17/03/2026
🥭 กินวาร์ฟาริน ระวังมะม่วง!
🥭 กินวาร์ฟาริน ระวังมะม่วง! — งานวิจัยจากประเทศไทยเองค่ะ !!
ช่วงนี้เข้าหน้ามะม่วงสุกแล้ว ใครที่กินยาวาร์ฟาริน (ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) อยู่ ต้องอ่านโพสต์นี้ค่ะ
มีงานวิจัยใหม่จากทีมคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับโรงพยาบาลหัวหิน ตีพิมพ์ในวารสาร ADMET & DMPK ปี 2025 ศึกษาว่าทำไมมะม่วงสุกถึงทำให้ยาวาร์ฟารินมากขึ้น โดยใช้เทคนิค metabolomics วิเคราะห์ลึกถึงระดับโมเลกุลเลยค่ะ
งานวิจัยนี้ทำอะไรบ้าง ? ทำอย่างไร ?
🔬 รูปแบบการศึกษา: เป็นการศึกษาแบบ Pre-Post Study Design และทำที่โรงพยาบาลระดับตติยภูมิในประเทศไทย
👥 กลุ่มตัวอย่าง: ผู้ป่วย 15 ราย (ชาย 5 / หญิง 10)
โดยมีเงื่อนไขคือ
→ ใช้ยาวาร์ฟารินต่อเนื่องมากกว่า 6 เดือน
→ มีค่า INR สูงเกินช่วงรักษาหลังกินมะม่วงสุก
→ กินมะม่วง 1-3 ลูก/วัน ติดต่อกัน 5 วัน ถึง 1 เดือน
→ ไม่มีปัจจัยอื่นที่ทำให้ INR สูง เช่น ไม่กินยาตามสั่ง การติดเชื้อ หรือยาอื่นที่มีปฏิกิริยา
→ คัดออกหากใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวอื่นร่วมด้วย
🩸 การเก็บตัวอย่าง: เก็บพลาสมา 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 — ช่วงที่กินมะม่วงอยู่ ค่า INR สูงเกินช่วงรักษา (พบค่าเฉลี่ย INR = 4.57)
ครั้งที่ 2 — หลังหยุดกินมะม่วงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ค่า INR กลับสู่ช่วงปกติ (INR เฉลี่ย 2.45)
แล้วนำพลาสมาทั้ง 2 ครั้ง มาเปรียบเทียบกัน
🧪 การวิเคราะห์:
→ เตรียมพลาสมาแล้วนำไปวิเคราะห์ด้วยเครื่อง ¹H-NMR ความถี่ 500 MHz ตรวจพบสารเมตาบอไลต์ทั้งหมด 208 ชนิด โดยเทียบกับฐานข้อมูล Human Metabolome Database (HMDB)
📊 การวิเคราะห์ทางสถิติ:
→ ใช้ sPLS-DA แยกกลุ่มตัวอย่าง, ROC curve หา biomarker (AUC = 0.904), pathway enrichment ด้วย MetaboAnalyst 6.0 และสร้าง metabolite network ด้วย Metascape
...........................................................................
ผลการทดลอง
🔴 ค่า INR เฉลี่ยลดลงจาก 4.57 → 2.45 หลังหยุดมะม่วง (p < 0.0001)
🔴 ผู้ป่วยทุกราย (15/15) มีค่า INR สูงขึ้นหลังกินมะม่วง
🔴 พบ 8 สารเมตาบอไลต์ที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ
🔴 สารสำคัญที่สุดคือ Glycerol 3-phosphate ซึ่งลดลงอย่างชัดเจนในช่วงกินมะม่วง (AUC = 0.729, p = 0.041)
.............................................................................
กลไกที่เป็นไปได้ : มะม่วงรบกวนยาวาร์ฟารินผ่าน 2 pathway พร้อมกัน ได้แก่
pathway ที่ 1 — ยับยั้งการขจัดยา
สาร retinol และ polyphenols ในมะม่วง ไปยับยั้งเอนไซม์ CYP2C9 และ CYP3A4 ในตับ ซึ่งเป็นเอนไซม์หลักที่ร่างกายใช้เปลี่ยนแปลงยาวาร์ฟาริน ทำให้ยาถูกกำจัดช้าลง ระดับยาในเลือดจึงสูงขึ้น
pathway ที่ 2 — รบกวนการทำงานของเกล็ดเลือด
Glycerol 3-phosphate ที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อ 3 วิถีเมตาบอลิซึมสำคัญ ได้แก่
→ Glycerol phosphate shuttle (ระบบขนส่งอิเล็กตรอนเข้าไมโตคอนเดรีย)
→ Cardiolipin biosynthesis (สร้างฟอสโฟลิพิดในเยื่อไมโตคอนเดรีย)
→ De novo triglyceride biosynthesis (สร้างไขมันสะสมพลังงาน)
ดังนั้น
เมื่อ glycerol 3-phosphate ลด → การผลิตพลังงานผ่าน glycolysis ในเกล็ดเลือดบกพร่อง → เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ → ยิ่งซ้ำเติมฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดจากวาร์ฟาริน → ค่า INR พุ่งสูง → เสี่ยงเลือดออก
................................................................................................
⚠️ สรุปง่ายๆ: มะม่วงสุก + วาร์ฟาริน = เสี่ยงเลือดออกผิดปกติ
💡 คำแนะนำสำหรับคนกินยาวาร์ฟาริน
→ ไม่จำเป็นต้องงดมะม่วงสุก 100% แต่ไม่ควรกินปริมาณมากหรือกินทุกวัน
→ ถ้ากินมะม่วงสุกไปแล้ว ควรแจ้งหมอหรือเภสัชกรเพื่อติดตามค่า INR
→ สังเกตอาการเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล ฟกช้ำง่าย เลือดออกตามไรฟัน ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน
→ อย่าปรับขนาดยาเอง ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เสมอค่ะ
ฝากแชร์ให้คนที่กินยาวาร์ฟารินด้วยนะคะ โดยเฉพาะผู้สูงอายุในบ้านค่ะ 💛
ด้วยรัก
#เพจเภสัชแม่ลูกอ่อน
Ref: Rattanasuwan P, et al. ADMET DMPK. 2025;13(3):2740.