คลินิกสมองหมอวรวิทย์ คลินิกผิวหนังหมอศศิพิมพ์ หน้า ม. วลัยลักษณ์

คลินิกสมองหมอวรวิทย์ คลินิกผิวหนังหมอศศิพิมพ์ หน้า ม. วลัยลักษณ์ ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก คลินิกสมองหมอวรวิทย์ คลินิกผิวหนังหมอศศิพิมพ์ หน้า ม. วลัยลักษณ์, การแพทย์และสุขภาพ, 209/18 หมู่ 3 ถนนหน้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (ทางเข้า รพ. ศูนย์การแพทย์) ตำบลท่าศาลา, Tha Sala.

คลินิกเฉพาะทาง โดยหมอเฉพาะทางสมองและระบบประสาท และหมอเฉพาะทางผิวหนัง (ตจวิทยา) อ.ท่าศาลา ถนนทางเข้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

นพ. วรวิทย์ สุขภาคกิจ
วุฒิบัตรประสาทวิทยา อนุสาขาโรคหลอดเลือดสมองฯ รามาธิบดี

พญ.ศศิพิมพ์ ไชยจรัส
วุฒิบัตรตจวิทยา รามาธิบดี

11/04/2026

น่ากลัวมากครับ ยาเถื่อน โปรดระวังบางคลินิกที่ราคาถูกผิดปกติ
ส่วนคลินิกของเราใช้ยาต้นแบบจากประเทศเดนมาร์กและสหรัฐอเมริกา มีเภสัชกรให้คำแนะนำ และเก็บยาในตู้เย็นมาตรฐาน เน้นการใช้ยาเพื่อ รักษา/ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงกลุ่มยาลดน้ำหนักด้วยครับ ซึ่งได้รับคำแนะนำจากสมาคมโรคหลอดเลือดสมองแห่งสหรัฐอเมริการะดับสูงสุดเพื่อใช้ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ในกลุ่มเบาหวาน

https://www.facebook.com/share/v/1GXjtEQBCx/

ใช้ไหมขัดฟัน ลดเสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบ 23%ถ้าผมบอกว่า การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำช่วยป้องกันเส้นเลือดสมองตีบได้ หลายท่านคงคิ...
10/04/2026

ใช้ไหมขัดฟัน ลดเสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบ 23%

ถ้าผมบอกว่า การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำช่วยป้องกันเส้นเลือดสมองตีบได้ หลายท่านคงคิดว่าผมพูดเกินจริง ฟันกับสมองจะเกี่ยวกันได้อย่างไร

แต่งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2026 ในวารสาร Stroke ของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา บอกชัดเจนว่าเกี่ยวกันครับ และเกี่ยวกันมากกว่าที่ใครจะคิดครับ

งานวิจัยนี้มาจากโครงการ ARIC (Atherosclerosis Risk in Communities) ซึ่งเป็นหนึ่งในงานวิจัยแบบติดตามไปข้างหน้าที่ใหญ่และยาวนานที่สุดในโลกด้านโรคหลอดเลือด ติดตามคนกว่า 6,200 คน นานเกือบ 24 ปี โดย Sen และคณะจากมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา ศึกษาในผู้เข้าร่วมวิจัย 6,200 คนที่มีฟันครบและไม่เคยเป็นสโตรคมาก่อน สอบถามพฤติกรรมการใช้ไหมขัดฟันตั้งแต่ปี 1996-1998 แล้วติดตามไปจนถึงสิ้นปี 2021 รวมระยะเวลาติดตามนานถึง 23.7 ปี

ในกลุ่มนี้ 65% (4,049 คน) บอกว่าใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ ส่วน 35% ไม่ได้ใช้ ระหว่างติดตาม เกิดเส้นเลือดสมองตีบทั้งหมด 434 ราย

ผลลัพธ์ สุดยอดมาก พบว่าใช้ไหมขัดฟัน ลดสโตรค 23% ลดสโตรคจากลิ่มเลือดหัวใจ 40%

หลังจากปรับค่าปัจจัยรบกวนทั้งหมดแล้ว ทั้งปัจจัยเสี่ยงหลอดเลือด การศึกษา การแปรงฟัน การไปพบทันตแพทย์ โรคเหงือก และฟันผุ พบว่าคนที่ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำมีความเสี่ยงเส้นเลือดสมองตีบน้อยกว่าคนที่ไม่ใช้ 23% ครับ

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือเมื่อแยกดูตามชนิดของสโตรค พบว่าผลเด่นชัดที่สุดอยู่ที่สโตรคชนิดลิ่มเลือดจากหัวใจ ซึ่งลดลงถึง 40% และพบว่าการใช้ไหมขัดฟันสัมพันธ์กับความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด AF (atrial fibrillation) ที่ลดลง 12% ด้วย ครับ

ยิ่งไปกว่านั้น ผลนี้มี dose-response relationship คือยิ่งใช้ไหมขัดฟันบ่อยยิ่งลดความเสี่ยงมากครับ

กลุ่มที่ไม่ใช้ไหมขัดฟันมีอัตราสโตรคสูงกว่า (8.7% เทียบกับ 6.1%) และเสียชีวิตจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่สโตรคสูงกว่าด้วย (40.8% เทียบกับ 34.5%)

ฟังดูประหลาดแต่ ... มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับครับ กลไกที่อธิบายได้มีหลายทาง

ทางแรก เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อมีโรคเหงือก (periodontal disease) เหงือกจะอักเสบ มีแผล เชื้อแบคทีเรียในช่องปากสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายผ่านเหงือกที่อักเสบ เรียกว่า bacteremia แบคทีเรียเหล่านี้ไม่ได้แค่ลอยอยู่ในเลือด แต่สามารถเกาะผนังหลอดเลือด กระตุ้นการอักเสบ และเร่งกระบวนการไขมันเกาะหลอดเลือดได้

ทางที่สอง การอักเสบเรื้อรังจากเหงือก โรคเหงือกเรื้อรังทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะอักเสบระดับต่ำตลอดเวลา (chronic low-grade inflammation) ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนการเกิดไขมันเกาะหลอดเลือดและการเกิดลิ่มเลือดที่สำคัญ

ทางที่สาม ซึ่งเป็นสิ่งที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นอย่างน่าสนใจ คือ ผลที่เด่นชัดที่สุดอยู่ที่สโตรคชนิดลิ่มเลือดจากหัวใจ (cardioembolic stroke) และหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF) งานวิจัยพบว่า 6.6% ของผลในการลดสโตรคนั้นถูกอธิบายผ่านการลด AF ซึ่งบ่งชี้ว่าการอักเสบเรื้อรังจากโรคเหงือกอาจเป็นตัวกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ แล้วหัวใจที่เต้นผิดจังหวะก็สร้างลิ่มเลือดส่งขึ้นไปอุดหลอดเลือดสมอง ไหมขัดฟันช่วยลดโรคเหงือก ลดการอักเสบ ลด AF ลดสโตรคจากลิ่มเลือดหัวใจ เป็นห่วงโซ่เหตุผลที่สมเหตุสมผลมาก
มุมมองของผมในฐานะแพทย์หลอดเลือดสมองครับ

ผมต้องพูดตรงๆ ว่างานวิจัยนี้เป็นแบบสังเกตการ ไม่ใช่การสุ่มในสองกลุ่ม ดังนั้นไม่สามารถสรุปได้ว่าไหมขัดฟัน ทำให้สโตรคลดลงโดยตรง อาจมีปัจจัยรบกวนที่ยังควบคุมไม่หมด เช่น คนที่ขยันใช้ไหมขัดฟันอาจเป็นคนที่ดูแลสุขภาพดีในด้านอื่นๆ ด้วย ซึ่งผู้วิจัยเองก็ตระหนักจุดนี้และพยายามปรับค่าแล้ว ค่า E-value ที่ 1.87 ก็บ่งบอกว่าผลนี้ค่อนข้างทนทานต่อปัจจัยรบกวนที่ไม่ได้วัดครับ

