดีพอหรือยัง)
ถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการมีชีวิตที่เต็มอิ่ม
แล้วเราจะเริ่มต้นเรียนรู้ที่จะ
ตัดสินใจด้วยตัวเองในเรื่องนี้ได้ยังไง?
ผมมองว่า ขั้นแรกสุด เราจะต้องมองเห็นตัวเอง
ให้ได้อย่างชัดเจนก่อนครับว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้
อยู่ภายใต้ “ร่มเงา” ของคนอื่นในเรื่องอะไรบ้าง
ยกตัวอย่างเช่น
ทุกวันนี้ เราอาจจะกำลังเอาคุณค่าในตัวเรา
มาผูกเข้ากับการยอมรับของพ่อแม่เรา
ถ้าพ่อแม่เรายอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเรามีค่า
แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ยอมรับในตัวเรา เราก็จะถือว่าตัวเองไร้ค่า
เป็นต้น
ยิ่งเรามองเห็น “ร่มเงา” ของคนอื่นได้ชัดเจนมากเท่าไหร่
อิทธิพลที่ “ร่มเงา” มีต่อใจเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะลดลง
…จนกระทั่งเรากลายเป็นอิสระจาก “ร่มเงา” ดังกล่าวได้ในท้ายที่สุดครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา

เวลาที่เราตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง หลายคนจะตั้งเป้าหมายไว้สูงยกตัวอย่างเช่น“ฉันจะเริ่มต้นออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง”(จาก...
08/03/2026

เวลาที่เราตั้งเป้าหมายให้กับตัวเอง
หลายคนจะตั้งเป้าหมายไว้สูง
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันจะเริ่มต้นออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง”
(จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน)
เป็นต้น
การตั้งเป้าหมายไว้สูงแบบนี้มีข้อดีตรงที่ว่า
หากเราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำตามที่วางเป้าไว้ได้
มันก็จะเกิดการเปลี่ยนในชีวิตที่ “จับต้องได้” อย่างชัดเจน
(ยกตัวอย่าง
หากเราตั้งเป้าหมายที่เริ่มต้น
ใช้เวลาแต่ละวันในการออกกำลังกายเยอะ
ร่างกายเราก็มีแนวโน้มที่จะแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เป็นต้น)
แต่ข้อเสียของการตั้งเป้าหมายไว้สูงก็คือ
เมื่อไหร่ก็ตามที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “ไม่พร้อม”
มันมีโอกาสสูงมากที่เราจะไม่สามารถ
“เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำเป้าหมายดังกล่าวได้
(เช่น เมื่อคืนนอนหลับๆตื่นๆเพราะไม่สบาย
ส่งผลให้ออกกำลังกาย 1 ชั่วโมงตามที่วางเป้าไว้ไม่ไหว)
มันจะทำให้เรารู้สึกว่าตัวเอง “ล้มเหลว”
และบั่นทอนกำลังใจของเราที่จะ
เดินหน้าทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้ได้
และยิ่งหากเรา “ล้มเหลว” บ่อยๆเข้า
วันหนึ่ง มันอาจทำให้เรารู้สึกท้อแท้
จนตัดสินใจ “เท” เป้าหมายดังกล่าวไปทั้งหมดอีกด้วย
ในทางกลับกัน หากเป้าหมายที่เราตั้ง
เป็นเป้าหมายที่เราสามารถ “เข็นตัวเอง” ให้ลงมือทำได้
(ทั้งในวันที่เงื่อนไขในชีวิตเรา “พร้อม” และวันที่ “ไม่พร้อม”)
เราก็ไม่จะเจอกับคำว่า “ล้มเหลว” บ่อยๆ
มันจะช่วยให้เรามีกำลังใจเดินหน้า
ทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้มากขึ้น
(แม้ว่าเราจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สูงในกรณีนี้ก็ตาม)
บางคนอาจมองว่าแนวทางนี้
มันนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในชีวิต
ที่ “จับต้องได้” ค่อนข้างช้า
ผมเห็นด้วยนะครับมันว่าช้ากว่าจริงๆ
แต่ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่ช้ากว่า
ก็ยังดีกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เกิดขึ้น
(เพราะเป้าหมายถูก “เท”) อยู่ดี
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะนำเสนอว่า
เวลาที่เราตั้งเป้าหมายในชีวิตของเรานั้น
เราไม่เพียงแค่ควรคำนึงถึงเพียงแค่
เวลาที่สถานการณ์ในชีวิตเรา “เอื้ออำนวย”
ต่อการลงมือทำตามเป้าหมายดังกล่าวเท่านั้น
…แต่เราควรนึกถึงช่วงเวลาที่
สถานการณ์ในชีวิตเรา
“ไม่เอื้ออำนวย” อีกด้วยครับ

#จิตวิทยา #สุขภาพจิต #ปรึกษานักจิตวิทยา #นักจิตวิทยาการปรึกษา #นักจิตวิทยา #เป้าหมาย

ที่อยู่

Samut Prakan

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Journaling Our Journey: จิตวิทยาการปรึกษา:

แชร์

About Journaling My Journey

My Interests: จิตวิทยา, ปรัชญา, การลงทุน และอื่นๆที่ผมอาจจะเห่อเป็นพักๆ

-

My Educational Background

ปริญญาตรี: เศรษฐศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย