คลินิกสูตินรีเวชหมอขวัญชนก

คลินิกสูตินรีเวชหมอขวัญชนก สูตินรีเวชกรรม ฝากครรภ์ ทำคลอด อัลตราซาวด์4มิติ

22/11/2025
📣 คลินิกปิด 18-19 ตุลาคม ค่าาาา คุณแม่ที่มีอาการเร่งด่วน เข้าไปที่ห้องคลอดได้เลยนะคะ 🫶🏻
17/10/2025

📣 คลินิกปิด 18-19 ตุลาคม ค่าาาา
คุณแม่ที่มีอาการเร่งด่วน เข้าไปที่ห้องคลอดได้เลยนะคะ 🫶🏻

07/10/2025

Medical clinic

07/10/2025

☕️ คาเฟอีนกับคนท้อง ทำไมต้องเตือนให้ระมัดระวัง ….

หลายคนติดกาแฟจนขาดไม่ได้
เช้า ๆ ไม่ได้จิบคือมึนทั้งวัน 💤
แต่พอรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ ก็เริ่มมีคำถามขึ้นมาในใจว่า…

“กาแฟจะเป็นอันตรายกับลูกในท้องไหม?”
“ดื่มได้ไหม หรือควรงดไปเลยดี?”

คำตอบคือ… ดื่มได้ แต่ต้องรู้ลิมิต!
มาดูเหตุผลกันว่าทำไมคาเฟอีนถึงมีผลต่อทั้งแม่และลูกในท้องครับ 👇

👩‍🍼 1. คาเฟอีนอยู่ในร่างกายแม่นานขึ้นตอนตั้งครรภ์

ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์เปลี่ยนไปหลายอย่าง
โดยเฉพาะ “ระบบตับ” ที่ทำหน้าที่ย่อยคาเฟอีนได้ช้าลง
เพราะเอนไซม์สำคัญชื่อว่า CYP1A2 ทำงานลดลงมาก

หมายความว่า คาเฟอีนที่ดื่มเข้าไปจะอยู่ในเลือดนานขึ้น
จากปกติแค่ 3–5 ชั่วโมง อาจยืดไปได้ถึง 8–16 ชั่วโมง!
ถ้าดื่มหลายแก้วต่อวัน คาเฟอีนก็จะสะสมในร่างกายมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

🤰 2. คาเฟอีน “ผ่านรกได้ง่าย” และลูกยังย่อยไม่ได้

คาเฟอีนเป็นโมเลกุลเล็กและละลายในไขมันได้ดี
มันจึงผ่านรกไปหาลูกได้อย่างสบาย
ระดับคาเฟอีนในเลือดลูกมักใกล้เคียงกับของแม่เลยครับ

แต่… ปัญหาคือ
ลูกในท้องยังไม่มีเอนไซม์ย่อยคาเฟอีน เหมือนผู้ใหญ่
ทำให้คาเฟอีนที่ได้รับไปนั้น “ค้างอยู่” ในร่างกายลูกได้นานมาก
ยิ่งแม่ดื่มบ่อย คาเฟอีนก็สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ

⚗️ 3. คาเฟอีนกระตุ้นร่างกายอย่างไร?

คาเฟอีนออกฤทธิ์โดย “ยับยั้งสาร adenosine”
ซึ่งปกติช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย
เมื่อถูกยับยั้ง หลอดเลือดจึงหดตัว หัวใจเต้นเร็วขึ้น
และความดันโลหิตอาจสูงขึ้นเล็กน้อย

ในหญิงตั้งครรภ์ หลอดเลือดของ “รก” ก็อาจหดตัวตาม
เลือดที่ไปเลี้ยงลูกจึงลดลง
ขณะเดียวกัน คาเฟอีนยังกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง อะดรีนาลีน (Adrenaline)
ทำให้หัวใจของแม่และลูกเต้นเร็วขึ้น บางรายอาจรู้สึกใจสั่น

👶 4. ลูกได้รับผลกระทบอย่างไร?