แต่สิ่งที่ทำให้ผมให้น้ำหนักกับงานวิจัยนี้คือ หนึ่ง ขนาดตัวอย่างใหญ่พอสมควร 6,200 คน สอง ติดตามนานมาก เกือบ 24 ปี สาม มี dose-response relationship ยิ่งใช้บ่อยยิ่งลดเสี่ยง สี่ ผลสอดคล้องกับกลไกทางชีววิทยาที่เรารู้อยู่แล้วเรื่องการอักเสบเรื้อรังจากโรคเหงือกกับหลอดเลือด ห้า ผลเฉพาะเจาะจงกับ ลิ่มเลือดหัวใจอุดสมอง และ AF ซึ่งเป็นกลไกที่อธิบายได้ทางพยาธิสรีรวิทยา ไม่ใช่ผลแบบหว่านแหนะครับ

และที่สำคัญที่สุด ไหมขัดฟันเป็นสิ่งที่ทำง่าย ราคาถูก ไม่มีผลข้างเคียง ไม่ต้องใบสั่งแพทย์ แม้ว่าหลักฐานจะยังไม่ถึงขั้น แนะนำอย่งยิ่ง (Class I) แต่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ทำ ถ้ามันอาจช่วยลดสโตรคได้ด้วย ก็ยิ่งเป็นเหตุผลเพิ่มอีกข้อที่ควรใช้ไหมขัดฟันทุกวันครับ

โรคเหงือกไม่ใช่แค่เรื่องฟัน แต่เป็นเรื่องหลอดเลือดและหัวใจด้วย ไหมขัดฟันอาจเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันสโตรคที่คนมักมองข้าม การป้องกันสโตรคไม่ได้มีแค่กินยา ลดความดัน ลดไขมัน แต่รวมถึงการดูแลสุขภาพช่องปากด้วย

ครั้งหน้าที่ท่านขี้เกียจใช้ไหมขัดฟันก่อนนอน ลองนึกถึงตัวเลข 23% นี้ดูนะครับ

--------------------------------------
หมอเฉพาะทางประจำคลินิกสมองและระบบประสาท
🧠นพ. วรวิทย์ สุขภาคกิจ
🪪 วุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา รามาธิบดี
🪪 ประกาศนียบัตร อนุสาขาประสาทวิทยาโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมอง ฯ รามาธิบดี
🪪 Registered Physician in Neurovascular Interpretation, American Society of Neuroimaging
🩺 ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยดูเพล็กซ์แสกนและดอปเพลอร์สแกนผ่านกะโหลกศีรษะ
🩺ตรวจรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต ชา อ่อนแรง เวียนหัว ทรงตัวไม่ดี ปวดหัว ไมเกรน ความจำ สมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ประเมินความเสี่ยงและป้องกัน ไขมันเกาะหลอดเลือด หลอดเลือดตีบ ตัน ไขมันสูง ความดันสูง หลอดเลือดแข็ง ตรวจและแปลผลหลอดเลือดสมอง ลมชัก พาร์กินสัน มือสั่น

หมอเฉพาะทางประจำคลินิกผิวหนัง
🌷 พญ. ศศิพิมพ์ ไชยจรัส
🪪 วุฒิบัตรสาขาตจวิทยา รามาธิบดี
🪪 Fellowship training in dermatologic surgery and laser, Ramathibodi Hospital
🩺ตรวจรักษา สิว ฝ้า โรคผิวหนัง ผื่นคัน ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ผมร่วง ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอื่น ๆ

📞ติดต่อสอบถามบริการ หรือ ทำนัดหมาย โทร 082-425-3604 (เฉพาะเวลาทำการ)

เอายาเดิมมาด้วยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยกินยาซ้ำซ้อน เสี่ยงถึงเสียชีวิตคนไข้บางท่านอาจเคยมีประสบการณ์ที่มาพบหมอแล้วหมอถา...
08/04/2026

เอายาเดิมมาด้วยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย
กินยาซ้ำซ้อน เสี่ยงถึงเสียชีวิต

คนไข้บางท่านอาจเคยมีประสบการณ์ที่มาพบหมอแล้วหมอถามว่า "ยาเดิมที่กินอยู่เอามาไหมครับ" แล้วพอตอบว่าไม่ได้เอามา หมอก็บอกว่ายังจ่ายยาใหม่หรือปรับยาให้ไม่ได้ ต้องกลับไปเอายามาก่อน บางท่านอาจรู้สึกว่าหมอยุ่งยาก เรื่องมาก หรือไม่ยืดหยุ่น

ผมเข้าใจความรู้สึกครับ แต่อยากอธิบายว่าทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญมาก และทำไมคลินิกของเราจึงยึดถือเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับที่เราเปิดบริการด้านเภสัชกรในคลินิก

เพราะความปลอดภัยของท่านคือสิ่งสำคัญที่สุด
หลักการของเราคือ คุณหมอมีโอกาสจะไม่จ่ายยาหรือปรับยาให้ หากท่านมียาประจำอยู่แล้วและไม่นำยาเดิมมาด้วย โดยเฉพาะหากท่านรักษาอยู่ด้วยกลุ่มโรคหรืออาการเดียวกันกับที่มาหาหมอในครั้งนี้

เหตุผล คือผมไม่อยากให้ท่านได้รับอันตรายจากยาครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมากคือ บางท่านอุตส่าห์ขับรถมาไกลจากต่างจังหวัด แต่ไม่ได้ยา เพราะ คนไข้จำชื่อยาเดิมไม่ได้ หรือจำได้แต่ไม่ครบ หรือจำขนาดยาผิด บางท่านบอกว่า กินยาความดันอยู่ค่ะ แต่ถามว่ายาอะไร ขนาดเท่าไร กินวันละกี่ครั้ง ก็ตอบไม่ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สำคัญมากในการตัดสินใจว่าจะจ่ายยาอะไรเพิ่ม จะปรับยาอย่างไร

แม้กระทั่งยาบางตัว อาจเป็นสาเหตุของอาการที่ท่านมาหาหมอก็ได้ เช่น gabapentin ทำให้พูดลิ้นแข็ง กระตุก เซ คล้ายโรคหลอดเลือดสมอง

ยาบางตัวห้ามใช้ร่วมกัน เพราะจะเกิดปฏิกิริยาระหว่างยา (drug interaction) ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ยกตัวอย่างเช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) บางชนิดถ้าใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด (antiplatelet) บางตัว โดยไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกในสมองได้ (ถึงขั้นเสียชีวิต) ยาลดความดันบางกลุ่มถ้าใช้ซ้ำซ้อนกัน ความดันอาจตกจนเป็นลม หกล้ม ไตวาย เกลือแร่ในเลือดผิดปกติรุนแรง ยากันชักบางตัวมีผลต่อระดับยาตัวอื่นในเลือดอย่างมาก ถ้าไม่รู้ว่าคนไข้กินอะไรอยู่ การสั่งยาเพิ่มก็เหมือนเดินในความมืดครับ

นอกจากนี้ ยาหลายตัวในกลุ่มเดียวกันมีชื่อทางการค้าต่างกันตามโรงพยาบาลและร้านยา คนไข้อาจบอกว่า ไม่ได้กินยาตัวนี้ ทั้งๆ ที่จริงแล้วกินอยู่แต่เป็นยี่ห้อต่างกัน ถ้าหมอจ่ายซ้ำโดยไม่รู้ ก็จะได้ยาตัวเดียวกัน 2 เท่า ซึ่งอันตราย
ยิ่งรักษาโรคเดียวกัน ยิ่งต้องระวัง

กรณีที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ เมื่อท่านมารักษาด้วยกลุ่มโรคหรืออาการเดียวกันกับที่รักษาอยู่ที่อื่น เช่น รักษาโรคหลอดเลือดสมองอยู่ที่โรงพยาบาลหนึ่ง แล้วมาปรึกษาที่คลินิกอีกแห่ง กรณีแบบนี้ผมจำเป็นต้องเห็นยาเดิมทั้งหมดก่อนจึงจะตัดสินใจได้ว่าควรปรับอะไร เพิ่มอะไร หรือลดอะไร เพราะการรักษาโรคทางระบบประสาทหลายอย่างเกี่ยวข้องกับยาหลายกลุ่มที่ต้องใช้ร่วมกันอย่างสมดุล ทั้งยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน ยาลดความดัน ยาเบาหวาน ยากันชัก ถ้าเห็นไม่ครบ ก็ปรับได้ไม่ถูกต้อง

ผมเคยเจอกรณีที่คนไข้กินยาต้านเกล็ดเลือด 2 ตัวจากโรงพยาบาล 2 แห่ง โดยที่แต่ละแห่งไม่รู้ว่าอีกแห่งสั่งอะไร คนไข้ก็ไม่รู้ว่ายา 2 ตัวนี้เป็นกลุ่มเดียวกัน ผลคือเสี่ยงเลือดออกโดยไม่จำเป็น (ถึงตายได้) เคสแบบนี้ป้องกันได้ง่ายมาก แค่เอายาเดิมมาให้หมอดู

สิ่งที่ควรนำมาทุกครั้งที่พบแพทย์
เพื่อให้การรักษาปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทุกครั้งที่มาพบแพทย์ ผมแนะนำให้นำยาเดิมที่กินอยู่มาด้วยทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นยาจากโรงพยาบาลไหนก็ตาม ถ้าจำไม่ได้ว่ากินยาอะไร ให้เอาซองยาหรือแผงยามาเลย หมอจะอ่านเอง ถ้ามีใบสรุปการรักษาจากโรงพยาบาลเดิม (discharge summary หรือใบส่งตัว) ก็นำมาด้วย ถ้ามีผลเลือดล่าสุด ก็จะเป็นประโยชน์มากครับ

แต่ผมขอพูดตรงๆ ว่า การจ่ายยาโดยไม่เห็นยาเดิมนั้นเป็นสิ่งที่ผมทำไม่ลง เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับท่านจากยาที่ซ้ำซ้อนหรือตีกัน ไม่คุ้มกันครับ ร่างกายของใครใครก็รัก

คลินิกสมองหมอวรวิทย์ เปิดแผนกใหม่ ห้องจ่ายยาโดยเภสัชกรลดเวลารอคอย เพิ่มคุณภาพและมาตรฐานการรักษา คลินิกสมองหมอวรวิทย์และค...
06/04/2026

คลินิกสมองหมอวรวิทย์ เปิดแผนกใหม่ ห้องจ่ายยาโดยเภสัชกร
ลดเวลารอคอย เพิ่มคุณภาพและมาตรฐานการรักษา

คลินิกสมองหมอวรวิทย์และคลินิกผิวหนังหมอศศิพิมพ์มีความยินดีแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า เราได้เปิดแผนกห้องจ่ายยาโดยเภสัชกรอย่างเป็นทางการแล้วครับ

ที่ผ่านมาเราพัฒนาคลินิกมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ห้องตรวจประสาทวิทยาที่ออกแบบให้กว้างเพื่อการตรวจที่ละเอียด เครื่องอัลตราซาวด์หลอดเลือดคอและสมอง ไปจนถึงเนื้อหาความรู้ที่เราแบ่งปันกันมาตลอด วันนี้เราก้าวอีกขั้นด้วยการเพิ่มเภสัชกรประจำคลินิก เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลคนไข้ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น

คนไข้ทางระบบประสาทจำนวนมากต้องกินยาหลายตัวพร้อมกัน ทั้งยากันชัก ยาพาร์กินสัน ยาป้องกันสโตรค ยาลดไขมัน ยาความดัน ยาเบาหวาน แต่ละตัวมีวิธีกิน เวลากิน และข้อควรระวังที่ต่างกัน บางตัวกินพร้อมกันไม่ได้ บางตัวต้องเว้นช่วงห่างกัน บางตัวห้ามกินกับอาหารบางชนิด

ที่ผ่านมาหมอมักจะอธิบายเรื่องยาไปพร้อมกับตรวจร่างกายและสั่งการรักษา ซึ่งข้อมูลเยอะมากในเวลาจำกัด คนไข้หลายท่านออกจากห้องตรวจแล้วจำไม่ได้ว่ายาตัวไหนกินตอนไหน ตัวไหนก่อนอาหาร ตัวไหนหลังอาหาร ตัวไหนห้ามหักครึ่ง ตอนนี้เภสัชกรจะเป็นคนดูแลเรื่องนี้ให้ทั้งหมดครับ
บริการที่ท่านจะได้รับจากห้องจ่ายยา

หลังจากพบแพทย์เสร็จ ท่านจะได้พบเภสัชกรที่ห้องจ่ายยา ซึ่งเภสัชกรจะทำหน้าที่หลายอย่าง ได้แก่ ตรวจสอบใบสั่งยาอีกครั้งว่ายาแต่ละตัวไม่ขัดกัน ไม่ซ้ำซ้อน และขนาดเหมาะสม อธิบายวิธีใช้ยาแต่ละตัวอย่างละเอียด ทั้งเวลากิน วิธีกิน และสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง แนะนำเรื่องผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและวิธีรับมือ ตอบคำถามเรื่องยาที่ท่านอาจไม่ได้ถามหมอในห้องตรวจ และจัดยาให้เป็นระบบเพื่อให้กินได้ง่ายไม่สับสน

คุณภาพดีขึ้น รอสั้นลง
การมีเภสัชกรช่วยแบ่งเบาภาระเรื่องยาจากห้องตรวจ ทำให้แพทย์มีเวลาอุทิศให้กับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอธิบายโรคได้เต็มที่ยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันคนไข้ก็ได้รับการอธิบายเรื่องยาอย่างละเอียดจากเภสัชกรโดยเฉพาะ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องจำเอง กระบวนการทั้งหมดไหลลื่นขึ้น รอสั้นลง แต่ละเอียดมากขึ้น

เราเชื่อว่าการรักษาที่ดีไม่ได้จบที่ห้องตรวจ แต่ต่อเนื่องไปจนถึงมือคนไข้ที่หยิบยาขึ้นมากินที่บ้าน ถ้าคนไข้เข้าใจยาที่ตัวเองกิน รู้ว่าทำไมต้องกิน รู้ว่ากินอย่างไร รู้ว่าต้องระวังอะไร โอกาสที่การรักษาจะได้ผลดีก็สูงขึ้นมากครับ

--------------------------------------
หมอเฉพาะทางประจำคลินิกสมองและระบบประสาท
🧠นพ. วรวิทย์ สุขภาคกิจ
🪪 วุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา รามาธิบดี
🪪 ประกาศนียบัตร อนุสาขาประสาทวิทยาโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมอง ฯ รามาธิบดี
🪪 Registered Physician in Neurovascular Interpretation, American Society of Neuroimaging
🩺 ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยดูเพล็กซ์แสกนและดอปเพลอร์สแกนผ่านกะโหลกศีรษะ
🩺ตรวจรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต ชา อ่อนแรง เวียนหัว ทรงตัวไม่ดี ปวดหัว ไมเกรน ความจำ สมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ประเมินความเสี่ยงและป้องกัน ไขมันเกาะหลอดเลือด หลอดเลือดตีบ ตัน ไขมันสูง ความดันสูง หลอดเลือดแข็ง ตรวจและแปลผลหลอดเลือดสมอง ลมชัก พาร์กินสัน มือสั่น

หมอเฉพาะทางประจำคลินิกผิวหนัง
🌷 พญ. ศศิพิมพ์ ไชยจรัส
🪪 วุฒิบัตรสาขาตจวิทยา รามาธิบดี
🪪 Fellowship training in dermatologic surgery and laser, Ramathibodi Hospital
🩺ตรวจรักษา สิว ฝ้า โรคผิวหนัง ผื่นคัน ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ผมร่วง ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอื่น ๆ

📞ติดต่อสอบถามบริการ หรือ ทำนัดหมาย โทร 082-425-3604 (เฉพาะเวลาทำการ)

กินยาเยอะแล้วไตจะพังคำถามนี้ผมได้ยินแทบทุกวันครับ คนไข้มาด้วยความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง หมอให้ยา 4-5 ตัว ก็กังวลว่า กิน...
05/04/2026

กินยาเยอะแล้วไตจะพัง

คำถามนี้ผมได้ยินแทบทุกวันครับ คนไข้มาด้วยความดันสูง เบาหวาน ไขมันสูง หมอให้ยา 4-5 ตัว ก็กังวลว่า กินยาเยอะขนาดนี้ ไตจะรับไหว บางคนกลัวจนหยุดยาเอง บางคนไปซื้อสมุนไพรล้างไตมากินแทน

ความจริงคือ ยาหลายตัวที่หมอให้กินนั้นไม่ได้ทำลายไต แต่กลับเป็นยาที่พิสูจน์แล้วว่า ป้องกันไตเสื่อม โดยตรง

ยา 4 กลุ่มที่ชะลอไตเสื่อม ตามแนวทางล่าสุดปี 2025-2026

แนวทางเวชปฏิบัติล่าสุดจากสมาคมโรคไต ปี 2025 รวมถึง KDIGO 2024 และ ADA Standards of Care 2026 ล้วนแนะนำยา 4 กลุ่มหลักในการชะลอไตเสื่อม ซึ่งหมอผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตถึงกับเรียกว่า เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคไตเรื้อรังในรอบหลายสิบปีเลยครับ!!

🧸 ยาลดความดันกลุ่ม ACE inhibitor หรือ ARB ยากลุ่มนี้ เช่น enalapril, losartan, valsartan เป็นยาพื้นฐานที่ใช้มานานหลายสิบปีแล้ว หลายตัวเป็นยาเบิกได้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ออกฤทธิ์โดยลดแรงดันในหลอดเลือดฝอยของไต (glomerulus) ทำให้ไตไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ลดโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (albuminuria) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าไตกำลังเสียหาย งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่ายากลุ่มนี้ลดความเสี่ยงไตวายระยะสุดท้ายได้ครับ

จุดที่คนไข้มักกังวลคือ หลังเริ่มยากลุ่มนี้ ค่าไต (creatinine) อาจขึ้นเล็กน้อย แล้วก็ตกใจว่ายาทำให้ไตเสื่อม แต่ความจริงที่หมอรู้ดีคือ creatinine ที่ขึ้นน้อยกว่า 30% เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทางกลไกการไหลเวียนเลือดในไต (hemodynamic change) ซึ่งเป็นสัญญาณว่ายากำลังทำงานตามที่ต้องการ ไม่ใช่ไตเสียหาย แนวทาง ADA 2026 ระบุชัดว่า ไม่ควรหยุดยาเพราะ creatinine ขึ้นน้อยกว่า 30% โดยที่ไม่มีภาวะขาดน้ำครับ

🧸 ยากลุ่ม SGLT2 inhibitor ยากลุ่มนี้เป็นยานอกบัญชี เช่น dapagliflozin (Forxiga), empagliflozin (Jardiance) เดิมพัฒนามาเพื่อลดน้ำตาลในเบาหวาน แต่ปรากฏว่ามีฤทธิ์ปกป้องไตอย่างน่าทึ่งมาก และเป็นเรื่องฮือฮามาตอนที่เปิดตัวข้อบ่งชี้ใหม่ในการป้องกันไตเสื่อมในไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ของ อย. สหรัฐอเมริกา และไทย) ผ่านกลไกลดแรงดันในหลอดเลือดฝอยของไต ลดการอักเสบ ลดภาวะเครียดออกซิเดชันในไต ลดโปรตีนรั่ว และชะลอการเสื่อมของไตอย่างมีนัยสำคัญครับ

ผมบอกเสริมหน่อยว่า ยากลุ่มนี้ปกป้องไตได้แม้ในคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน แนวทางล่าสุดแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มีเบาหวาน มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลว โดยให้กินต่อไปจนกว่าจะเริ่มฟอกไต

เช่นเดียวกับ ACE inhibitor ยากลุ่มนี้ก็อาจทำให้ค่าไตขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรกจากการเปลี่ยนแปลงทางกลไก ซึ่งแนวทางสากลย้ำว่าไม่ควรหยุดยาครับ ถ้าค่าไตขึ้นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเป็นกลุ่มคนไข้ที่จะได้ประโยชน์จากยา มากกว่ากลุ่มที่ค่าไตไม่ขึ้นครับ

🧸 ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist ตัวนี้ก็ยานอกบัญชี ยากลุ่มนี้ เช่น semaglutide (Ozempic) ที่คนรู้จักกันดีในฐานะยาลดน้ำหนัก ปรากฏว่ามีฤทธิ์ปกป้องไตด้วย งานวิจัย FLOW trial พบว่า semaglutide ลดเหตุการณ์โรคไตรุนแรงในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตร่วม แนวทางเวชปฏิบัติสากลของโลก แนะนำให้เพิ่ม GLP-1 RA ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ เพื่อชะลอไตเสื่อม ลดเหตุการณ์ทางหลอดเลือดหัวใจ และลดการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุครับ

ผมขอเน้นมาก ๆ คือยา SGLT2 inhibitor และ GLP-1 RA ควรถูกมองว่าเป็น ยาปกป้องไตและหัวใจ (และป้องกันสมอง สำหรับ GLP-1 RA) ไม่ใช่แค่ยาลดน้ำตาลหรือยาลดน้ำหนักครับ

🧸 ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน (statin) ก็ได้รับคำแนะนำจากแนวทาง VA/DoD 2025 ให้ใช้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ได้ฟอกไต เพื่อลดโรคทางหลอดเลือดหัวใจและป้องกันการเสียชีวิต มีข้อมูลว่าสแตติน ยิ่งเป็นคนที่มีโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย ความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจและสมองก็ยิ่งสูง สแตตินจึงยิ่งจำเป็น

ไตเสื่อมจากอะไร?
แน่นอนครับ เสื่อมจากจากความดันที่ไม่ได้รักษา จากเบาหวานเรื้อรัง จากโปรตีนรั่วในปัสสาวะ จากไขมันในเลือดสูงที่ทำลายหลอดเลือดฝอยในไต จากการอักเสบเรื้อรังที่ปล่อยมานานครับ

ยาทุกตัวที่หมอให้ ไม่ว่าจะเป็นยาลดความดัน ยาเบาหวาน ยาลดไขมัน ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ไม่ให้ทำลายไต การกินยาตามหมอสั่งอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นการป้องกันไตเสื่อม ไม่ใช่ทำลายไตครับ

🧸 แต่ก็มียาหลายตัว ที่ส่งผลให้ไตเสื่อม เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ibuprofen, diclofenac) ที่ซื้อกินเองเป็นประจำ สมุนไพร (เช่น เห็ดหลินจือ ถังเช่า) และอาหารเสริมที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งอาจมีสารปนเปื้อนที่ทำลายไตโดยตรง การตรวจคัดกรองไตง่ายมาก เจาะเลือดดู creatinine กับ eGFR ร่วมกับตรวจปัสสาวะดูโปรตีนรั่ว (urine albumin-to-creatinine ratio) แค่นี้ก็รู้คร่าว ๆ แล้วว่าไตเป็นอย่างไรครับ

ดังนั้น ถ้าหมอให้ยา 4-5 ตัว อย่ากลัว ให้ถามหมอว่ายาแต่ละตัวทำหน้าที่อะไร แล้วจะเข้าใจว่ายาแต่ละตัวกำลังปกป้องอวัยวะไหนอยู่ การกินยาอย่างสม่ำเสมอตามหมอสั่งคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ท่านทำได้เพื่อไตของท่านครับ

อาหารป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์อัมพาต วันนี้มีผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูงมาสอบถามเกี่ยวกับ อาหารการกินแบบใดช่วยป้องก...
04/04/2026

อาหารป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์อัมพาต

วันนี้มีผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูงมาสอบถามเกี่ยวกับ อาหารการกินแบบใดช่วยป้องกันอัมพฤกษ์อัมพาตได้ กินถั่วเยอะ ๆ ตาม tiktok จะช่วยได้หรือไม่

🧿 ปัจจุบัน เราทราบชัดเจนครับว่า อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เป็นอาหารที่พิสูจน์แล้วว่าป้องกันสโตรคได้

เวลาพูดถึง อาหารเมดิเตอร์เรเนียน คนไทยส่วนใหญ่นึกถึงน้ำมันมะกอก สลัดผักฝรั่ง ขนมปังโฮลวีต แล้วก็ส่ายหน้าว่า กินไม่ลง ไม่ถูกปากคนไทย นะครับ ผมเข้าใจครับ แต่ความจริงแล้วหัวใจของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนไม่ได้อยู่ที่ต้องกินเหมือนคนอิตาลีหรือกรีกทุกอย่าง แต่อยู่ที่หลักการเบื้องหลังซึ่งปรับใช้กับอาหารไทยได้ครับ

🧿 ลดสโตรค 40% ลดโอกาสการเกิดโรคทางหลอดเลือด 30%
งานวิจัย PREDIMED ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine ซึ่งเป็นงานวิจัยแบบสุ่มที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับอาหารกับโรคหลอดเลือด ศึกษาในผู้ป่วยกว่า 7,447 คนที่มีความเสี่ยงสูง ติดตามเกือบ 5 ปี พบว่ากลุ่มที่กินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนเสริมน้ำมันมะกอกหรือถั่วเปลือกแข็ง มีเหตุการณ์ทางหลอดเลือดหัวใจและสมอง (กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด สโตรค หรือเสียชีวิตจากหลอดเลือดหัวใจ) น้อยกว่ากลุ่มควบคุมถึง 30% ครับ

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เมื่อดูเฉพาะสโตรค (อัมพฤกษ์อัมพาต) พบว่าลดลงถึง 40% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับการเปลี่ยนแปลงแค่อาหาร ไม่ต้องกินยาเพิ่ม ไม่ต้องผ่าตัด

การวิเคราะห์อภิมานจากงานวิจัยมากกว่า 30 งานวิจัยที่ตีพิมพ์ล่าสุดก็ยืนยันตรงกันว่า คนที่ยึดถือรูปแบบอาหารเมดิเตอร์เรเนียนอย่างเคร่งครัดมีความเสี่ยงสโตรคลดลง 29% เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม และงานวิจัยขนาดใหญ่ล่าสุดในปี 2026 จาก City of Hope ก็พบว่าอาหารรูปแบบนี้ลดความเสี่ยงสโตรคทั้งชนิดเส้นเลือดตีบและเส้นเลือดแตกในผู้หญิงครับ

🧿 หลักการ 5 ข้อของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน
ก่อนจะไปดูว่าปรับเป็นอาหารไทยอย่างไร มาเข้าใจหลักการก่อน อาหารเมดิเตอร์เรเนียนไม่ได้ซับซ้อน หัวใจสำคัญมีแค่ 5 ข้อ คือ

🧿 ใช้ไขมันดีเป็นหลัก ไม่ใช่ลดไขมันทั้งหมด แต่เปลี่ยนชนิดไขมัน ใช้ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (monounsaturated fat) จากน้ำมันมะกอกเป็นหลัก
🧿 กินผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว ให้มาก เป็นพื้นฐานของอาหารทุกมื้อ
🧿 กินปลาและอาหารทะเลเป็นแหล่งโปรตีนหลัก สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งขึ้นไป
🧿ลดเนื้อแดง อาหารแปรรูป ของทอด น้ำตาล ให้น้อยที่สุด
🧿 ถั่วเปลือกแข็ง (อัลมอนด์ วอลนัท มะม่วงหิมพานต์) เป็นของว่างแทนขนมกรุบกรอบ (แต่กินน้อย ๆ นะครับ แค่หยิบมือเล็ก ๆ)

นี่คือส่วนที่ผมอยากเน้น เพราะคนไทยมีอาหารพื้นบ้านหลายอย่างที่สอดคล้องกับหลักการเมดิเตอร์เรเนียนอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แค่เลือกให้ถูกและปรับนิดหน่อยครับ

🧿แกงเลียง เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบ ผักหลากหลายชนิด บวบ ฟักทอง ใบแมงลัก ข้าวโพดอ่อน ต้มกับน้ำซุปกุ้ง ไม่ใส่กะทิ ไม่ทอด มีทั้งผัก โปรตีนจากกุ้ง และสมุนไพร ถ้าพูดภาษาโภชนาการ แกงเลียงหนึ่งชามคือ Mediterranean diet ในร่างอาหารไทยครับ
🧿 น้ำพริกผักเคียง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาทู กินกับผักสดผักลวกนานาชนิด เป็นวิธีกินผักปริมาณมากที่คนไทยคุ้นเคยอยู่แล้ว
🧿 ปลาทะเลย่าง ปลานึ่ง ปลาทูนึ่ง ปลากะพงนึ่งมะนาว ปลาเผา ล้วนเป็นแหล่ง omega3 ชั้นเยี่ยมที่ลดการอักเสบในหลอดเลือด ตรงตามหลักเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นปลาเป็นโปรตีนหลัก
🧿ส้มตำไม่ใส่ปู มะละกอ มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว มะนาว ถ้าไม่ใส่น้ำตาลเยอะเกินไป ไม่ใส่ผงนัวหรือน้ำปลาเค็ม ๆ เกินไป ก็เป็นสลัดผักแบบไทยที่ดีต่อหลอดเลือดมากครับ
🧿น้ำมันรำข้าว สำหรับคนที่รู้สึกว่าน้ำมันมะกอกราคาแพงหรือกลิ่นไม่ถูกปาก น้ำมันรำข้าวเป็นทางเลือกที่ดีมาก มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มี gamma-oryzanol ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทนความร้อนได้ดี เหมาะกับการผัดอาหารไทย ส่วนน้ำมันมะกอกชนิด extra virgin เหมาะสำหรับราดสลัด ผักลวก หรือจิ้มขนมปัง ไม่ควรใช้ทอดด้วยไฟแรงครับ
🧿 ขมิ้น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด สมุนไพรไทยที่ใส่ในแกงและต้มยำมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ สอดคล้องกับกลไกการป้องกันหลอดเลือดของอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่เน้นสมุนไพรและเครื่องเทศแทนเกลือ

ในทางกลับกัน อาหารไทยก็มีจุดอ่อนที่ต้องระวัง
🧿 ข้าวขาว เป็นแป้งขัดสีที่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งเร็ว ควรเปลี่ยนเป็นข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือลดปริมาณลง
🧿 ของทอด ไก่ทอด หมูทอด ปลาทอด ทำให้ได้ไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัวสูง เปลี่ยนเป็นย่าง นึ่ง ต้ม แทน
🧿 น้ำตาล อาหารไทยหลายอย่างใส่น้ำตาลเยอะมากทั้งคาวและหวาน ต้องลดลง
🧿 เกลือและน้ำปลา อาหารไทยมักเค็มจัด ซึ่งเพิ่มความดันโลหิตโดยตรง กะทิ แม้จะเป็นไขมันจากพืช แต่เป็นไขมันอิ่มตัวสูง ไม่ควรกินมากเกินไปครับ

กลไกทางวิทยาศาสตร์
น้ำมันมะกอกชนิด extra virgin มีสาร oleocanthal ที่ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบคล้ายยา ibuprofen ช่วยลดการอักเสบในผนังหลอดเลือด ปลาทะเลมี omega-3 (EPA และ DHA) ที่ลดไตรกลีเซอไรด์ ลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด และปรับปรุงการทำงานของผนังหลอดเลือด ผักผลไม้และถั่วมีสารต้านอนุมูลอิสระ (polyphenols, flavonoids) ที่ลดภาวะเครียดออกซิเดชันซึ่งเป็นตัวการทำลายหลอดเลือด ใยอาหารจากธัญพืชและผักช่วยลดคอเลสเตอรอลและปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมีผลต่อสุขภาพหลอดเลือดผ่านแกนลำไส้-สมอง (gut-brain axis) ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเป็นระบบ ไม่ใช่สารตัวใดตัวหนึ่งนะครับ เลยต้องกินด้วยกันเป็นชีวิตประจำวัน ต่อเนื่อง ส่งผลระยะยาวครับ

ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นคนอิตาลี ไม่ต้องย้ายไปยุโรป แค่ปรับอาหารไทยให้ดีขึ้น
แค่นี้ท่านก็กำลังกินอาหารเมดิเตอร์เรเนียนฉบับไทยที่ป้องกันสโตรคได้แล้วครับ

----------------------------------
หมอเฉพาะทางประจำคลินิกสมองและระบบประสาท
🧠นพ. วรวิทย์ สุขภาคกิจ
🪪 วุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา รามาธิบดี
🪪 ประกาศนียบัตร อนุสาขาประสาทวิทยาโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมอง ฯ รามาธิบดี
🪪 Registered Physician in Neurovascular Interpretation, American Society of Neuroimaging
🩺 ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยดูเพล็กซ์แสกนและดอปเพลอร์สแกนผ่านกะโหลกศีรษะ
🩺ตรวจรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต ชา อ่อนแรง เวียนหัว ทรงตัวไม่ดี ปวดหัว ไมเกรน ความจำ สมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ประเมินความเสี่ยงและป้องกัน ไขมันเกาะหลอดเลือด หลอดเลือดตีบ ตัน ไขมันสูง ความดันสูง หลอดเลือดแข็ง ตรวจและแปลผลหลอดเลือดสมอง ลมชัก พาร์กินสัน มือสั่น

หมอเฉพาะทางประจำคลินิกผิวหนัง
🌷 พญ. ศศิพิมพ์ ไชยจรัส
🪪 วุฒิบัตรสาขาตจวิทยา รามาธิบดี
🪪 Fellowship training in dermatologic surgery and laser, Ramathibodi Hospital
🩺ตรวจรักษา สิว ฝ้า โรคผิวหนัง ผื่นคัน ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ผมร่วง ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอื่น ๆ

📞ติดต่อสอบถามบริการ หรือ ทำนัดหมาย โทร 082-425-3604 (เฉพาะเวลาทำการ)

ติดต่อสอบถาม 0824253604 เฉพาะเวลาเปิดบริการ
04/04/2026

ติดต่อสอบถาม 0824253604 เฉพาะเวลาเปิดบริการ

ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  หลายท่านอาจเคยตรวจสุขภาพประจำปี เจาะเลือดดูไขมัน ดูน้ำตา...
03/04/2026

ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

หลายท่านอาจเคยตรวจสุขภาพประจำปี เจาะเลือดดูไขมัน ดูน้ำตาล ดูค่าไต แต่สิ่งหนึ่งที่การเจาะเลือดไม่สามารถบอกได้คือ หลอดเลือดของท่านมีคราบไขมันเกาะอยู่หรือยัง เกาะมากแค่ไหน เสถียรไหม หรือกำลังจะตีบ วิธีที่จะรู้ได้มีหลายวิธีที่แตกต่างกันไป ซึ่งมักต้องตรวจเพิ่มเพิ่ม เช่น แคลเซียมสกอร์ เอบีไอ หรือ การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงครับ

การตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงแบบครบวงจร ประกอบด้วย

- ดูเพล็กซ์สแกนหลอดเลือดสมองส่วนคอ (Carotid Duplex Ultrasonography; CDUS) ซึ่งเป็นการตรวจหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ ดูว่ามีคราบไขมันเกาะหรือไม่ หนาแค่ไหน ลักษณะเสถียรหรือไม่เสถียร ตีบมากน้อยเพียงใด รวมถึงวัดความเร็วเลือดที่ไหลผ่านเพื่อประเมินระดับการตีบอย่างแม่นยำ

- ตรวจหลอดเลือดสมองผ่านกะโหลก (Transcranial Color-Coded Duplex; TCCD) ซึ่งเป็นการตรวจหลอดเลือดภายในสมองโดยตรง ดูว่าหลอดเลือดสมองตีบหรือไม่ เลือดไหลเวียนปกติหรือผิดปกติ มีหลอดเลือดสมองส่วนไหนที่อุดตันหรือตีบอยู่โดยไม่รู้ตัว

การตรวจนี้เปลี่ยนแปลงการรักษาได้จริง ทั้งในคนที่ยังไม่เคยเป็นโรคและคนที่เป็นแล้ว

สำหรับคนที่ยังไม่เคยมีอาการ (primary prevention) ผลการตรวจสามารถเปลี่ยนแนวทางดูแลได้อย่างมาก เช่น ท่านอาจมีค่าไขมันในเลือดที่ดูเหมือนปกติ แต่ถ้าตรวจแล้วพบคราบไขมันเกาะหลอดเลือดคอ แม้จะยังไม่มีการตีบที่มีนัยสำคัญ (non-stenotic plaque) แนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบันถือว่าท่านมีหลักฐานของโรคหลอดเลือดแดงแข็งแล้ว ซึ่งเปลี่ยนระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการรักษาไปเลย จากเดิมที่อาจไม่จำเป็นต้องกินยา อาจกลายเป็นว่าควรเริ่มยาลดไขมันและตั้งเป้า LDL ให้ต่ำกว่าเดิมมาก

สำหรับคนที่เป็นเส้นเลือดสมองตีบมาแล้ว (secondary prevention) การตรวจนี้ยิ่งสำคัญมากครับ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่เป็นสโตรคแต่ยังไม่เคยได้รับการตรวจดูหลอดเลือดอย่างละเอียด ทำให้ไม่ทราบว่าสาเหตุที่แท้จริงของสโตรคคืออะไร การตรวจ CDUS + TCCD จะช่วยบอกได้ว่าสโตรคของท่านเกิดจากหลอดเลือดคอตีบ หลอดเลือดสมองตีบ หรือสาเหตุอื่น ซึ่งนำไปสู่การปรับยาและแนวทางการป้องกันที่ตรงจุดมากขึ้น เช่น การปรับยา ปรับผลเลือด การผ่าตัด หรือใส่ขดลวด

