คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธร

คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธร คลินิก ฝากครรภ์ โรคทางนรีเวช

12/04/2026

🔬 ท้องลม คืออะไร?

ท้องลม (Blighted o**m / Anembryonic pregnancy) คือ
ภาวะที่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว แต่ ตัวอ่อนไม่พัฒนา หรือหยุดพัฒนาในระยะเริ่มต้นมาก

➡️ กล่าวง่าย ๆ คือ
“มีถุงการตั้งครรภ์ แต่ไม่มีตัวเด็ก”

โดยมักตรวจพบจากอัลตราซาวด์ เช่น
• เห็นถุงการตั้งครรภ์ (gestational sac)
• แต่ไม่พบตัวอ่อน (embryo) หรือหัวใจเต้น

📊 โอกาสเกิด “ท้องลม” มากแค่ไหน?
• ท้องลมเป็นหนึ่งใน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการแท้งในไตรมาสแรก
• พบได้ประมาณ 10–20% ของการตั้งครรภ์ที่ทราบผลแล้ว
• และในกลุ่มแท้งระยะแรก “ท้องลม” อาจคิดเป็นสัดส่วนถึง ~50%

👉 กล่าวคือ
ไม่ใช่เรื่องแปลก และพบได้บ่อยกว่าที่คิด

🧬 สาเหตุสำคัญ (ที่คุณแม่ควรรู้)

สาเหตุหลักคือ
➡️ ความผิดปกติของโครโมโซม (chromosomal abnormalities)

เช่น
• ตัวอ่อนมีจำนวนโครโมโซมผิดปกติ
• เกิดจากความผิดพลาดตั้งแต่การปฏิสนธิ

📌 ประเด็นสำคัญ:
• ไม่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของคุณแม่
• ไม่ได้เกิดจากการเดินเยอะ ทำงานหนัก หรืออาหารบางอย่าง
• เป็น “กลไกธรรมชาติ” ที่ร่างกายคัดเลือกตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์

💔 แล้วโอกาสเกิดซ้ำล่ะ?

นี่คือคำถามที่คุณแม่กังวลมากที่สุด

✔️ คำตอบตามหลักวิชาการ:
• หากเคยท้องลม 1 ครั้ง
👉 โอกาสตั้งครรภ์ปกติครั้งต่อไปยังสูงมาก
• โอกาสเกิดซ้ำโดยรวม
👉 ประมาณ 15–20% (ใกล้เคียงกับคนทั่วไปที่เสี่ยงแท้ง)

✔️ หากเกิดซ้ำ ≥2–3 ครั้ง:

แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น
• โครโมโซมพ่อแม่
• ฮอร์โมน
• ภูมิคุ้มกันบางชนิด

🤍 มุมมองจากแพทย์: สิ่งที่อยากให้คุณแม่รู้

ในฐานะแพทย์ สิ่งที่อยากบอกคือ

“ท้องลม ไม่ใช่ความผิดของคุณแม่”

หลายคนโทษตัวเอง เช่น
• “ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า”
• “ฉันดูแลตัวเองไม่ดีพอใช่ไหม”

🔎 แต่ในความเป็นจริง:
• ส่วนใหญ่ ป้องกันไม่ได้
• และ ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้

🌱 ความหวังในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

ข่าวดีคือ
👉 มากกว่า 80–90% ของคุณแม่ที่เคยท้องลม
สามารถมีการตั้งครรภ์ที่ปกติในครั้งถัดไป

❓ มียาป้องกันไหม

👉 ปัจจุบัน “ยังไม่มีวิธีหรือยาใดที่ป้องกันได้โดยตรง”

เหตุผล:
• สาเหตุหลักคือ chromosomal abnormality (random error)
• ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมแม่เป็นหลัก
• วิตามินหรือยาบำรุง (เช่น folic acid) ช่วยลด neural tube defect แต่ ไม่ป้องกันท้องลมโดยเฉพาะ

📌 แต่สามารถ “ลดความเสี่ยงโดยรวม” ได้ เช่น:
• ควบคุมโรคประจำตัว (DM, thyroid)
• งดบุหรี่ แอลกอฮอล์
• ทาน folic acid ก่อนตั้งครรภ์
• ตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ (preconception care)