ถ้าแม่ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป
อาจเกิดผลตามนี้ได้ 👇
• เสี่ยง แท้งบุตร โดยเฉพาะหากดื่มเกินวันละ 2 แก้ว
• ทารกน้ำหนักตัวน้อย (Low Birth Weight) เพราะเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงไม่พอ
• หัวใจทารกเต้นเร็วหรือเต้นผิดจังหวะ
• บางรายอาจเพิ่มความเสี่ยง คลอดก่อนกำหนด

ส่วนแม่เอง คาเฟอีนยังลดการดูดซึม ธาตุเหล็กและแคลเซียม
ถ้าดื่มพร้อมอาหารบ่อย ๆ อาจเพิ่มความเสี่ยง “โลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์” ได้เช่นกัน

📏 5. ปริมาณที่ “ปลอดภัย”

ตามแนวทางของ ACOG (American College of Obstetricians and Gynecologists)
หญิงตั้งครรภ์สามารถบริโภคคาเฟอีนได้ ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
หรือประมาณ กาแฟชง 1–2 ถ้วยมาตรฐาน ☕️☕️

อย่าลืมว่าคาเฟอีนไม่ได้มีแค่ในกาแฟ!
แต่ยังมีใน ชา, โกโก้, ช็อกโกแลต, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มพลังงาน ด้วยนะครับ

07/10/2025
05/10/2025

ผู้หญิงที่มี ถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ไม่ได้แค่มีปัญหาประจำเดือนหรือมีบุตรยากเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อร่างกายทั้งระบบ เช่น ฮอร์โมนเพศชายสูง ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ความอ้วน และการอักเสบที่ค่อย ๆ สะสมในร่างกาย 🌀

เมื่อเข้าสู่การตั้งครรภ์ สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็น “เงื่อนไขพิเศษ” ที่ทำให้ความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

⚠️ ความเสี่ยงของคุณแม่

👩‍🍼 แท้งบุตร – เสี่ยงเพิ่ม ~30–50%
เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกในคนที่มี PCOS ไม่พร้อมสำหรับการฝังตัว ฮอร์โมนไม่สมดุลเหมือนพื้นดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ ต้นอ่อนจึงโตได้ยาก

🍬 เบาหวานขณะตั้งครรภ์ – พบมากขึ้น 2–3 เท่า
เพราะร่างกายดื้อต่ออินซูลินอยู่แล้ว พอตั้งครรภ์ ฮอร์โมนรกยิ่งทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ควบคุมยากกว่าเดิม

💔 ครรภ์เป็นพิษ/ความดันสูง – เสี่ยงเพิ่ม 1.5–2 เท่า
เส้นเลือดเหมือนท่อที่บอบบางจากการอักเสบและไขมันสะสม จึงหดเกร็งง่ายขึ้น ความดันสูงตามมา

⏰ คลอดก่อนกำหนด – เสี่ยงเพิ่ม 1.5–2 เท่า
เพราะรกที่สร้างเหมือน “โรงงานเล็ก ๆ” อาจทำงานไม่เต็มที่ ร่างกายจึงส่งสัญญาณให้คลอดก่อนเวลา

✂️ การผ่าตัดคลอด – เสี่ยงเพิ่ม ~1.5 เท่า
บางครั้งทารกตัวใหญ่เกินไป หรือมีภาวะแทรกซ้อน ทำให้ต้องจบการตั้งครรภ์ด้วยการผ่าตัด

👶 ความเสี่ยงของทารก

📏 ตัวเล็กหรือตัวใหญ่เกินไป – เสี่ยงเพิ่ม ~1.5 เท่า
• ถ้าแม่มีน้ำตาลสูง → ลูกตัวโตเหมือน “ได้อาหารหวานมากเกิน”
• ถ้ารกทำงานไม่ดี → ลูกตัวเล็กเพราะ “ไม่ได้รับอาหารพอ”

••••••••

การคุม PCOS ก่อนท้อง … ไม่ได้หมายถึงแค่กินยาคุมหรือยาปรับฮอร์โมน แต่รวมถึงการปรับวิถีชีวิต (ลดน้ำหนัก, ออกกำลังกาย, คุมอาหาร), การใช้ยาเช่น metformin ถ้าจำเป็น และการประเมินสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ ผลลัพธ์ที่ได้คืนมาคือความเสี่ยงในครรภ์จะใกล้เคียงคนทั่วไปมากขึ้น ต่างจากการปล่อยให้ PCOS ไม่ได้คุมแล้วไปท้องหรือทำให้ท้องซึ่งจะเจอภาวะแทรกซ้อนบ่อยและรุนแรงกว่าครับ

28/09/2025
18/09/2025

หลายคนอาจเคยแอบสงสัยว่าทำไมหมอเริ่มนับอายุครรภ์จาก “วันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุด” ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่ได้ท้องเลยด้วยซ้ำจริงไหม ??

