27/09/2019
https://www.facebook.com/162450523782273/posts/3017817818245515/
การที่เราตื่นเช้ามืดนี้ก็มีข้อดีอย่างนึงนะ คือ เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลง จากที่มันมืดสนิทแล้วค่อยแปรเปลี่ยนเป็นความสว่างรำไร เสร็จแล้วก็เป็นความสว่างโล่ แจ่มแจ้ง
ความมืดเปรียบเทียบนั้นได้กับความทุกข์ ความมืดมนของชีวิต มันก็อยู่ได้ไม่นาน ความมืดมนอลกาลที่มันครอบงำชีวิตเรา ความทุกข์ที่มันเกิดขึ้นกับตัวเรา มันไม่ได้ยั่งยืนอะไรเลย ไม่ช้าก็เร็ว มันก็ต้องแปรเปลี่ยนไป ความมืดในที่สุดมันก็ต้องหลีกทางให้ความสว่าง
ที่จริงไม่ต้องรอให้ความทุกข์หรือเหตุร้ายมันผ่านไปนะ เราก็สามารถที่จะมีจิตใจที่ปกติได้ มันก็เหมือนกับขณะนี้ ความมืดอยู่รอบตัวเรา แต่เราก็ตื่นขึ้นมา มันไม่ใช่แปลว่า ทุกอย่างรอบตัวเรามืด เราจะต้องสลบไสลหรือหลับไหลตามไปด้วย
ในพระพุทธศาสนาท่านเปรียบว่า คนที่จมอยู่ในทุกข์เหมือนคนที่หลับ ก็คืออยู่ในความหลง จมอยู่ในอารมณ์ คนเราไม่ได้แปลว่า เมื่อมืดแล้วมันต้องหลับใหลตลอดเวลา แม้ว่ามืดนะ แต่ว่าเราตื่น รู้สึกตัว ความมืดทำอะไรไม่ได้ แม้ว่าเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเราแต่ว่าใจไม่ทุกข์ เราทำได้นะให้ใจไม่ทุกข์ ถ้าเรามีความรู้สึกตัว วางใจถูก คนเราทุกข์เนี่ยเพราะวางใจผิด
เคยมีโยมคนนึงนะ ร่ำรวยทำธุรกิจก็จับอะไรก็ประสบความสำเร็จ เธอมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เรียกว่าร่ำรวย แต่แม้จะมีเงินมีทองมากมายเจ็ดสิบกว่าแล้วก็ยังไม่หยุด เธอยังทุ่มเททำงานจนลูกๆเนี่ยเป็นห่วง แล้วสุดท้ายเธอก็เป็นโรคพาร์คินสัน
โรคพาร์คินสันเนี่ยเป็นโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อระบบประสาท พูดไม่ค่อยชัด เดินไม่สะดวก ต้องนั่งรถเข็นมาที่วัด เธอก็มีความทุกข์ใจมาก ก็ประโยคนึงเธอพูดว่า
เธอทำผิดอะไรถึงต้องมาเจอแบบนี้
อาตมาก็ตอบนะว่าทำผิด ทำผิดแน่ ผิดที่ว่าไม่ใช่เพราะว่าเธอไปทำชั่วทำกรรมอะไรหรอก ผิดตรงที่ว่า ตอนที่ร่างกายมันเริ่มส่งสัญญาณว่าฉันเหนื่อยแล้วนะ ฉันอยากพักผ่อน เธอไม่ฟัง เธอก็ทำงานหามรุ่งหามค่ำทั้งที่อายุก็มากแล้ว ร่างกายมันไม่เหมือนก่อน ร่างกายมันส่งสัญญาณหลายครั้ง เธอก็ไม่ฟังบางครั้งสัญญาณก็ออกมาในรูปของความเจ็บความป่วยเล็กๆน้อยๆ เธอก็ยังไม่
ผิดข้อที่สองคือว่า พอร่างกายป่วยนะเนื่องจากไปวางใจไม่ถูกก็เลยทุกข์ใจด้วย อันนี้เรียกว่ายึดติดถือมั่นว่าร่างกายมันต้องไม่เจ็บไม่ป่วย ร่างกายมันต้องเหมือนเดิม ร่างกายตอนสามสิบเป็นอย่างไรมาถึงวัยหกสิบเจ็ดสิบมันต้องเป็นอย่างนี้
อันนี้เรียกว่ายึดติดถือมั่นในสิ่งที่มันสวนทางกับความจริง ความจริงคืออะไร ความจริงคืออะไรๆมันก็ไม่เที่ยง ร่างกายมันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องป่วย ความเจ็บป่วยมันเป็นธรรมดา เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะหลีกหนีความเจ็บไข้เป็นไปไม่ได้ นี่คือความจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น...