บทความดีๆจาก หมอสูติคู่มือถือคุณ

11/04/2026

แจ้งปิดคลินิกช่วงเทศกาลสงกรานต์

เปิดทำการอีกทีวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน ค่ะ

31/03/2026

ประกาศคลินิกหยุด
ศุกร์ที่ 3 เมษายน ถึงวันจันทร์ที่ 6 เมษายน

คลินิกเปิดทำการอีกที วันอังคารที่ 7 เมษายน ค่ะ

13/03/2026

☕ กินกาแฟได้ครับ ในคนท้อง 30 สัปดาห์
แต่ต้อง จำกัดปริมาณคาเฟอีนไม่เกิน 200 mg/วัน (ตาม ACOG, WHO)

เทียบเป็นแก้วประมาณนี้
• กาแฟดำ 1 แก้ว (240 ml) ≈ 80–100 mg → ดื่มได้ ประมาณ 1–2 แก้ว
• เอสเปรสโซ 1 shot ≈ 60–75 mg → ได้ 2–3 shots
• กาแฟนม/ลาเต้ 1 แก้ว ≈ 80–120 mg → 1 แก้วสบาย ๆ
• ชา/ชาเขียว/ชานม ก็มีคาเฟอีน ต้องนับรวม

ข้อดี
✔ ช่วยลดง่วง
✔ ลดปวดศีรษะบางราย
✔ ทำให้อารมณ์ดีขึ้น

ข้อเสีย (ถ้ากินมากกว่า 200–300 mg/วัน)
⚠ เพิ่มเสี่ยงทารกน้ำหนักน้อย (บางงานวิจัย)
⚠ ใจสั่น นอนไม่หลับ
⚠ กรดไหลย้อนมากขึ้น
⚠ คาเฟอีนผ่านรก ทารก metabolize ช้า

คำแนะนำหมอ
👉 ถ้าอยากกิน กินได้วันละ 1 แก้ว ถือว่าปลอดภัย
👉 อย่ากินตอนท้องว่าง
👉 เลี่ยงช่วงเย็นถ้านอนไม่หลับ
👉 ถ้ากินแล้วใจสั่นให้ลด

ที่มา หมอสูติคู่มือถือคุณ

11/03/2026

“เมื่อไหร่ควรเริ่มคุมกำเนิด?… ไข่ตกเร็วแค่ไหน !” หลังการแท้งบุตร

หลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า หลังแท้งหรือยุติการตั้งครรภ์ ร่างกายยังไม่พร้อมจะตั้งครรภ์ใหม่ ต้องรอให้ประจำเดือนกลับมาก่อนถึงจะไข่ตกและเสี่ยงท้องได้ จริง ๆ แล้ว ไม่ใช่แบบนั้นเลยนะครับ

••••••••

หลังจากแท้ง ไข่สามารถ #กลับมาตกได้เร็วมาก และมีโอกาสตั้งครรภ์ใหม่ได้ตั้งแต่ ยังไม่มีประจำเดือนกลับมาเลยด้วยซ้ำ!

แล้วตกไข่เร็วแค่ไหน? ในแต่ละการแท้งที่อายุครรภ์ต่างกันมีความแตกต่างกันไหม

• ถ้าแท้งตอนอายุครรภ์ ประมาณ 2 เดือน (6–8 สัปดาห์) ร่างกายมักฟื้นตัวเร็ว ไข่อาจตกได้ภายใน 14–21 วัน หลังแท้ง

• ถ้าแท้งตอนอายุครรภ์ 3 เดือน (9–12 สัปดาห์) ไข่ก็มักจะกลับมาตกภายใน ประมาณ 3–4 สัปดาห์

• ถ้าแท้งตอนอายุครรภ์ 4–5 เดือน (13–20 สัปดาห์) ร่างกายอาจต้องใช้เวลาปรับฮอร์โมนนานขึ้นเล็กน้อย แต่ไข่ก็ยังสามารถตกได้ ภายใน 4–6 สัปดาห์

สรุปคือ… ภายใน 2–4 สัปดาห์หลังแท้ง ไข่ก็อาจตกแล้ว และคุณก็มีโอกาสตั้งครรภ์ใหม่ได้เลย ไม่ว่าคุณจะแท้งบุตรช่วงอายุครรภ์ไหน

•••••••••

ดังนั้น…ควรเริ่มคุมกำเนิดเมื่อไหร่?

คำตอบคือ “ทันที” หลังยุติการตั้งครรภ์ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือข้อห้ามทางการแพทย์

คุณสามารถตัดสินใจที่จะเริ่มใช้วิธีคุมกำเนิดในวันเดียวกับที่รับบริการได้เลย เช่น

• ยาเม็ดคุมกำเนิด
• ยาฉีด
• ห่วงอนามัย (IUD)
• ยาฝัง
• แผ่นแปะ
• หรือแม้แต่การใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย

อย่ารอให้ไข่ตกก่อนแล้วค่อยมาคิดคุมกำเนิด เพราะบางครั้งมันอาจจะ “สายไป” ครับ

ที่มาจาก หมอสูติคู่มือถือคุณ

18/02/2026

🤕 ไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์ กินยาอะไรได้บ้าง?

คนท้องหลายคนกังวลว่า “ปวดหัวไมเกรนตอนท้อง จะกินยาได้ไหม?” คำตอบคือ 👉 รักษาได้ แต่ต้องเลือกยาให้เหมาะสมและปลอดภัยครับ

✅ ยาที่แนะนำเป็นอันดับแรก

1️⃣ พาราเซตามอล (Paracetamol)
เป็นยาตัวแรกที่แนะนำ ใช้ได้ทุกไตรมาสของการท้อง

🔹 ขนาดยา:
500–1,000 มก. ต่อครั้ง ทุก 6 ชั่วโมง
(แต่ให้ได้ไม่เกิน 4,000 มก./วัน)

👉 พาราเซตปลอดภัยเมื่อใช้ขนาดปกติ

••••••

🤢 ถ้าไมเกรนและมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยแนะนำให้เพิ่มยา

2️⃣ Metoclopramide

🔹 ขนาดยา:
10 มก. ทุก 6–8 ชั่วโมง ตามอาการ

ช่วยลดคลื่นไส้ และช่วยให้ยาแก้ปวดออกฤทธิ์ดีขึ้น

••••••

☕ ดื่มกาแฟได้ไหม?

ดื่มได้เล็กน้อย
🔹 คาเฟอีนไม่ควรเกิน 200 มก./วัน
(ประมาณกาแฟ 1 แก้ว)

พาราเซตามอล + คาเฟอีนเล็กน้อย อาจช่วยบรรเทาไมเกรนได้ดีขึ้นในบางคนนะครับ หลายคนเข้าใจแบบตรงข้ามเลย ลองดูนะครับ

••••••

💊 กรณีปวดมาก / ไม่ดีขึ้น ลองพิจารณายาลำดับต่อไปนี้

3️⃣ Sumatriptan (เช่น Imigran®)

🔹 ขนาดยาเม็ด:
50–100 มก. รับประทานทันทีเมื่อเริ่มปวด
ถ้าไม่ดีขึ้น สามารถซ้ำได้หลัง 2 ชั่วโมง
(ไม่เกิน 200 มก./วัน)

👉 เป็นทริปแทนที่มีข้อมูลความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ แต่ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้

••••••

⚠️ NSAIDs เช่น Ibuprofen, Naproxen

🔸 ใช้ได้บางช่วงของการตั้งครรภ์
🔸 แต่ไม่แนะนำในไตรมาสที่ 3

❓ ทำไมไม่ควรใช้ช่วงไตรมาสสุดท้าย?
เพราะยาในกลุ่มนี้มีรายงานว่า… มีส่วน

🔹 ทำให้หลอดเลือดสำคัญของทารกในครรภ์ (ductus arteriosus) ปิดก่อนกำหนด
→ ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดของทารก

🔹 ทำให้น้ำคร่ำน้อยลง (oligohydramnios)
→ เพราะยาไปลดการทำงานของไตทารก

🔹 อาจทำให้เจ็บครรภ์คลอดล่าช้า หรือเพิ่มความเสี่ยงเลือดออก

ดังนั้นช่วงใกล้คลอดจึงควรหลีกเลี่ยงครับ

••••••

🚫 ยาที่ต้องระวังในคนท้องคือยากลุ่ม ergot ครับ ต้อวปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

🚨 รีบไปโรงพยาบาลถ้ามีอาการเหล่านี้

🔺 ปวดหัวหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ร่วมกับความดันสูง
🔺 ตามัว เห็นแสงแฟลช จุกแน่นลิ้นปี่
🔺 แขนขาอ่อนแรง ชัก หรือซึมลง

เพราะนี่ไม่ใช่ไมเกรนและอาจเป็นสัญญาณของครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรงครับ

••••••••

โชคดีก็มีอยู่คือคนท้องส่วนใหญ่ไมเกรนมักดีขึ้นในไตรมาส 2–3 นอนให้พอ ดื่มน้ำมากพอ ทานอาหารตรงเวลา ลดความเครียด ช่วยได้มากครับ

บทความดีๆจาก เพจ หมอสูติคู่มือถือคุณ

05/02/2026

Folic acid กินไปเพราะอะไรตอนท้องนะ
วันนี้มาดูกันว่าแต่ละช่วง “กินไปเพื่ออะไร” 👇

🌱 ก่อนตั้งครรภ์ – 3 เดือนแรก

สำคัญที่สุด
• กรดโฟลิกช่วยป้องกัน ความพิการของท่อประสาทของทารก
เช่น กระดูกสันหลังไม่ปิด (spina bifida)
• ท่อประสาทของลูกปิดเร็วมาก ภายใน 4 สัปดาห์แรกหลังปฏิสนธิ
ซึ่งหลายคนยังไม่รู้ตัวว่าท้อง

👉 แนะนำ
• กรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัม/วัน
• เริ่มกิน ก่อนท้องอย่างน้อย 1 เดือน และกินต่อถึง 3 เดือนแรก

🤰 ไตรมาสที่ 2–3

ยังควรกินต่อ

แม้จะพ้นช่วงป้องกันท่อประสาทแล้ว แต่กรดโฟลิกยังช่วย
• สร้างเม็ดเลือด ลดโอกาสซีด
• ช่วยการเจริญเติบโตของรกและทารก
• งานวิจัยบางส่วนพบว่า อาจช่วยลดความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดและครรภ์เป็นพิษ

👶 หลังคลอด

ยังมีประโยชน์มาก
• ช่วยฟื้นฟูร่างกายคุณแม่หลังคลอด
• กรดโฟลิกผ่านไปในน้ำนม → สำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูก
• เหมาะมากในคนหลังคลอดที่
▫️ ให้นมบุตร
▫️ เสียเลือดมากตอนคลอด

👉 แนะนำกินต่ออย่างน้อย 400 ไมโครกรัม/วัน

💊 ยาเม็ดกรดโฟลิก มีกี่แบบ?

✔️ กรดโฟลิกเม็ดเดี่ยว
• 400 ไมโครกรัม (0.4 mg) → ขนาดมาตรฐานสำหรับคุณแม่ทั่วไป บางโรงพยาบาลมีขนาดนี้ แต่บางที่อาจไม่นำเข้าโรงพยาบาล
• 5 mg → เป็นขนาดยาสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง (เช่น เคยมีลูกพิการท่อประสาท) ต้องการกินจะใช้ตามคำแนะนำแพทย์ แต่บางแห่งไม่มียาขนาดเล็กคนท้องทั่วไปที่ไม่เสี่ยงสูงหลายคนก็ได้รับยาขนาดนี้นะครับ ทานได้ครับ ไม่อันตรายและราคาไม่ได้ต่างกับเม็ดเล็กครับ

🩸 ยาบำรุงเลือดอย่าง Triferdine® ล่ะ?
หลายคนถามว่า
👉 กิน Triferdine อย่างเดียวพอไหม ต้องกินกรดโฟลิกเพิ่มไหม พอถึงเวลาที่ได้ยาบำรุงเลือดนี้มาแล้ว ?

คำตอบคือ… ในคุณแม่ทั่วไปเม็ดเดียว “พอ“ แล้ว
• Triferdine เป็นยาบำรุงเลือดที่มี 3 อย่างสำคัญรวมตัวกันครับ
ธาตุเหล็ก + ไอโอดีน + กรดโฟลิก
• ซึ่งในหนึ่งเม็ดนั้นโดยทั่วไปมีกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัม/เม็ด 👉 เท่ากับขนาดที่แนะนำต่อวันนั่นเอง

✔️ ดังนั้นถ้าไม่มีภาวะเสี่ยงพิเศษ
กิน Triferdine วันละ 1 เม็ด ก็ถือว่าได้กรดโฟลิกเพียงพอแล้ว

⚠️ ใครที่อาจต้องกิน “มากกว่านี้”

ควรปรึกษาแพทย์ก่อน ได้แก่
• เคยมีลูกพิการของท่อประสาท
• โลหิตจางรุนแรง
• มีโรคเลือดบางชนิด (เช่น ธาลัสซีเมีย)
• ต้องกินยาบางชนิดที่รบกวนการดูดซึมโฟเลต

จากเพจ หมอสูติคู่มือถือคุณ

30/01/2026

🎯 ก่อน 37 สัปดาห์… เด็กยังไม่พร้อมออกจากท้องแม่
ไม่มีหมอคนไหนเอาเด็กออกก่อนเวลา ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ

ในครรภ์หนึ่งครรภ์ 👩🏻‍🍼
มีทั้ง “แม่” และ “ลูก” ที่ต้องได้รับการดูแลให้ปลอดภัยที่สุด
และ "เวลาที่เหมาะสม"
คือสิ่งสำคัญมากในการพาลูกมาสู่โลกภายนอก

ชาวโซเชี่ยลหลายคนอาจตั้งคำถามว่า…
💬 “ถ้ามีความเสี่ยงอยู่แล้ว ทำไมไม่เอาลูกออกมาก่อน 37 สัปดาห์ไปเลย?”

คำตอบคือ…
การคลอดก่อน 37 สัปดาห์ (หรือที่เรียกว่าคลอดก่อนกำหนด)
คือสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ครับ



⏳ เพราะช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์
เป็นช่วงที่ลูกกำลังเติบโตเร็วมาก
อวัยวะสำคัญหลายอย่างยังพัฒนาไม่เสร็จ เช่น…

🔸 ปอด → ยังไม่สมบูรณ์ หายใจเองลำบาก
🔸 สมอง → ยังเติบโตไม่เต็มที่
🔸 ภูมิคุ้มกัน → ยังได้จากแม่มาไม่ครบ
🔸 ไขมันใต้ผิวหนัง → ยังสะสมน้อย รักษาอุณหภูมิไม่ได้



👶🏻 ถ้าคลอดออกมาก่อนเวลา
ลูกอาจเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ เช่น…

❗ น้ำหนักตัวน้อย
❗ หายใจไม่สะดวก → ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
❗ ต้องอยู่ในห้องไอซียูเด็กแรกเกิด (NICU)
❗ ดูดนมเองไม่ได้ → ต้องให้นมผ่านสาย
❗ เสี่ยงต่อการติดเชื้อ
❗ อาจมีปัญหาด้านพัฒนาการในระยะยาว

พูดง่ายๆ คือ…
ลูกยังไม่ได้พร้อมออกมาเจอโลกใบนี้



👩🏻‍⚕️ ดังนั้น
การตัดสินใจให้ลูกออกจากท้องก่อน 37 สัปดาห์
ต้องพิจารณาอย่างละเอียดโดยทีมสูติแพทย์
และจะทำก็ต่อเมื่อมี “เหตุจำเป็นจริงๆ” เท่านั้น เช่น…

• แม่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ
• มีสัญญาณอันตรายต่อลูกหรือแม่
• หรือมีเหตุฉุกเฉินอื่นๆ ที่ต้องรีบช่วยชีวิต



กรณีที่แม่เคยมีประวัติ “ผ่าตัดเนื้องอกมดลูก” มาก่อน
ก็ต้องดูรายละเอียดเป็นรายๆ ไป
ว่าแผลผ่าตัดนั้นอยู่ตรงไหน ใหญ่แค่ไหน ลึกแค่ไหน
เพราะแต่ละคน “ไม่เหมือนกัน” เลยครับ

แต่โดยทั่วไป…
การเคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกมาก่อน
จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะให้เด็กคลอดก่อน 37 สัปดาห์ นะครับ



🧡 สรุปคือ…
การคลอดก่อนกำหนดไม่ใช่เรื่องเล็ก
และไม่ใช่สิ่งที่หมอจะ “ตัดสินใจทำ”
ถ้าไม่เจอเหตุจำเป็นจริงๆ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบางครั้ง
อาจเป็นเหตุสุดวิสัยทางการแพทย์
ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นเลยจริงๆครับ

ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ
คำพูดที่ดีที่สุด…
อาจไม่ใช่การตั้งคำถาม
แต่คือ “กำลังใจ” ที่เราควรส่งต่อให้กันครับ 🙏🧡

29/01/2026

ผู้หญิงที่เคยผ่าตัดก้อนเนื้องอกมดลูกมาก่อนทำไมแพทย์ทุกคนจึงพูดถึงความเสี่ยง “มดลูกแตก” ตอนตั้งครรภ์?

ผู้หญิงจำนวนมากที่เคยผ่าตัดก้อนเนื้องอกมดลูก สามารถตั้งครรภ์และคลอดลูกได้อย่างปลอดภัยครับ แต่ในบางราย แพทย์อาจอธิบายถึงความเสี่ยงของภาวะที่เรียกว่า “มดลูกแตก (uterine rupture)” ซึ่งฟังดูน่ากังวล และหลายคนสงสัยว่า

ถ้าเคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก แปลว่าตั้งครรภ์อันตรายไหม?

คำตอบคือ มีความเสี่ยงที่ต้องดูแลไปด้วยกัน และไม่ใช่ทุกคนจะเสี่ยง แต่มีเหตุผลทางการแพทย์ที่ต้องระวังเป็นพิเศษครับ

🔍 จุดสำคัญอยู่ที่ “รอยแผลผ่าตัดเดิม” ที่อยู่บนมดลูก

การผ่าตัดเนื้องอกมดลูก ทำให้ผนังมดลูกมี แผลเป็น โดยแม้แผลจะหายดีจากภายนอก แต่ในระดับโครงสร้าง 👉 กล้ามเนื้อมดลูกบริเวณนั้น ไม่เหมือนเดิม 100%

โดยแผลเป็นบนมดลูกนั้นจะ
• ยืดหยุ่นได้น้อยกว่าเดิม
• รับแรงดึงได้น้อยกว่ากล้ามเนื้อปกติ

ดังนั้นเมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์
• มดลูกจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้น
• น้ำหนักทารกเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสสุดท้าย
• มดลูกเริ่มมีการหดรัดตัว บีบตัวเป็นครั้งคราวโดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด

ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจทำให้แผล ปริหรือฉีกขาด ได้ในคนท้องบางราย

📌 ใครบ้างที่มีความเสี่ยงมากขึ้น?

คนที่เคยผ่าตัดมีเสี่ยงครับ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เคยผ่าตัดจะเสี่ยงเท่ากัน ความเสี่ยงจะสูงขึ้นหาก

🔸 การผ่าตัดเดิมนั้นผ่าตัดลึกเข้าถึงโพรงมดลูก
🔸 ผ่าตัดก้อนใหญ่มากหรือหลายตำแหน่ง
🔸 แผลอยู่บริเวณยอดมดลูก (ด้านบนของมดลูก)
🔸 เว้นระยะการตั้งครรภ์ไม่นานหลังการผ่าตัดเนื้องอก

📊 แล้วมดลูกแตกเกิดบ่อยแค่ไหน?

เกิดไม่บ่อย โดยจากข้อมูลทางการแพทย์

• พบภาวะมดลูกแตกหลังผ่าตัดเนื้องอกมดลูกประมาณ 0.5–1%
• หรือประมาณ 1 ใน 100–200 คน

👉 จึงหมายความว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ “ไม่เกิด” ภาวะนี้ จึงไม่ต้องกังวลจนไม่กล้าที่จะตั้งท้อง แต่ถ้าจะตั้งท้องต้องเตรียมประวัติการผ่าตัดให้ครบถ้วน เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการดูแลครรภ์ไปด้วยกันครับ

🚨 อาการที่ควรรีบพบแพทย์

หญิงตั้งครรภ์ที่เคยผ่าตัดมดลูก หากมีอาการต่อไปนี้ ควรไปโรงพยาบาลทันที

• ปวดท้องรุนแรงหรือปวดต่อเนื่องผิดปกติ
• มีเลือดออกทางช่องคลอด
• เวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม
• ลูกดิ้นน้อยลง หรือไม่ดิ้น

💡 สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกคนเข้าใจ

✅ เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูก คนท้องมีความเสี่ยง แต่ไม่ใช่ว่าต้องเกิดมดลูกแตกทุกราย

❗ ควรฝากครรภ์อย่างใกล้ชิด และแจ้งข้อมูลกับแพทย์ทุกครั้งว่าเคยผ่าตัดอะไร ผ่าไปเมื่อไหร่ ก้อนขนาดเท่าใด ผ่าเข้าในโพรงมดลูกไหม เป็นต้นครับ แล้วจะมีการเฝ้าระวังไปด้วยกัน ประคับประคองไปด้วยกันอย่างเข้าใจครับ

29/01/2026

มดลูกแตก uterine rupture เป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดขึ้นจากผนังมดลูกแตกหรือปริออก
ทำให้มีเลือดออกในช่องท้องจำนวนมหาศาล ซึ่งจะทำให้แม่ช็อคจากการเสียเลือดและเสียชีวิตได้

ส่วนทารกมักจะเสียชีวิตในครรภ์ ปัจจัยสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้แก่ตัวมดลูกมีแผลเป็น
เช่นเคยทำการผ่าตัดเช่นผ่าเนื้องอกผ่าคลอด มาก่อน หรืออาจเกิดจากการใช้ยากระตุ้นการรัดตัวของมดลูก
หรือการคลอดติดขัดเพราะเด็กคลอดยาก

มีอาการมดลูกแตกจะมีอาการปวดท้องเฉียบพลันมีอาการหน้ามืดใจสั่นเพราะเสียเลือด
อาจมีเลือดออกทางช่องคลอด รู้สึกว่าเด็กดิ้นน้อยลงหรือเด็กไม่ดิ้นเลย
ถ้าอาการแบบนั้นต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

15/01/2026

💧 เวลาหมอตรวจเจอน้ำคร่ำ “ต่ำกว่าปกติเล็กน้อย” (AFI 5.1–8 cm) ถึงแม้ว่ายังไม่เข้านิยาม “น้ำคร่ำน้อย” แต่ก็อาจไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด

👩‍🦰 ข้อมูลสำหรับคนท้อง

🌱 รู้ไว สามารถดูแลได้
• น้ำคร่ำค่อนต่ำไปเล็กน้อย ก็อาจไม่ได้ปลอดภัย 100% แล้ว
แม้ยังไม่เข้าข่าย “น้ำคร่ำน้อย” แต่ก็ต้องติดตามใกล้ชิดขึ้นกว่าทั่วไปครับ

• น้ำคร่ำที่ลดลงนี้ เป็นสัญญาณเตือนเบา ๆ จากรก ที่อาจหมายถึงการทำงานของรกเริ่มลดลง แม้ลูกจะยังดูแข็งแรงดีก็ตาม
• ช่วงใกล้คลอดต้องระวังเป็นพิเศษ
น้ำคร่ำที่ลดลงอาจทำให้ลูกมีภาวะเครียดระหว่างคลอดได้ง่ายขึ้นเช่นสานสะดือถูกกดทับง่ายขึ้น ทดต่อการขาด oxygen ได้น้อยลง
• แต่ภาวะนี้เมื่อตรวจเจอ ไม่จำเป็นต้องรีบคลอดทุกคน แต่ทีมของหมอจะพิจารณาเป็นราย ๆ โดยดูอายุครรภ์ การดิ้น การเติบโต และผลตรวจอื่น ๆเข้ามาประกอบครับ ถ้ามีหลายๆอย่างชวนให้สงสัยมากขึ้นว่าสุขภาพน้องมีปัญหาคราวนี้หละครับ อาจต้องพิจารณาการคลอดต่อไปไม่รอให้เจ็บเอง

• คุณแม่มีส่วนช่วยได้ อย่างไรบ้าง
🧡 สังเกตการดิ้นของลูก นับลูกดิ้นอย่างถูกวิธี
🧡 มาตรวจตามนัด และแพทย์จะนัดถี่ขึ้น

✨ น้ำคร่ำลดลงเล็กน้อย = ยังไม่อันตราย แต่ต้อง “ดูแลใกล้ขึ้น”

••••••••

🩺 ข้อมูลสำหรับ บุคลากรทางการแพทย์

🔍 Practical points ที่นำไปใช้จริง
• Borderline AFI (5.1–8 cm) ไม่ควรถูกจัดเป็น normal อีกต่อไปเพราะผลการตั้งครรภ์ไม่เท่ากับ normal AFI

ภาวะนี้มีความสัมพันธ์กับ การผ่าตัดคลอด, ภาวะ fetal distress และ เพิ่มอัตราการต้องนอน ICU ของน้องแรกเกิดมากขึ้นชัดเจน

• ภาวะน้ำคร่ำลดลงสะท้อน subtle placental dysfunction ถึงแม้ไม่มี SGA → ไม่ควร dismiss ว่า benign condition

• Term pregnancy ก็ยังมี risk signal ไม่ใช่เฉพาะ preterm หรือ very preterm

• Management เน้น surveillance ไม่ใช่ reflex induction ต้องติดตามใกล้ชิด ตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่า fetal well-being ดีและตั้งครรภ์ต่อได้อีกนานแค่ไหน

••••••••

ถ้าจำได้แล้วว่า …

AFI < 5 cm. คือน้ำคร่ำน้อย ต้องทำอะไรหลายๆอย่างโดยด่วน

วันนี้ถ้าตรวจเจอว่า …

AFI 5.1-8 cm. คือน้ำคร่ำระดับ borderline ที่อาจมีอะไรซ่อนอยู่ที่หมอสูติต้องหาเพิ่มเติมและวางแผนการตรวจเพิ่มเติมใกล้ชิดนะครับ

15/01/2026

งานกลางคืนกับการตั้งครรภ์:

เรื่องที่พยาบาลและผู้หญิงที่ต้องทำงานเป็นกะควรรู้

ไม่ว่าคุณจะกำลังตั้งครรภ์ กำลังวางแผนมีบุตร หรือดูแลเพื่อนร่วมงานที่ตั้งครรภ์ ข้อมูลต่อไปนี้คือสิ่งที่งานศึกษาล่าสุดในต่างประเทศหลายๆชิ้น บอกเราเกี่ยวกับ “ผลของการทำงานกะกลางคืนและชั่วโมงทำงานที่มีผลในระยะยาวต่อการตั้งครรภ์” ที่ควรรู้และเตรียมการไว้ครับ

••••••••

1. งานกะกลางคืนเพิ่มความเสี่ยงแท้งบุตร

จากการศึกษาขนาดใหญ่ในประเทศในยุโรปซึ่งใช้ข้อมูลเวลาทำงานจริงจากระบบเงินเดือน พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานกะกลางคืน ตั้งแต่ 2 กะขึ้นไปต่อสัปดาห์ หลังอายุครรภ์ 8 สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงต่อการแท้งเพิ่มขึ้น 32% และยิ่งทำงานกะกลางคืนมาก ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้นตามลำดับ

เชื่อกันว่าสาเหตุอาจมาจากหลายๆอย่าง และที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการรบกวนวงจรนาฬิกาชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงรกครับ เพราะเวลากลางคืนเป็นเวลานอนของคนส่วนใหญ่นั่นเอง

2. ความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดยังไม่ชัดเจน – แต่งานหนักมีผลกว่า

แม้ว่างานศึกษาจะไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างการทำกะกลางคืนในไตรมาสแรกและไตรมาสที่สองกับความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด แต่ งานวิเคราะ (meta-analysis) ของ 62 งานวิจัย กลับพบว่า:
• การทำงาน กะกลางคืนตายตัวไม่เปลี่ยนกะเลย เล่นแบบควงยาวๆ เพิ่มความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด 21%
• การทำงาน มากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มความเสี่ยง:
• คลอดก่อนกำหนด
• ทารกน้ำหนักน้อย
• ทารกตัวเล็กกว่าเกณฑ์อายุครรภ์

หากทำงานเกิน 55.5 ชั่วโมง/สัปดาห์ จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีก 10% สำหรับการคลอดก่อนกำหนด

3. ความดันโลหิตสูงในครรภ์

การทำงาน กะกลางคืนต่อเนื่อง หรือมีเวลาเว้นระหว่างกะสั้นๆ (เรียกว่า quick return น้อยกว่า 11 ชั่วโมง) ในช่วง ครึ่งแรกของการตั้งครรภ์ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อ ครรภ์เป็นพิษและความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในผู้ที่มี ภาวะอ้วน ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นถึง 4–5 เท่า

4. กะสลับ (Rotating Shifts) ก็มีผลนะครับ

เมื่อเทียบกับการทำกะกลางวันแบบตายตัว การทำงานแบบกะสลับเพิ่มความเสี่ยงในระดับปานกลางต่อ:
• คลอดก่อนกำหนด
• ทารกตัวเล็กกว่าเกณฑ์
• ครรภ์เป็นพิษ
• ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

5. ผลต่อพัฒนาการของเด็ก

งานศึกษาทารกที่เกิดจากแม่ที่ทำงานกะกลางคืนอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการเกิด พัฒนาการล่าช้า เช่น:
• เดินได้มั่นคงช้ากว่าเกณฑ์
• ขีดเขียนได้ช้ากว่าเกณฑ์
• ตอบสนองต่อการเรียกช้ากว่าเกณฑ์

••••••••

แล้วเราจะทำยังไงอย่างไรได้บ้าง?

• หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนมีลูก ควรปรึกษาผู้บังคับบัญชาเพื่อขอปรับเวลาการทำงาน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงกะกลางคืนที่ต่อเนื่องและ การถูกทำงานแบบ quick return

• พยายาม จำกัดชั่วโมงทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมง/สัปดาห์

• หากคุณดูแลเพื่อนร่วมงานที่ตั้งครรภ์ ช่วยกันปรับตารางงานเพื่อช่วยให้เพื่อนได้ปลอดภัยและสุขภาพครรภ์ดี

• สนับสนุนให้องค์กรมีนโยบายที่คุ้มครองสำหรับพนักงานที่มีการทำงานเป็นกะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกะกลางคืน

••••••••

ที่อยู่

4/1-2 ถ. ร่วมใจ อ. เมืองฯ
Yasotorn
35000(ตลาดไนท์บาซ่าเดิม)

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
อังคาร 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
พุธ 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
พฤหัสบดี 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00
ศุกร์ 08:00 - 13:00
17:30 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

0852416229

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธรผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง คลินิกแพทย์อนุสรณ์ ยโสธร:

แชร์