อยากให้เราลองนึกภาพย้อนกลับไปสมัยก่อน (สักหลายร้อยกว่าปีก่อน)

• ตอนนั้นยังไม่มีอัลตราซาวด์ ไม่มีวิธีตรวจฮอร์โมน ไม่มีแอปมือถือให้บันทึก สิ่งเดียวที่ผู้หญิงอาจพอจะจำได้ ก็คือ… “ประจำเดือนมาวันไหน” ✨

• หมอตำแยยุคนั้นเลยเลือกใช้ “วันแรกที่เลือดออก” เป็นจุดเริ่มต้นในการนับอายุครรภ์ ถึงแม้จริงๆ แล้วการตั้งครรภ์จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ (ช่วงไข่ตก) ก็ตามครับ

•••••••

จุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์

• คริสต์ศตวรรษที่ 18–19: หมอในยุโรปเริ่มสังเกตว่า วันคลอดมักจะเชื่อมโยงกับรอบเดือนครับ

• Franz Naegele (หมอชาวเยอรมัน) ค.ศ. 1830s คิดสูตรขึ้นมา (ที่เรายังใช้กันอยู่ทุกวันนี้) → “เอาวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย บวก 7 วัน ลบ 3 เดือน” = วันครบกำหนดคลอด 🍼
• จากนั้นก็ใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลก เพราะมัน ง่าย และ จำได้จริงในชีวิตประจำวัน

ปัจจุบันถึงแม้มีอัลตราซาวด์
• หมอก็ยังถามวันแรกของประจำเดือนอยู่ เพราะเป็น ข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญมาก
• แล้วใช้ผลอัลตราซาวด์ไตรมาสแรก (CRL) มาช่วยยืนยันอีกที

มุมมองที่อยากชวนผู้หญิงทำ
• ถ้าเราจด วันที่ประจำเดือนมา จะช่วยให้คุณหมอคำนวณอายุครรภ์ได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น
• ถ้าจดเพิ่มว่า มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิดวันไหน ก็ยิ่งช่วยให้ประเมิน “วันไข่ตก/วันปฏิสนธิ” ได้แม่นขึ้นอีก 🌸
• เดี๋ยวนี้ยิ่งง่าย เพราะมีแอปฯ หรือปฏิทินเล็กๆ ก็จดได้แล้ว

08/09/2025

ภาพอัลตราซาวด์นี้แสดงให้เห็นทารกอายุครรภ์ประมาณ 9 สัปดาห์ ที่ปลายลูกศรชี้ไปคือบริเวณศีรษะ/สมอง ซึ่งจะเห็นเป็นลักษณะ ช่องกลวง (cystic appearance) ที่หลายคนพอได้ภาพกลับไปจากโรงพยาบาลอาจกังวลใจว่า #ทำไมสมองตรงหัวดูเป็นช่องกลวงๆ ไม่มีเนื้อเหมือนส่วนอื่นๆ ❓

สิ่งนี้ถือว่า #ปกติสำหรับช่วงอายุครรภ์นี้ เนื่องจากพัฒนาการสมองของทารกในไตรมาสแรกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่ 8–10 จะเห็นโครงสร้างสมองด้านหน้าและช่องโพรงสมอง (lateral ventricles) ที่กว้างชัดเจน เมื่อเทียบกับเนื้อสมองรอบ ๆ จึงดูเหมือน “กลวง”

••••••••

เหตุผลที่สมองดูเป็นช่องกลวง

• Neural tube และ forebrain development: ตอนสัปดาห์ 7–10 forebrain (prosencephalon) กำลังพัฒนาและมีช่องโพรงสมองใหญ่ชัด

• Choroid plexus ยังเล็ก และยังไม่เต็มพื้นที่ ทำให้ภาพส่วนใหญ่เห็นเป็นโพรงน้ำไขสันหลัง

• เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ 11–12 ขึ้นไป สมองจะมีเนื้อสมองมากขึ้น โพรงสมองดูแคบลง ไม่กลวงเหมือนในช่วงแรก

•••••••••

สรุป

• ลักษณะสมองที่เห็นเป็นช่องกลวงในอายุครรภ์ประมาณ 9 สัปดาห์ เป็นพัฒนาการปกติ
• ไม่ใช่ความผิดปกติของสมอง
• ในการตรวจติดตามช่วงไตรมาสสอง จะเห็นสมองมีโครงสร้างซับซ้อนขึ้นและไม่กลวงแบบนี้ครับ

06/09/2025

หลายคนที่ตั้งครรภ์ในวัย 35 ปีขึ้นไป อาจกังวลเรื่องความเสี่ยงของโครโมโซมทารก ว่าควรเลือกตรวจแบบไหนดี มาลองทำความเข้าใจกัน

🔬 NIPT คืออะไร?

NIPT (Non-Invasive Prenatal Test) คือการตรวจเลือดคุณแม่ เพื่อวิเคราะห์ชิ้นส่วน DNA ของทารกที่ลอยอยู่ในเลือดแม่
• ตรวจพบความผิดปกติที่พบบ่อย เช่น ดาวน์ซินโดรม (Trisomy 21), Trisomy 18, Trisomy 13
• ปลอดภัย 100% เพราะเป็นเพียงการเจาะเลือดแม่
• ทำได้เร็ว ตั้งแต่ 10 สัปดาห์ขึ้นไปและหลายๆที่นัดตรวจกันแถว 12 สัปดาห์
• ความแม่นยำสูงมาก (>99% สำหรับดาวน์ซินโดรม)

⚠️ แต่ NIPT ถือว่าเป็นเพียง “การคัดกรอง” เพราะ DNA ที่ตรวจได้มาจากรก ไม่ใช่จากทารกโดยตรง จึงอาจเกิด “ผลบวกเทียม” หรือ “ผลลบเทียม” ได้ หากผลออกมาเสี่ยงสูง ต้อง ยืนยันด้วยการเจาะน้ำคร่ำ

💉 การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)

เป็นการเจาะเข็มผ่านหน้าท้องไปเอาน้ำคร่ำรอบตัวทารกมาตรวจ
• เป็น การตรวจวินิจฉัย (Diagnostic test) → ให้ผลที่แน่นอน
• ตรวจโครโมโซมได้หลากหลายและละเอียดกว่า
• ใช้ยืนยันผลจาก NIPT หรือจากการตรวจอัลตราซาวนด์ที่ผิดปกติ
• ทำได้เมื่ออายุครรภ์ 16 สัปดาห์ขึ้นไป และส่วนมากมักนัดเจาะกันแถวๆ 18 สัปดาห์

⚠️ มีความเสี่ยงเล็กน้อย เช่น แท้ง (ประมาณ 1–3 ต่อพันราย), น้ำคร่ำรั่ว, ติดเชื้อ

📚 แนวทางสากลพูดว่าอย่างไร?

• ACOG (สหรัฐอเมริกา) และ RCOG (อังกฤษ) : หญิงตั้งครรภ์ทุกคน ไม่ว่าจะอายุเท่าไร ควรได้รับข้อมูลทั้ง “การคัดกรอง” และ “การตรวจวินิจฉัย” เพื่อเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเอง
• RTCOG (ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย) : ไม่ได้บังคับให้หญิงตั้งครรภ์อายุ ≥35 ต้องเจาะน้ำคร่ำทุกคน แต่ควรมีสิทธิเลือกทั้ง NIPT และการเจาะน้ำคร่ำ โดยมีแพทย์อธิบายข้อดีข้อเสียครบถ้วน

✅ แล้วคุณแม่วัย 35 ปีควรเลือกแบบไหน?
• ถ้าอยาก เริ่มจากวิธีที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยง และทำได้เร็ว → เลือก NIPT ก่อน
• ถ้า NIPT ผลเสี่ยงสูง → ควรเจาะน้ำคร่ำเพื่อยืนยัน
• ถ้าอยากได้ ความชัดเจน 100% ตั้งแต่แรก หรือมีอัลตราซาวนด์ผิดปกติ/ครอบครัวมีประวัติ → อาจเลือกเจาะน้ำคร่ำได้เลย

✨ สรุป:
ที่อายุ 35 ปี การตรวจ NIPT มักเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสม ปลอดภัย และให้ข้อมูลที่แม่นยำสูง แต่หากต้องการคำตอบที่ชัดเจนที่สุด หรือมีผลตรวจคัดกรองผิดปกติ การเจาะน้ำคร่ำคือมาตรฐานในการยืนยันผล

⚠️ ข้อควรจำ: รายละเอียดของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป เช่น สุขภาพ ประวัติครอบครัว หรือผลอัลตราซาวนด์ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจครั้งสุดท้าย ควรพูดคุยกับสูติแพทย์โดยตรง เพื่อหาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดกับคุณและลูกน้อย 💕

••••••••

บทความนี้อาจช่วยให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้นะครับสำหรับคนที่อาจลังเลอยู่ ลองพิจารณาและพูคคุยกับสูติแพทย์ของคุณต่อนะครับ ขอให้ทุกการตรวจไม่ว่าคัดกรองหรือวินิจฉัยผ่านไปด้วยดีทุกๆครั้งทุกๆคนครับ

ขอบคุณครับ ^^

ที่อยู่

1228/65 Thepa Road , Mueang Nuea
Si Sa Ket
33000

เวลาทำการ

จันทร์ 17:00 - 20:00
อังคาร 17:00 - 20:00
พุธ 17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 17:00 - 20:00
ศุกร์ 17:00 - 20:00
เสาร์ 09:00 - 12:00
อาทิตย์ 09:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66611244436

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกสูตินรีเวชหมอขวัญชนกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์