แต่นี่แกวางใจผิด ไปยึดว่าร่างกายต้องเป็นเหมือนเดิม ต้องไม่เจ็บ ไม่ป่วย เคยมีสุขภาพดีอย่างไร เคยพูดได้ เคยทำอะไรได้ก็ต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อันนี้เรียกว่า วางใจผิด และวางใจผิดเนี่ยแหละมันเป็นทุกข์ เมื่อร่างกายมันไม่เป็นไปอย่างใจ ร่างกายนี้มันเป็นไปตามความจริง มันเป็นไปตามสัจธรรม ไม่ได้เป็นไปตามใจหวังของเรา
คุณยายคนนี้เนี่ยแกรู้สึกว่าชีวิตแกโชคร้าย ที่จริงแกไม่ได้โชคร้ายเลย ถามว่าสามียังอยู่มั้ย (คุณยายตอบ) อยู่, ลูกน้องยังอยู่มั้ย (คุณยายตอบ) ยังอยู่, ลูกแต่ละคนก็เลี้ยงตัวได้ เป็นหมอสองคน เป็นนายกเทศมนตรี เป็นพ่อค้าอีกหนึ่งคน ประสบความสำเร็จทั้งนั้น ได้ไปเที่ยวต่างประเทศอย่างที่เคยไป แกบอกว่าที่อยากไป ได้ไปหมดแล้ว ถามว่า ตายังดีมั้ย (คุณยายตอบ) ดี, หูเป็นไง (คุณยายตอบ) ใช้ได้ มีกินมีใช้ เหลือเฟือ
ก็ดูนะ ถ้ามีในบรรดาเช็คลิสต์สิบอย่าง แกมีดีอยู่เก้าอย่าง อย่างเดียวที่ไม่ดีก็คือเจ็บป่วย ถ้าสอบไล่ แกก็ได้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าได้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้วยังคิดว่าฉันโชคร้ายอันนี้ก็แย่ละ คนเราเวลาสอบได้เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แปดสิบเปอร์เซ็นต์ ก็เก่งละ นี่ได้เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วจะบ่นโวยวายไปทำไม ควรพอใจกะชีวิตได้แล้วนะ เพราะชีวิตเรามันไม่มีทางที่จะเพอร์เฟค
กี่คนที่จะสอบแล้วได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม หาได้ยาก งั้นก็ควรพอใจกะชีวิต อันนี้เพราะเขามองไม่เป็นด้วย มองเห็นแต่ลบ ไม่มองบวก สุดท้ายที่ความทุกข์ใจของแกเป็นเพราะวางใจผิด มองไม่ถูก ถ้าวางใจถูก มองให้เป็นนะ จิตมันก็จะกลับมาเป็นปกติได้ แม้เหตุร้ายยังคงอยู่ แม้ความสูญเสียจะไม่กลับคืน แม้ร่างกายก็ยังเจ็บปวดอยู่ แต่ว่าใจไม่ทุกข์ ใจเป็นปกติ อันนี้เรียกว่า ตื่นแม้รอบตัวจะมืด ไม่ได้หลับใหลไปตามอิทธิพลของความมืดที่อยู่รอบตัว เราทำได้ คนเราทำได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา ใจก็เป็นสุขได้
พระไพศาล วิสาโล
#หอจดหมายเหตุพุทธทาส
ถอดเสียงคำบรรยาย โดย ธนิตา ธัญญผล