11/11/2025
❤️🔥 CPR 2025: update อะไรใหม่ๆบ้าง ❤️🔥
Emergency medicine updates: Cardiopulmonary resuscitation
ตีพิมพ์ใน American Journal of Emergency Medicine 2025
บทความนี้เป็นการทบทวนหลักฐานและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary Resuscitation - CPR) โดยมุ่งเน้นที่การปฏิบัติในแผนกฉุกเฉิน (Emergency Department - ED)
📖 บทนำ
🚨 ภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest): คือการสูญเสียการทำงานของหัวใจและการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย ซึ่งรวมถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ต้องช็อกไฟฟ้า (shockable rhythms) เช่น pVT, VF และจังหวะที่ไม่ต้องช็อกไฟฟ้า (non-shockable rhythms) เช่น asystole และ PEA
🚨 อัตราการรอดชีวิต: ข้อมูลจากปี 2022 ชี้ว่าอัตราการรอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาลของผู้ป่วย OHCA ที่ได้รับการรักษาโดยหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน อยู่ที่ประมาณ 9% และอัตราการรอดชีวิตพร้อมกับการทำงานของร่างกายที่ดี (good functional status) อยู่ที่ 7%
🚨 เป้าหมายของการทำ CPR: คือการฟื้นคืนการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย เพื่อให้เกิดการกลับมาของการไหลเวียนโลหิตเอง (Return of Spontaneous Circulation - ROSC) และนำไปสู่การรอดชีวิตพร้อมผลลัพธ์ทางระบบประสาทที่ดี
🤚🏻 เทคนิคและตำแหน่งการวางมือที่ดีที่สุดในการกดหน้าอก
- เมื่อพบผู้ป่วยไม่ตอบสนอง หายใจผิดปกติ (gasping) หรือไม่หายใจ และคลำชีพจรไม่ได้ (ควรใช้เวลาตรวจไม่เกิน 10 วินาที) ให้เริ่มการกดหน้าอกคุณภาพสูงทันที
🤚🏻 การสลับคนกด: คนกดหน้าอกมักจะเริ่มเหนื่อยหลังจาก 1 นาที ทำให้คุณภาพการกดลดลง จึงควรสลับคนกดทุกๆ 2 นาที ระหว่างการประเมินจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งต้องใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที
⚡️ ลดการขัดจังหวะ: ควรชาร์จเครื่องกระตุกหัวใจ (defibrillator) ขณะที่ยังกดหน้าอกอยู่ และเมื่อช็อกไฟฟ้าเสร็จแล้ว ให้เริ่มกดหน้าอกต่อทันทีโดยไม่ต้องประเมินจังหวะซ้ำ
❤️🔥 การทำ CPR แบบกดหน้าอกอย่างเดียว (Compression-only) เทียบกับแบบดั้งเดิม (Conventional CPR)
❂ CPR แบบดั้งเดิม (Conventional CPR): กดหน้าอกสลับช่วยหายใจในอัตราส่วน 30:2 หากยังไม่มีการใส่ท่อช่วยหายใจ
❂ CPR แบบกดหน้าอกอย่างเดียว (Compression-only CPR): เน้นการกดหน้าอกต่อเนื่องเพื่อรักษาแรงดันการไหลเวียนของเลือดไปยังหลอดเลือดหัวใจและสมอง
❂ ผลการศึกษา:
- สำหรับบุคคลทั่วไป: ข้อมูลจากการศึกษาแบบสุ่ม (randomized data) และการทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ปี 2017 พบว่าการทำ CPR แบบกดหน้าอกอย่างเดียวสัมพันธ์กับอัตราการรอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาลที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับแบบดั้งเดิม
- สำหรับบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม (Trained personnel): การศึกษา Meta-analyses หลายชิ้นไม่พบความแตกต่างในด้านอัตราการรอดชีวิตหรือ ROSC ระหว่างสองวิธีนี้
🤖 อุปกรณ์สำหรับการ CPR
✪ อุปกรณ์กดหน้าอกแบบกลไก (Mechanical compression devices): เช่น AutoPulse และ LUCAS ได้รับการออกแบบมาเพื่อลดการขัดจังหวะและกำจัดปัญหาความเหนื่อยล้าของผู้กด
- ผลการศึกษา: Meta-analyses หลายชิ้นสรุปว่าอุปกรณ์เหล่านี้ ไม่ช่วยเพิ่ม อัตราการเกิด ROSC, การรอดชีวิตจนออกจากโรงพยาบาล หรือการรอดชีวิตในระยะยาว เมื่อเทียบกับการกดด้วยมือ
- ข้อควรพิจารณา: อุปกรณ์เหล่านี้อาจมีประโยชน์ในสถานการณ์เฉพาะ เช่น การทำ CPR เป็นเวลานาน, การขนย้ายผู้ป่วย, มีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัด, หรือระหว่างการทำหัตถการสวนหัวใจ (coronary catheterization)
✪ อุปกรณ์อื่นๆ:
- Active Compression-Decompression CPR (ACD CPR): ใช้อุปกรณ์ดูดเพื่อดึงหน้าอกขึ้น ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดกลับสู่หัวใจ แต่การศึกษาไม่พบประโยชน์ด้านผลลัพธ์ของผู้ป่วย
- Inspiratory Impedance Threshold Devices (ITD): ออกแบบมาเพื่อสร้างแรงดันลบในทรวงอก ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด แต่การศึกษา RCT ขนาดใหญ่ (ROC PRIMED) ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในผลลัพธ์ และ AHA ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำ
🗣️ การทำ CPR แบบยกศีรษะสูง (Head-up CPR)
- หลักการ: การยกศีรษะและลำตัวส่วนบนขึ้นระหว่างการกดหน้าอก เพื่อลดความดันในกะโหลกศีรษะ (intracranial pressure) และเพิ่มแรงดันการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง (cerebral perfusion pressure)
- ผลการศึกษา: การศึกษาเบื้องต้นบางชิ้น ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับ ROSC ที่ดีขึ้น แต่การศึกษาเหล่านี้มีข้อจำกัดที่สำคัญหลายประการ เช่น ไม่มีการสุ่มตัวอย่าง, ใช้กลุ่มควบคุมในอดีต (historical controls) ซึ่งอาจทำให้เกิดความเอนเอียง
- ข้อสรุป: ILCOR ปี 2024 แนะนำว่าจำเป็นต้องมีการทดลองเพิ่มเติมก่อนที่จะนำมาใช้
⚒️ เครื่องมือที่ใช้ในการติดตามการกดหน้าอก
❂ การติดตามคุณภาพการทำ CPR ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตโดยตรง แต่สามารถปรับปรุงการปฏิบัติตามแนวทาง (guideline adherence) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
❂ Real-time feedback devices: ช่วยปรับปรุงการปฏิบัติตามแนวทางด้านความลึกและอัตราการกด แต่ไม่พบความแตกต่างในผลลัพธ์ของผู้ป่วย
❂ CPR coach: บุคคลที่คอยให้ข้อมูลย้อนกลับและประสานงานในทีม ช่วยลดการหยุดและปรับปรุงคุณภาพการกดหน้าอก แต่ไม่พบความแตกต่างในอัตราการรอดชีวิต
❂ End-tidal CO2 - EtCO2: เป็นตัวชี้วัดการไหลเวียนของเลือด
📉 ค่า EtCO2 < 10 mmHg บ่งชี้ว่าคุณภาพการกดหน้าอกไม่ดี
📈 ค่า EtCO2 ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (เช่น ไปถึง 30–40 mmHg หรือเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 mmHg) เป็นสัญญาณแรกๆ ของการเกิด ROSC
❗️ ค่า EtCO2 ที่ต่ำกว่า 10 mmHg อย่างต่อเนื่องนาน 20 นาที สัมพันธ์กับโอกาสเกิด ROSC เพียง 0.5%
🧨การวัดความดันหลอดเลือดแดง (Arterial line monitoring)
- สามารถวัดความดันไดแอสโตลิก (Diastolic Blood Pressure - DBP) ซึ่งเป็นตัวแทนของแรงดันการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดหัวใจ (coronary perfusion pressure)
- เป้าหมาย DBP อยู่ที่ 25-40 mmHg อาจสัมพันธ์กับอัตรา ROSC ที่สูงขึ้น แต่ยังไม่พบการเพิ่มการรอดชีวิตหรือผลลัพธ์ทางระบบประสาท
🧠 การวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเนื้อเยื่อสมอง (Regional cerebral tissue oxygenation - rSO2): ค่าที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันสัมพันธ์กับ ROSC แต่ยังไม่มีค่าเกณฑ์ที่ชัดเจน
❂ Point-of-care ultrasound - POCUS: สามารถใช้เพื่อปรับตำแหน่งการกดหน้าอกให้เหมาะสม และใช้ประเมินชีพจร (pulse check) ที่หลอดเลือดแดงคาโรติด (carotid artery) หรือหลอดเลือดแดงฟีเมอรัล (femoral artery) ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยไม่รบกวนการกดหน้าอก
✅ บทสรุป (Conclusions)
- การทำ CPR คุณภาพสูงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยต้องกดหน้าอกด้วยความลึก 5–6 ซม. ในอัตรา 100–120 ครั้งต่อนาที และลดการขัดจังหวะให้เหลือน้อยที่สุด (เป้าหมาย CCF > 80%)
- การทำ CPR แบบกดหน้าอกอย่างเดียวโดยผู้เห็นเหตุการณ์อาจช่วยเพิ่มการรอดชีวิต แต่สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมแล้ว ไม่มีข้อแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับวิธีดั้งเดิม
- อุปกรณ์ CPR แบบกลไกยังไม่แสดงให้เห็นว่าช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต แต่มีประโยชน์ในสถานการณ์เฉพาะ
- เครื่องมือติดตามการทำ CPR สามารถช่วยปรับปรุงการปฏิบัติตามแนวทาง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น
Cr. By รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า