โรคหลอดเลือดสมองตีบในคนเอเชีย ทำไมต้องตรวจหลอดเลือดในสมองด้วย

ประเด็นที่สำคัญมากและเฉพาะเจาะจงกับคนเอเชียอย่างเราคือ โรคหลอดเลือดแดงแข็งภายในกะโหลกศีรษะ (intracranial atherosclerotic disease; ICAD) พบได้บ่อยมากในคนเอเชีย มากกว่าคนตะวันตกหลายเท่า ซึ่งหมายความว่าแม้จะตรวจหลอดเลือดคอแล้วปกติ ก็ไม่ได้แปลว่าหลอดเลือดสมองจะปกติด้วย ต้องตรวจ TCCD ดูหลอดเลือดในสมองด้วยจึงจะครบถ้วนครับ

การตรวจซีทีสแกน หรือ เอ็มอาร์ไอ (CT angiography (CTA) หรือ MR angiography (MRA)) ของหลอดเลือดคอบางครั้งอาจไม่เห็นคราบไขมันที่ยังไม่ได้ทำให้หลอดเลือดตีบอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ CTA และ MRA ดูแค่ว่าช่องในหลอดเลือดแคบลงหรือยัง แต่การตรวจดูเพล็กซ์สแกนสามารถเห็นคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือดได้แม้ว่าช่องเลือดยังไม่ตีบ เพราะในระยะแรกของโรค หลอดเลือดจะขยายตัวออกด้านนอกเพื่อชดเชย (positive remodeling) ทำให้ช่องเลือดยังดูปกติบน CTA แต่อัลตราซาวด์จะเห็นว่าผนังหนาขึ้นแล้ว การค้นพบตรงนี้สำคัญมากเพราะเปลี่ยนระดับความเสี่ยงและแนวทางรักษาของคนไข้ครับ

ใครควรมาตรวจ?
คนที่ยังไม่เคยมีอาการ แต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุมากกว่า 45 ปี มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือด ควรมาตรวจเพื่อคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ

คนที่เคยเป็นสโตรคหรือสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) แล้ว แต่ยังไม่เคยได้รับการตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดอย่างละเอียด ควรมาตรวจเพื่อหาสาเหตุให้ชัดเจนและปรับแนวทางป้องกันให้ตรงจุด

คนที่กินยาลดไขมันอยู่แล้ว แต่อยากรู้ว่าหลอดเลือดตอบสนองต่อการรักษาอย่างไร คราบไขมันลดลงหรือเสถียรขึ้นหรือยังครับ

ทั้ง 2 การตรวจนี้ไม่เจ็บ ไม่ต้องเจาะเลือด ไม่มีรังสี ไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ใช้เวลารวมกันประมาณ 15-30 นาที การตรวจทุกครั้งทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมองโดยตรง ได้คำแนะนำ และสามารถปรับเปลี่ยนแผนการรักษาได้ทันทีหลังตรวจเสร็จ ไม่ต้องรอผล ไม่ต้องนัดมาฟังผลอีกครั้งครับ

----------------------------------
หมอเฉพาะทางประจำคลินิกสมองและระบบประสาท
🧠นพ. วรวิทย์ สุขภาคกิจ
🪪 วุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา รามาธิบดี
🪪 ประกาศนียบัตร อนุสาขาประสาทวิทยาโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมอง ฯ รามาธิบดี
🪪 Registered Physician in Neurovascular Interpretation, American Society of Neuroimaging
🩺 ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยดูเพล็กซ์แสกนและดอปเพลอร์สแกนผ่านกะโหลกศีรษะ
🩺ตรวจรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต ชา อ่อนแรง เวียนหัว ทรงตัวไม่ดี ปวดหัว ไมเกรน ความจำ สมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ประเมินความเสี่ยงและป้องกัน ไขมันเกาะหลอดเลือด หลอดเลือดตีบ ตัน ไขมันสูง ความดันสูง หลอดเลือดแข็ง ตรวจและแปลผลหลอดเลือดสมอง ลมชัก พาร์กินสัน มือสั่น

หมอเฉพาะทางประจำคลินิกผิวหนัง
🌷 พญ. ศศิพิมพ์ ไชยจรัส
🪪 วุฒิบัตรสาขาตจวิทยา รามาธิบดี
🪪 Fellowship training in dermatologic surgery and laser, Ramathibodi Hospital
🩺ตรวจรักษา สิว ฝ้า โรคผิวหนัง ผื่นคัน ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ผมร่วง ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอื่น ๆ

📞ติดต่อสอบถามบริการ หรือ ทำนัดหมาย โทร 082-425-3604 (เฉพาะเวลาทำการ)

#อัลตราซาวด์หลอดเลือดคอ #อัลตราซาวด์หลอดเลือดสมอง #ตรวจหลอดเลือด #ป้องกันสโตรค #หลอดเลือดสมอง #สโตรค #ตรวจสุขภาพ #คลินิกสมองหมอวรวิทย์ #นครศรีธรรมราช #ท่าศาลา #สุขภาพดี #ปรึกษาแพทย์

ทำไมผมต้องอ่านงานวิจัยทุกวัน 30 ปีที่ผ่านมา การรักษาและป้องกันสโตรคเปลี่ยนไปแค่ไหน ผมได้เขียนเรื่องนี้ เพื่อบรรยายในงานป...
03/04/2026

ทำไมผมต้องอ่านงานวิจัยทุกวัน

30 ปีที่ผ่านมา การรักษาและป้องกันสโตรคเปลี่ยนไปแค่ไหน

ผมได้เขียนเรื่องนี้ เพื่อบรรยายในงานประชุมโรคหลอดเลือดสมองภาคใต้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาครับ จะนำมาเล่าให้ทุกท่านฟัง

ก่อนปี 1995 ผู้ป่วยสโตรคถูกส่งมาห้องฉุกเฉินแล้วก็นอนรอ ไม่มีใครเร่งทำ CT สมอง เพราะไม่ว่าจะเป็นเลือดออกหรือเส้นเลือดตีบ ก็ไม่มียาอะไรให้ใช้อยู่ดี หมอในยุคนั้นได้แต่ให้น้ำเกลือ วัดความดัน แล้วก็รอดูว่าธรรมชาติจะเป็นใจหรือไม่ .....
นั่นคือเมื่อ 30 ปีที่แล้วครับ

วันที่ 14 ธันวาคม 1995 ผู้วิจัยยืนขึ้นพูดกับสื่อมวลชนว่า จนถึงวันนี้ สโตรคเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ แล้วก็ประกาศผลวิจัยที่พลิกประวัติศาสตร์ของวงการประสาทวิทยาไปตลอดกาลครับ ว่ายาละลายลิ่มเลือด alteplase (tPA) สามารถรักษาผู้ป่วยเส้นเลือดสมองตีบเฉียบพลันได้ ถ้าให้ทันภายใน 3 ชั่วโมงครับ

ลองดูว่าตั้งแต่นั้นมา สิ่งที่เราเรียกว่าความรู้ปัจจุบัน เปลี่ยนไปกี่ครั้ง

ปี 1995 ยาละลายลิ่มเลือด alteplase ได้รับการพิสูจน์ว่าใช้ได้ในสโตรคเฉียบพลัน ถ้าให้ภายใน 3 ชั่วโมง เปลี่ยนจาก ทำอะไรไม่ได้ เป็น มียาให้ แต่หน้าต่างเวลาแคบมากครับ

ปี 2008 งานวิจัย ECASS III พิสูจน์ว่าขยายเวลาให้ยาได้ถึง 4.5 ชั่วโมง คนไข้ที่เคยมาช้าไป 10 นาทีแล้วหมดสิทธิ์ ตอนนี้ได้รับการรักษาแล้วครับ

