ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จ.อุดรธานี

ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จ.อุดรธานี #

สอนนวดไทย
สอนนวดน้ำมัน
สอนนวดสปา
สปาตะวันตก
ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน
นักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม
สปาเพื่อสุขภาพ
นวดเพื่อสุขภาพ
นวดแผนไทย
Thai massage
Thai massage Tranning

16/02/2025

รับสมัคร........
สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 18 อุดรธานี รับสมัครบุคคลทั่วไป เข้ารับการฝึกอบรม หลักสูตรการนวดลูกประคบด้วยน้ำมันร้อน สนใจสมัครลงทะเบียนสแกนที่คิวอาร์โค๊ด ติดต่อสอบถามได้ที่ 0868642941

14/02/2025
01/07/2020

การวินิจฉัยอาการด้วยหลัก ไหว-ตึง ตึง-ไหว

มีคำกล่าวว่า เมื่อลมพัดเรารู้ได้ว่าลมพัดเพราะต้นไม้นั้นเอนไหว

ถ้าเราเอามาใช้กับธาตุลมก็คือ
เรารู้ได้ว่ากระเเสประสาทสั่งการอยู่ เพราะกล้ามเนื้อมัดนั้นทำงาน

คัมภีร์กล่าวไว้ว่า
วาโยธาตุ วิตฺถมฺภนลกฺขณา มีการเคร่งตึงเป็นลักษณะ สมุทีรณรสา มีการไหวเป็นรส อภินีหารปจฺจุปฏฺฐานา มีการน้อมไปเป็นปัจจุปัฏฐาน
(บทนี้พูดถึงวิธีสังเกตพฤติกรรมของธาตุลมในร่างกาย)

นั่นหมายถึงว่า ถ้ากล้ามเนื้อมัดไหนตึงแล้ว มัดนั้นมันจะชอบทำงาน แล้วก็จะสังเกตเห็นว่ามันโค้ง งอ บิด ผิดรูปออกมาจากสมมาตรเดิมของมัน อันจะเป็นสิ่งที่เราสังเกตได้ว่านั่นแหละมีกระแสประสาททำงานอยู่

นั่นเลยเป็นที่มาว่า ทำไม เมื่อกล้ามเนื้อ ไม่ไหว(ไม่ทำงาน)-ตึง (สรุปก็คือ แม้จะไม่ใช้งานกล้ามเนื้อ มันก็ตึงไปก่อนแล้ว คือมันหด หรือ contract ตั้งแต่ยังไม่ได้สั่งให้มันทำงานนั่นแหละ) แล้ว มันจะ ตึง-ไหว

สรุปอีกรอบ....เชื่อเถอะว่ามันต้องมีคนงงแน่ๆ....

กล้ามเนื้อที่มันตึง แข็งเป็นก้อนๆ ลูกๆ นั้นน่ะ มันชอบที่จะขยับ/ทำงาน เราจะสังเกตเห็นได้เลยว่า กระแสประสาทสั่งให้มันทำงานอยู่โดยดูจากการที่มันขยับออกจากแนวสมมาตร

ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดีนะครับ ไม่อย่างนั้นจะไปพังตอนแก้อาการ

ถ้าคนไข้เดินมาหาเรา โดยมีลักษณะที่สังเกตเห็นได้คือ
คอเอียงไปทางซ้าย
สาเหตุที่คอเอียงไปทางซ้าย เป็นเพราะ
ระบบประสาท สั่งให้มันเอียง
แล้วข้างซ้ายนี้แหละ มันจะต้องตึง พอจับดูจะต้องเห็นว่ามันบวมๆเป็นลูกๆ (ก็เพราะมันตึงไง กระแสประสาทเลยสั่งให้มันทำงาน)

แต่ถ้ามันไม่บวม ไม่ตึง อันนี้คือมันโดนมัดอื่น หรือโครงสร้างอื่น ดึง รั้ง ให้ผิดรูปไปนะครับ ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน

แล้วสาเหตุที่กระแสประสาท สั่งให้มันทำงาน นั้นเป็นเพราะ เอ็นผิดปรกติ เมื่อเอ็นผิดปรกติ สมองเลยได้ข้อมูลมาผิดๆ เมื่อสมองได้ข้อมูลมาผิดๆ มันก็เลยสั่งงานผิดๆ เพราะตามหลักแล้ว ถ้ากล้ามเนื้อมันทำงานหนัก สมองต้องสั่งให้มันพัก ไม่ใช่สั่งให้มันทำงานเรื่อยๆ

ดังนั้นพอจะแก้ เลยต้องแก้ที่เอ็น
เพราะถ้าเอ็นเป็นปรกติ สมองจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง
เมื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็จะสั่งงานกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง แล้วความผิดปรกติก็จะหายไป หน้าที่ของหมอนวดคือไปหาจุดนั้นให้ได้ว่ามันเริ่มมาจากตรงไหนกันแน่

อันนี้คือหลักการแบบแผนไทย

ห้ามสับสนนะครับ เพราะคนส่วนมากคิดว่า
ที่คอมันเอียง มันเอียงเพราะกล้ามเนื้อมันตึงแล้วไปรั้ง ไปดึงคอมันลงมาให้เอียง แบบนี้ผิดนะครับ ไม่ใช่หลักของนวดไทย

สองอย่างนี้ใกล้กันมากต้องตั้งสติดีๆ

ส่วนหลักของฝรั่ง มันมีหลายหลัก หลายแนวคิด หลายสำนัก ไม่ต้องไปคิดมาก

แนวคิดแบบฝรั่งที่นิยมกันตอนนี้ ก็คือมองว่า กล้ามเนื้อที่ตึง มันมีแรงต้านน้อย มันเลยเคลื่อนไหวง่าย ร่างกายก็ชอบ เวลาเคลื่อนไหวก็เลยให้กล้ามเนื้อที่ตึงเคลื่อนไหวก่อน เพราะมันง่ายกว่า มันต้านน้อย

สังเกตว่าแนวคิดจะมีส่วนคล้ายกับหลักของไทยเมื่อสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ก็ยังไม่เหมือนเสียทีเดียว เพราะหากมองแบบฝรั่ง เวลาแก้ จะไปแก้ด้วยการยืดกล้ามเนื้อที่ตึงเพื่อเพิ่มแรงต้าน ร่างกายจะได้ใช้งานสองข้างเท่าๆกัน ไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่งก่อน

ไม่ใช่ว่าแบบฝรั่งผิดนะครับ จริงๆถ้ามองจากมุมมองแผนไทย มันก็ถูกส่วนหนึ่งแต่มันถูกครึ่งเดียว เพราะมันก็คืออันเดียวกันกับคำอธิบายวิธีการสังเกตพฤติกรรมของธาตุลมในร่างกายคน แต่ถ้ามองตามหลักแผนไทยแล้ว แผนไทยมันไปต่อจากนั้น เพราะแผนไทยบอกชัดเจนเลยว่าลมมันสัมพันธ์กับเอ็น และที่ลมผิดปรกติไปมันก็เริ่มที่เอ็น ดังนั้นก็ต้องยืนว่า ที่ว่าร่างกายมันชอบ จริงๆมันไม่ได้ชอบ แต่สมองมันเข้าใจผิด เพราะข้อมูลที่ได้มามันผิด แนวคิดการรักษาแบบฝรั่งสำหรับแผนไทยเป็นแค่การสังเกตและการวินิจฉัยเท่านั้น ยังไม่ใช่ตัวสาเหตุของอาการ/โรค นะครับ

ถ้าเรามีเพื่อนฝรั่งที่เขาก็เรียนมาเยอะแล้วเขาไม่เชื่อก็ให้ลองแก้ที่เอ็นดูก่อน อย่าพึ่งไปยุ่งกับกล้ามเนื้อ แล้วดูว่าที่มันเอียงไปผิดรูปไปมันหายจริงไหม

01/07/2020

ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับลม "ไหว-ตึง และ ตึง-ไหว"
เอาไปใช้ประโยชน์ในการนวดอย่างไร?

จากโพสต์ที่แล้วเชื่อว่าหลายๆคนที่ได้เรียนเพิ่มเติมเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับศาสตร์การนวดแบบฝรั่งทั้งอนาโตมี่และฟิสิโอคงจะเห็นภาพบ้างว่า

ไหว-ไม่ตึง คือกล้ามเนื้อ long หรือ locked-long
ไม่ไหว-ตึง คือกล้ามเนื้อ short หรือ locked-short
ไม่ไหว-ไม่ตึง คือ knot หรือ spasms

ซึ่งถ้าเข้าใจแบบนี้ ได้ไปเลย
2/10 คะเเนน

ถ้าถามว่าทำไมได้แค่ 2 จาก 10 เอง ทั้งๆที่น่าจะถูกต้องแล้ว นั่นสาเหตุเป็นเพราะว่า

ไทยกับฝรั่ง มีหลักคิดไม่เหมือนกัน
ฝรั่งมองแบบแยกส่วน ที่ตอบมาถึงจะตอบถูก แต่มันก็ถูกแค่นิดเดียว มันยังใช้งานจริงไม่ได้

แผนไทยนั้นมองภาพกว้าง มองเรื่องปรากฏการณ์ มีหลักปรัชญาและภูมิปัญญาที่ใช้ความน้อย กินความมาก เข้าใจหลักนิดเดียว เข้าถึงได้หลายเรื่อง

สมมติเรามองกล้ามเนื้อมัดหนึ่งๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ เมื่อมีการเคลื่อนไหว ด้านหนึ่งจะตึง ไม่เคลื่อนที่ คอยยึดให้มั่น อีกด้านจะไหว คือเคลื่อนที่ เพื่อทำอิริยาบถต่างๆ และไอ้ด้านที่ไหวนั้นแหละ ที่จะตึง ส่วนด้านที่ตึง เอ็นจะผิดปรกติไป
ถ้าพูดเป็นภาษาฝรั่งก็คือ กล้ามเนื้อมีฝั่งนึง เป็นออริจิน(ไม่เคลื่อนไหว-หัวเอ็น)​อีกฝั่งเรียก อินเซิร์ทชั่น(เคลื่อนไหว-หางเอ็น)​ โดยฝั่งที่กล้ามเนื้อเคลื่อนไหว(อินเซิร์ทชั่น)​ จะตึง แต่เอ็นฝั่งที่ไม่เคลื่อนไหว (ออริจิน)​ จะผิดปรกติ

สมมติเรามองภาพที่ใหญ่ขึ้นไปอีก เป็นร่างกายคนเลยที่กำลังทำอิริยาบถอยู่ สมมติเช่นการนั่ง
เวลาที่เรานั่งไขว่ห้าง สมมติเอาก้นซ้ายลง ก้นซ้ายคือ "ตึง" แล้วเวลาทำงานเราทำงานใช้ด้านขวาเคลื่อนไหว บ่า ไหล่ แขน คือ "ไหว"

แบบนี้อาการกล้ามเนื้อตึงจะเกิดที่...... บ่าไล่ไปแขน.....
แต่เอ็นที่ผิดปรกติ คือ สะโพกซ้าย แบบนี้เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างมันจะไล่ไปตามแนวแรง ถ้าไม่ได้เรียนฟิสิกส์มา ไล่ไม่เป็น ก็ให้คนไข้ทำท่าให้ดูแล้วลองทำตาม หาจุด ไหว ตึง ให้ได้ว่าท่านี้ใช้ตรงไหน "ตึง" ตรงไหน "ไหว" ก็วิเคราะห์หาทางแก้ได้ เพราะรู้ว่าต้นเหตุมันมาจากไหน(ดูที่เอ็น-ตึง)​ แบบนี้ก็จะแก้อาการได้ แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลย เจ็บบ่าก็นวดบ่าอย่างเดียว แบบนี้น่าจะเหนื่อยหน่อยล่ะ

เห็นไหมครับว่าองค์ความรู้แผนไทยมันใช้งานง่าย เพราะเข้าใจเรื่องเดียว เข้าใจกว้าง เพราะมองจากปรากฏการณ์ จึงใช้คำน้อย กินความมาก มองระดับเส้นใยกล้ามเนื้อ ก็เรื่องเดิม คำเดิม มองระดับอวัยวะ ก็เรื่องเดิมคำเดิม มองระดับระบบ ก็เรื่องเดิมคำเดิม เข้าใจเรื่องเดียว เข้าใจยาวเลย ซึ่งอันนี้คือภูมิปัญญาของไทย ซึ่งฝรั่งไม่มี

ถ้าเป็นแผนฝรั่งนะครับ กว่าจะรู้และเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเรียน anatomy เรียน physiology เรียน kinetic เรียน biomachanic และอื่นๆอีกเยอะ กว่าจะเข้าใจคำว่า ไหว-ตึง ตึง-ไหว เพราะวิธีการเรียนแบบฝรั่งมันตัดเรื่องต่างๆแยกส่วนไปตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย ไม่ได้เอามารวมหรือสัมพันธ์กันตั้งแต่แรก เลยกลายเป็นว่ากว่าจะได้ความรู้ที่จะใช้ 1 บรรทัด ต้องเรียนเอาใบประกาศเป็นสิบใบ

พยายามทำความเข้าใจ และนำไปใช้ดูนะครับ รับรองได้ว่าเกิดประโยชน์มหาศาลแน่นอน

30/06/2020

ธรรมชาติ และลักษณะของลม : หลักสำคัญของการนวดแก้อาการ

ธรรมชาติของธาตุลมหรือวาโยธาตุ มีสภาวะสั่นไหว-เคร่งตึง มีลักษณะคือ ตึง-ไหว

ตามหลักแล้วการเรียนแพทย์แผนไทยจะต้องเข้าใจธรรมชาติของธาตุทั้งสี่ แต่สำหรับการนวดแก้อาการ ความเข้าใจเรื่องธาตุลมต้องมาก่อน ตัวอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

สภาวะไหว-ตึง และลักษณะ ตึง-ไหว เป็นเรื่องพื้นฐานการแก้อาการที่หมอนวดทุกคนต้องเรียนเป็นเรื่องแรกๆ เพราะถ้าไม่เข้าใจแล้วจะแก้อาการได้ยากมาก หรืออาจจะแก้ได้ไม่ขาด

โดยปรกติเรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ค่อยมีใครสอน และอาจจะไม่จำเป็นต้องสอนมาก ก็น่าจะพอจินตนาการตามได้

แต่ไปๆมาๆกลายเป็นว่า ไม่มีใครสนใจจะทำความเข้าใจ อ่านข้ามๆกันหมด ก็เลยกลายเป็นว่า เรื่องสำคัญที่สุด กลายเป็นสิ่งที่คนมองข้ามมากที่สุดไป

นักเรียนที่มาเรียนที่ธาราเกือบทุกคน พอบอกให้เรียนปูพื้นฐานก่อนก็ยังไม่อยากจะเรียนกัน เพราะทุกคนก็เรียนมาหลายที่แล้ว เรื่องพวกนี้ก็เคยได้ยินมาหลายรอบ อยากจะไปเอาเทคนิคแก้อาการเลย พวกเรื่องที่พื้นฐานมากๆก็ไม่มีการพูดถึงอีก

วันนี้เรามาพูดเรื่องพื้นฐานที่สุดของพื้นฐานการนวดแก้อาการกันก่อน

การนวดไทย มองอาการป่วยว่าเป็นเรื่องของลม จริงๆแล้วหลักแพทย์แผนไทยมองการป่วย 50% เกิดจากลม อีก 50% เกิดจากอวัยวะ แต่ลำพังการนวดนี้ ที่ไปเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น พังผืด (เกี่ยวกับสัตถกะวาตะ-เส้นกาละทารี) จะมองว่าเกิดจากลมแทบ 100% เลย ตรงนี้ต้องจำให้ดี และจำให้ขึ้นใจเลยนะครับ

หลักสำคัญของนวดไทย "อาการเจ็บทั้งหลายเกิดเพราะลมผิดปรกติ ลมผิดปรกติได้เพราะเอ็นผิดเพี้ยนไป แล้วถึงไปส่งผลให้ กล้ามเนื้อ กระดูก เนื้อเยื่อต่างๆ ผิดปรกติ"

ทีนี้ถามว่าลมคืออะไร... ตามคัมภีร์บอกไว้ชัดเจนว่า ให้จินตนาการถึงการโดนมีดแทง ความเจ็บที่เกิดนั้นคืออาการแสดงออกของธาตุลม

ในร่างกายคนนี้ เราเจ็บได้ เพราะเรามีเส้นประสาท ถ้าเราไม่มีเส้นประสาทหรือเส้นประสาทขาดไป เราก็ไม่เจ็บ เท่านี้เอง

ทีนี้มาสรุปให้เข้าใจเป็นภาษาที่เราใช้กันทั่วไปก็คือ อาการเจ็บเกิดจาก เอ็นผิดเพี้ยนไป ทำให้กระเเสประสาทสั่งงานผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป แล้วไปทำให้ กระดูก กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่ออ่อนต่างๆ ผิดปรกติ และเจ็บป่วยขึ้นในที่สุด

สภาวะธรรมชาติของลมคือ ไหว-ตึง อันเป็นอาการที่สังเกตได้ และเป็นปรกติ

ให้ทุกคนลองยกเเขนยกขาดู แล้วสังเกตกล้ามเนื้อนะครับ

ไหว ก่อน แล้ว ตึง อันนี้เป็นสภาวะเปรียบเทียบ ถ้าไหว แล้ว ตึง อันนี้คือปรกติ (กล้ามเนื้อทำงานแล้ว หดเข้าเหยียดออกสุดได้ปรกติ)​

แล้วแบบไหนที่ไม่ปรกติ?????

แบบที่ไม่ปรกติก็คือ
1.ไหว-ไม่ตึง (ทำงานแล้ว หดได้ไม่สุด)​
2.ไม่ไหว-ตึง (ยังไม่ทันทำงานดีก็หดเข้าไปจนสุด)​
3.ไม่ไหว-ไม่ตึง (ค้าง ทำงานไม่ได้ หดก็ไม่สุด เหยียดก็ไม่สุด เพราะมันค้างไว้อย่างนั้น)

แล้วลักษณะตึง-ไหว คืออะไร???
ตึง-ไหว กับ ไหว-ตึง นี้คนละเรื่องกัน

ไหว-ตึง เป็นเรื่องของความปรกติ

ตึง-ไหว เป็นเรื่องของธรรมชาติของโรคที่เราใช้เป็นหลักสังเกต

ตึง-ไหวมันเป็นยังไง??? อันนี้คือหัวใจการวิเคราะห์โรคเลย ซึ่งมันก็ตรงตัวของมันนั่นแหละ นั่นคือ.....
ไอ้ตรงไหนที่ตึงนั่นน่ะ ตรงนั้นมันจะไหว

เราก็ย้อนกลับไปดูความผิดปรกติสามข้อข้างบน มันมีอยู่อันเดียวที่ตึง คือ "ไม่ไหว-ตึง" และอันที่ "ไม่ไหว-ตึง" นั้นแหละ ที่มันจะ "ตึง-ไหว"

มาถึงตรงนี้แล้วใครงง ลองค่อยๆอ่าน ทำความเข้าใจใหม่ดีๆครับ เอาให้เข้าใจจริงๆ ไม่อย่างนั้นจะไปต่อไม่ได้

ส่วนคนที่เข้าใจแล้ว ลองอธิบายมาเป็นภาษาปัจจุบันให้คนอื่นได้เข้าใจบ้างดูครับ จะได้เป็นการกระตุ้นสมองไปในตัว

แต่อยากเน้นย้ำว่า หลักการนวดแก้อาการ จะแก้ขาดหรือไม่อยู่ที่ตรงนี้เลย

14/06/2020

ศิโรธารา (Shirodhara)

Shiro หมายถึง ศรีษะ, Dhara หมายถึง การไหล

ศิโรธารา (Shirodhara) จึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการรักษาแบบอายุรเวทของอินเดีย ที่ใช้ของเหลวไหลผ่านเบา ๆ ลงที่หน้าผาก ของเหลวที่ใช้ในการทำ Shirodhara สามารถใช้ได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับว่าต้องการจะรักษาหรือมีจุดประสงค์ใด เช่น การใช้น้ำมัน, นม, เนย, น้ำมะพร้าว,หรือน้ำเปล่า

การใช้ของเหลวอุ่นๆ ให้ไหลเบาๆไปที่หน้าผากอย่างต่อเนื่องบนจุดตาที่สาม (Third eye) หรือจักระ (Chakra point) เหนือระหว่างคิ้ว จะก่อให้เกิดสถานะของการผ่อนคลายบรรเทาระบบประสาทอย่างลึก ช่วยให้เกิดกระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อ [ต่อมใต้สมอง] และกระตุ้นตาที่สามที่เป็นจิตวิญญาณของคนให้ตื่นขึ้นมา ช่วยให้เกิดการลดความตึงเครียด และช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยทั้งร่างกายและจิตใจไปพร้อมกัน

คนอินเดียโบราณได้ใช้ทรีตเม้นท์ Shirodhara ในการรักษาโรคตา, ไซนัสอักเสบ, โรคจมูกอักเสบ, ภูมิแพ้, ผมหงอก, ความผิดปกติทางระบบประสาท, การสูญเสียความจำ, นอนไม่หลับ, สูญเสียการได้ยิน, หูอื้อ, วิงเวียน, หรือบางชนิดของโรคผิวหนังเช่นโรคสะเก็ดเงิน และการผ่อนคลายความตึงเครียด และปัจจุบัน Shirodhara เป็นทรีตเม้นท์ที่นิยมไปทั่วโลก ในสปาชั้นนำทรีตเม้นท์นี้ราคาแพงพอสมควรเพราะมีความยุ่งยากในการเตรียมค่ะ

ดร. สิปปสินี บาเรย์
(Dr. Sippasini Barhey)
Ba-Rhey Wellness School.
(+66) 76226472, 061 6252916
#นวดศิโรธารา #ประโยชน์ของการนวด #นวดดีมั้ย #เรียนนวดที่ไหนดี #นวดกับกายวิภาค #นวดอินเดีย #เรียนนวด #อยากนวดเก่ง #กายวิภาคนวด #กายวิภาค #การยืดเหยียด #ศาสตร์การนวด #นวดน้ำมัน #ประโยชน์ของการนวด

04/05/2020
28/04/2020

ประกาศ!!! ปิดระบบลงทะเบียน
------------------------------------
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม..
กลุ่มงานพัฒนาฝีมือแรงงาน
โทร. 042-110946-8 ต่อ 120-123

ที่อยู่

Udon Thani
41000

เบอร์โทรศัพท์

0871553683

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จ.อุดรธานีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์