03/12/2025
ช่วงฝุ่นมลพิษแบบนี้ มาฝึกเคลียร์ท้องให้โล่งๆก่อนนอนกันนะครับ
**"Chrono-nutrition"** (โภชนศาสตร์ตามนาฬิกาชีวิต)
กินคาร์บตอนช่วงกลางวัน เคลียร์น้ำตาลได้ดี
ร่างกายมนุษย์มีความสามารถในการจัดการกับคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลได้ดีที่สุดในช่วง "Active Phase" (กลางวัน)
แย่ที่สุดในช่วง "Resting Phase" (กลางคืน)
โดยมีกลไกทางสรีรวิทยาที่สำคัญ 3 กลไก คือ
**1. ความไวต่ออินซูลินที่แปรผันตามเวลา (Circadian oscillation of Insulin Sensitivity)**
นาฬิกาชีวภาพหลักในสมอง (Suprachiasmatic Nucleus - SCN)
จะส่งสัญญาณไปยังนาฬิกาชีวภาพในระดับเซลล์ (Peripheral Clocks)
ที่ตับ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อไขมัน
เซลล์กล้ามเนื้อจะมีการแสดงออกของตัวรับสัญญาณ (Receptors) และตัวขนส่งน้ำตาล (GLUT4) สูงที่สุด ทำให้น้ำตาลเข้าเซลล์ได้ไว
ความไวของเซลล์ต่ออินซูลินจะลดลงตามธรรมชาติ (Physiological Insulin Resistance) เพื่อเตรียมเข้าสู่โหมดพักผ่อน
การกินคาร์บช่วงนี้จึงทำให้ "น้ำตาลลอยค้างในเลือดนานกว่าปกติ"
2. ความขัดแย้งระหว่าง เมลาโทนิน และ อินซูลิน (Melatonin-Insulin Antagonism)
นี่คือจุดสำคัญที่สุดครับ เมื่อแสงอาทิตย์หมดลง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน
เมลาโทนิน (Melatonin) เพื่อเตรียมการนอนหลับ
ตับอ่อน มีตัวรับเมลาโทนิน (MT1, MT2 receptors)
เมื่อเมลาโทนินจับกับตัวรับ จะส่งสัญญาณ **"ยับยั้ง"** การหลั่งอินซูลิน
ผล คือ หากทานคาร์บหนักๆ ในช่วงที่เมลาโทนินเริ่มหลั่ง (หลังพระอาทิตย์ตก) ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูง (Hyperglycemia) เพราะอินซูลินถูกบล็อกไม่ให้ทำงานได้เต็มที่
**3. การตอบสนองของเบต้าเซลล์ (Beta-cell Responsiveness)**
ประสิทธิภาพของเบต้าเซลล์ในตับอ่อนในการผลิตอินซูลินจะสูงสุดในช่วงเช้าและลดลงเรื่อยๆ ตลอดวัน
งานวิจัยพบว่าการตอบสนองต่อโหลดน้ำตาลเดียวกัน
ในช่วงเย็นจะช้าและน้อยกว่าช่วงเช้าถึง 15-20%
สรุป นะครับ >>>
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ณ เวลานี้ สนับสนุน สิ่งที่ได้กล่าวข้างต้น
**"Carb Loading ควรทำในช่วงที่พระอาทิตย์ยังอยู่"**
(Daylight window) เพื่อให้สอดคล้องกับจังหวะฮอร์โมนของร่างกาย
การทานคาร์บหลังพระอาทิตย์ตกเสี่ยงต่อการสะสมไขมันและภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติครับ
#หมอจิรรุจน์