ปี 2015 งานวิจัย MR CLEAN, ESCAPE, EXTEND-IA, SWIFT PRIME และ REVASCAT ตีพิมพ์ออกมาเกือบพร้อมกัน พิสูจน์ว่าการลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมองด้วยสายสวน (mechanical thrombectomy) ได้ผลดีเยี่ยมในคนไข้ที่หลอดเลือดสมองเส้นใหญ่อุดตัน ก่อนหน้านี้มีงานวิจัย 3 โครงการในปี 2013 ที่ล้มเหลว (IMS III, SYNTHESIS, MR RESCUE) จนหลายคนเกือบยอมแพ้ แต่ปัญหาอยู่ที่เทคโนโลยีและการคัดเลือกผู้ป่วยครับ

ปี 2018 มีงานวิจัยชื่อ DAWN และ DEFUSE 3 trial ขยายกรอบเวลาการลากลิ่มเลือดจาก 6 ชั่วโมงเป็น 24 ชั่วโมง โดยใช้ภาพถ่ายสมองขั้นสูงคัดเลือกผู้ป่วยที่ยังมีเนื้อสมองที่กู้ได้ คนไข้ที่ตื่นนอนมาแล้วพบว่าเป็นสโตรค ซึ่งเมื่อก่อนทำอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้ได้รับการรักษาแล้วครับ

ปี 2022-2024 ยาละลายลิ่มเลือดรุ่นใหม่ tenecteplase ถูกพิสูจน์จาก AcT trial, TRACE-III และงานวิจัยอื่นๆ ว่าใช้แทน alteplase ได้ ข้อดีคือฉีดครั้งเดียวจบ ไม่ต้องหยดนาน 1 ชั่วโมง ทำให้ขั้นตอนเร็วขึ้น เหมาะกับการส่งต่อไปทำ thrombectomy และ TRACE-III ยังขยายเวลาให้ยาได้ถึง 24 ชั่วโมงในผู้ป่วยที่มีเนื้อสมองที่กู้ได้จากภาพสแกน แนวทางเวชปฏิบัติล่าสุดของยุโรปและอเมริกา ให้คำแนะนำ tenecteplase เทียบเท่า alteplase แล้วครับ

ไม่ใช่แค่การรักษาเฉียบพลันที่เปลี่ยน การป้องกันสโตรคซ้ำ (secondary prevention) ก็เปลี่ยนไปมากครับ

ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่ม DOAC (เช่น rivaroxaban, apixaban, dabigatran, edoxaban) เข้ามาแทนที่ warfarin ในการป้องกันสโตรคจากหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ไม่ต้องเจาะเลือดวัดค่า INR ทุกเดือน ปลอดภัยกว่า สะดวกกว่ามาก ๆ

เป้าหมาย ไขมันเลว หรือ LDL เปลี่ยนจาก < 100 mg/dL ก็พอ เป็น < 70 mg/dL หรือแม้แต่ < 55 mg/dL ในคนไข้ที่เสี่ยงสูงมาก จากงานวิจัย TST trial ที่ตีพิมพ์ใน NEJM ยาลดไขมันก็มีตัวเลือกใหม่ ทั้ง ezetimibe และยากลุ่ม PCSK9 inhibitor ที่ลด LDL ได้ลึกลงไปอีกครับ

ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonist อย่าง semaglutide ถูกแนะนำใน AHA/ASA 2024 Guideline เป็นยาป้องกันสโตรค ระดับ Class I (แนะนำอย่างยิ่ง) ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงสูง ลดสโตรคได้ 25-27%

และล่าสุด colchicine ซึ่งเป็นยาแก้เกาต์เก่าแก่ ก็ถูกเพิ่มเข้ามาใน guideline 2024 สำหรับลดการอักเสบในหลอดเลือด ใครจะไปคิดว่ายาเกาต์จะมาป้องกันสโตรคได้นะครับ (แต่ต้องใช้ตามความเห็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนะครับ อย่ากินเอง)

ถ้าสมมติ ผมหยุดอ่านงานวิจัยตั้งแต่ปี 2010 ผมจะไม่รู้เรื่อง thrombectomy 24 ชั่วโมง ไม่รู้เรื่องยา tenecteplase ไม่รู้ว่าเป้าหมาย LDL เปลี่ยนไปแล้ว ไม่รู้ว่า semaglutide ป้องกันสโตรคได้ ไม่รู้ว่า colchicine เข้าแนวทางเวชปฏิบัติของอเมริกาแล้ว ความรู้เหล่านี้ไม่ได้อยู่ในตำราเรียนสมัยที่เราเป็นนักศึกษาแพทย์ เพราะตอนนั้นงานวิจัยเหล่านี้ยังไม่ได้ทำครับ

ในวงการสโตรค สิ่งที่เราถือว่าถูกต้อง ในปีนี้ อาจถูกเปลี่ยนในปีหน้า สิ่งที่เราเชื่อว่าทำไม่ได้ อาจกลายเป็นมาตรฐาน ภายใน 5 ปีครับ ถ้าย้อนไปอ่านข้อความข้างบนจะเห็นว่า ทุกๆ 3-5 ปี มีงานวิจัยที่พลิกการปฏิบัติไปอย่างสิ้นเชิงนะครับ

ผมจึงอ่านงานวิจัยใหม่ ๆ ทุกวัน และอัพเดทความรู้ตลอดเวลา ไม่ทำไม่ได้ครับ คนไข้ทุกคนที่เดินเข้ามาในห้องตรวจ .... สมควรได้รับการดูแลตามมาตรฐานล่าสุดที่ดีที่สุด ตามมาตรฐานยุโรปและอเมริกาในปัจจุบัน ไม่ใช่มาตรฐานเมื่อ 10 ปีก่อนนะครับ

----------------------------------
หมอเฉพาะทางประจำคลินิกสมองและระบบประสาท
🧠นพ. วรวิทย์ สุขภาคกิจ
🪪 วุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา รามาธิบดี
🪪 ประกาศนียบัตร อนุสาขาประสาทวิทยาโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมอง ฯ รามาธิบดี
🪪 Registered Physician in Neurovascular Interpretation, American Society of Neuroimaging
🩺 ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยดูเพล็กซ์แสกนและดอปเพลอร์สแกนผ่านกะโหลกศีรษะ
🩺ตรวจรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต ชา อ่อนแรง เวียนหัว ทรงตัวไม่ดี ปวดหัว ไมเกรน ความจำ สมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง ประเมินความเสี่ยงและป้องกัน ไขมันเกาะหลอดเลือด หลอดเลือดตีบ ตัน ไขมันสูง ความดันสูง หลอดเลือดแข็ง ตรวจและแปลผลหลอดเลือดสมอง ลมชัก พาร์กินสัน มือสั่น

หมอเฉพาะทางประจำคลินิกผิวหนัง
🌷 พญ. ศศิพิมพ์ ไชยจรัส
🪪 วุฒิบัตรสาขาตจวิทยา รามาธิบดี
🪪 Fellowship training in dermatologic surgery and laser, Ramathibodi Hospital
🩺ตรวจรักษา สิว ฝ้า โรคผิวหนัง ผื่นคัน ภูมิแพ้ผิวหนัง ลมพิษ สะเก็ดเงิน ผมร่วง ผิวแห้ง ผื่นผิวหนังอื่น ๆ

📞ติดต่อสอบถามบริการ หรือ ทำนัดหมาย โทร 082-425-3604 (เฉพาะเวลาทำการ)

ที่อยู่

209/18 หมู่ 3 ถนนหน้ามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (ทางเข้า รพ. ศูนย์การแพทย์) ตำบลท่าศาลา
Tha Sala
80160

เวลาทำการ

อังคาร 17:00 - 20:00
พฤหัสบดี 17:00 - 20:00
ศุกร์ 17:00 - 20:00
เสาร์ 10:00 - 18:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกสมองหมอวรวิทย์ คลินิกผิวหนังหมอศศิพิมพ์ หน้า ม. วลัยลักษณ์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram