มะเร็ง NCDs อย่ากังวลใจ

มะเร็ง NCDs อย่ากังวลใจ ช่วยฟื้นฟูเกี่ยวกับโรคเสื่อมภายใน?

กินของทอดบ่อย เสี่ยงเกิดคอเลสเตอรอลสูง ควรระวัง!คนที่ชอบกินของทอดเป็นประจำ ทั้งไก่ทอด ลูกชิ้นทอด ทอดมัน โดนัท นักเก็ต เฟ...
28/09/2022

กินของทอดบ่อย เสี่ยงเกิดคอเลสเตอรอลสูง ควรระวัง!
คนที่ชอบกินของทอดเป็นประจำ ทั้งไก่ทอด ลูกชิ้นทอด ทอดมัน โดนัท นักเก็ต เฟรนช์ฟรายส์ ซึ่งเป็นอาหารที่มีโอเมก้า 6 ในปริมาณสูง อันเป็นต้นเหตุสำคัญของการอักเสบในร่างกาย และยังเสี่ยงคอเลสเตอรอลสูงได้ด้วย หากกินของทอดมากไปจะยิ่งไปกระตุ้นการอักเสบในร่างกายมากขึ้น แล้วเมื่อหลอดเลือดอักเสบไขมันจะยิ่งไปเกาะได้ง่าย คอเลสเตอรอลก็จะยิ่งไปพอกไปเกาะหลอดเลือด เสี่ยงเกิดหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ ควรกิน Fish Oil เสริมเข้าไปเพื่อไปรักษาสมดุลของโอเมก้า 3 กับโอเมก้า 6 และช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้น หรือเสริม CoQ10 ป้องกันไว้ด้วยได้ เพราะ CoQ10 จะช่วยป้องกัน​คอเลสเตอรอลเกาะหลอดเลือด

