01/19/2026
"การปฏิบัติ
เราจะเดินก็ให้ตั้งสัจจะไว้ว่า จะเดินเท่านี้เท่านั้น
หรือเราจะนั่งวันหนึ่ง คืนหนึ่ง หรือถ้าเราสู้ไม่ไหว
เราก็เอาแต่พอสมควร ให้ตั้งใจจริงๆ
กำหนดตั้งสัจจะไว้ในจิต ในใจ ละความมัวเมาออกให้หมด
คอยกำหนดจิตเข้ามาสู่...ภายใน ให้ใจเบิกบาน
ตั้งความสัจจ์ว่า จะภาวนาเป็นเวลาเท่านั้น เท่านี้
หรือถ้าจะเดินก็ให้กำหนดระวังรักษาจิตใจ
ของเราให้แช่มชื่นเบิกบาน ไม่ปล่อยใจให้เป็น
ธรรมเมา รักษาจิตใจ ให้ตั้งอยู่...เฉพาะธรรมโม
อย่าละความเพียรความพยายาม
ให้เพียรติดต่อกันจะเป็นวันหนึ่ง หรือคืนหนึ่งก็ได้ เช่น ตั้งสัจจะว่าจะนั่งตลอดคืนจะไม่นอน อย่างนี้
ตั้งสัจจะไว้อย่างนี้เป็นการดี
ตั้งสัจจะต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วตั้งใจให้ดี คอยระวังรักษาจิตใจของเรานั้นแหละ ให้ผ่องใสตลอดไป ให้พยายามรักษาความดี ความหมั่นความขยันของเราไว้
ให้สละความเกียจคร้านออกไปเสีย
ปกติจิตของเรานี้ มักจะไหลไปสู่ความเกียจคร้านความลุ่มหลง
เราต้องพยายามหาอุบายมาเตือนตน อยู่...เสมอ
ด้วยความเพียรความหมั่น
ให้รักษากาย วาจา ใจ ของเราได้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ในสิกขาวินัย นำความผิดความชั่ว
ออกจากกาย จากวาจา จากใจ
การปฏิบัติภาวนา
ที่จะให้จิต อยู่ในธรรมโม ต้องพิจารณากลับไป
กลับมา และหาอุบายแยบคายมาตักเตือนจิต
ด้วยความเพียรติดต่อกัน
อาศัยความเพียรเป็นไปติดต่อ จึงจะชนะความเกียจคร้านได้
ความมัวเมา ความประมาทอันใดมี
ก็ให้ละเสียได้ วางเสีย ทำจิตใจของเราให้ตั้ง
อยู่...ในธรรมโม พิจารณากลับไปกลับมา อยู่...
อย่างนี้
ต้องอาศัยความเพียร ความหมั่น ความขยัน
ไม่เช่นนั้น...จิตมักจะตกไปสู่ความเกียจคร้าน
เราต้องตักเตือนข่มขู่ ชักจูงแนะนำจิตของเรา ด้วยอุบายแยบคาย
ถ้าจิตใจมันเกียจคร้าน เราต้องหาอุบายมาตักเตือน ชักจูงแนะนำ ให้มีความอาจหาญ ร่าเริง
ให้เกิดความอุตสาหะ ขยันหมั่นเพียร ไม่ปล่อย
ให้จิตนิ่งเฉยเกียจคร้าน
เราต้องละความเกียจคร้าน ความไม่ดีของจิต ด้วยอบรมภาวนาอย่างนี้ ถ้าเราตักเตือนชี้นำ
ด้วยอุบายอันชอบ ในที่สุดจิต...ก็จะฟังเหตุผล เกิดความมุมานะพยายามในความเพียร
เราต้องข่มขู่ตักเตือนบ่อยๆ
ในสมัยที่จิตนิ่งเฉยต่อความเพียร เราคอยประคับประคองจิต ด้วยอุบายข่มขู่ตักเตือนด้วยอุบายแยบคาย จิต ย่อมจำนนต่อเหตุผล
ระวังรักษาสติไว้ อย่าให้หลงลืม ฝึกหัดให้เกิดความรู้ ความฉลาดเกิดขึ้นในจิตในใจ ของตน
จิต ของเรา...
ถ้ามันเกียจคร้านขึ้นมา มันจะให้เรานอนท่าเดียว
ถ้ามันเกิดอย่างนี้ขึ้นมา
เราต้องหาอุบายมาข่มขู่ ตักเตือน อุบายใดที่ยกขึ้นมาชี้แจงแล้วจิตยอมเชื่อฟัง
นั่นแหละ ! คืออุบายที่ควรแก่จิตในลักษณะนั้น และในขณะนั้นๆ
ถ้าเราไม่ข่มขู่ชี้โทษโดยอุบายที่ชอบ ใครเขาจะมาตักเตือนเรา
บางครั้งจิต ถ้ามันเกียจคร้านขึ้นมา
มันจะวางเฉยในอารมณ์ทั้งหมด ในลักษณะเช่นนี้แหละ เราต้องหาอุบายมาทำให้จิตตื่น ให้ได้
เช่น ไหว้พระสวดมนต์ หรือยกธรรมบทใดบทหนึ่งขึ้นมาพิจารณา
ให้ตั้งอยู่ในความหมั่นเพียร
ในคุณงามความดีของตน พยายามเพ่งดูในจิต
ในใจของเรานี้แหละ ถ้าไม่อาศัยความขยันหมั่นเพียรไม่ได้ จิต เรานี้มันมักจะไหลไปสู่อารมณ์ต่างๆ เป็นอดีต อนาคตไป เราต้องหาอุบายมาชี้
แจงให้ตั้ง อยู่...ในปัจจุบันธรรม
จิตยิ่งเกียจคร้าน
ยิ่งต้องพยายามตักเตือน โดยอุบายมากขึ้น
ให้ทัดเทียมกัน ถ้าเรา...ไม่หมั่นหาอุบายมา
อบรมจิตแล้ว ส่วนมากจิตมักจะเกิดความเฉื่อยชา วางเฉย ดังนั้น...
อุบายจึงเป็นของสำคัญ ยกขึ้นสู่การพิจารณาชี้แจง ให้จิตอาจหาญ ร่าเริง เห็นแจ้งในจิต ใน
ใจ ของเรา
ถ้าจิต ยิ่ง...เกิดเกียจคร้านเท่าไร
เราก็ต้องเพิ่มความพยามตักเตือนโดยอุบาย
ให้มากขึ้น ให้เท่าเทียมกันจนเกิดความขยัน
ขันแข็ง เบิกบานผ่องใส
ให้ตั้งอกตั้งใจตั้งสัจจะ ตรงต่อคุณพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ ให้เกิดความอุตสาหะวิริยะ ความพากความเพียรในภาวนาในคุณความดี
ให้ตั้งอยู่ในสิกขาวินัย ในความหมั่นความเพียร ให้ตั้งความสัจจ์ความเพียรไว้ อย่าเป็นคนเกียจ
คร้าน
พระพุทธเจ้าสั่งสอนเรา ให้ตั้งอยู่ในมรรคในผล ให้พยายามรักษาจิต รักษาใจของเรา
อาศัยความองอาจกล้าหาญ ในความพากความเพียรของเรา อย่าอ่อนแอท้อแท้
เราต้องสู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าองอาจกล้าหาญ
จึงจะผ่านอุปสรรคไปได้
ให้รักษาตา รักษาหู รักษาจมูก รักษากาย
รักษาใจของตน ในทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง
นอน."
โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
องค์หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยปั๋ง อ.พร้าว .เชียงใหม่
หนังสือโอวาทธรรมหลวงปู่แหวน
พระอริยะแห่งดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่,
Cr.พระนาค อตฺถวโร วัดสัมพันธวงศ์
ผู้เรียบรียง