16/09/2022

ขอบคุณที่มาของข้อมูลคะ

7 ของประจำห้องครัว ที่มีสรรพคุณทางยา
เพราะต้นกำเนิดของยาทุกประเภทนั้นมาจากอาหาร ดังนั้นหากคุณมองให้ดีๆ คุณจะเห็นได้ว่าภายในห้องครัวของคุณนั้นมียาสามัญประจำบ้านที่จะช่วยแก้อาการต่างๆ ได้เป็นอย่างดี จนเป็นเหมือนกล่องปฐมพยาบาลย่อมๆ ได้เลยค่ะ
1. ขิง
🔸 สารสำคัญ - จินเจอรอล (gingerol)
💠 สรรพคุณ - แก้ท้องอืดเฟ้อ ท้องเสีย โดยการทานน้ำขิงเป็นประจำ หรือทานขิงสดเป็นกับข้าว จะช่วยทำให้ลำไส้ผ่อนคลายและปรับสภาพกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังเสริมสร้างระบบการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และช่วยบรรเทาอาการหวัด น้ำมูกไหล คลื่นเหียนอาเจียน เบื่ออาหาร ไอ จาม และเจ็บคอได้
2. กระเทียม
🔸 สารสำคัญ - อัลลิซิน (allicin)
💠 สรรพคุณ - ใช้เป็นยาขับเสมหะ มีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย โดยเฉพาะจุลินทรีย์ก่อโรค เชื้อรา และปรสิต จึงช่วยล้างพิษที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดแดงได้ดี หากทานกระเทียมสดเป็นประจำ จะช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว และลดน้ำตาลในเลือดได้
3. พริก
🔸 สารสำคัญ - แคปไซซีน (capsaicin)
💠 สรรพคุณ - บรรเทาและรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดเส้นประสาท ปวดข้อ การติดเชื้อทางผิวหนัง รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มการไหลเวียนโลหิต สลายลิ่มเลือด ลดการอุดตันของหลอดเลือด อีกทั้งรสที่เผ็ดร้อนก็จะช่วยขับเสมหะ บรรเทาอาการไอและอาการเจ็บคอได้เป็นอย่างดี
4. น้ำผึ้ง
🔸 สารสำคัญ - ฟลาโวนอยด์ (flavonoid)
💠 สรรพคุณ - ใช้รักษาแผล ได้แก่ แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลถลอก แผลถูกบาด โดยทาที่บริเวณบาดแผล เพราะน้ำผึ้งมีสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ช่วยในการฆ่าเชื้อและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้แผลรักษาตัวเร็วขึ้น
5. ข้าวโอ๊ต
🔸 สารสำคัญ - ซาโปนิน (saponins)
💠 สรรพคุณ - รักษาผิวหนังอักเสบ บรรเทาอาการคันและระคายเคือง ผื่นแพ้ ผื่นคันได้ โดยนำเข้าโอ๊ตที่ไม่ผ่านการปรุงรสหรือปรุงแต่ง นำมาบดผสมกับน้ำอุ่นจนกลายเป็นเนื้อครีม แล้วนำมาพอกประมาณ 10 นาที เพราะข้าวโอ๊ตเต็มไปด้วยสารเคมีที่ช่วยปกป้องและสมานผิว มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ นอกจากนี้ก็ยังช่วยฟื้นฟูผิว เติมความอ่อนเยาว์ เปล่งปลั่ง และเนียนนุ่มของผิวได้ดี
6. น้ำมันมะกอก
🔸 สารสำคัญ - โพลีฟีนอล (polyphenols)
💠 สรรพคุณ - ช่วยลดอาการขี้หูอุดตัน โดยการทำให้ขี้หูนิ่มและหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น โดยใช้น้ำมันมะกอกอุ่นๆ หยดลงไป 3-4 หยด ปล่อยทิ้งไว้ 10 นาที เพื่อให้ขี้หูนุ่มขึ้นก่อนเอียงศีรษะไปทางด้านข้างเพื่อให้น้ำมันหยดออกไปจากหู (แต่ก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์นะคะ)
7. สะระแหน่
🔸 สารเคมีสำคัญ - เมนทอล (menthol)
💠 สรรพคุณ - น้ำมันสะระแหน่มีสารเมนทอลที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการชาและต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงช่วยบรรเทาอาการไหม้ อาการคัน และอาการอักเสบทางผิวหนังได้ดี โดยนำใบสะระแหน่มาบดให้ละเอียด แล้วนำมาทาบนผิวหนัง นอกจากนี้การทานใบสะระแหน่ยังช่วยบรรเทาหวัด อาการไอ ลดการอักเสบของช่องปากและลำคอได้ดี

จะมีคำว่า ทำไม ตามมาไม่หยุด
25/07/2022

จะมีคำว่า ทำไม ตามมาไม่หยุด

01/07/2022
30/06/2022

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric cancer) มีอุบัติการณ์เป็นอันดับที่ 5 ของโรคมะเร็ง ทั้งหมด และถือเป็น สาเหตุการตายอันดับที่ 3 จากการตายจากโรคมะเร็งทั้งหมดทั่วโลก สำหรับประเทศไทย มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับที่ 6 ในผู้ชาย และอันดับที่ 9 ในผู้หญิง โดยมีอุบัติการณ์ที่ 5 รายในประชากร 100,000 คน ถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อย ในคนไทยแต่ผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารในประเทศไทย มักพบในระยะท้ายของโรค และมีการ พยากรณ์โรคที่ไม่ดี

มะเร็งกระเพาะอาหาร เกิดจากการที่เซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารมีการแบ่งจำนวนมากขึ้น อย่างผิดปกติ ทำให้เกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของกระเพาะ เมื่อมะเร็งมีขนาด ใหญ่ขึ้น จะเกิดการกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง และสามารถกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ลำไส้ ปอด และรังไข่ได้

- อายุ
- เพศ เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง 2 เท่า
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
- เชื้อชาติ พบในคนเอเชียโดยเฉพาะแถบเอเชียตะวันออก (จีน เกาหลี และ ญี่ปุ่น ) ได้มากกว่าชนชาติผิวขาวกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา
- อาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทหมักดอง ตากเค็ม รมควันเพิ่มความเสี่ยงของโรค ได้มากขึ้นในขณะที่ การรับประทานผักและผลไม้สดอาจช่วยลดความเสี่ยงลงได้
- การติดเชื้อ Helicobacter pylori เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหารได้ การติดเชื้อชนิดนี้ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด โรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้มากขึ้น
- เคยได้รับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ค่อยรับประทานผักและผลไม้
- ภาวะอ้วน ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนซึ่งเป็นสาเหตุของการอักเสบเรื้อรังของหลอด
- อาหารและกระเพาะส่วนต้นทำให้มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น

ในระยะแรกของโรคอาจไม่มีอาการแสดงที่เฉพาะและอาจมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ ได้แก่ รู้สึกอาหารไม่ย่อยหรือ รู้สึกไม่สบายท้อง ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร คลื่นไส้เล็กน้อย ไม่อยากรับประทานอาหาร มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก และในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการลุกลามขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการดังต่อไปนี้ รู้สึกไม่สบายท้องโดยเฉพาะช่องท้องบริเวณส่วนบนและตรงกลาง มีเลือดปนในอุจจาระ อาเจียน โดยอาจมีอาเจียนเป็นเลือดได้ ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ำ น้ำหนักตัวลดลง ปวดท้องหรืออาเจียน เป็นอาหารที่กินเข้าไป เนื่องจากมีการอุดตันของกระเพาะอาหาร กลืนติด หรือทานอาหารได้ลดลง อ่อนเพลีย

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องราวของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษกันมาบ้าง แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดป...
26/06/2022

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเรื่องราวของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษกันมาบ้าง แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน นั่นก็คือภาวะ “ก้อนที่ต่อมไทรอยด์” ซึ่งหากปล่อยไว้ นานวันไปอาจกลายเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรมองข้าม

สังเกตอาการอย่างไร...ว่าเสี่ยงภัยจากก้อนที่ต่อมไทรอยด์?
โดยปกติแล้ว คนไข้ที่มีก้อนที่ต่อมไทรอยด์จะมาพบแพทย์ด้วยการคลำพบก้อนที่คอ ซึ่งก้อนก็จะมีทั้งแบบโตเร็วและโตช้า โดยหากก้อนที่ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ คนไข้จะมีอาการจุกแน่นคอ เหมือนมีอะไรติดคอ กลืนติด กลืนลำบาก แต่หากก้อนที่ต่อมไทรอยด์มีขนาดเล็ก ก็อาจไม่มีอาการแสดงอื่นๆ ใดเลย หรืออาจคลำไม่พบเลยก็ได้ จึงทำให้ส่วนใหญ่แล้วคนไข้มักจะมาพบแพทย์เมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ ดังนั้น ในการตรวจวินิจฉัย จึงจำเป็นต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจทางรังสีวิทยา เช่น อัลตร้าซาวด์ไทรอยด์ และในบางครั้งอาจต้องเจาะเอาเนื้อไทรอยด์มาตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อดูว่าเป็นเนื้อมะเร็ง หรือเป็นเพียงเนื้องอกธรรมดา

ก้อนที่ต่อมไทรอยด์อันตรายแค่ไหน...ใครเสี่ยงเป็นบ้าง?
ก้อนที่ต่อมไทรอยด์นั้นมีทั้งกลุ่มที่ไม่ใช่มะเร็ง และกลุ่มที่เป็นมะเร็ง ซึ่งพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยหากพบในเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี หรือพบในผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งไทรอยด์ ทั้งนี้ ผู้หญิงจะมีความเสี่ยงพบก้อนเนื้อที่ต่อมไทรอยด์ได้มากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งได้มากกว่าผู้หญิง โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดก้อนที่ต่อมไทรอยด์ขึ้นนั้น เป็นผลมาจากพันธุกรรม ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ในแต่ละบุคคล และสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษหรือสารเคมีมากๆ เช่น บริเวณพื้นที่ที่มีกัมมันตรังสี บริเวณโรงงานนิวเคลียร์ มักพบรายงานผู้ป่วยเป็นมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์มากกว่าที่อื่นๆ

รักษาอย่างไร...เมื่อพบก้อนเนื้อที่ต่อมไทรอยด์?
เมื่อคลำพบเจอก้อนที่ต่อมไทรอยด์ แพทย์จะทำการตรวจดูก่อนว่า ก้อนที่เจอนั้นเป็นมะเร็งหรือเนื้องอกทั่วไปที่ไม่ใช่มะเร็ง ได้แก่ การเจาะเลือดดูระดับฮอร์โมนว่าอยู่ในภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ หรือมีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติหรือไม่ หรือการตรวจอัลตราซาวด์ พิจารณาเพิ่มเติมถึงลักษณะของก้อนที่ต่อมไทรอยด์ ว่าเป็นเนื้อแข็งๆ เป็นถุงซีสต์ หรือว่าเป็นทั้งก้อนเนื้อและซีสต์ปนรวมกัน มีภาวะหินปูนเกาะไทรอยด์หรือไม่ ซึ่งหากตรวจพบว่ามีภาวะหินปูนเกาะไทรอยด์ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์มากยิ่งขึ้น หรือทำการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือเป็นเนื้องอกธรรมดา ซึ่งหากทำการตรวจทุกวิธีดังกล่าวแล้ว พบว่ามีความเสี่ยงต่ำที่จะเป็นมะเร็ง แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้ยาเป็นหลัก

หากการรักษาด้วยยาในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ไม่ยุบลง หรือระหว่างรักษาพบการเติบโตของก้อนแบบผิดปกติ ก็ต้องพิจารณาเปลี่ยนมารักษาด้วยการผ่าตัด โดยในกระบวนการผ่าตัดก้อนที่ต่อมไทรอยด์นั้นคนไข้จะต้องใช้ยาสลบ ความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดก็คือ “เรื่องเสียงแหบ” ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้สูงถึงกว่า 10% เนื่องจากบริเวณด้านหลังต่อมไทรอยด์จะมีเส้นประสาท Recurrent Laryngeal Nerve (RLN) ทำหน้าที่ควบคุมสายเสียง เส้นประสาทเส้นนี้สีขาวเหลืองนวล เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1-2 มิลลิเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กมากๆ ในคนไข้บางรายก้อนที่ไทรอยด์แข็ง มีพังพืด ก้อนติดหลอดลม หลอดอาหาร จึงทำให้การผ่าตัดไทรอยด์ทำได้ยาก การหาเส้นประสาท RLN หาได้ยาก และอาจทำให้เส้นประสาทบาดเจ็บได้ จึงต้องอาศัยความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางในการรักษา

ผ่าตัดก้อนที่ต่อมไทรอยด์ปลอดภัย...ด้วยเทคโนโลยีใหม่ เครื่องตรวจหาเส้นประสาท Recurrent Laryngeal Nerve (RLN)
เนื่องจากการผ่าตัดก้อนที่ต่อมไทรอยด์มีความเสี่ยงเรื่องอาจผ่าตัดถูกเส้นประสาทที่ไปควบคุมสายเสียง ดังนั้นในปัจจุบัน จึงได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่า NIM หรือ Nerve Integrity Monitor ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายด้ามปากกา ใช้ตรวจหาการตำแหน่งของเส้นประสาทขณะผ่าตัด โดยแพทย์จะใช้เครื่องมือดังกล่าวจิ้มไปยังบริเวณที่คาดว่าจะเป็นตำแหน่งเส้นประสาท ซึ่งหากมีเส้นประสาทอยู่บริเวณนั้น เครื่อง NIM จะส่งเสียงร้องเตือนให้แพทย์รับทราบ แต่หากไม่มีเสียงเตือนก็แสดงว่าบริเวณนั้นไม่มีเส้นประสาทอยู่ ทำให้แพทย์สามารถผ่าตัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงในการผ่าตัดผิดพลาดลงจนเหลือใกล้ 0% มากที่สุด

ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ หากไม่ได้เป็นก้อนเนื้อร้าย ไม่ได้เป็นมะเร็ง ก็อาจไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดและไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด แต่ทั้งนี้ก็ต้องติดตามดูอาการ และตรวจสุขภาพต่อมไทรอยด์อยู่เสมอ โดยหากพบว่าก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้นก็ควรได้รับการผ่าตัดออกเพื่อป้องกันความเสี่ยงเป็นเนื้อร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ในขณะที่หากเป็นก้อนมะเร็ง หลังผ่าตัดรักษานำก้อนเนื้อร้ายที่ต่อมไทรอยด์ออกไปแล้ว ก็จะมีการรักษาต่อเนื่องด้วยการกลืนแร่ หรือฉายรังสีเพิ่มเติม ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น ดังนั้น แนวทางในการป้องกันให้เราห่างไกลและปลอดภัยจากโรคก้อนที่ต่อมไทรอยด์ รวมถึงมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์มากที่สุดก็คือ การหมั่นสังเกตอาการ คลำสำรวจก้อนที่คอ และเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อคัดกรองโรค หากพบเจอได้เร็วโอกาสการรักษาให้หายขาดก็มีสูงขึ้น

เนื้องอกมะเร็ง
08/06/2022

เนื้องอกมะเร็ง

รู้หรือไม่? ตับอักเสบ ไตวาย เป็นตะคริว เป็นผลข้างเคียงของยาลดคอเลสเตอรอลเจ็บกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้า...
08/05/2022

รู้หรือไม่? ตับอักเสบ ไตวาย เป็นตะคริว เป็นผลข้างเคียงของยาลดคอเลสเตอรอล

เจ็บกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว กล้ามเนื้ออ่อนแรง กล้ามเนื้ออักเสบ เดินแทบไม่ไหว เซลล์สมองเสื่อมลง เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว รวมถึงมีความเสี่ยงเรื่องตับอักเสบ ไตวาย ฮอร์โมนไม่สมดุล มีเกิดโอกาสเป็นมะเร็งสูงขึ้น อาการเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงของยาลดคอเคสเตอรอล ทางที่ดี คือ เราควรเลี่ยงไขมันทรานส์ กินอาหารดีต่อสุขภาพ จัดการความเครียด ออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ ลดน้ำหนัก รวมถึงการเสริม วิตามิน E (Tocopherol) และ Pregnenolone ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ ทำให้ร่างกายไม่ต้องสร้างคอเลสเตอรอลเพิ่ม CoQ10 ถ้ามี CoQ10 เยอะจะทำให้หัวใจแข็งแรง การบีบตัวจะดีขึ้น Lipizone เหมาะสำหรับคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงแต่ไม่อยากทานยา หรือคนที่ทานยาแต่อยากลดการใช้ยาลง ซึ่งจะช่วยยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

05/05/2022

สัญญาณโรคเนื้องอกมดลูก อย่ามองข้าม
เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ปัญหาภายใน เป็นเรื่องใกล้ตัวของผู้หญิงทุกคน หนึ่งในนั้นคือ โรคเนื้องอกมดลูกที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ช่วงอายุ 30-50 ปี และมักแสดงอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันคุณสุภาพสตรี อาทิ ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติเป็นประจำเดือนมากกว่าปกติ หรืออื่นๆ ด้วยความไม่รู้หรือเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ กว่าจะรู้ตัวอีกทีขนาดของเนื้องอกอาจขยายตัวขึ้นจนส่งผลกระทบกับอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียง จนส่งผลแทรกซ้อนอื่นๆ ต่อร่างกายได้ และทำให้อาการแย่ลงหรือการรักษามีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หรือหากปล่อยไว้เนื้องอกอาจเป็นเนื้อร้ายก็เป็นได้ แต่หากเราทราบอาการหรือสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่แรกเริ่มของโรคเนื้องอกในมดลูก ก็จะสามารถทำให้สังเกตอาการของตัวเองได้เร็ว และสามารถรักษาได้ทันการได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้เร็วขึ้น

อาการของเนื้องอกมดลูก
ปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติ
ปวดท้องแบบหน่วงๆ ทั้งที่ไม่มีประจำเดือน
มีเลือดออกมากระหว่างรอบเดือน มีลิ่มเลือดปนเป็นก้อน
ปัสสาวะบ่อยขึ้นแต่ออกไม่มาก
มีอาการท้องผูกผิดปกติ

ขนิดของเนื้องอกมดลูก
เนื้องอกในกล้ามเนื้อ (Intramural fibroid) คือ การเติบโตของก้อนเนื้องอกบริเวณภายในกล้ามเนื้อมดลูก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบก้อนเนื้องอกได้บ่อยที่สุด
เนื้องอกที่ผิวด้านนอกมดลูก (Subserosal fibroid) คือ เนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้อโตขึ้น และดันออกมาที่ผิวด้านนอกมดลูก
เนื้องอกที่โพรงมดลูก (Submucosal fibroid) คือ เนื้องอกที่ตำแหน่งก้อนเนื้อโตขึ้น และดันเข้าไปในโพรงมดลูก โดยยังอยู่ใต้เยื่อบุมดลูกซึ่งอาจทำให้โพรงมดลูกเบี้ยวไปจากเดิมได้

คลำเจอก้อนที่เต้านม แต่ไม่เจ็บ ยิ่งน่ากลัว        สำหรับสาวๆ ที่คลำพบก้อนเนื้อที่เต้านม กลิ้งไปมาได้ แต่ไม่รู้สึกเจ็บ อย...
28/04/2022

คลำเจอก้อนที่เต้านม แต่ไม่เจ็บ ยิ่งน่ากลัว
สำหรับสาวๆ ที่คลำพบก้อนเนื้อที่เต้านม กลิ้งไปมาได้ แต่ไม่รู้สึกเจ็บ อย่าคิดว่าไม่เป็นอะไร เพราะในบรรดาก้อนที่เต้านมนั้น มีโรคกลุ่มหลัก ๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ
• ซีสต์เต้านม
• เนื้องอกเต้านม (ไม่ใช่เนื้อร้าย)
• มะเร็งเต้านม
สำหรับซีสต์ที่เต้านมหากสังเกตตัวเองดีๆ และคลำเต้านมอยู่เสมอ จะพบว่าซีสต์มีการเปลี่ยนแปลงตามรอบเดือน โดยจะโตก่อนรอบเดือนมาและเล็กลงหลังรอบเดือนมาแล้ว ลักษณะเช่นนี้ส่วนใหญ่จะมีอาการ เจ็บที่ก้อน แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มเนื้องอกและมะเร็ง ผู้ป่วยมักจะไม่ค่อยเจ็บ ไม่มีอาการแสดงให้เห็น ซึ่งเป็นที่น่าตกใจว่าร้อยละ 90 ของมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มแรกจะมีแต่ก้อน ไม่มีอาการเจ็บ ดังนั้น ผู้หญิงที่คลำพบก้อนเนื้อที่เต้านม แต่ไม่รู้สึกเจ็บอย่านิ่งนอนใจ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจ
ปัจจัยที่ทำให้เกิด ก้อนเนื้อที่เต้านม และมะเร็งเต้านม
สาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงไทยป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงขึ้นทุกปี เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น สภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป มีมลภาวะเพิ่มมากขึ้น อาหารบางประเภท สารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหาร ความเครียดภายในจิตใจ รวมถึงพันธุกรรม ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุด คือการหมั่นดูแลเต้านมของตนเอง แนะนำสาวๆ หมั่นคลำเต้านมตนเองขณะอาบน้ำ อย่างน้อย1-2 ครั้งต่อเดือน หากพบความผิดปกติ หรือพบก้อนเนื้อที่เต้านม ควรรีบพบแพทย์ภายใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อวินิจฉัย แยกโรค และวางแผนการรักษาต่อไป

ที่อยู่

ประชาอุทิศ 90
Samut Sakhon
10290

เบอร์โทรศัพท์

+66943979235

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มะเร็ง NCDs อย่ากังวลใจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์